Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (981)
- Medical Sciences (830)
- Engineering (502)
- Physical Sciences and Mathematics (489)
-
- Nursing (445)
- Education (401)
- Dentistry (357)
- Life Sciences (355)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Sports Sciences (286)
- Veterinary Medicine (284)
- Public Health (272)
- Business (246)
- Economics (220)
- Sociology (220)
- Chemistry (191)
- Arts and Humanities (183)
- Architecture (181)
- Psychology (161)
- Law (156)
- Health and Physical Education (145)
- Mental and Social Health (145)
- Other Mental and Social Health (143)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (136)
- Environmental Sciences (133)
- Civil and Environmental Engineering (126)
- Communication (120)
- Communication Technology and New Media (120)
- Mass Communication (120)
- Keyword
Articles 1531 - 1560 of 6481
Full-Text Articles in Entire DC Network
พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม
พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจสภาพการฟื้นพลังทางดิจิทัล กรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลนักเรียน 2) สำรวจสภาพพฤติกรรมของครูในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียนและระดับครูที่มีต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,089 คน และครู จำนวน 43 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามภูมิภาคและขนาดโรงเรียน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่พัฒนาให้มีคุณสมบัติการวัดเชิงจิตมิติทางด้านความตรงและความเที่ยง ข้อคำถามในงานวิจัยนี้มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (I-CVI) ตั้งแต่ 0.80 ถึง 1.00 และมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเชิงโครงสร้าง (S-CVI) เท่ากับ 0.83 ค่าสัมประสิทธิ์ Cronbach’s Alpha ของแต่ละตัวบ่งชี้มีค่าตั้งแต่ 0.610 ถึง 0.865 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรม R และ Mplus ผลการศึกษาพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square (121) = 318.904, p < .001, RMSEA = 0.039, CFI = 0.985, TLI = 0.978, SRMRW = 0.018, SRMRB = 0.079, AIC = 18935.931, BIC = 19395.289) โดยมีรายละเอียดผลการวิจัยดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียน แสดงให้เห็นว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลและการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DRS = .548, p < .001; BDGM->DSE = .902, p < .001) ในขณะที่การรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDSE->DRS = .399, p = .005) นอกจากนี้ยังพบว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลผ่านการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DSE->DRS = .360, p = .005) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .908 2. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับครู แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (B TSC->DSE = .657, p < .001) รวมถึงมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DRS = .811, p < .001) นอกจากนี้ยังอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนผ่านการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DSE->DRS = .085, p < .001) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .896 ข้อค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมให้นักเรียนมีการฟื้นพลังทางดิจิทัลต้องเริ่มส่งเสริมจากการสร้างกรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลให้เกิดขึ้นกับนักเรียน นอกจากนี้ยังพบว่าครูที่ปรึกษามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอีกด้วย
การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ: การวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยน, ปภาวี ฐิติมโนวงศ์
การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ: การวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยน, ปภาวี ฐิติมโนวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ 2) เพื่อทดสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) เพื่อทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นตามกลุ่มสถาบันในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ด้วยวิธีการประมาณค่าความน่าจะเป็นสูงสุด ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาพยาบาล จำนวน 235 คน จากวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ แบบประเมินตนเองของนักศึกษาพยาบาลต่อสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประมาณค่าพารามิเตอร์ในโมเดลด้วยวิธีการประมาณค่าความน่าจะเป็นสูงสุด จากโปรแกรม LISREL 8.72 1. โมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 12 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย องค์ประกอบที่ 1 ความสามารถด้านความเข้าใจบุคคลและเหตุการณ์ แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การประยุกต์ใช้ความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร ความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ องค์ประกอบที่ 2 ความสามารถในการให้การพยาบาล แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ ความสามารถด้านการพยาบาล ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และการปฏิบัติการพยาบาลด้วยหลักจริยธรรม องค์ประกอบที่ 3 ความสามารถด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การมีเจตคติที่ดีต่อผู้สูงอายุ การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีการตัดสินใจและปฏิบัติในสิ่งที่เหมาะสม และฝึกทักษะและพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุและครอบครัวในการดูแลตนเอง องค์ประกอบที่ 4 ความสามารถด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การจัดกิจกรรมส่งเสริมให้กับผู้สูงอายุ ทักษะการให้คำปรึกษาทางสุขภาพ และทักษะการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพและป้องกันโรค 2. โมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2(29)=37.94, p=.124, RMSEA=.036, CFI=.999, NFI=.995, NNFI=.997) โดยความสามารถในการให้การพยาบาลมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบสูงที่สุด (B=.996) รองลงมาคือความสามารถด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ (B=.954) ความสามารถด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (B=.944) และความสามารถด้านความเข้าใจบุคคลและเหตุการณ์ (B=.862) ตามลำดับ 3. ผลการวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุของนักศึกษาพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าโมเดลไม่แปรเปลี่ยนตามสังกัดทั้งในรูปแบบและน้ำหนักองค์ประกอบ แต่พบว่าเมริกซ์ความแปรปรวน-ความแปรปรวนร่วมของพารามิเตอร์ความคลาดเคลื่อนจากการวัดแปรเปลี่ยนตามสังกัด
แนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ, ญาณิพัชญ์ อาภรณ์แสงวิจิตร
แนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ, ญาณิพัชญ์ อาภรณ์แสงวิจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาสาระระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ 2) เพื่อศึกษาสภาพการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธีประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม จากกลุ่มเป้าหมาย ครูผู้สอนทุกกลุ่มสาระรายวิชา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 จำนวน 445 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบสองขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ ครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 ที่ให้ข้อมูลจำนวน 10 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. เนื้อหาสาระระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) ความตระหนักรู้และยอมรับในอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง 2) การประเมินตนเองตามเพศวิถี 3) ความเชื่อมั่นในตนเองและการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย และ 4) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและครอบครัว 2. ผลการศึกษาสภาพการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ ของทั้ง 4 องค์ประกอบ และศึกษาใน 3 ด้าน คือ 1) ด้านเนื้อหาสาระ 2) ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ และ 3) ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ พบว่า ค่าเฉลี่ยระดับการปฏิบัติของทั้ง 4 ประกอบและในแต่ละด้าน อยู่ที่ระดับการปฏิบัติค่อนข้างมาก ยกเว้นในระดับรายข้อที่พบระดับการปฏิบัติค่อนข้างน้อย คือ การกำหนดเนื้อหาเกี่ยวกับเพศกำเนิด ในองค์ประกอบที่ 1 ด้านเนื้อหาสาระ เนื่องจากพบว่ามีการจัดการเรียนการสอนเฉพาะในรายวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา 3. แนวทางการจัดการเรียนการสอน 1) ด้านเนื้อหาสาระ ควรกำหนดเนื้อหาสาระครอบคลุมตัวบ่งชี้ของทั้ง 4 องค์ประกอบ โดยสอดแทรกเนื้อหาสาระตามตัวชี้วัดที่ปรากฎในหลักสูตรปัจจุบันทุกกลุ่มสาระรายวิชาในลักษณะบูรณาการการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม 2) ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ ครูควรใช้วิธีอภิปรายกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการตั้งคำถาม สืบค้น สะท้อนกลับ ตระหนักถึงการแสดงออกทางเพศสภาวะ และการประยุกต์ใช้ความรู้ให้เหมาะสมกับประสบการณ์ของแต่ละคน และ 3) ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ควรจัดสภาพแวดล้อมครอบคลุมทั้งทางกายภาพและทางจิตวิทยา
การส่งเสริมการออกแบบเกมการเรียนรู้ของพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กในมูลนิธิเด็กมุสลิมโดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมและการคิดเชิงออกแบบ, ดานา โมหะหมัดรักษาผล
การส่งเสริมการออกแบบเกมการเรียนรู้ของพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กในมูลนิธิเด็กมุสลิมโดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมและการคิดเชิงออกแบบ, ดานา โมหะหมัดรักษาผล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ส่งเสริมให้พี่เลี้ยงและแกนนำเด็กออกแบบเกมการเรียนรู้สำหรับเด็กในมูลนิธิโดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมและการคิดเชิงออกแบบ และ 2) เพื่อถอดบทเรียนการส่งเสริมการออกแบบเกมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมและการคิดเชิงออกแบบ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) โดยทำการวิจัยร่วมกับพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กในมูลนิธิอัลเกาษัร จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 20 คน จัดกระบวนการตามแผนการส่งเสริมการออกแบบเกมการเรียนรู้ของพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กในมูลนิธิเด็กมุสลิม รวมจำนวนทั้งสิ้น 30 ชั่วโมง ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพและวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาจากแบบบันทึกการเรียนรู้ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบบันทึกการสนทนากลุ่มเพื่อประเมินเกมการเรียนรู้ จากการดำเนินการวิจัย พบว่าสามารถส่งเสริมให้พี่เลี้ยงและแกนนำเด็กออกแบบเกมการเรียนรู้โดยใช้กลไกหรือกติกาของเกมเดิม (Re-theme) ได้เกมการเรียนรู้จำนวนทั้งสิ้น 7 เกม แต่มีเกมการเรียนรู้ที่ผ่านการทดลองเล่นและปรับปรุงเกมครบ 3 ครั้ง จำนวน 2 เกม ได้แก่ เกม Bingo Emotion และเกมธุรกิจพันล้าน ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการทำกิจกรรมกับเด็กในมูลนิธิต่อไปได้ นอกจากนี้ ผลการถอดบทเรียนของพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กได้สะท้อนว่ากระบวนการช่วยสร้างความรู้สึกกล้าทำสิ่งใหม่ ๆ สร้างการมีส่วนร่วม สามารถนำเกมการเรียนรู้ที่ออกแบบและกระบวนการออกแบบเกมการเรียนรู้ไปใช้และการต่อยอดในอนาคต รวมถึงได้พัฒนาตนเองทั้งด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติอีกด้วย
ภาวะหมดไฟในการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของครูอนุบาลในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร, ธนภรณ์ จรรยาขันติกุล
ภาวะหมดไฟในการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของครูอนุบาลในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร, ธนภรณ์ จรรยาขันติกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาภาวะหมดไฟในการทำงานของครูอนุบาลและปัจจัยที่เกี่ยวข้องใน 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยทางสภาพแวดล้อมในการทำงาน และ (2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่มีผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของครูอนุบาล กลุ่มตัวอย่างคือ ครูอนุบาลที่กำลังสอนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 และ 2 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 260 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม และแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติไคร์สแควร์ และสถิติการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า พบภาวะหมดไฟในการทำงานของครูอนุบาล คิดเป็นร้อยละ 44.60 โดยความความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานคือ ด้านประชากรศาสตร์คือ อายุ ด้านลักษณะนิสัยคือ บุคลิกภาพ และด้านครอบครัวคือ รายได้ต่อครัวเรือน มีภาวะหมดไฟในการทำงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนด้านประชากรศาสตร์คือ สถานภาพสมรส ด้านสุขภาพคือ จำนวนชั่วโมงการออกกำลังกาย และจำนวนชั่วโมงการพักผ่อน มีภาวะหมดไฟในการทำงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับความความสัมพันธ์ของปัจจัยทางสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานคือ ด้านภาระงานในโรงเรียน ด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพในโรงเรียน และด้านความคาดหวังในวิชาชีพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสภาพแวดล้อมทางกายภาพในโรงเรียน มีอิทธิพลทางบวกต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน ส่วนภาระงานในโรงเรียน และความคาดหวังในวิชาชีพ มีอิทธิพลทางลบต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน
การนำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, วนาลี หนูสม
การนำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, วนาลี หนูสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน 2) นำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน วิธีการศึกษามี 2 ประเภท คือ การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ผ่านการคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบมีเกณฑ์ (Criterion Sampling) ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ปัจจัยเชิงทุนทางวัฒนธรรม และปัจจัยเชิงทุนทางสังคมของผู้ปกครองเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ปกครองสามารถมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพได้ โดยทุนทั้ง 2 ด้านนี้สามารถส่งผลต่อกันและส่งผลไปยังทุนในด้านอื่น ๆ ได้ การมีความรู้ในเรื่องอาชีพทำให้ผู้ปกครองสามารถให้ข้อมูลแก่เยาวชน สร้างทัศนคติด้านอาชีพ และสนับสนุนปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้ โดยหากมีทุนทางวัฒนธรรมน้อยผู้ปกครองที่มีทุนทางสังคมสูงจะใช้ทุนที่เป็นความสัมพันธ์กับเครือข่ายนี้ในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อการมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพทดแทน 2. พื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองที่ช่วยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพได้นั้นอยู่ในลักษณะพื้นที่ผสมผสาน ที่มีการจัดกิจกรรมในรูปแบบการให้ความรู้ การจัดอบรม และเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถจัดให้เกิดขึ้นได้ผ่านการกำหนดแผนงาน โครงการ การสร้างความร่วมมือ จากกระทรวงศึกษาธิการ หรือที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ที่เป็นผู้มีข้อมูลและดูแลด้านการศึกษาของเยาวชน
กิจกรรมนาฏศิลป์ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ กับทักษะสมองอีเอฟของนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, ศรัณยา หนูใหญ่ศิริ
กิจกรรมนาฏศิลป์ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ กับทักษะสมองอีเอฟของนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, ศรัณยา หนูใหญ่ศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของการใช้ชุดกิจกรรมนาฏศิลป์ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ที่มีต่อทักษะสมองอีเอฟ กลุ่มทักษะกำกับตนเอง ของนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนขยายโอกาสสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 19 คนที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดทักษะสมองอีเอฟกลุ่มทักษะกำกับตนเองในกิจกรรมนาฏศิลป์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติทดสอบวิลคอกซัน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการคัดเลือกข้อมูลที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของทักษะสมองอีเอฟของนักเรียนในแต่ละทักษะจากบันทึกพฤติกรรมของนักเรียน ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมนาฏศิลป์ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ที่พัฒนาขึ้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาทักษะสมองอีเอฟ กลุ่มทักษะกำกับตนเองของนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น ได้แก่ 1) ทักษะการจดจ่อใส่ใจ 2) ทักษะการควบคุมอารมณ์ และ 3) ทักษะการติดตามประเมินตนเอง ชุดกิจกรรมนี้มีกิจกรรม 5 กิจกรรมหลัก จำแนกเป็น 10 กิจกรรมย่อย ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมนาฏศิลป์ที่ผสมผสานกับหลักของการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ 4 ข้อ คือ การเคลื่อนไหวโดยให้ความสำคัญกับ 1) การทำงานของส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย 2) การใช้พื้นที่และทิศทางในการเคลื่อนไหว 3) การใช้แรงและน้ำหนักในการเคลื่อนไหว และ 4) ความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย ความสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งที่อยู่รอบตัวขณะเคลื่อนไหวร่างกาย โดยได้ลำดับกิจกรรมตามลักษณะการเคลื่อนไหวจากการเคลื่อนไหวเพียงบางส่วนของร่างกาย หรือที่มีความซับซ้อนน้อย ไปสู่กิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายในหลายส่วน ทั้งหมด หรือซับซ้อนขึ้น แต่ละกิจกรรมมีขั้นตอน 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) เตรียมกายให้พร้อม 2) ซักซ้อมเคลื่อนไหว 3) ได้ลงมือปฏิบัติ 4) สะท้อนคิดเพื่อพัฒนา 2. หลังการใช้ชุดกิจกรรม ปรากฏว่า นักเรียนมีค่าเฉลี่ยของคะแนนการมีทักษะสมองอีเอฟ กลุ่มทักษะกำกับตนเองสูงกว่าก่อนใช้ชุดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาโดยจำแนกตามทักษะ พบว่า ทุกทักษะมีคะแนนเฉลี่ยที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาผลการเปลี่ยนแปลงโดยจำแนกตามระดับคุณภาพของการแปลผลค่าคะแนน พบว่า ในภาพรวมนักเรียนทุกคนมีการเปลี่ยนแปลงทุกทักษะ ซึ่งได้แก่ ทักษะการจดจ่อใส่ใจ ทักษะการควบคุมอารมณ์ และทักษะการติดตามประเมินตนเองไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างน้อย 1 ระดับ
Strengthening China's Response To Economic Losses Caused Byship Oil Pollution: Advancing Compensation Mechanisms, Meiyi Gai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
China's oil pollution compensation system, established relatively late, has an imperfect legal framework, leading to numerous issues in claim settlements. Frequent oil pollution incidents significantly damage its marine ecosystem and harm affected parties. Despite initial efforts, China's compensation framework is less effective than those of developed countries. This paper examines the current challenges in China's compensation mechanism for ship oil pollution damage, drawing lessons from Canada and the United States, and proposing improvements. Through a comprehensive literature review and comparative analysis, the study identifies legislative strengths and weaknesses, aiming to improve China's system by adopting a dual-track compensation mechanism that …
The Development Of Weight Management Model “Weightcut” For Community Pharmacists’ Practice, Pairin Supsongserm
The Development Of Weight Management Model “Weightcut” For Community Pharmacists’ Practice, Pairin Supsongserm
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Obesity is one of the health problems that could cause health and economic and social impacts. However, few community pharmacists provided weight management services (WMS) and there has not been standard practice for weight management by community pharmacists in Thailand. The objectives of this study were: 1) to systematically review factors affecting community pharmacists' intention and weight management service provision in various countries; 2) to explore factors affecting community pharmacists' intention and weight management service provision in Thailand by using survey; and 3) to develop weight management service called “WeightCut” for community pharmacy practice in Thailand. From systematic review, lack …
Protective Effect Of Naringenin Against Indomethacin-Induced Lysosomal Toxicity, Kaitsuda Saiprom
Protective Effect Of Naringenin Against Indomethacin-Induced Lysosomal Toxicity, Kaitsuda Saiprom
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
An increase in lysosomal membrane permeabilization (LMP) impaired lysosome integrity causing release of cathepsin B, and subsequently may contribute to cell death. Indomethacin, which is a non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs), caused apoptosis through generation of cell stress, and disruption of mitochondria and lysosome functions. Recently, it was reported that naringenin, a natural bioactive flavonoid, elicited cytoprotection against indomethacin toxicity in Caco-2 cells. This study investigated the effect of naringenin on indomethacin-induced lysosome toxicity in human colon carcinoma Caco-2 cells. Cells were pretreated with naringenin (100 µM) for 24 h before incubating with indomethacin for another 48-72 h. At the end …
Determination Of Valsartan Enantiomers By Ligand-Exchange Chromatography Using Chiral Mobile Phase Additives, Chanbopha Tho
Determination Of Valsartan Enantiomers By Ligand-Exchange Chromatography Using Chiral Mobile Phase Additives, Chanbopha Tho
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A simple, accurate, and low-cost effective method has been introduced in this study for separation of valsartan enantiomers using ligand-exchange chromatography as chiral mobile phase additives. The optimized method was found using a mobile phase system of 57%(v/v) methanol, adding 1.5 mM of L-isoleucine as the chiral selector along with 0.5 mM of cupric sulfate and 10 mM of sodium acetate, adjusted to pH 6.1. The flow rate was 0.8 mL/min with a temperature of 400C. The injection volume was 10 µL and detected at 210 nm. The stationary phase was a reversed-phase C18 Zorbax Eclipse Plus (250 mm x …
Development Of Plant-Produced Proteins For Treatment And Prevention Against Rsv Type A (Rsv-A), Nuttapat Pisuttinusart
Development Of Plant-Produced Proteins For Treatment And Prevention Against Rsv Type A (Rsv-A), Nuttapat Pisuttinusart
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Respiratory Syncytial Virus (RSV), a highly contagious virus known to cause severe respiratory illnesses, poses a significant health threat, particularly impacting vulnerable populations such as young children, the elderly, and immunocompromised individuals. It is a leading cause of lower respiratory tract infections, often resulting in serious complications like pneumonia and bronchiolitis. Despite its substantial impact, there is currently only an approved RSV vaccine specifically designed for the elderly, emphasizing the urgency of continued research in this area for developing broader coverage of the population. The plant expression platform for producing therapeutic proteins offers a cost-effective and scalable solution, presenting a …
การวิเคราะห์กระบวนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ยาใหม่ที่มีระบบการนำส่งยารูปแบบใหม่สำหรับตัวยาเมโธเทรกเซทที่เคยได้รับการขึ้นทะเบียนยาแล้ว, โรดา วินเนอร์ อิเลนวาเยอร์
การวิเคราะห์กระบวนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ยาใหม่ที่มีระบบการนำส่งยารูปแบบใหม่สำหรับตัวยาเมโธเทรกเซทที่เคยได้รับการขึ้นทะเบียนยาแล้ว, โรดา วินเนอร์ อิเลนวาเยอร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภูมิหลัง: งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาข้อกำหนดด้านระเบียบยาเมโธเทรกเซทที่ใช้ระบบนำส่งยาอนุภาคนาโนแบบใหม่ซึ่งประกอบด้วยเมทริกซ์ของไลโปโซม ซึ่งเป็นระบบนำส่งที่มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความจำเพาะต่อเป้าหมาย และลดความเป็นพิษของยาเมโธเทรกเซท. วัตถุประสงค์: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบหาประเภทการขอขึ้นทะเบียน กระบวนการและข้อกำหนดการขึ้นทะเบียนยาใหม่ สำหรับยาเมโธเทรกเซทในระบบนำส่งไลโปโซมในประเทศต่าง ๆ. วิธีวิจัย: วิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลเว็บไซต์ระเบียบยาแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และประเทศไทย โดยอาศัยเกณฑ์การคัดเลือกกลุ่มประเทศที่จะศึกษาจากความชุกของโรคที่เป็นข้อบ่งชี้หลักของยาเมโธเทรกเซท (โรคมะเร็งเต้านม) ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความเป็นไปได้ทางตลาด และระบบการควบคุมกำกับดูแลระบบยาที่เข้มแข็ง ข้อมูลที่รวบรวมได้แก่ ข้อมูลทางเคมี การผลิต และการควบคุม ข้อมูลทั่วไป และข้อมูลทางคลินิกของยาอนุภาคขนาดนาโนที่ตั้งตำรับใหม่ รวบรวมข้อมูลคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์เป้าหมาย และข้อมูลคุณประโยชน์และความเสี่ยง จากข้อมูลผลิตภัณฑ์ยาเมโธเทรกเซทในระบบนำส่งไลโปโซมสำหรับการรักษาโรคมะเร็งที่ได้รับการอนุมัติสองผลิตภัณฑ์ โดยใช้เครื่องมือประเมินคุณประโยชน์และความเสี่ยง จัดการและประเมินข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์ข้อมูล. ผลวิจัย: ยาเมโธเทรกเซทในระบบนำส่งไลโปโซมแบบใหม่มีข้อมูลคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์เป้าหมายคล้ายคลึงกับผลิตภัณฑ์ยาต้านมะเร็งในท้องตลาดทั้งสองผลิตภัณฑ์เมื่อเปรียบเทียบจากข้อบ่งใช้เดียวกัน แต่การประเมินคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และการศึกษาทางคลินิกแบบครบถ้วนยังคงจำเป็นเพื่อใช้ประกอบการประเมินตามข้อกำหนดการขอขึ้นทะเบียน กระบวนการขอขึ้นทะเบียนตำรับยาอาจอาศัยมาตรา 505(b)(2) สำหรับการประเมินตามกระบวนการมาตรฐาน ซึ่งอาจขอประเมินแบบเร่งด่วนด้วยได้. สรุปผล: กระบวนการขอขึ้นทะเบียนของยาตั้งตำรับใหม่ซึ่งใช้อนุภาคนาโนเป็นส่วนประกอบ ยังคงต้องการการศึกษาข้อมูลทั่วไป ข้อมูลทางคลินิก และข้อมูลด้านคุณภาพไม่แตกต่างจากการขอขึ้นทะเบียนยาชนิดใหม่ เพื่อเป็นการรับรองประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของตำรับยาใหม่ดังกล่าว.
Cytotoxic Compounds From Dendrobium Ochreatum Against Human Lung Cancer H460 Cells, Natthaphitcha Khunsantiphong
Cytotoxic Compounds From Dendrobium Ochreatum Against Human Lung Cancer H460 Cells, Natthaphitcha Khunsantiphong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The chemical analysis of crude extracts from Dendrobium ochreatum ethanol revealed 12 compounds. Among them, dendroochreatene, a novel discovered compound, and 11 previously identified compounds were found: atraric acid, docosyl trans-ferulate, moscatilin, cinnamic acid, β-hydroxypropiovanillone, loddigesiinol C, dihydroconiferyl dihydro-p-coumarate, indole-3-aldehyde, vanillic acid, naringenin, and 2,4,7-trihydroxy-9,10-dihydrophenanthrene. Structural elucidation of these compounds was achieved through MS, IR, UV, and NMR spectroscopic analyses, corroborated by comparison with existing literature data. The cytotoxicity evaluation against NCI-H460 non-small cell lung cancer cells employed two methods: direct cell testing and literature review. Moscatilin demonstrated the most potent inhibitory activity against this cancer type, with an IC50 …
Evaluation Of Skin Irritation And Anti-Acne Efficacy Of Asiatic Acid Loaded Solid Lipid Microparticle In Patients With Mild-To-Moderate Acne Vulgaris, Panalee Jongpanyangarm
Evaluation Of Skin Irritation And Anti-Acne Efficacy Of Asiatic Acid Loaded Solid Lipid Microparticle In Patients With Mild-To-Moderate Acne Vulgaris, Panalee Jongpanyangarm
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to study the physicochemical properties, including physical appearance, percentage of labeled amount (%LA), and release profile, of Asiatic acid (AA) encapsulated in solid lipid microparticles (SLM) composed of 10% and 15% cetyl alcohol with poloxamer 188 (F6 and F12). The results indicated that F12 demonstrated a significantly higher %LA and exhibited a release kinetic that fit the Higuchi model with a slower sustained-release profile compared to F6. Thus, F12 was selected for further clinical study. A controlled, split-face, single-blind clinical trial was conducted over 7 weeks with twelve female participants aged between 25 and 48 years (average …
ผลของการใช้วาร์ฟารินโนโมแกรมในผู้ป่วยที่เริ่มใช้ยาวาร์ฟารินระยะแรก ณ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์, ธานุพล พิมพา
ผลของการใช้วาร์ฟารินโนโมแกรมในผู้ป่วยที่เริ่มใช้ยาวาร์ฟารินระยะแรก ณ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์, ธานุพล พิมพา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการเริ่มต้นและปรับขนาดยาโดยใช้วาร์ฟาริน โนโมแกรมในผู้ป่วยที่เริ่มใช้ยาวาร์ฟาริน ณ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ วิธีการดำเนินการวิจัย: การศึกษานี้เป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ในอาสาสมัครที่เริ่มใช้ยาวาร์ฟารินขณะเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ระหว่างเดือน สิงหาคม ถึง พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 โดยกลุ่มทดลองจะได้รับการเริ่มต้นและปรับขนาดยาวาร์ฟารินโดยใช้วาร์ฟารินโนโมแกรม และกลุ่มควบคุมจะได้รับการเริ่มต้นและปรับขนาดยาวาร์ฟารินโดยดุลยพินิจของแพทย์ ประเมินสัดส่วนของอาสาสมัครที่มีค่า INR อยู่ในช่วง 2.0 – 3.0 ภายใน 14 วัน ผลการวิจัย: จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 98 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 49 ราย และกลุ่มทดลอง 49 ราย ผลลัพธ์ของการวิจัยพบว่าสัดส่วนของอาสาสมัครที่มีค่า INR อยู่ในช่วง 2.0 – 3.0 ภายใน 14 วันหลังได้รับยาวาร์ฟารินของกลุ่มที่เริ่มต้นและปรับขนาดยาโดยใช้วาร์ฟารินโนโมแกรมมากกว่ากลุ่มที่เริ่มต้นและปรับขนาดยาโดยแพทย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (44.9% และ 24.5%, p=0.034) ขนาดยาวาร์ฟารินเริ่มต้นเฉลี่ยของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน (2.1 มิลลิกรัมต่อวัน และ 2.2 มิลลิกรัมต่อวัน, p= 0.666) สรุป: การใช้วาร์ฟารินโนโมแกรมในการเริ่มต้นและปรับขนาดยาวาร์ฟารินส่งผลให้ค่า INR เข้าสู่ช่วงเป้าหมายของการรักษาเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การใช้วาร์ฟารินโนโมแกรมมีความปลอดภัยเทียบเท่ากับการเริ่มต้นและปรับขนาดยาวาร์ฟารินโดยแพทย์
ผลจากการรักษาเสริมของยากลุ่ม Sodium-Glucose Cotransporter 2 Inhibitors ต่ออัตราการกรองของไตในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยาต้านระบบ Renin-Angiotensin, พิมลพรรณ พงษ์กล่ำ
ผลจากการรักษาเสริมของยากลุ่ม Sodium-Glucose Cotransporter 2 Inhibitors ต่ออัตราการกรองของไตในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยาต้านระบบ Renin-Angiotensin, พิมลพรรณ พงษ์กล่ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงอัตราการกรองของไต (estimated glomerular filtration rate, eGFR) ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับการรักษาเสริมด้วยยากลุ่ม sodium-glucose cotransporter 2 inhibitors (SGLT2 inhibitors) ร่วมกับยาต้านระบบ renin-angiotensin (RAS blockers) เทียบกับกลุ่มที่ได้รับ RAS blockers วิธีการ: งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ในโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ การศึกษาคัดเลือกผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อายุ 18 ปีขึ้นไป ระยะเวลาตั้งแต่มกราคม พ.ศ. 2560 ถึงธันวาคม พ.ศ. 2564 เข้างานวิจัยจำนวน 350 ราย กลุ่มศึกษา คือ กลุ่มที่ได้รับยากลุ่ม SGLT2 inhibitors ร่วมกับ RAS blockers 175 ราย กลุ่มควบคุม คือ กลุ่มที่ได้รับยากลุ่ม RAS blockers 175 ราย ผลลัพธ์ของการศึกษา คือ ค่าอัตราการกรองของไต น้ำตาลสะสมฮีโมโกลบิน ความดันโลหิต และน้ำหนักตัวซึ่งวัด ณ เดือนที่ 0, 3, 6 และ 12 ผลการวิจัย: อัตราการกรองของไตระหว่างกลุ่มศึกษาและกลุ่มควบคุมทั้งในเพศหญิงและเพศชายไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีเพศหญิงเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราการกรองของไตที่ P=0.024 น้ำตาลสะสมฮีโมโกลบินของทั้ง 2 กลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีระยะเวลาการเกิดโรคเบาหวานและค่าน้ำตาลสะสมฮีโมโกลบินพื้นฐานเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่าน้ำตาลสะสมฮีโมโกลบินที่ P=0.003 และ P
Development Of A Pseudotype-Based Neutralization Test For Sars-Cov-2 Antibody Measurement, Kunlanan Charsangbong
Development Of A Pseudotype-Based Neutralization Test For Sars-Cov-2 Antibody Measurement, Kunlanan Charsangbong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The gold standard for measuring anti-SARS-CoV-2 neutralizing antibody is a live-virus neutralization test (VNT). However, VNT is rather complex and must be performed in a biosafety level 3 facility. Therefore, a gene-encoding spike protein of the original SARS-CoV-2 variant was designed to develop a lentivirus-based SARS-CoV-2 pseudotype in this study to replace the live virus, which can be conducted in a biosafety level 2 facility. The 2nd generation lentiviral pseudotype with green fluorescent protein (GFP) and the 3rd generation lentiviral pseudotype with luciferase as a reporter system, respectively, provided a sufficient titer (TCID50/mL) for a neutralization test. However, the 3rd …
การแปลศัพท์เฉพาะด้านระบาดวิทยาในหนังสือวิชาการเรื่อง Basic Epidemiology ของ Ruth Bonita, อนุตรศักดิ์ รัชตะทัต
การแปลศัพท์เฉพาะด้านระบาดวิทยาในหนังสือวิชาการเรื่อง Basic Epidemiology ของ Ruth Bonita, อนุตรศักดิ์ รัชตะทัต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาและหาแนวทางการแปลคำศัพท์เฉพาะทางด้านระบาดวิทยาในตำรา Basic epidemiology ของ Ruth Bonita จากคำศัพท์เฉพาะทางที่คัดสรรจำนวนทั้งสิ้น 30 คำและบทความต้นฉบับที่คัดสรร โดยมีสมมติฐานการวิจัยว่า แนวทางการวิเคราะห์ตัวบทของคริสติอาเน นอร์ด (Cristiane Nord) แนวทางการแปลแบบตีความและยึดความหมายของ ฌอง เดอลิลส์ (Jean Delisle) แนวทางการแปลคำสร้างใหม่ของปีเตอร์ นิวมาร์ก (Peter Newmark) และองค์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบาดวิทยา จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการแปลคำศัพท์เฉพาะทางด้านระบาดวิทยาที่คัดสรร เพื่อถ่ายทอดความหมายของคำศัพท์เฉพาะทางได้อย่างถูกต้อง มีสมมูลภาพและคงความเป็นศัพท์เฉพาะทาง ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าทฤษฎีและแนวทางการแปลดังกล่าว สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อการแปลคำศัพท์ทางระบาดวิทยาปละบทความที่คัดสรรได้ตามสมมติฐาน
Does Esg Matter In Corporate Takeover?, Sann Wai Lhyan
Does Esg Matter In Corporate Takeover?, Sann Wai Lhyan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
As Environmental, Social, and Governance scores (ESG) are increasingly becoming aware to the public, it is imperative to understand the impact of ESG on firm values, especially in the Asia-Pacific region, as it is home to a diverse and rapidly growing economy, including emerging markets. Therefore, the purpose of this study is to investigate the relationship between ESG and firm value using the takeover market as an empirical setting. The primary focus of the study involves examining the influence of ESG on the occurrence of takeovers through binary logistic regression. Subsequently, the study explores the association between ESG and target …
Does Esg Performance Impact Financial Distress Risk? Evidence From Asia-Pacific Markets, Methee Srikranjanapert
Does Esg Performance Impact Financial Distress Risk? Evidence From Asia-Pacific Markets, Methee Srikranjanapert
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research investigates the relationship between Environmental, Social, and Governance (ESG) performance, represented by ESG scores, and Probability of Financial Distress Risk (FDR), as proxied by Ohlson O-Score, for firms operating in the Asia-Pacific region from 2010 to 2022. In addition, the aforementioned relationship during economic crisis and the level of market development is also investigated. The findings reveal a negative association between ESG performance and the probability of FDR in which the increase in ESG performance reduces the likelihood of FDR. Notably, the environmental and social pillars of ESG consistently exhibit negative relationship with FDR, with the social pillar …
Exploring The Link Between Esg Scores And Downside Risks Of Stock Returns During Periods Of Negative Shock : Evidence In Apac, Nattakij Summakarawa
Exploring The Link Between Esg Scores And Downside Risks Of Stock Returns During Periods Of Negative Shock : Evidence In Apac, Nattakij Summakarawa
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the empirical association between Environmental, Social, and Governance (ESG) factors and downside risks in stock returns during negative shocks focusing on 13 countries within the Asia-Pacific (APAC) region. The study assesses ESG performance using combined ESG scores, E pillar, S pillar, G pillar and controversy scores, examining their impact on downside risk measured by Value at Risk (VaR) and Maximum Drawdown (MDD). The sample includes publicly traded companies across diverse APAC countries from 2012 to 2021. The research contextualizes the global significance of ESG practices, emphasizing their role in mitigating financial risks and contributing to sustainable financial …
The Impact Of Green House Gas Emission On Firm's Performance In Japan, Chanikan Veerachadsakulchai
The Impact Of Green House Gas Emission On Firm's Performance In Japan, Chanikan Veerachadsakulchai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the impact of greenhouse gas (GHG) emissions on corporate financial performance in Japan, with a particular focus on the role of environmental regulations. We hypothesize that while lower GHG emissions generally enhance financial performance, the benefits diminish beyond a certain point. Additionally, we examine how stringent environmental regulations influence this relationship. We use total GHG emissions and total GHG emissions per company’s enterprise value including cash (EVIC) as the proxies. The results indicate that GHG emissions negatively impact corporate financial performance, as measured by ROA and Tobin's Q. However, the regulatory environment, whether stringent or not, does …
The Influence Of Esg Performance On The Cost Of Debt: Evidence From Asia Pacific Countries: The Moderating Role Of Economic Policy Uncertainty, Wiraya Nillaorsrisakul
The Influence Of Esg Performance On The Cost Of Debt: Evidence From Asia Pacific Countries: The Moderating Role Of Economic Policy Uncertainty, Wiraya Nillaorsrisakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This paper examines the influence of ESG performance on the cost of debt (CoD) in Asia-Pacific firms from 2010 to 2022. It is among the first to explore how ESG performance scores affect the cost of debt against different economic conditions and market maturity levels.The study finds that companies with higher ESG ratings, particularly environmental and social dimensions, correlate with lower borrowing costs. Governance scores also matter, but they don't seem to influence borrowing costs as much. Additionally, the paper reveals that ESG's impact on borrowing costs is stronger in developed countries than in emerging ones. The research also indicates …
The Roles Of Catastrophe (Cat) Bonds: Diversifier, Hedge, Or Safe Haven?, Treepatchara Tasnavijitvong
The Roles Of Catastrophe (Cat) Bonds: Diversifier, Hedge, Or Safe Haven?, Treepatchara Tasnavijitvong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research investigates the role of Catastrophe (CAT) Bonds as diversification tools, hedges, and safe havens in global financial markets, with a focus on their behavior during the global financial crisis and the Covid-19 crisis. The study reveals that CAT bonds, recognized as a valuable asset class for their unique structure and ability to transfer catastrophic risks, have gained prominence among institutional investors. By examining the diversification benefits of CAT bonds in relation to traditional assets and analyzing their performance in crisis and non-crisis periods, the research highlights CAT bonds as effective tools for risk management and portfolio diversification. The …
ระบบสารสนเทศสำหรับการใช้บริการผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลอิสระ, ปพิชญา เงาศรี
ระบบสารสนเทศสำหรับการใช้บริการผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลอิสระ, ปพิชญา เงาศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันผู้คนหันมาดูแลสุขภาพเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง รูปร่างดี ป้องกันการเจ็บป่วย และเนื่องจากผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้นทำให้ตระหนักถึงการออกกำลังกายที่ถูกต้อง การใช้บริการผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลอิสระที่บ้านหรือคอนโดมิเนียม ก็ได้รับความนิยมตามมาด้วย เนื่องจากความต้องการที่จะได้รับข้อมูลเพื่อให้สามารถออกกำลังกายได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ แต่ไม่ต้องการเดินทางเดินทางไปศูนย์ออกกำลังกาย โครงการ “ระบบสารสนเทศสำหรับการใช้บริการผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลอิสระ” ประกอบด้วย 8 ระบบย่อย มีรายละเอียดของแต่ละระบบย่อย ดังนี้ (1) ระบบจัดการบัญชีผู้ใช้ที่เป็นลูกค้า (2) ระบบจัดการบัญชีผู้ใช้สำหรับผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลอิสระ (3) ระบบซื้อบริการ (4) ระบบนัดหมายและใช้บริการผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลอิสระ (5) ระบบบันทึกการให้บริการ (6) ระบบอนุมัติและรับชำระเงิน (7) ระบบออกรายงานการใช้บริการผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลอิสระ (8) ระบบวิเคราะห์การซื้อบริการ โดยเครื่องมือหลักในการพัฒนาระบบคือ Bubble.io ทำงานร่วมกับ Microsoft SQL Server Management Studio 18 และชุดโปรแกรม Microsoft Power BI Desktop Version: 2.120.963.0 สำหรับวิเคราะห์การซื้อบริการ ระบบที่พัฒนาขึ้นในโครงการนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถค้นหา ซื้อบริการ และทำนัดหมายเพื่อรับบริการจากผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลอิสระได้สะดวกสบายขึ้น ระบบนี้ช่วยให้ผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลอิสระทำให้มีช่องทางในการนำเสนอบริการ ทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้นและช่วยให้องค์กรใช้สารสนเทศเพื่อดำเนินธุรกิจการใช้บริการผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลอิสระได้
Perception And Experiences Of Sexual Harassment Among Lgbtq Students In Universities, Bangkok Thailand, Jiratchaya Rungrote
Perception And Experiences Of Sexual Harassment Among Lgbtq Students In Universities, Bangkok Thailand, Jiratchaya Rungrote
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The purpose of this research was to study perceptions and experiences of sexual harassment among 355 LGBTQ students in the University. Data was collected by self-administer questionnaire to find perceptions and experiences of sexual harassment. Descriptive, Pearson’s Chi-square and Fisher exact were performed to describe and determine the associations. The research findings indicate that the majority of research participants were perceived to sexual harassment at a moderate level. There was a moderate tolerant attitude towards sexual harassment, and there were experiences of verbal, non-verbal, and physical sexual harassment at a moderate level. Gender, University, part-time job type, the use of …
Effectiveness Of Tendingpets Application On Working Memory Among Adolescent In Phrae Province, Thailand : A Quasi-Experimental Study, Phitchasuda Detboon
Effectiveness Of Tendingpets Application On Working Memory Among Adolescent In Phrae Province, Thailand : A Quasi-Experimental Study, Phitchasuda Detboon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Working memory performance refers to the capacity and ability of the brain to temporarily remember and process incoming information while working or solving problems. This competency is crucial for teenagers and is linked to success in learning mathematics, English language, and health-related behaviors. This quasi-experimental research, conducted with a controlled group, aims to explore the effectiveness of the "TendingPETs" application in enhancing working memory capacity and its impact on educational effectiveness and risky behavior among 99 teenagers in Phrae Province, Thailand. The participants were divided into an experimental group of 50 individuals who used the "TendingPETs" application alongside regular classroom …
Factors Associated With Glycemic Control Level Among Type 2 Diabetes Mellitus Patients At Public Health Centers In Bangkok, Thailand, Uraiwan Thamkhuru
Factors Associated With Glycemic Control Level Among Type 2 Diabetes Mellitus Patients At Public Health Centers In Bangkok, Thailand, Uraiwan Thamkhuru
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Type 2 Diabetes Mellitus becomes a major health problem in many countries. Consequently, Type 2 DM is one of important public health problems in Thailand. In 2019, there are 14,025 registered cases of Type 2 DM that received health care services at 68 Public Health Centers, Bangkok Metropolitans Administration while 7,283(52%) of them were uncontrolled blood sugar; HbA1C ≥ 7% , and 6,742 (48%) were control blood sugar level; HbA1C <7% (BMA, 2019). Objective: This study aims to determine the proportion of uncontrolled and controlled level of glycemic control, to explore levels of self-efficacy, self-care behaviors, and social support, and to identify the influencing factors on Glycemic Control among Type 2 DM patients at Public Health Centers in Bangkok, Thailand. Last, this study aims to describe which social support channels that Type 2 DM patients at Public Health Centers in Bangkok, Thailand acquires. Method: A Cross-sectional Study was used in this study. 411 participants from 5 Public Health Centers, Bangkok Metropolitan Administration (BMA) was conducted in this study by face-to-face interview based on the questionnaire. Sampling technique, this study used purposive sampling and simple random sampling technique. Descriptive statistics were used to describe the characteristics of participants. The bivariate analysis was used to identify factors associated (a crude odds ratio) with glycemic control level (p-value < 0.2). A multivariable model (binary logistic regression analysis) was used to identify factors associated (an adjusted odds ratio) with the dependent variable (glycemic control level). The association was declared significant at p-value < 0.05. Result: 214 (52.1%) of participants were controlled glycemic level (HbA1C<7%), while 197(47.9%) of participants were uncontrolled glycemic level (HbA1C ³ 7%). Most of the Participants had medium self-efficacy 248(60.3), medium self-care behavior 248(60.3), and moderate social support 129(31.4). Adjusted Odds Ratio of uncontrol glycemic control increased with higher level of self-efficacy, self-care behavior, and social support. 110(55.8) of participants who acquired social support from the doctor (secondary social support group) with control glycemic level (HbA1C <7%). 52(44.4) of participants who acquired social support from their family (primary social support group) with control glycemic level (HbA1C <7%). Conclusion: The findings of this study could be used to develop an intervention program for Type 2 DM patients, patient group, family, friends, and public health volunteers at Public Health Centers in Bangkok (BMA)in order to improve the glycemic control level.
Association Between Knowledge, Attitude, Barriers, And Practice Of Parents Regarding Children’S Malocclusion In Yangon, Myanmar, Ye Htet Aung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
dren and can lead to psychological impacts. Therefore, this study aimed to investigate the association between knowledge, attitude, barriers, and practices of parents toward malocclusion in children. This cross-sectional study was conducted on parents, aged between 20 and 50 years, having children aged between 6 and 12 years, and living in Yangon, Myanmar. Parental socio-demographic characteristics, knowledge, attitudes, barriers, and practices regarding malocclusion in their children were surveyed and collected through an online validated self-administered questionnaire. A total of 388 participants aged from 21 to 50 years completed the survey questionnaire. The average scores of parental knowledge, attitude, and practice …