Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (981)
- Medical Sciences (830)
- Engineering (502)
- Physical Sciences and Mathematics (489)
-
- Nursing (445)
- Education (401)
- Dentistry (357)
- Life Sciences (355)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Sports Sciences (286)
- Veterinary Medicine (284)
- Public Health (272)
- Business (246)
- Economics (220)
- Sociology (220)
- Chemistry (191)
- Arts and Humanities (183)
- Architecture (181)
- Psychology (161)
- Law (156)
- Health and Physical Education (145)
- Mental and Social Health (145)
- Other Mental and Social Health (143)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (136)
- Environmental Sciences (133)
- Civil and Environmental Engineering (126)
- Communication (120)
- Communication Technology and New Media (120)
- Mass Communication (120)
- Keyword
Articles 1801 - 1830 of 6481
Full-Text Articles in Entire DC Network
Prognostic Factors For Treatment Outcomes In Epilepsy Patients With Hippocampal Sclerosis In King Chulalongkorn Memorial Hospital, Pharanpong Taemeeyapradit
Prognostic Factors For Treatment Outcomes In Epilepsy Patients With Hippocampal Sclerosis In King Chulalongkorn Memorial Hospital, Pharanpong Taemeeyapradit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Study aimed to identify predictors and develop a guided prediction tool for persistent seizures in a large hippocampal sclerosis (HS) cohort to aid early referral for epilepsy surgery in at-risk patients. Materials and Methods: We studied patients with temporal lobe epilepsy and hippocampal sclerosis (TLE-HS). We evaluated demographic data, seizure characteristics, and MRI findings to identify predictors of persistent seizures. Cumulative incidence function and competing risk analysis were used. A prediction tool for persistent seizures was developed based on significant predictors. Results: Of 568 TLE-HS patients. Five predictors of persistent seizures were identified: seizure frequency >50 times/month, psychiatric comorbidity, …
อัตราการใช้พลังงานในการทำกิจกรรมของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, มยุรา นิเทศนพกุล
อัตราการใช้พลังงานในการทำกิจกรรมของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, มยุรา นิเทศนพกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: การใช้พลังงานขณะพักและขณะทำกิจกรรมมีความแตกต่างกันตามช่วงอายุและรูปแบบการทำกิจกรรม ผู้สูงอายุมีอัตราการใช้พลังงานต่างจากช่วงอายุอื่น และผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีการใช้พลังงานในการหายใจเพิ่มขึ้น การประมาณอัตราการใช้พลังงานในกลุ่มผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจึงมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอัตราการใช้พลังงานในขณะทำกิจกรรม และยังไม่มีการศึกษาในประชากรกลุ่มนี้ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอัตราการใช้พลังงานในการทำกิจกรรมของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในภาวะอาการคงที่เปรียบเทียบกับอัตราการใช้พลังงานในผู้สูงอายุสุขภาพดี วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาเพื่อประเมินอัตราการใช้พลังงานขณะพักและขณะทำกิจกรรมต่างๆ 6 กิจกรรมที่มีความหนักแตกต่างกันในผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในภาวะคงที่และผู้สูงอายุสุขภาพดี โดยคัดเลือกอาสาสมัครที่มีอายุมากกว่า 60 ปี วัดอัตราการใช้พลังงานโดยใช้ค่า oxygen uptake (VO2) ขณะนอนนิ่งเป็นระยะเวลา 10 นาที และขณะทำกิจกรรมเป็นระยะเวลา 5 นาที ได้แก่ ยืนแกว่งแขน กวาดพื้น ยืนพับผ้า ปั่นจักรยาน เดินสายพานความเร็ว 1.5 mph, 0% grade และความเร็ว 1.8 mph, 5% grade โดยเปรียบเทียบอัตราการใช้พลังงานในแต่ละกิจกรรมของอาสาสมัครทั้งสองกลุ่ม และเปรียบเทียบกับค่าอ้างอิงมาตรฐาน ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 55 คน เป็นผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 26 ราย (เพศชาย 25 ราย คิดเป็น 96.2%) และผู้สูงอายุสุขภาพดี 29 ราย (เพศชาย 15 ราย คิดเป็น 51.7 %) มีอายุเฉลี่ย±SD 69.2±5.6 ปี และ 64.1±4.5 ปีตามลำดับ โดยมีความรุนแรงของการอุดกั้นทางเดินหายใจระดับปานกลาง (FEV1 74.5%, IQR 53-82) คิดเป็น 50% พบว่าอัตราการใช้ออกซิเจนในการทำกิจกรรมแกว่งแขนของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีค่าเฉลี่ยของอัตราการใช้พลังงานมากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุสุขภาพดี (VO2 7.9±1.4 เทียบกับ 6.8±1 mL/kg/min ตามลำดับ, P=0.001) แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในขณะทำกิจกรรมอื่น สรุปผล: ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีอัตราการใช้พลังงานในกิจกรรมแกว่งแขนสูงกว่าผู้สูงอายุสุขภาพดี แต่ไม่พบความแตกต่างของอัตราการใช้พลังงานระหว่างสองกลุ่มในการทำกิจกรรมอื่น
แนวทางการบริหารจัดการเพื่อมุ่งสู่โรงแรมสีเขียวอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา โรงแรมป่าตอง เบย์ ฮิลล์, ณัฐวัฒน์ สุกใส
แนวทางการบริหารจัดการเพื่อมุ่งสู่โรงแรมสีเขียวอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา โรงแรมป่าตอง เบย์ ฮิลล์, ณัฐวัฒน์ สุกใส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ เรื่อง แนวทางการบริหารจัดการเพื่อมุ่งสู่โรงแรมสีเขียวอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษา โรงแรมป่าตอง เบย์ ฮิลล์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการโรงแรมสีเขียวอย่างยั่งยืน รวมถึงปัญหาและอุปสรรคที่พบในการบริหารจัดการ และเสนอแนะแนวทางเพื่อความยั่งยืน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร บทความ สื่อออนไลน์ และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหาร ผู้จัดการ และพนักงานของโรงแรมป่าตอง เบย์ ฮิลล์ จำนวน 16 คน ผลการศึกษาพบว่า ผู้บริหารมีความตั้งใจที่จะเข้าร่วมโครงการ Green Hotel ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงเผชิญกับปัญหาด้านการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนและการพัฒนาบุคลากร อย่างไรก็ตาม จุดแข็งสำคัญของโรงแรมคือผู้บริหารที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและเป็นแบบอย่างในเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม ข้อเสนอแนะจากการศึกษา ได้แก่ การออกนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน และการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อวางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดทำรายงานสิ่งแวดล้อมประจำปี เพื่อให้โรงแรมสามารถพัฒนาเข้าสู่ Green Hotel และนำไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
การวิเคราะห์การจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม กรณีศึกษาบริษัทจดทะเบียนในรายชื่อหุ้นยั่งยืน กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค, ธัญญลักษณ์ บุญลพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ได้ศึกษากรอบแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับการคัดเลือกเข้ารายชื่อหุ้นยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในมิติสิ่งแวดล้อม ด้านการจัดการสภาพภูมิอากาศของบริษัทจดทะเบียนกลุ่มอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภค พบว่า มีแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนที่สอดคล้องกับแนวคิด Triple Bottom Line ที่วัดประสิทธิภาพของการดำเนินธุรกิจไม่เพียงแค่จากมุมมองการทำกำไรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ทั้งนี้สามารถถอดบทเรียนและนำไปประยุกต์ใช้ภายในองค์กร โดยเริ่มจากการจัดตั้งคณะกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเมินความเสี่ยง โดยระดับความเสี่ยงสูงที่สุด คือ ความเสี่ยงจะโดนมาตรการกีดกันทางการค้าด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเสี่ยงจากภาวะร้อนจัด และภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อวัตถุดิบหลักขององค์กร ต่อมาประเมิน และวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร มี 64,998.88 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็น Scope 1 (7%), Scope 2 (7%) และ Scope3 (86%) และเสนอแผนการจัดการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ให้มีการจัดทำโครงการ และกำหนด KPI เพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การติดตั้งโซลาร์รูฟ การใช้เชื้อเพลิงสะอาด หรือการเปลี่ยนเครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆมาเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟ และเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบรีไซเคิล และวัตถุดิบจากธรรมชาติ
แนวทางการพัฒนาการจัดการการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในพื้นที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต, ปรีชาวุฒิ กี่สิ้น
แนวทางการพัฒนาการจัดการการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในพื้นที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต, ปรีชาวุฒิ กี่สิ้น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว ระดับความสำคัญ ประสิทธิภาพ และเสนอแนวทางพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ในพื้นที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่หาดป่าตอง จำนวน 400 คน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการการท่องเที่ยว จำนวน 12 คน ใช้แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความสำคัญและประสิทธิภาพ โดย 1) พฤติกรรมนักท่องเที่ยว พบว่า ส่วนใหญ่ท่องเที่ยว 2 ครั้งต่อปี ในวันเสาร์-อาทิตย์ เฉลี่ย 2 วันต่อครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อการพักผ่อน รับรู้ข้อมูลการท่องเที่ยวจากสื่อบุคคล ตัดสินใจท่องเที่ยวด้วยตนเอง นิยมเดินทางท่องเที่ยวกับเพื่อน จัดการท่องเที่ยวด้วยตนเอง เดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคล ให้ความสนใจกิจกรรมการรับประทานอาหารในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว พักในโรงแรม ใช้จ่ายในการเดินทาง 10,001-15,000 บาทต่อครั้ง ใช้จ่ายเป็นค่าที่พักแรมมากที่สุด 2) นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญต่อการจัดการด้านการเดินทางและการขนส่งมากที่สุด 3) นักท่องเที่ยวประเมินการจัดการประสิทธิภาพด้านการเดินทางและการขนส่ง โดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 4) สามารถสร้างแนวทางได้สามแนวทาง คือ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
การวิเคราะห์ความเสี่ยงของการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน, ศุภฤกษ์ พุกพัก
การวิเคราะห์ความเสี่ยงของการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน, ศุภฤกษ์ พุกพัก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูง อีกนัยหนึ่งคือเทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี ค.ศ. 2030 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี ค.ศ. 2065 โดยงานวิจัยนี้ได้ศึกษาการวิเคราะห์ความเสี่ยงและเสนอกลยุทธ์ของ CCS ที่มีผลต่อการบริหารจัดการในประเทศไทย พบว่า ผลการวิเคราะห์ผลการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้วย TOE, SWOT อาทิ เช่น 1) การสร้างกองทุนในการบริหารจัดการโดยตรง 2) การหาแหล่งเงินทุนในการอุดหนุน 3) การสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของข้อมูลในการ MMV และกลยุทธ์ของเทคโนโลยี CCS อาทิ เช่น 1) การปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบทางภาษีเพื่อรองรับการยกเว้นภาษี 2) การเสนอสิทธิประโยชน์และการลดหย่อนภาษีสำหรับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนภายในประเทศ 3) การเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ MMV ให้กับประชาชนรับทราบผ่านช่องทางต่าง ๆ และขอเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการศึกษาข้อมูลเชิงเทคนิคหรือเชิงนโยบายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าของการดำเนินงานเป็นระยะ ๆ และเร่งรัดการขับเคลื่อนการสนับสนุนเชิงนโยบาย มาตรการ หรือกลไกต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถให้ประเทศไทยเข้าใกล้เป้าหมายที่ได้กำหนดไว้
ค่าเฉลี่ยของความหนาของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอจากการตรวจหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอด้วยคลื่นความถี่สูงกับชนิดของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันและผลลัพธ์ความพิการ, วงศ์กนก ก่อวัฒนมงคล
ค่าเฉลี่ยของความหนาของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอจากการตรวจหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอด้วยคลื่นความถี่สูงกับชนิดของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันและผลลัพธ์ความพิการ, วงศ์กนก ก่อวัฒนมงคล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าเฉลี่ยของความหนาของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอจากการตรวจหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอด้วยคลื่นความถี่สูงกับโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่มีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดแดงใหญ่แข็งและโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดแดงใหญ่แข็งและผลลัพธ์ความพิการ วิธีการวิจัย การศึกษาเชิงวิเคราะห์ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่รับการรักษาในหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2566 โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบบตัวแปรเดียวและการวิเคราะห์ข้อมูลแบบหลายตัวแปรในการทำนายชนิดของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันและผลลัพธ์ความพิการที่ 3 เดือนหลังการเกิดโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลัน ผลการวิจัย ผู้ป่วย 43 คน (ร้อยละ 47.3) เป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่มีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดแดงใหญ่แข็ง ค่าเฉลี่ยของความหนาของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่มีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดแดงใหญ่แข็ง (0.81 มิลลิเมตร ± 0.15 มิลลิเมตร) สูงกว่าในผู้ป่วยสาเหตุอื่น (0.66 มิลลิเมตร ± 0.14 มิลลิเมตร, p
การศึกษาการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม เพื่อเปรียบเทียบการกำจัดสารยูริมิกที่จับกับโปรตีน โดยใช้ตัวกรองชนิดที่มีรูกรองใหญ่พิเศษในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องรับการฟอกเลือดด้วยวิธีออนไลน์ฮีโมไดอะฟิลเตรชั่นแบบพรีไดลูชั่น เปรียบเทียบกับการฟอกเลือดด้วยวิธีมาตรฐาน, รสนันท์ ชูแสงเลิศวิจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความสำคัญและที่มาของปัญหา : ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องได้รับการฟอกเลือด พบว่าจะมีภาวะความเจ็บป่วย และอัตราการเสียชิวิตในระยะยาวมากกว่าคนปกติ เนื่องจากแม้ว่าจะได้รับการฟอกเลือดแล้ว แต่ก็ยังมีสารพิษที่จับกับโปรตีน (protein-bound uremic toxins, PUBT) และสารพิษที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ (large molecular weight uremic toxins, LMWT) จากวิธีมาตรฐาน (hemodialysis,HD) มาเป็นวิธีฮีโมไดอะฟิลเตรชั่น (hemodiafiltration, HDF) ซึ่งต้องอาศัยงบประมาณที่มาก นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาตัวกรอง จากตัวกรอง high-flux มาเป็นตัวกรองที่มีขนาดรูกรองใหญ่พิเศษ (super high-flux dialyzers, SHF) แต่พบว่าไม่มีความแตกต่างกันในการกำจัดสารพิษข้างต้น จึงเป็นที่มาของการศึกษานี้ว่าการนำตัวกรอง SHF มาประกอบกับการฟอกเลือดด้วยวิธี HDF สามารถกำจัดสารพิษเหล่านี้ได้มากขึ้นหรือไม่ เปรียบเทียบกับการฟอกเลือดด้วยวิธี HD ระเบียบวิธีวิจัย : การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายที่ปัสสาวะน้อยกว่า 100 มิลลิลิตร จำนวน 14 ราย และได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมโดยวิธี HDF และ HD โดยใช้ตัวกรองรูใหญ่พิเศษ ELISIO-21HX เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ และได้รับการฟอกเลือดด้วยวิธีเดิมก่อนเข้าวิจัยเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ จากนั้นสลับวิธีการฟอกเลือดเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์เช่นกัน เปรียบเทียบความสามารถในการกำจัด PBUT (free and total indoxyl sulfate, IS) and LMWT (β2-microglobulin, kappa and lambda free light chains) รวมถึงติดตามระดับอัลบูมินในเลือด และวัดการสูญเสียอัลบูมินในน้ำยาไตเทียม มีการติดตามภาวะโภชนาการ มวลกล้ามเนื้อ และสำรวจคุณภาพชีวิตระหว่างการศึกษาวิจัย ผลการศึกษา : การฟอกเลือดด้วยวิธี HD และ HDF ด้วยตัวกรอง SHF กำจัด free และ total IS ได้ไม่แตกต่างกัน …
ประสิทธิภาพของการใช้ยาลีโวฟลอกซาซินในการป้องกันภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดไมอิลอยด์ ที่รักษาด้วยยาไซทาราบีน ขนาดปานกลางหรือสูงระหว่างช่วงการรักษาหลังโรคสงบ, วรางคนา อัศววงศ์สวัสดิ์
ประสิทธิภาพของการใช้ยาลีโวฟลอกซาซินในการป้องกันภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดไมอิลอยด์ ที่รักษาด้วยยาไซทาราบีน ขนาดปานกลางหรือสูงระหว่างช่วงการรักษาหลังโรคสงบ, วรางคนา อัศววงศ์สวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาของปัญหางานวิจัย: ปัจจุบันวิธีการรักษาหลักของมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดไมอิลอยด์คือการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อชักนำให้โรคสงบ และการให้ยาเคมีบำบัดรักษาหลังโรคสงบเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่ยังเหลืออยู่ให้หมดไป ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยหลังได้รับยาเคมีบำบัด คือ ภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งนำไปสู่การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้น การเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น และยังทำให้เพิ่มอัตราการเสียชีวิตได้ จึงเป็นที่มาของงานวิจัยนี้ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของยาลีโวฟลอกซาซินในการป้องกันภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดไมอิลอยด์ที่รักษาด้วยยาไซทาราบีนขนาดปานกลางหรือสูงระหว่างช่วงการรักษาหลังโรคสงบ ระเบียบวิธีการวิจัย: สำหรับการศึกษาแบบไปข้างหน้า (ช่วงเดือนมกราคม ถึง ธันวาคม พ.ศ.2567) ผู้ป่วยทุกราย จะได้รับยาลีโวฟลอกซาซินขนาด 750 มิลลิกรัม รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลาทั้งหมด 10 วัน เริ่มในวันที่ 5 หลังได้ยายาไซทาราบีน ครบแล้ว จากนั้นติดตามอาการและเฝ้าระวังภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ โดยเปรียบเทียบผลกับการศึกษาแบบย้อนหลัง(ช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2563 ถึง ธันวาคม พ.ศ.2566) ซึ่งผู้ป่วยไม่ได้รับประทานยาลีโวฟลอกซาซิน โดยผลการศึกษาหลักคืออัตราการเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยที่เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 36 คน เป็นเพศชายร้อยละ 60 อายุเฉลี่ย 45 ปี ขนาดยาไซทาราบีนเฉลี่ย 2.5 g/m2 แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับยาลีโวฟลอกซาซิน 12 คน และไม่ได้รับยาลีโวฟลอกซาซิน 24 คน พบว่ากลุ่มที่ได้รับยาลีโวฟลอกซาซินมีอัตราการเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำที่น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยาลีโวฟลอกซาซินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (33.3% vs. 100%, P
ความสัมพันธ์ของดัชนีมวลกายต่อ อัตราการเสียชีวิตภายในโรงพยาบาลของ ผู้ป่วยที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ด้วยภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก, วสุพล มโนมัยพันธุ์
ความสัมพันธ์ของดัชนีมวลกายต่อ อัตราการเสียชีวิตภายในโรงพยาบาลของ ผู้ป่วยที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ด้วยภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก, วสุพล มโนมัยพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พื้นหลัง: ความขัดแย้งเกี่ยวกับโรคอ้วนถูกสังเกตในโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยผู้ป่วยที่มีน้ำหนักมากกว่าโอกาสรอดชีวิตป่วยที่ผอม อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งนี้ในบริบทของ ภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่และขาดหลักฐานโดยเฉพาะในประชากรไทย การศึกษานี้มุ่งหวังที่จะชี้แจงผลกระทบของดัชนีมวลกายต่อการรอดชีวิตในระยะสั้นและระยะยาวในผู้ป่วย กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก วิธีการ: การศึกษานี้เป็นการวิเคราะห์ย้อหลังข้อมูลผู้ป่วยจากทะเบียน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก ของ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในช่วงสิบปี (พ.ศ. 2555-2565) วัตถุประสงค์หลักคือการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีมวลกาย และการเสียชีวิตภายในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก ผลลัพธ์รอง ได้แก่ การประเมินอัตราการเสียชีวิตที่ 30 วันและ 1 ปี โดยจำแนกดัชนีมวลกายผู้ป่วยเป็น 3 กลุ่ม คือ ดัชนีมวลกาย ต่ำ = 23 กก./ม^2). ข้อมูลการเสียชีวิตถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยแบบหลายตัวแปรเพื่อปรับค่าสำหรับปัจจัยที่อาจสร้างความสับสน เช่น อายุ, เพศ, โรคร่วม, และตัวแปรการรักษา ผลการศึกษา: หลังจากที่ข้อมูลไม่สมบูรณ์ของผู้ป่วย 61 คนถูกตัดออก, ผู้ป่วย STEMI จำนวน 1,776 คนถูกจัดกลุ่มตามดัชนีมวลกาย (BMI) ได้แก่ กลุ่ม BMI ต่ำ (100 คน), กลุ่ม BMI ปกติ (570 คน) และกลุ่ม BMI สูง (1,106 คน). การศึกษาพบว่าอัตราการเสียชีวิตที่ต่ำที่สุดใพบนกลุ่ม BMI สูง (6.8%) เมื่อเทียบกับกลุ่ม BMI ปกติ (10.2%) และกลุ่ม BMI ต่ำ (15%). การวิเคราะห์เชิงเดี่ยวพบว่า ดัชนีมวลกาย สูงมีส่วนทำให้อัตราการเสียชีวิตลดลง (OR 0.642, 95% CI 0.449-0.919, p=0.016 เทียบกับ ดัชนีมวลกาย ปกติ; OR 0.412, 95% CI 0.227-0.749, p=0.004 เทียบกับ …
Effect Of Control Of Fluid Balance On Sleep Apnea In Peritoneal Dialysis With Volume Overload State: A Pre- And Post- Experimental Study, Seelwan Sathitratanacheewin
Effect Of Control Of Fluid Balance On Sleep Apnea In Peritoneal Dialysis With Volume Overload State: A Pre- And Post- Experimental Study, Seelwan Sathitratanacheewin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Sleep apnea is prevalent in end-stage kidney disease (ESKD) patients undergoing peritoneal dialysis (PD). Fluid overload and upper airway edema are suspected contributors, but the impact of fluid balance control on sleep apnea remains unexplored. We conducted a pre- and post-intervention study on 14 stable PD patients with volume overload. All underwent overnight polysomnography (PSG) at baseline. A fluid balance control intervention was implemented. Successful intervention was defined as maintaining actual body weight within 1.5 kg of estimated dry weight and reducing overhydration fluid. The primary outcome was a change in apnea-hypopnea index (AHI) assessed by polysomnography. Ten patients achieved …
ความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในระยะยาวกับระดับความดันโลหิตและอุบัติการณ์โรคความดันโลหิตสูงในกำลังพลกองทัพบก กองทัพบกไทย, ศรัณย์ ผู้บรรเจิดกุล
ความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในระยะยาวกับระดับความดันโลหิตและอุบัติการณ์โรคความดันโลหิตสูงในกำลังพลกองทัพบก กองทัพบกไทย, ศรัณย์ ผู้บรรเจิดกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันทั่วโลกกำลังประสบปัญหาการเพิ่มสูงขึ้นของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนที่มีการรับสัมผัสฝุ่นละอองเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อร่างกายในหลากหลายระบบไม่ว่าจะเป็น ระบบทางเดินหายใจ ระบบต่อมไร้ท่อ หรือแม้แต่ระบบหัวใจและหลอดเลือด ทั้งนี้มีการศึกษามากมายจากประเทศพัฒนาแล้วพบว่าฝุ่นละออง PM2.5 มีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิต ซึ่งการศึกษาในลักษณะดังกล่าวยังมีไม่มากในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในกลุ่มสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละออง PM2.5 กับอุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและความดันโลหิต ในกำลังพลกองทัพบก ประเทศไทย ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Cox proportional hazard model และ Multivariable linear mixed models ที่ค่าความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (95% confidence intervals) โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 40,984 คน ผลการศึกษาพบว่า “ระดับฝุ่นละออง PM2.5 พื้นฐาน” มีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่สำหรับระดับความดันโลหิตพบเพียงแนวโน้มในเชิงบวกอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเท่านั้น สำหรับ “ระดับฝุ่นละออง PM2.5 ที่เปลี่ยนแปลงไป” พบความสัมพันธ์ทั้งอุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและพบลักษณะความสัมพันธ์ในรูปแบบ J-shaped จากการศึกษานี้ โดยสรุปการศึกษานี้พบผลกระทบของระดับฝุ่นละออง PM2.5 ต่ออุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิต ซึ่งการเปลี่ยนแปลงระดับ PM2.5 ในระดับบุคคล มีแนวโน้มจะส่งผลต่ออุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิตมากกว่าเมื่อเทียบกับฝุ่นละออง PM2.5 ในระดับพื้นที่ ในกำลังพลกองทัพบกประเทศไทย
ผลของเพลงโมสาร์ทเคสี่สี่แปดต่อคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติที่พบในผู้ป่วยโรคลมชักผู้ใหญ่ที่ดื้อต่อยากันชักในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สมเจตน์ โตสำราญ
ผลของเพลงโมสาร์ทเคสี่สี่แปดต่อคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติที่พบในผู้ป่วยโรคลมชักผู้ใหญ่ที่ดื้อต่อยากันชักในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สมเจตน์ โตสำราญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาของปัญหางานวิจัย การฟังเพลงพื่อการรักษากำลังเป็นที่น่าสนใจสำหรับนักวิจัยเพื่อใช้เป็นตัวเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักดื้อยา งานวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของเพลงโมสาร์ทเคสี่สี่แปดต่อคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติที่พบในผู้ป่วยโรคลมชักผู้ใหญ่ที่ดื้อต่อยากันชัก ระเบียบวิธีการวิจัย งานวิจัยนี้เป็นการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมโดยศึกษาข้ามกลุ่มและแยกด้วยจุดกำเนิดชักอัตราส่่วน 1:1 การศึกษาดำเนินการ 2 คืนโดยในแต่ละคืนแบ่งเป็นช่วงเวลาพื้นฐานและช่วงเวลาการศึกษา ผลการศึกษาได้แก่จำนวนคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติและสัดส่วนของผู้ป่วยที่มีการลดลงของคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติมากกว่า 25 % ผลการศึกษา โดยรวม ผู้ป่วย 16 คนจาก 26 คนมีการลดลงของคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อได้ฟังเพลงโมสาร์ทเมื่อเทียบกับกลุ่มที่นอนอย่างต่อเนื่องที่ลดลงเพียง 9 คน. การวิเคราะห์ระหว่างกลุ่มแสดงให้เห็นว่าคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติในช่วงการศึกษาน้อยกว่าในกลุ่มโมสาร์ท, 39.5 (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 89) vs 56.5 (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 114); p = 0.007. การศึกษาภายในกลุ่มและภายในบุคคลให้ผลการศึกษาในลักษณะเดียวกัน สรุป การศึกษานี้แสดงให้เห็นหลักฐานของผลของเพลงโมสาร์ทเคสี่สี่แปดลดคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติที่พบในผู้ป่วยโรคลมชักผู้ใหญ่ที่ดื้อต่อยากันชักได้ โดยผู้ป่วยที่มีจุดกำเนิดชักจากเทมโพรอลตอบสนองต่อเพลงโมสาร์ทได้ดีกว่านอกเทมโพรอล
การศึกษาเปรียบเทียบค่าการทำงานของไตหลังจากการเปลี่ยนยาต้านไวรัสจากสูตรทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท+เอ็มไทรซิทาบีน+เอฟาไวเรนสเป็นสูตรยาต้านสูตรทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท/ลามิวูดีน/โดลูทิกราเวียร์ หรือโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีนในผู้ป่วยเอชไอวีที่สามารถกดไวรัสในเลือดได้ในประเทศไทย, สมาธิ ปัทมธรรมกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาของปัญหางานวิจัย: ทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท/ลามิวูดีน/โดลูทิกราเวียร์ (TLD) ได้รับการนำมาใช้เป็นยาต้านเอชไอวีสูตรแรกสำหรับการรักษาผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีทุกรายตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกปี 2019 และแนวทางการรักษาเอชไอวีของประเทศไทย ดังนั้นผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีในประเทศไทยที่ใช้ ทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท/เอ็มไทรซิทาบีน/เอฟาไวเรนส จะถูกเปลี่ยนมาใช้ TLD อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่เปรียบเทียบค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) ในผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีในประเทศไทยที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวีที่มียาทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรทเป็นยาหลักที่ได้รับการเปลี่ยนไปใช้เป็นสูตร TLD เทียบกับโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีน ระเบียบวิธีการวิจัย: ผู้วิจัยได้คัดผู้เข้าร่วมการศึกษาเป็นผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีที่มีสามารถกดไวรัสเอชไอวีในเลือดได้ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 18 ปี ที่กำลังใช้ยาต้านเอชไอวีสูตรที่มียาทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท+เอ็มไทรซิทาบีน+เอฟาไวเรนส เพื่อเปลี่ยนไปใช้สูตร TLD เทียบกับเปลี่ยนไปใช้สูตรโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีน ภายในโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ 2 แห่งโดยการเลือกสูตรยารักษาตัดสินใจโดยแพทย์เจ้าของไข้ ผลการวิจัยหลัก คือการเปลี่ยนแปลงของค่า eGFR ที่คำนวณโดยครีเอตินินใน 24 สัปดาห์ ผลการศึกษารองคือการเปลี่ยนแปลงของค่าแอลดีแอล น้ำหนักตัว และ ดัชนีมวลกายใน 24 สัปดาห์ ผลการศึกษา: จากผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 53 ราย ประกอบด้วยผู้เข้าร่วมวิจัย 28 รายในกลุ่ม TLD และ 15 ราย ในกลุ่มโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีน พบว่าข้อมูลพื้นฐานได้แก่อายุเฉลี่ย และดัชนีมวลกายในกลุ่มโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีนสูงกว่ากลุ่ม TLD คือ 50.47 ปีเทียบกับ 37.68 ปี (p=0.04) และ 24.99 เทียบกับ 21.27 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (p
The Effect Of High Dose Emblica Officinalis Fruit Powder On Cough Suppression During Advanced Diagnostic Bronchoscopy Compare To Dextromethorphan And Placebo: A Double Blinded Randomized Controlled Trial, Sarocha Phiphitsaengjan
The Effect Of High Dose Emblica Officinalis Fruit Powder On Cough Suppression During Advanced Diagnostic Bronchoscopy Compare To Dextromethorphan And Placebo: A Double Blinded Randomized Controlled Trial, Sarocha Phiphitsaengjan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
BACKGROUND Coughing during bronchoscopy related to patient’s discomfort and difficulty performing the procedure. EBUS bronchoscopy was found to be one of significant factors related to cough. Emblica officinalis (EO) is widely used as traditional herb, one of the effects is cough suppression and was found to be dose related. OBJECTIVES To study the efficacy of high-dose EO as oral premedication before EBUS bronchoscopy in cough suppression effect compared to dextromethorphan and placebo. METHODS Patients age 18 - 80 years old underwent EBUS bronchoscopy were randomized into 3 groups to take the drugs as premedication; EO 1500 mg, dextromethorphan (Dx) 60 …
Efficacy Of Lower Dose Of Dexamethasone Premedication In Patient Receiving Docetaxel-Based Chemotherapy In Preventing Hypersensitivity Reaction: A Randomized Controlled Trial, Sitthichai Chanmaniloet
Efficacy Of Lower Dose Of Dexamethasone Premedication In Patient Receiving Docetaxel-Based Chemotherapy In Preventing Hypersensitivity Reaction: A Randomized Controlled Trial, Sitthichai Chanmaniloet
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Infusion of docetaxel carries the risk of hypersensitivity reactions (HSR), prompting the use of dexamethasone (DEXA) premedication to mitigate this risk. However, the appropriate dosage has been a subject of debate. In our study, we investigated the efficacy of a lower dose of DEXA compared to a higher dose in preventing HSR. Method: A non-inferiority crossover randomized controlled trial was conducted. Patients aged 18 years or older receiving docetaxel-based chemotherapy were included, excluding those on concurrent steroid use or with diabetes mellitus. Patients received either a high dose of DEXA (16 mg/day) from the day before docetaxel infusion until …
การศึกษาความสัมพันธ์ของระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก, สาโรจน์ หัตถกิจพาณิชกุล
การศึกษาความสัมพันธ์ของระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก, สาโรจน์ หัตถกิจพาณิชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทนำ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก เป็นภาวะหัวใจขาดเลือดที่รุนแรง โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูง ปัจจุบันมีข้อมูลที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) ที่สูง จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมากขึ้น ในอดีตยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับระดับระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบ วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของระดับระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก และเพื่อหาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้น วิธีวิจัย ทำการศึกษาแบบทบทวนย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยในของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยเก็บข้อมูลผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก ที่ได้รับการสวนหัวใจ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2560 ถึง 31 ธันวาคม 2565 วิเคราะห์ระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) และจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบ ในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก เพื่อหาความสัมพันธ์ของระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก และหาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้น ผลการวิจัย ผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียกที่ได้รับการสวนหัวใจ จำนวน 927 คน มีอายุ 22 ถึง 100 ปี (อายุเฉลี่ย 58 ปี) เป็นเพศชาย 715 คน (77.1%) และเพศหญิง 212 คน (22.9%) จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบ และระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) พบว่าผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบ 1 เส้น ตีบ 2 เส้น และตีบ 3 เส้น มีค่าไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) เฉลี่ย 129, 136 และ 126 mg/dL ตามลำดับ ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.23) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุ โรคความดันโลหิต ระดับน้ำตาลสะสมมากกว่าเท่ากับ 7% และระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) มากกว่าเท่ากับ 190 mg/dL (p = 0.008, 0.016, …
การศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางโภชนาการของวิธีการให้กรดอะมิโนขณะฟอกเลือดในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือด: งานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม, โสภณ ดำรงสุกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาของงานวิจัย: การสูญเสียกรดอะมิโนระหว่างการฟอกเลือดในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายทำให้ภาวะสูญเสียโปรตีนและพลังงานมีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นการให้กรดอะมิโนเพื่อชดเชยส่วนที่สูญเสียจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีมาตรฐานในการให้กรดอะมิโนว่าวิธีใดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด วัตถุประสงค์งานวิจัย: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางโภชนาการของวิธีการให้กรดอะมิโนที่ชั่วโมงสุดท้ายของการฟอกเลือดและการให้แบบต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ฟอกเลือดโดยประเมินผลจากระดับอัลบูมิน ระเบียบวิธีวิจัย: การศึกษานี้เป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (TCTR20230401003) ในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยตัวกรองชนิดประสิทธิภาพสูงที่มีภาวะทุพโภชนาการระดับเล็กน้อยและมีระดับอัลบูมินในเลือดระหว่าง 3.5 และ 3.9 กรัมต่อเดซิลิตร มีการสุ่มแบ่งกลุ่มผู้ป่วยออกเป็นกลุ่มที่ให้กรดอะมิโนแบบต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ฟอกเลือดโดยให้สารละลายกลูโคส 100 มิลลิลิตรตามด้วยสารอาหารชนิดกรดอะมิโน 200 มิลลิลิตรที่โดยพิจารณาเริ่มให้หลังจากเริ่มฟอกเลือดจนสิ้นสุดการฟอกเลือด และกลุ่มที่ให้สารอาหารชนิดเดียวกันที่ชั่วโมงสุดท้ายของการฟอกเลือดโดยให้ที่ 60 นาทีสุดท้ายก่อนสิ้นสุดการฟอกเลือด โดยประเมินผลลัพธ์ด้วยระดับอัลบูมินที่เปลี่ยนแปลง ระดับกรดอะมิโนในเลือด ระดับกรดอะมิโนในน้ำยาฟอกเลือด ดัชนีชี้วัดทางโภชนาการ รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนระหว่างสองกลุ่ม ผลการศึกษา: จากการศึกษาติดตามระยะเวลา 3 เดือนมีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 48 คน โดยมีอายุเฉลี่ย 68.9 ± 12.8 ปี และคะแนน MIS เฉลี่ย 6.4 ± 2.8 คะแนน รวมทั้งลักษณะพื้นฐานไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม พบว่าในกลุ่มที่ให้กรดอะมิโนแบบต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ฟอกเลือดมีระดับอัลบูมินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 3.75±0.14 เป็น 3.94±0.22 กรัมต่อเดซิลิตร (p
ความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนกับโรคเบาหวานในกำลังพลกองทัพบกประเทศไทย, อภิสร ลอออรรถพงศ์
ความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนกับโรคเบาหวานในกำลังพลกองทัพบกประเทศไทย, อภิสร ลอออรรถพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ฝุ่นละอองที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอนเป็นปัญหาทางสิ่งแวดล้อมสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชากรทั่วโลก โดยทำให้เกิดผลกระทบต่อหลายระบบในร่างกาย เช่น ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจ ระบบต่อมไร้ท่อ แต่จากการศึกษาที่ผ่านมาผลกระทบจากการสัมผัสฝุ่นละออง PM2.5 กับโรคเบาหวาน ยังมีข้อมูลค่อนข้างจำกัดโดยเฉพาะในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการสัมผัสฝุ่นละออง PM2.5 กับระดับน้ำตาลในเลือด และอุบัติการณ์ของโรคเบาหวานในกำลังพลกองทัพบก โดยวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยสถิติ Mixed-effects parametric survival analysis (Weibull distribution) และ Multivariable linear mixed model โดยมีกำลังพลทหารจำนวนทั้งสิ้น 21,325 คน ในการวิเคราะห์ข้อมูลพบความสัมพันธ์ระหว่าง " PM2.5 พื้นฐาน " และ " PM2.5 ที่เปลี่ยนแปลง" กับอุบัติการณ์ของโรคเบาหวานประเภท 2 อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับควอไทล์ที่ 1 และ มีความสัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะ PM2.5 ที่เปลี่ยนแปลงจะชัดเจนมากกว่า PM2.5 พื้นฐาน
Sensitivity And Specificity Of Nanopore Sequencing For Detection Of Methicillin-Resistant Staphylococcus Aureus And Methicillin-Resistant Staphylococcus Epidermidis In Blood Culture Sample, Onjira Mangkalamanee
Sensitivity And Specificity Of Nanopore Sequencing For Detection Of Methicillin-Resistant Staphylococcus Aureus And Methicillin-Resistant Staphylococcus Epidermidis In Blood Culture Sample, Onjira Mangkalamanee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Nanopore sequencing enables rapid DNA/RNA analysis without amplification. Implementing this for point-of-care testing reduces time delays in traditional AST methods, potentially enhancing patient outcomes. We aim to evaluate the performance of Oxford Nanopore Technologies sequencing from positive blood culture for bacterial identification and antimicrobial susceptibility prediction in S. aureus and S. epidermidis by detecting the mecA gene. Methods: We conducted a cross-sectional descriptive study on individuals with positive blood cultures identifying S. aureus and S. epidermidis over a 12-month period from April 2023 to March 2024. Bacterial DNA was extracted from the blood culture specimens, and then sequenced in …
ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักและการเห็นคุณค่าในตนเองในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, อมิตตา คัญทัพ
ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักและการเห็นคุณค่าในตนเองในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, อมิตตา คัญทัพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณาในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักที่มารักษา ณ คลินิกผู้ป่วยนอก ของคลินิกจิตเวชผู้ใหญ่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน 113 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม พศ.2566 - กุมภาพันธ์ พศ. 2567 โดยผู้เข้าร่วมวิจัยตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดความพึงพอใจในความสัมพันธ์ Relationship Assessment Scale (RAS) ฉบับภาษาไทย 3) แบบประเมินการเห็นคุณค่าในตนเอง The Rosenberg’s Self Esteem Scale (RSE) ฉบับภาษาไทย 4) แบบประเมินความรุนแรงของอาการซึมเศร้า Beck Depression Inventory - IA (BDI-IA) ฉบับภาษาไทย โดยใช้สถิติเชิงพรรณาและสถิติเชิงอนุมาน ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในความสัมพันธ์ระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 80.5 มีการเห็นคุณค่าในตนเองอยู่ในระดับต่ำ คิดเป็นร้อยละ 49.6 ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักไม่มีความสัมพันธ์กับการเห็นคุณค่าในตนเองอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จากการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบพหุ (Multiple Linear Regression) พบว่า ความถี่ของความขัดแย้งกับคู่รักในช่วงระยะเวลา 3 เดือน (β= -0.503) อายุ (β= -0.300) และ อิทธิพลของความสัมพันธ์แบบคู่รักที่ส่งผลต่ออาการของโรคซึมเศร้า (β= -0.274) สามารถร่วมกันทำนายตัวแปรความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักได้ ร้อยละ 45.0 และ ระดับความรุนแรงของอาการโรคซึมเศร้า (β= -0.610) สามารถทำนายตัวแปรการเห็นคุณค่าในตนเองในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักได้ ร้อยละ 37.3 เมื่อควบคุมตัวแปรอื่นๆคงที่
Dosimetric Comparison Of Imrt, Co-Planar Vmat, Non-Coplanar Vmat And Hyperarc For Multiple Brain Metastases Srs, Aksarapak Thawornnittayakul
Dosimetric Comparison Of Imrt, Co-Planar Vmat, Non-Coplanar Vmat And Hyperarc For Multiple Brain Metastases Srs, Aksarapak Thawornnittayakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Multiple brain metastases patients are typically treated by stereotactic radiosurgery (SRS) or whole brain radiation therapy (WBRT). In addition, there are advanced techniques for treating multiple brain metastases such as 3-dimensional Conformal Radiation Therapy (3D-CRT), Intensity Modulated Radiation Therapy (IMRT), and Volumetric Modulated Arc Therapy (VMAT). A new isocentric VMAT technique called HyperArc was developed for non-coplanar, it is an automated setting for couch angle and collimator angle. This study aims to compare the dosimetric effect for a single isocenter among Intensity Modulated Radiation Therapy, Volumetric Modulated Arc Therapy, and HyperArc for multiple brain metastases stereotactic radiosurgery. For 25 patients …
The Sequences Of Dexterity And Tremor During Motor Fluctuations And Transitions From Off To On And Coping Strategies In Parkinson’S Disease Patients, Ornanong Udomsirithamrong
The Sequences Of Dexterity And Tremor During Motor Fluctuations And Transitions From Off To On And Coping Strategies In Parkinson’S Disease Patients, Ornanong Udomsirithamrong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The Sequences of Dexterity and Tremor During Motor Fluctuations and Transitions from OFF to ON And Coping Strategies in Parkinson’s Disease Patients Background: Chronic use of levodopa in Parkinson’s disease (PD) often leads to development of motor complications, marked by fluctuating clinical benefits, the emergence of parkinsonian symptoms (OFF), and periods of improvement (ON). These motor fluctuations impair daily activities and quality of life. This study examines the dynamics of motor fluctuations during the transition from OFF to ON, specifically focusing on finger dexterity, bradykinesia, and tremor, by employing objective measurements. Additionally, we assess medication challenges during the OFF period …
ผลลัพธ์ของการรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะดื้อต่อยาฟูโรซีไมด์ด้วยการใช้ยาฟูโรซีไมด์ร่วมกับยาขับปัสสาวะตัวที่สองเปรียบเทียบกับยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียว, เอลิษา คุณาจุลลานนท์
ผลลัพธ์ของการรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะดื้อต่อยาฟูโรซีไมด์ด้วยการใช้ยาฟูโรซีไมด์ร่วมกับยาขับปัสสาวะตัวที่สองเปรียบเทียบกับยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียว, เอลิษา คุณาจุลลานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาและความสำคัญ ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะสัมพันธ์กับผลลัพธ์ในการรักษาที่ไม่ดี ในปัจจุบันหลักฐานเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการใช้ยาขับปัสสาวะในผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังมีไม่มาก การศึกษานี้เป็นการศึกษาผลลัพธ์ของการใช้ยาขับปัสสาวะชนิดที่สองร่วมกับยาฟูโรซีไมด์เปรียบเทียบกับการใช้ยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียวในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะ ระเบียบการวิจัย เป็นการศึกษาแบบทบทวนย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวบรวมผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเฉียบพลันที่มีภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะ และมานอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะคือ การได้รับยาฟูโรซีไมด์มากกว่าหรือเท่ากับ 240 มิลลิกรัมต่อวัน และการใช้ยาขับปัสสาวะตัวที่สองคือ การใช้ยาขับปัสสาวะกลุ่มอื่นร่วมกับการใช้ยาฟูโรซีไมด์ โดยที่ตัวแปรที่ต้องการศึกษาคืออัตราการเสียชีวิตภายใน 90 วัน ภายหลังการออกจากโรงพยาบาล ผลการศึกษา มีผู้ป่วยทั้งหมด 985 คน โดยที่ 197 คนอยู่ในกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยยาขับปัสสาวะตัวที่สองร่วมกับยาฟูโรซีไมด์ และอีก 788 คนอยู่ในกลุ่มที่ได้รับยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียว พบว่า อัตราการเสียชีวิตภายใน 90 วัน หลังออกจากโรงพยาบาลของทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 37.6 และร้อยละ 33.4 ตามลำดับ, P = 0.27) แต่ในกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยยาขับปัสสาวะตัวที่สองร่วมกับยาฟูโรซีไมด์พบว่ามีอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าคริเอตินินในเลือดที่น้อยกว่ากลุ่มที่ใช้ยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 15.2% และร้อยละ 30.8 ตามลำดับ, P
การศึกษาวิจัยแบบสุ่มเปรียบเทียบ ผลของการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคล กับ คำแนะนำอาหารแบบดั้งเดิม ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน, กานต์เดชพงศ์ ศรีธัญรัตน์
การศึกษาวิจัยแบบสุ่มเปรียบเทียบ ผลของการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคล กับ คำแนะนำอาหารแบบดั้งเดิม ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน, กานต์เดชพงศ์ ศรีธัญรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในอดีตพบว่าการบริโภคคาร์โบไฮเดรตย่อยยากในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนร่วมกับกรดไหลย้อนมีผลทำให้การคลายทำของหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายมากขึ้นซึ่งเป็นกลไกหนึ่งของโรคกรดไหลย้อน และทำให้โรคกรดไหลย้อนมีอาการมากขึ้น ทางผู้วิจัยต้องการศึกษาประสิทธิภาพของการแนะนำการรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน วิธีการดำเนินการวิจัย: ผู้ป่วยที่มีอาการจำเพาะต่อโรคกรดไหลย้อนอันได้แก่แสบร้อนหน้าอกหรือเรอเปรี้ยวที่มีความรุนแรงและความถี่ของตัวโรคผ่านการตอบแบบสอบถาม Reflux Disease Questionnaire (RDQ) มีคะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ 3 หลังจากที่หยุดยาลดกรดชนิด Proton pump inhibitor เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ร่วมกับรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตย่อยยากมากกกว่า 7หน่วยต่อสัปดาห์จะได้รับการแบ่งกลุ่มแบบสุ่มเป็น 2กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคล(Structural Individual Low FODMAP Dietary Advice (SILFD+)) และ กลุ่มได้รับการแนะนำอาหารแบบดั้งเดิม Usual dietary advice (Usual advice) โดยจะคัดผู้ป่วยผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนร่วมออก ทั้งสองกลุ่มจะได้รับคำแนะนำตามมาตรฐานได้แก่ ลดน้ำหนักกรณีที่มีน้ำหนักเกิน หลีกเลี่ยงกับรับประทานอาหารมื้อดึก หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการ งดสูบบุหรี่ และนอนยกศีรษะสูงกรณีที่มีอาการช่วงเวลากลางคืน สำหรับในกลุ่ม SILFD+ จะได้รับคำแนะนำเพิ่มเติม ได้แก่ 1) ตรวจสอบรายการอาหารในช่วง 1สัปดาห์ก่อนเข้าร่วมการศึกษา 2) ตรวจสอบว่ามีรายการใดบ้างที่เป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยยาก 3) แนะนำให้เปลี่ยนรายการคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยยากให้เป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่าย จากนั้นติดตามการรักษาที่ 4สัปดาห์ เพื่อเปรียบเทียบทั้งสองกลุ่มโดยประเมินจาก ผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษา (โดยกำหนดนิยามคือ มีความรุนแรงและความถี่ของตัวโรคผ่านการตอบแบบสอบถาม Reflux Disease Questionnaire (RDQ) มีคะแนนน้อยกว่า 3) คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยผ่านแบบสอบถาม Gastrointestinal Quality of Life Index (GIQLI) และพารามิเตอร์จากการวัดความเป็นกรดและความต่างศักย์ที่หลอดอาหารส่วนปลายในช่วง 2ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารเที่ยง ผลการศึกษา: ผู้ป่วยทั้งหมด 55ราย (ค่ามัธยฐานอายุ 52 (37-61) ปี เป็นผู้หญิง 41 ราย) เป็นกลุ่ม SILFD+ 29 ราย และกลุ่ม Usual advice 26 ราย ทั้งสองกลุ่มมีพื้นฐานความรุนแรงและความถี่ของโรคกรดไหลย้อน ปริมาณหน่วยคาร์โบไฮเดรตย่อยยากเท่ากัน หลังครบ 4สัปดาห์ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มมีอัตราส่วนของผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาของทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(27.6% vs. 19.2%, p=0.47) …
Dose Evaluation Of A Deep Learning-Based Synthetic Ct Generation In Head And Neck Cancer For Photon And Proton Therapy, Ailada Kuibumrung
Dose Evaluation Of A Deep Learning-Based Synthetic Ct Generation In Head And Neck Cancer For Photon And Proton Therapy, Ailada Kuibumrung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
MRI has been increasingly implemented for the treatment planning process and the MRI-only workflow in both photon and proton therapy. This study aims to investigate and explore the accuracy of dose calculations in head and neck region based on synthetic CT (sCT) images, using the commercial software methods for both volumetric modulated arc therapy (VMAT) and intensity modulated proton therapy (IMPT) plans. The sCT images were generated from MRI images for five head and neck cancer cases that underwent VMAT and IMPT by MRI Planner commercial software. The mean absolute error (MAE) and mean error (ME) within the body, bone …
ผลระยะสั้นของการให้อัลบูมินต่อระดับวิตามินดี (แคลซิไทรออล) ในซีรั่มของผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้อง, ฑิตาพร รุ่งระวี
ผลระยะสั้นของการให้อัลบูมินต่อระดับวิตามินดี (แคลซิไทรออล) ในซีรั่มของผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้อง, ฑิตาพร รุ่งระวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: ภาวะตับแข็งระยะท้ายเป็นภาวะที่มีการอักเสบเพิ่มขึ้นในร่างกายเป็นปริมาณมากนำไปสู่การล้มเหลวของอวัยวะสำคัญหลายอย่าง ข้อมูลในปัจจุบันพบว่าอัลบูมินซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญของร่างกาย นอกจากจะมีคุณสมบัติในการคงสารน้ำไว้ในหลอดเลือดแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบในร่างกาย การศึกษาหลายการศึกษาก่อนหน้าพบว่า การให้อัลบูมินขนาดสูงในผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายสามารถทำให้สารไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบลดลงได้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการให้อัลบูมินกับกระบวนการอักเสบในร่างกาย งานวิจัยนี้ต้องการศึกษาว่าผลในการลดการอักเสบของอัลบูมินนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของวิตามินดีซึ่งมีผลในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันหรือไม่ วิธีการวิจัย: งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาแบบไปข้างหน้า รวบรวมคนไข้จากคลินิกโรคตับของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยมุ่งเน้นไปที่ผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้อง ผู้ป่วยที่ได้เข้าร่วมการศึกษาจะได้รับอัลบูมินทางหลอดเลือดดำในระดับสูง (80 กรัมของอัลบูมิน) ในระยะเวลา 1 สัปดาห์ โดยมีเป้าหมายดูการเปลี่ยนแปลงของระดับวิตามินดีทั้งในรูปออกฤทธิ์คือ 1,25 (OH)2 วิตามินดี และ 25 (OH) วิตามินดีก่อนและหลังได้รับอัลบูมิน รวมถึงดูการเปลี่ยนแปลงของระดับสารไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบก่อนและหลังได้รับอัลบูมินด้วยเช่นกัน ผลการศึกษา: ผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้องทั้งสิ้น 17 รายถูกรวบรวมเข้าสู่การศึกษานี้ สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดตับแข็งคือภาวะตับแข็งจากแอลกอฮอล์ ตามด้วยภาวะตับอักเสบจากไขมันพอกตับ ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง และสาเหตุอื่นๆ ผู้ป่วย 10 รายมีความรุนแรงของตับแข็งในระดับ B ตามการประเมินโดยระบบ Child-Pugh score ส่วนผู้ป่วยที่เหลืออีก 7 รายเป็นตับแข็งระยะ Child-Pugh score C ค่าเฉลี่ยของ Model End-Stage Liver Disease-sodium (MELD-Na) อยู่ที่ 15.7 ± 5.11 สำหรับผลของระดับวิตามินดี พบว่าค่าของ 1,25 (OH)2 วิตามินดี ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติหลังได้รับอัลบูมิน (p = 0.011) ในขณะที่ 25 (OH) วิตามินดีก็ลดลงเช่นกันแต่ไม่มีนัยยะสำคัญทางสถิติ (p = 0.101) ส่วนระดับสารไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบที่สำคัญอย่างอินเตอร์ลิวคีน 1 เบต้า อินเตอร์ลิวคิน 6 ทูเมอร์เนโครสิสแฟคเตอร์อัลฟ่า และอินเตอร์เฟอร์รอนแกมม่าก็มีการลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติหลังได้รับอัลบูมิน (p = 0.043, 0.037, 0.005 และ 0.02 ตามลำดับ) อย่างไรก็ตามเมื่อนำมาวิเคราะห์แบบสหสัมพันธ์พบว่าไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติระหว่างการเปลี่ยนแปลงของระดับอัลบูมินและการเปลี่ยนแปลงของระดับวิตามินดีทั้ง 1,25 (OH)2 วิตามินดี และ 25 (OH) วิตามินดีรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับสารอักเสบไซโตไคน์ สรุป: การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงการลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติของวิตามินดีในรูปออกฤทธิ์คือ …
The Conversion Rate And Associated Factors Of Mild Cognitive Impairment To Dementia: A Retrospective Cohort In Thai Tertiary Care Setting, Nichaporn Chiracharasporn
The Conversion Rate And Associated Factors Of Mild Cognitive Impairment To Dementia: A Retrospective Cohort In Thai Tertiary Care Setting, Nichaporn Chiracharasporn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Dementia is a common neurocognitive disorder associated with aging, causing considerable distress and impairment for both affected individuals and their families. Mild cognitive impairment (MCI) serves as an intermediate stage of cognitive decline between normal aging and dementia, with an increased risk of progressing to dementia. Meterial and methods: A retrospective cohort study was carried out by reviewing the out-patient medical records of the patients visiting King Chulalongkorn Memorial Hospital, a Thai tertiary care hospital, from 2018 to 2019. 200 participants aged 50 years and above with MCI were enrolled and followed for 3 years. Results: Among recruited participants, …
ความชุกของภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมในผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรง โดยใช้การตรวจไตรกลีเซอไรด์ในปัสสาวะ, อธิษฐ์ สันติดำรงกุล
ความชุกของภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมในผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรง โดยใช้การตรวจไตรกลีเซอไรด์ในปัสสาวะ, อธิษฐ์ สันติดำรงกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมในเลือดคือ ภาวะที่ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดปกติ แต่ตรวจพบไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ซึ่งเป็นผลบวกลวงจากวิธีการตรวจวัดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดด้วยเอนไซม์ ภาวะนี้มักถูกวินิจฉัยผิด ซึ่งทำให้ผู้ป่วยอาจได้รับยาลดไขมันโดยไม่จำเป็น และเนื่องจากผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมนั้นมีค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวสูง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมในผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรง โดยใช้การคัดกรองด้วยค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวและการวินิจฉัยด้วยการตรวจไตรกลีเซอไรด์ในปัสสาวะ วิธีการศึกษา: การศึกษานี้มีรูปแบบเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง โดยใช้ฐานข้อมูลจากแผนกผู้ป่วยนอก รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ขั้นแรก ทำการศึกษานำร่องเพื่อหาค่ามัธยฐานบวกค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ของอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาว เพื่อนำมาใช้แยกผู้ป่วยเสี่ยงสูงต่อภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอม หลังจากนั้นหาผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงรุนแรงและมีค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวสูงกว่าค่ามัธยฐานบวกค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ โดยใช้ข้อมูลจากช่วงตุลาคม 2564 ถึงมกราคม 2567 จากนั้นเลือกผู้ป่วยตามเกณฑ์คัดเข้าและไม่มีเกณฑ์คัดออกเพื่อตรวจไตรกลีเซอไรด์ในเลือดและปัสสาวะซ้ำ การตรวจพบไตรกลีเซอไรด์สูงทั้งในเลือดและปัสสาวะ บ่งบอกว่าผู้ป่วยมีภาวะกลีเซอรอลสูงทั้งในเลือดและปัสสาวะ จึงนำไปสู่การวินิจฉัยภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอม ผลการวิจัย: การศึกษานำร่องโดยใช้ข้อมูลจาก 137,771 ตัวอย่างพบว่าค่ามัธยฐานบวกค่าพิสัยระหว่างควอไทล์อยู่ที่ 0.71 และจากข้อมูลทั้งหมด 276,215 ตัวอย่างพบผู้ป่วยไตรกลีเซอไรด์สูงรุนแรง 806 ราย ในจำนวนนี้มี 69 รายซึ่งมีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรงและมีค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวสูงกว่า 0.71 เข้าร่วมวิจัย คุณลักษณะของประชากรได้แก่อายุเฉลี่ย 54 ปี เป็นเพศชาย 58 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักเฉลี่ย 71.8 กิโลกรัม ดัชนีมวลกาย 27.1 และ 84 เปอร์เซ็นต์ได้รับยาลดไขมัน ตรวจพบภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอม 2 ราย จากผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรง 806 ราย คิดเป็น 0.25 เปอร์เซ็นต์ มีผู้ป่วยรายหนึ่งตรวจพบไตรกลีเซอไรด์ในเลือดเท่ากับ 751 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และไตรกลีเซอไรด์ในปัสสาวะเท่ากับ 10,619 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เนื่องจากผู้ป่วยมีปัญหาไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรงโดยไม่ตอบสนองต่อลดไขมัน อีกทั้งยังมีค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวสูงถึง 1.99 ผู้ป่วยรายนี้มีอาจมีภาวะขาดเอนไซม์กลีเซอรอลไคเนส สรุปผล: นี่คือการศึกษาครั้งแรกเกี่ยวกับความชุกของภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์สูงปลอม อัตราส่วนไตรกลีเซอร์ไรด์ต่อดัชนีความขุ่นขาว และการตรวจวัดไตรกลีเซอร์ไรด์ในปัสสาวะ สามารถนำมาใช้ช่วยในการวินิจฉัยภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์สูงปลอมได้จริงในทางคลินิก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีไตรกลีเซอร์ไรด์สูงรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อยาลดไขมัน การเข้าใจขั้นตอนในการตรวจวัดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ด้วยเอนไซม์ และสาเหตุที่ทำให้เกิดผลบวกลวง นั้นสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยได้รับยาลดไขมันโดยไม่จำเป็น
อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกหลังจากรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดภายใต้ระบบประกันสุขภาพในประเทศไทย, ศุภวิชญ์ ชุมสันติวุฒิ
อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกหลังจากรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดภายใต้ระบบประกันสุขภาพในประเทศไทย, ศุภวิชญ์ ชุมสันติวุฒิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกเป็นปัญหาสำคัญในด้านสาธารณสุขของประชากรทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย อุบัติการณ์ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในประเทศยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุของภาวะทุพพลภาพและการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในประเทศ ถึงแม้ในปัจจุบันผู้ป่วยทุกรายได้รับการรักษาตามมาตรฐาน คือการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด แต่การเข้าถึงของยาและเวชภัณฑ์บางชนิดยังถูกกำจัดด้วยบางสิทธิการรักษาอยู่ ทำให้เกิดความแตกต่างกันของคุณภาพการรักษาในระหว่างสิทธิการรักษา ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั้งในระยะสั้นและยาวได้ วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบอัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปี ของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดเอสทียก หลังจากการรักษาการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด ระหว่างสิทธิประกันสุขภาพของภาครัฐในประเทศไทยต่าง ระเบียบวิจัย: การศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกหลังจากรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ใช้สิทธิประกันสุขภาพของภาครัฐในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เก็บข้อมูลผ่านฐานข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์ของระบบบริหารงานของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยและสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง และนำมารวบรวมและวิเคราะห์ ผลวิจัยหลักคืออัตราการเสียชีวิตที่ 1 ปี โดยใช้สถิติ ANOVA, Chi-square และ Survival analysis ผลการศึกษา: ผู้ป่วยจำนวน 1,077 รายเป็นเพศชายร้อยละ 74.6 อายุเฉลี่ยที่ 60.5 (SD 13.6) ปี ถูกแบ่งตามสิทธิประกันสุขภาพที่ใช้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ประกันสุขภาพถ้วนหน้า 546 ราย (50.7%), ระบบสิทธิประกันสังคม 199 ราย (18.5%) และระบบสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ 332 ราย (30.8%) พบอัตราการเสียชีวิตที่ 1 ปีในผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่มคือ 10.6, 4.2, และ 6.5 ตามลำดับ (p