Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (981)
- Medical Sciences (830)
- Engineering (502)
- Physical Sciences and Mathematics (489)
-
- Nursing (445)
- Education (401)
- Dentistry (357)
- Life Sciences (355)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Sports Sciences (286)
- Veterinary Medicine (284)
- Public Health (272)
- Business (246)
- Economics (220)
- Sociology (220)
- Chemistry (191)
- Arts and Humanities (183)
- Architecture (181)
- Psychology (161)
- Law (156)
- Health and Physical Education (145)
- Mental and Social Health (145)
- Other Mental and Social Health (143)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (136)
- Environmental Sciences (133)
- Civil and Environmental Engineering (126)
- Communication (120)
- Communication Technology and New Media (120)
- Mass Communication (120)
- Keyword
Articles 1291 - 1320 of 6481
Full-Text Articles in Entire DC Network
Impact Of Environment, Social, And Governance On Cost Of Equity: Evidence From Asia Pacific Markets, Panida Uaariyapoonpong
Impact Of Environment, Social, And Governance On Cost Of Equity: Evidence From Asia Pacific Markets, Panida Uaariyapoonpong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the impact of Environmental, Social, and Governance (ESG) performance, proxied by the ESG Combined Score, on the cost of equity (COE), measured by the CAPM, for companies in the Asia-Pacific region from 2015 to 2022. It also explores how this relationship is influenced by economic crises and market development levels. The findings indicate a negative correlation, where higher ESG performance leads to a lower COE. Specifically, the environmental and governance pillars are negatively associated with COE, similarly reducing equity costs, while the social pillar shows no significant effect. The research also studies the impact of economic conditions …
การวิเคราะห์มลพิษทางอากาศและเสียงที่เกิดจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้างที่พักอาศัยโดยเครื่องมือวัดส่วนบุคคลร่วมกับบันทึกวีดีโอ, นพวิชญ์ ลีลานภากาศ
การวิเคราะห์มลพิษทางอากาศและเสียงที่เกิดจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้างที่พักอาศัยโดยเครื่องมือวัดส่วนบุคคลร่วมกับบันทึกวีดีโอ, นพวิชญ์ ลีลานภากาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องมาจากการก่อสร้างที่พักอาศัยที่มีอยู่ทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลซึ่งเป็นต้นเหตุของมลพิษทางอากาศและเสียง โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ แรงงานก่อสร้าง งานวิจัยนี้จึงต้องการวิเคราะห์มลพิษทางอากาศและเสียง (PM 2.5, PM 10, NO2, CO, dB(A)) ที่เกิดจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้างที่พักอาศัยโดยเครื่องมือวัดส่วนบุคคลร่วมกับบันทึกวีดีโอ ซึ่งนำเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เซนเซอร์ตรวจวัดมลพิษทางอากาศและเสียง และกล้องบันทึกวีดีโอมาประยุกต์ใช้ ทำให้ทราบค่าความเข้มข้นของมลพิษที่แรงงานได้รับจากกิจกรรมย่อยของงานก่อสร้าง การตรวจวัดมลพิษทางอากาศและเสียงโดยทั่วไปวัดจากค่าเฉลี่ยของปริมาณมลพิษที่แรงงานได้รับตลอดช่วงเวลาทำงาน อีกทั้งเครื่องมือวัดมีขนาดใหญ่ มีราคาสูง และไม่สามารถทราบถึงกิจกรรมย่อยที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อแรงงาน ดังนั้นงานวิจัยนี้ได้ติดเครื่องมือวัดและกล้องบันทึกวีดีโอกับแรงงาน เพื่อให้ทราบถึงปริมาณมลพิษที่แรงงานได้รับจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้าง โดยเมื่อมีปริมาณมลพิษเกินค่ามาตรฐานจะมีการแจ้งเตือนไปยัง Line Notify เพื่อให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยโครงการได้ทราบถึงปริมาณมลพิษที่เกิดขึ้นในขณะนั้น หลังจากนั้นประยุกต์ใช้เครื่องมือตรวจวัดมลพิษทางอากาศและเสียงกับโครงการก่อสร้างกรณีศึกษา 4 โครงการ ผลการทดสอบพบว่า กิจกรรมย่อยที่เกิดมลพิษมากที่สุด คือ เชื่อมโลหะโดยใช้ลวดเชื่อม มีปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 และ PM 10 เกินค่ามาตรฐานอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และไนโตรเจนไดออกไซด์ เกินค่ามาตรฐานอยู่ในระดับเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตามเครื่องมือยังมีข้อจำกัดในเรื่องขีดจำกัดต่ำสุดและสูงสุดของเซนเซอร์ที่สามารถตรวจวัดมลพิษได้
A Predictive Factors Of Intention And Behavior Toward Waste Separation Of Waterfront Communities: A Case Study Of Khlong Lat Luang Community Phra Pradaeng District Samut Prakan, Chadalak Samritthinanta
A Predictive Factors Of Intention And Behavior Toward Waste Separation Of Waterfront Communities: A Case Study Of Khlong Lat Luang Community Phra Pradaeng District Samut Prakan, Chadalak Samritthinanta
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aims to study the factors influencing the intention and behavior of waste management among residents living along the Chao Mueang Canal in Phra Pradaeng District, Samut Prakan Province. The study employs quantitative research methods by collecting questionnaires from 114 households along the Chao Mueang Canal. Data analysis utilizes descriptive statistics, including frequency, percentage, mean, and standard deviation, to analyze the socio-economic aspects of the sample group. Inferential statistics, such as the independent t-test, One-way ANOVA, and Structural Equation Modeling (SEM), are used to analyze the factors influencing waste separation behavior and intention, with a statistical significance level set …
Criminal Justice System And The Environmental Views Of Ex-Offenders In Mauritius, Jean Laurent Stephen Lyajoon
Criminal Justice System And The Environmental Views Of Ex-Offenders In Mauritius, Jean Laurent Stephen Lyajoon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The UN Sustainable Development Goals aims to promote environmentally friendly development across every aspect of life to mitigate the effects of climate change. However, the criminal justice system, despite bringing a significant contribution, is often overlooked when talking about this specific topic. Ex-offenders, upon their release from the prison system, are valuable assets who can contribute significantly to sustainable development which sometime are hindered due to harbored stigmas and perceptions from society. Therefore, this study aims to explore the factors, such as environmental, social and organizational, affecting the environmental attitude of ex-offenders in Mauritius and how it has been shaped …
การย้ายถิ่นของนักกีฬาฟุตบอลจากทวีปแอฟริกาสู่ประเทศไทย, พสิษฐ์ วจนะดิษยาวงศ์
การย้ายถิ่นของนักกีฬาฟุตบอลจากทวีปแอฟริกาสู่ประเทศไทย, พสิษฐ์ วจนะดิษยาวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบัน การย้ายถิ่นของกลุ่มแรงงานนักฟุตบอลได้รับความสนใจจากกลุ่มนักวิชาการที่ศึกษาการย้ายถิ่นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การศึกษามักมุ่งเน้นการทำความเข้าใจการย้ายถิ่นฐานของนักฟุตบอลจากภูมิภาคผู้ส่งออกนักฟุตบอล โดยเฉพาะแอฟริกาสู่ภูมิภาคยุโรป ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาณานิคม ขณะที่ในความเป็นจริง มีนักฟุตบอลจากภูมิภาคแอฟริกาหลั่งไหลเข้ามายังภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทย มีนักฟุตบอลชาวแอฟริกาที่ย้ายถิ่นเข้ามายังประเทศไทยจำนวนมาก และหลายคนได้สร้างคุณูปการแก่วงการฟุตบอลไทย จึงนำมาสู่คำถามที่ว่า ปัจจัยใดส่งผลให้แรงงานนักฟุตบอลจากทวีปแอฟริกาย้ายถิ่นเข้ามาค้าแข้งในประเทศไทย การศึกษาพบว่า พลวัตของโลกาภิวัตน์ รวมถึงการแปลงฟุตบอลเป็นสินค้า กอปรกับการที่ฟุตบอลกลายเป็นอาชีพที่ประชาชนจำนวนหนึ่งมองว่านำมาซึ่งรายได้จำนวนมาก ก็นำมาซึ่งการย้ายถิ่นฐานของนักฟุตบอล สำหรับทวีปแอฟริกาซึ่งประสบปัญหาความยากจน อาชีพนักฟุตบอลกลายเป็นความใฝ่ฝันของเยาวชนชายจำนวนมากที่ต้องการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าเพื่อตนเองและครอบครัว อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดด้านการพัฒนาฟุตบอลในทวีปแอฟริกา ทำให้นักฟุตบอลชาวแอฟริกันต้องการไปค้าแข้งนอกทวีป โดยเฉพาะทวีปยุโรปที่ให้รายได้สูงสุด อีกทั้งยังมีอิทธิพลเหนือสื่อที่เผยแพร่ฟุตบอลในทวีปแอฟริกา แม้ประเทศไทยที่จะมีลีกฟุตบอลที่ดี แต่ถือเป็นเพียงทางผ่านที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้คนได้เห็นนักฟุตบอลกลุ่มดังกล่าวมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ดี มิใช่นักฟุตบอลทุกคนจะประสบความสำเร็จในการยกระดับตนเองไปค้าแข้งในยุโรป ขณะที่จำนวนหนึ่งตระหนักว่าประเทศไทยมีความเหมาะสมและเลือกที่จะค้าแข้งในประเทศไทยระยะยาว
ผลของการผสมผสานการฝึกด้วยแรงต้านข้างเดียวกับการฝึกพลัยโอเมตริกที่มีผลต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตบอลชาย, เตชะพงษ์ เพชรประภัสสร
ผลของการผสมผสานการฝึกด้วยแรงต้านข้างเดียวกับการฝึกพลัยโอเมตริกที่มีผลต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตบอลชาย, เตชะพงษ์ เพชรประภัสสร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกด้วยแรงต้านข้างเดียวกับการฝึกพลัยโอมตริกที่ส่งผลต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตบอลชาย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตบอลชาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอายุระหว่าง 18-25 ปี จำนวน 21 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 จำนวน 11 คน ฝึกแบบผสมผสานการฝึกด้วยแรงต้านข้างเดียวกับการฝึกพลัยโอเมตริก และกลุ่มที่ 2 จำนวน 10 คน ฝึกแบบผสมผสานการฝึกด้วยแรงต้านสองข้างกับการฝึกพลัยโอเมตริก กำหนดความหนักในการฝึกด้วยแรงต้านที่ 85% ของหนึ่งอาร์เอ็ม จำนวน 6 ครั้ง และตามด้วยการฝึกพลัยโอเมตริก จำนวน 12 ครั้ง 3 ชุด ฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ทำการทดสอบความแข็งแรงสูงสุดสองขา ขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด พลังกล้ามเนื้อสองขา ขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด ดัชนีความแข็งแรงแบบปฏิกิริยาตอบสนองสองขา ขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด การทรงตัวขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด ความเร็วระยะ 10 และ 20 เมตร ความสามารถของการเปลี่ยนทิศทางก่อนการฝึกและหลังการฝึก 6 สัปดาห์ วิเคราะห์ความแตกต่างภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มทดลองโดยใช้สถิติ Paired Samples t-test และ Independent Samples t-test หากข้อมูลมีการกระจายตัวไม่เป็นโค้งปกติวิเคราะห์โดยใช้สถิติ Wilcoxon Sign Rank test และ Man-Whitney U test หนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มที่ 1 ความแข็งแรงสูงสุดสองขา ขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด พลังกล้ามเนื้อสองขา ก่อนการฝึกแตกต่างกับหลังการฝึก 6 สัปดาห์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และไม่พบความแตกต่างของพลังกล้ามเนื้อขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด การทรงตัวขาไม่ถนัดและขาถนัด ความเร็ว 20 เมตร ขณะที่กลุ่มที่ 2 ความแข็งแรงสูงสุดสองขา ขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด พลังกล้ามเนื้อขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด ก่อนการฝึกแตกต่างกับหลังการฝึก 6 สัปดาห์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ …
ผลของการใช้กรดอะมิโนร่วมกับการออกกำลังกายแบบแรงต้านต่อองค์ประกอบของร่างกายและสมรรถภาพของกล้ามเนื้อในบุคคลสุขภาพดี, กสิวัฒน์ เจียรธนะกานนท์
ผลของการใช้กรดอะมิโนร่วมกับการออกกำลังกายแบบแรงต้านต่อองค์ประกอบของร่างกายและสมรรถภาพของกล้ามเนื้อในบุคคลสุขภาพดี, กสิวัฒน์ เจียรธนะกานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้กรดอะมิโนร่วมกับการออกกําลังกายแบบแรงต้าน ต่อองค์ประกอบของร่างกายและสมรรถภาพของกล้ามเนื้อในบุคคลสุขภาพดีวิธีการดําเนินงานวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือบุคคลที่มีสุขภาพดีเพศชายและหญิงที่ไม่ได้ออกกําลังกายเป็นประจํา อายุเฉลี่ย27.33±3.45ปี จํานวน 24 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 12 คน ได้แก่ กลุ่มควบคุม (CON) ที่ได้รับการฝึกออกกําลังกายแบบแรงต้านเพียงอย่างเดียว และกลุ่มทดลอง (AA+RT) ที่ได้รับการเสริมกรดอะมิโนร่วมกับการฝึกออกกําลังกายแบบแรงต้าน เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผู้วิจัยทําการทดสอบตัวแปรด้านองค์ประกอบของร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ขนาดของกล้ามเนื้อ ความหนาของกล้ามเนื้อก่อนการฝึก สัปดาห์ที่ 6 ของการฝึก และหลังการฝึก ครบ 12 สัปดาห์ แล้วนํามาเปรียบเทียบทางสถิติด้วยโปรแกรมสําเร็จรูป โดยใช้การทดสอบความแปรปรวนแบบผสม และใช้การทดสอบแบบรายคู่ด้วยสถิติ LSD ที่ระดับความมีนัยสําคัญทางสถิติ เมื่อ p< 0.05ผลการวิจัย หลังการจบโปรแกรม 12 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ได้รับกรดอะมิโน ร่วมกับการฝึกด้วยแรงต้านมีปริมาณไขมันในร่างกาย มวลไขมัน ลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p0.05) อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ทดสอบด้วยน้ำหนักสูงสุดในออกแรงต้าน (1 Repetition Maximum; 1RM) และเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงความหนาของกล้ามเนื้อเปรียบเทียบกันระหว่างก่อนการทดลอง และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 12 พบว่ากลุ่มทอลองมีค่ามีกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับกุล่มควบคุมที่ได้รับการฝึกด้วยแรงต้านเพียงอย่างเดียวสรุปผลการวิจัย การใช้กรดอะมิโนร่วมกับการฝึกด้วยแรงต้านเป็นเวลา 12 สัปดาห์ สามารถลดปริมาณไขมันใต้ผิวหนังในร่างกาย เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และความหนาของกล้ามเนื้อในบุคคลสุขภาพดีได้
Role Of Tele Physical Therapy In Quality Of Life And Satisfaction Among Patients Together With Work Productivity Of Physical Therapists, Munaza Arwa
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Despite showing promising results in clinical trials, role of tele physical therapy in improving the quality of life and satisfaction of musculoskeletal disorder patients is ambiguous. Work productivity of therapists is still needed to be calculated to further evaluate efficacy of tele physical therapy sessions.Objective: The study aimed to determine the role of tele physical therapy in quality of life and satisfaction among patients together with work productivity of physical therapists. Method: An observational study comprising of pre-post and longitudinal design was conducted. 327 patients suffering from musculoskeletal disorders and 199 licensed physical therapists were recruited through MARHAM’s platform. …
ความสามารถในการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบด้านกายภาพ เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยของอาคารปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ กรณีศึกษา: อาคารสูงในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กวิน ธนโกเศศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความปลอดภัย คือ หนึ่งในข้อพิจารณาสำคัญที่สุดของการออกแบบองค์ประกอบทางกายภาพของอาคารปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ แต่การวิจัยทดลองทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนั้นมักไม่มีรูปแบบที่ตายตัวและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ส่งผลให้การออกแบบฯ เพื่อควบคุมความเสี่ยงที่เกิดขึ้นหลากหลายรูปแบบนั้นกลายเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งการศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อพิจารณาการออกแบบองค์ประกอบทางกายภาพของอาคารปฏิบัติการฯ ที่จะสามารถเพิ่มศักยภาพในการรองรับการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบทางกายภาพและเสริมสร้างความปลอดภัยของอาคารปฏิบัติการฯ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงประจักษ์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบกรณีศึกษา โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์แบบก่อสร้างเริ่มแรกของอาคาร ร่วมกับข้อมูลจากรายงานตรวจประเมินด้านความปลอดภัย และข้อมูลจากการสำรวจสภาพปัจจุบันของอาคารกรณีศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 4 อาคาร ซึ่งเป็นอาคารปฏิบัติการฯ อาคารสูง ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผลการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน โดยส่วนที่ 1 อธิบายสาเหตุและลักษณะปัญหาความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบทางกายภาพของอาคารปฏิบัติการฯ ส่วนที่ 2 อธิบายลักษณะการปรับเปลี่ยนขององค์ประกอบทางกายภาพฯ ที่เกิดขึ้นรวมถึงผลกระทบต่อด้านความปลอดภัยระหว่างช่วงการใช้อาคาร โดยแสดงให้เห็นบทบาทสำคัญและความเกี่ยวข้องกันระหว่างองค์ประกอบทางกายภาพ 3 ส่วนหลัก ได้แก่ งานระบบอาคาร ที่ว่าง และเฟอร์นิเจอร์ และส่วนที่ 3 อธิบายคุณลักษณะสำคัญขององค์ประกอบทางกายภาพที่สนับสนุนให้อาคารปฏิบัติการฯ สามารถรองรับการปรับเปลี่ยนขององค์ประกอบทางกายภาพได้ข้อค้นพบของงานวิจัยนี้ นำเสนอกรอบแนวคิดในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบทางกายภาพ และความปลอดภัยของอาคารปฏิบัติการฯ ต่อยอดจากทฤษฎีการจำแนกลำดับชั้นขององค์ประกอบทางกายภาพของอาคาร นอกจากนี้ ข้อค้นพบของงานวิจัยยังนำเสนอข้อพิจารณาในการออกแบบองค์ประกอบทางกายภาพของอาคารปฏิบัติการฯ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ และบ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างกลไกในการกำกับควบคุมให้เกิดการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบทางกายภาพ ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม และเกิดความปลอดภัยตลอดช่วงการใช้อาคารปฏิบัติการฯ
แนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า กรณีศึกษาโรงพยาบาลศรีธัญญา, ธมณชนก เกตุราทร
แนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า กรณีศึกษาโรงพยาบาลศรีธัญญา, ธมณชนก เกตุราทร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สุขภาพจิตเป็นพื้นฐานของความเป็นอยู่ที่ดีและเกี่ยวข้องกับสภาวะจิตใจของบุคคล โดยโรคซึมเศร้าเป็นโรคที่มีความผิดปกติทางด้านอารมณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพจิตที่มีอัตราเพิ่มขึ้นทุกปีในระดับประเทศและระดับโลก เป็นภัยเงียบของสุขภาพที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการทำงาน การดำเนินชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นได้ทุกเพศและทุกวัย โดยผู้ที่ป่วยระยะรุนแรงจะนำไปสู่การพยายามฆ่าตัวตาย โรคซึมเศร้าจำเป็นต้องมีการบำบัดรักษาจึงจะสามารถหายได้ ปัจจุบันการเข้ารับบริการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าถึงแม้ว่ายังมีการเข้ารับบริการยังไม่ทั่วถึง แต่จำนวนผู้ป่วยสะสมในช่วง พ.ศ. 2559-2565 มีอัตราการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยในปีหนึ่งๆ คิดเป็นร้อยละ 10.17 ของจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสะสมทั้งหมด จากการศึกษาพบว่าสภาพแวดล้อมภายในสถานพยาบาลสามารถเพิ่มหรือลดความเจ็บปวดทางด้านจิตใจได้ จึงนำไปสู่การศึกษาแนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในโรงพยาบาลเฉพาะทางจิตเวช กรณีศึกษาโรงพยาบาลศรีธัญญา ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและรูปแบบกิจกรรมของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มี ความรุนแรงระยะเล็กน้อยและปานกลางต่อสภาพแวดล้อมเชิงกายภาพ เพื่อวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมในโรงพยาบาลศรีธัญญา และเพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาและการจัดการพื้นที่เชิงกายภาพของโรงพยาบาลศรีธัญญา เพื่อนำไปสู่สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โดยทำการเก็บข้อมูลจากการสำรวจและการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมในบริเวณพื้นที่บำบัด และพื้นที่กิจกรรมของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าส่วนผู้ป่วยนอก รวมถึงการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าภายในโรงพยาบาลศรีธัญญา และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อหาข้อสรุปเชิงเสนอแนะผลการศึกษาพบว่าสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาภายในโรงพยาบาลจิตเวช พื้นที่บำบัดโรคซึมเศร้าส่วนผู้ป่วยนอก ประเด็นด้านความปลอดภัยมีความสำคัญมากที่สุด รองลงมาเป็นด้านแสงสว่าง พื้นที่ว่างและความปลอดโปร่ง โดยลักษณะทางกายภาพของพื้นที่บำบัดของโรงพยาบาลศรีธัญญามีข้อจำกัดต่อการบำบัดผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ในประเด็นตำแหน่งการใช้งาน แสงสว่างภายในพื้นที่ เสียงรบกวนและความเป็นส่วนตัวที่มีการใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกันกับจิตเวชเด็ก โดยสาเหตุมาจากการใช้พื้นที่อาคารเดิมที่ไม่ได้ออกแบบหรือจัดการให้เอื้อต่อการบำบัดผู้ป่วยโรคซึมเศร้า จึงควรมีการแบ่งพื้นที่ให้เป็นสัดส่วนตามการใช้งาน และเพิ่มบรรยากาศให้ผ่อนคลายเพื่อสะดวกต่อการเข้ารับบริการของผู้ป่วย ญาติ และเจ้าหน้าที่ให้มากขึ้น
การสร้างแนวคิดใหม่ให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองภาพยนตร์ดิจิทัล : การใช้วิถีนิเวศวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืน, เทพฤทธิ์ มณีกุล
การสร้างแนวคิดใหม่ให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองภาพยนตร์ดิจิทัล : การใช้วิถีนิเวศวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืน, เทพฤทธิ์ มณีกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ได้ดำเนินการในสามส่วนหลัก ๆ ได้แก่ การวิเคราะห์กิจกรรมต่าง ๆ ในการผลิตภาพยนตร์ในจังหวัดเชียงใหม่ในฐานะระบบนิเวศทางวัฒนธรรม โดยการวิเคราะห์อุตสาหกรรมภาพยนตร์และโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดเชียงใหม่ในฐานะระบบวัฒนธรรมที่พึ่งพาอาศัยกันของผู้คนที่เชื่อมโยงกับองค์กร สถาบัน ธุรกิจ ระบบเทคโนโลยี และปฏิบัติการเชิงสร้างสรรค์ในการผลิตภาพยนตร์ดิจิทัล ส่วนต่อมา คือ การรวบรวมข้อมูลและประเมินทรรศนะของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ปัญหาสำคัญ และความต้องการในอนาคต เพื่อรักษาและเสริมสร้างระบบในงานด้านภาพยนตร์ดิจิทัลของจังหวัดเชียงใหม่ และส่วนสุดท้าย คือ การออกแบบแผนยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาและปรับปรุงระบบนิเวศของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัลของจังหวัดเชียงใหม่ตามวิถีของความยั่งยืน แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้ได้ระบุถึงโอกาสสำหรับจังหวัดเชียงใหม่ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรบุคคลในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัลผ่านการดำเนินการสองระยะ ได้แก่ ระยะแรกเป็นการมุ่งเน้นและเสริมจุดแข็งเพื่อการเป็น “เมืองที่เป็นมิตรกับภาพยนตร์” ผ่านการจัดงานและกิจกรรมต่าง ๆ และระยะหลังเป็นการพัฒนาคุณลักษณะเฉพาะของระบบนิเวศในงานด้านภาพยนตร์ดิจิทัลของจังหวัดเชียงใหม่ไปสู่ความเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืนผ่านโครงการและแผนงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้นผู้วิจัยได้ใช้วิธีดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี คือใช้ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนในท้องถิ่น การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลจากหนังสือ วารสาร เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องผลการศึกษาพบว่า คุณลักษณะเฉพาะของระบบนิเวศของจังหวัดเชียงใหม่ที่ส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัล และนับเป็นจุดแข็งที่ชัดเจน ได้แก่ ทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้และความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะบุคลากรที่มีมากขึ้นในอุตสาหกรรมนี้ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และรองลงมาคือสภาพการณ์ปัจจุบันของพื้นที่ซึ่งมีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนจังหวัดอื่น ๆ ทั้งด้านคุณภาพชีวิต โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ทันสมัย ความพร้อมในธุรกิจภาพยนตร์ดิจิทัล สถานที่ถ่ายทำที่หลากหลาย และเครือข่ายระดับนานาชาติ อีกทั้งประชาชนในท้องถิ่นยังมีความต้องการให้มุ่งเน้นการพัฒนาคนรวมถึงการสร้างเสริมโอกาสงานเป็นอันดับแรก เพื่อให้คนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาในมิติอื่น ๆ ต่อไปส่วนประเด็นสำคัญในการสร้างแผนยุทธศาสตร์นี้มี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การกำหนดแนวทางแผนปฏิบัติการเร่งรัดสำหรับการจัดกิจกรรมทางภาพยนตร์ในพื้นที่เพื่อสร้างความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมภาคประชาชนให้แก่ผู้คนในท้องถิ่นตามวิถีนิเวศวัฒนธรรม 2) การจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะ องค์กร หรือเครือข่ายขึ้นเพื่อดูแลรับผิดชอบงานด้านภาพยนตร์ในพื้นที่ ตลอดจนการอัปเดตข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 3) ความสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดและเชื่อมต่อกับนโยบายภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัยโอกาสในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและโครงสร้างพื้นฐานของพื้นที่จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์ ซึ่งสามารถช่วยสร้างเสริมอัตลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ให้มีเสน่ห์และความโดดเด่นยิ่งขึ้นในฐานะ “เมืองที่เป็นมิตรกับภาพยนตร์” ด้วยระบบนิเวศทางวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์สำหรับงานด้านภาพยนตร์ดิจิทัลดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้กำหนดประเด็นพัฒนาในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัลจังหวัดเชียงใหม่ตามวิถีนิเวศวัฒนธรรมไว้ 4 ด้านด้วยกัน ได้แก่ ด้านศักยภาพของคน ศักยภาพของพื้นที่ การจัดการ และการมีส่วนร่วม โดยมีเป้าหมายในระยะสั้นไปสู่การเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับภาพยนตร์ และปูทางไปสู่เป้าหมายระยะยาวในการเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืนต่อไป
Effect Of Clostridium Butyricum Supplementation On Production Performance, Egg Quality, Gut Microflora, And Intestinal Morphology Of Laying Hens In The Late Phase Of Production, Phuong Truc Le Ho
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This experiment was conducted to evaluate the effects of Clostridium butyricum supplementation on improvement of production performance and egg quality by stimulating the intestinal absorptive function and altering the cecal microbial composition. A total of 216 Hy-Line brown laying hens at 66 weeks of age were allocated randomly into 3 treatments with 6 replicates of 12 hens in a completely randomized design. The dietary treatments included a control group (CT) with a corn-soy basal diet, and the other treatments comprised basal diets supplemented with 250g/ton (CB1) and 500g/ton (CB2) of feed containing C. butyricum strain MIYAIRI 588. The concentration of …
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก, ชมพูนุช ไชยยะ
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก, ชมพูนุช ไชยยะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบหาความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระยะของโรค ภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า กิจกรรมทางกาย ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน ภาวะโรคร่วม การสนับสนุนทางสังคม กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยสูงอายุโรคมะเร็งลำไส้และทวารหนัก กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลราชวิถี จำนวน 94 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะโรคร่วม แบบสอบถามอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าของผู้ป่วยในโรงพยาบาล แบบสอบถามการมีกิจกรรมทางกายสากล แบบประเมินกิจวัตรประจำวัน แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม และแบบประเมินคุณภาพชีวิตสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก แบบสอบถามเป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจความตรงเชิงเนื้อหา และเคยนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการศึกษาในผู้ป่วยกลุ่มโรคมะเร็งในประเทศไทยมากก่อน และเหมาะกับบริบทผู้สูงอายุไทย ตรวจสอบความเที่ยงเท่ากับ 0.84, 0.78, 0.83, และ 0.89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและสเปียร์แมน ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1. คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักอยู่ในระดับปานกลาง ( X =2.26; SD= 1.24) 2. ระยะของโรค กิจกรรมทางกาย การสนับสนุนทางสังคม ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ป่วยสูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r= 0.757, 0.323, 0.608, และ 0.222 ตามลำดับ) 3. ภาวะโรคร่วม มีความสัมพันธ์เชิงลบต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ป่วยสูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r= -0.314) 4. ภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า ไม่ความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ, ศรัณย์พร ศรีใจอินทร์
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ, ศรัณย์พร ศรีใจอินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาหาความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ เพศ ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ โรคประจำตัว ประวัติการรับวัคซีนป้องกันโควิค-19 ก่อนการติดเชื้อ ความรุนแรงของอาการติดเชื้อโควิด-19 การรักษาที่ได้รับระหว่างพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ความเครียด และกิจกรรมทางกายกับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปทั้งเพศชายและหญิงที่มีประวัติติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นเวลาอย่างน้อย 4 สัปดาห์ขึ้นไปโดยนับตั้งแต่วันแรกของการติดเชื้อ และเคยเข้ารับการรักษาทั้งเป็นผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน หรือหอผู้ป่วยเฉพาะกิจโควิด-19 ในโรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลตำรวจ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 87 คน เลือกการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความรู้สึกเครียด แบบสอบถามกิจกรรมทางกายระดับสากล และแบบสอบถามอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อ ไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ โดยเครื่องมือมีคุณภาพทั้งความตรงตามเนื้อหาและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อีต้า สถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน และสถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า 1. อาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ พบมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ อ่อนเพลีย/เหนื่อยล้า ไอ นอนไม่หลับ มีเสมหะ เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ มีน้ำมูก หายใจลำบาก ปวดตามข้อ และปวดหลัง 2. ภาวะอ้วน เพศ ความเครียด โรคประจำตัว มีความสัมพันธ์ทางบวกกับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rxy=.69, η= .31, rxy=.33, η=.23 ตามลำดับ) 3. อายุ ประวัติการรับวัคซีนป้องกันโควิค-19 ก่อนการติดเชื้อ มีความสัมพันธ์ทางลบกับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rs= -.23, rxy= -.16 …
The Development Of Adherence To Treatment Scale For Persons With Pulmonary Tuberculosis, Yunus Prasetyo
The Development Of Adherence To Treatment Scale For Persons With Pulmonary Tuberculosis, Yunus Prasetyo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of this study was to develop and evaluate the psychometric properties of a novel instrument called adherence to treatment for persons with pulmonary tuberculosis (TB) scale. The process of instrument development consisted of seven steps, which are: 1) clarifying the concept of adherence to TB treatment by synthesizing existing literature and obtaining a Delphi Study, 2) generating an item pool through a literature analysis, 3) selecting the format of measurement by employing a 4-point Likert scale, 4) evaluating the items through content validity testing, 5) conducting a preliminary research, 6) evaluating the psychometric properties of the scale by …
ประสบการณ์การดูแลผู้ติดแอมเฟตามีนที่เสพซํ้าของผู้ดูแลในครอบครัว, เกียรติศักดิ์ ไร่หินถ่วง
ประสบการณ์การดูแลผู้ติดแอมเฟตามีนที่เสพซํ้าของผู้ดูแลในครอบครัว, เกียรติศักดิ์ ไร่หินถ่วง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความหมายและประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลผู้ติดแอมเฟตามีนที่เสพซ้ำ โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยตามแนวปรากฏการณ์วิทยาของฮัซเซิร์ลผู้ให้ข้อมูลคือผู้ดูแลในครอบครัวที่ให้การดูแลผู้ติดแอมเฟตามีนที่เสพซ้ำจำนวน 15 คนที่มีความสมัครใจในการเป็นกลุ่มตัวอย่างจากโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดหนึ่งเขตภาคกลาง เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตและบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีการของโคไลซี ผลการวิจัยพบว่าการให้ความหมายของการดูแลผู้ติดแอมเฟตามีนที่เสพซ้ำของผู้ดูแลในครอบครัว แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) เป็นห่วง เข้าใจ พยายามช่วยให้เลิกยา 2) เป็นที่พึ่งพา และดูแลด้วยหัวใจ และประสบการณ์การดูแลผู้ติดแอมเฟตามีนที่เสพซ้ำของผู้ดูแลในครอบครัว แบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) การดูแลทั่วไปในชีวิตประจำวัน 2) รับมือกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป 3) การดูแลไม่ให้เสพแอมเฟตามีนซ้ำ 4) ผลของการดูแลผู้ติดแอมเฟตามีนที่เสพซ้ำ ผลการศึกษาครั้งนี้ช่วยให้เกิดความเข้าใจในการดูแลผู้ติดแอมเฟตามีนที่เสพซ้ำของผู้ดูแลในครอบครัวและเป็นแนวทางในการให้ความรู้แก่ผู้ดูแลในครอบครัวให้สามารถดูแลผู้ติดแอมเฟตามีนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
อิทธิพลของการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีต่อภาวะซึมเศร้าในประชากรไทยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ, ปิยาภรณ์ นฤภัย
อิทธิพลของการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีต่อภาวะซึมเศร้าในประชากรไทยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ, ปิยาภรณ์ นฤภัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในประชากรไทยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ และอิทธิพลของการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อการมีภาวะซึมเศร้าของประชากรไทยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ โดยกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคือประชากรที่มีอายุ 35 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ที่ตอบแบบสัมภาษณ์ด้วยตนเองจากโครงการสำรวจอนามัยและสวัสดิการ พ.ศ. 2564 และ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการถดถอยโลจิสติกทวิภาค (Binary logistic regression analysis)ผลการศึกษาพบว่า สัดส่วนของประชากรไทยวัยกลางคนที่มีภาวะซึมเศร้าน้อยกว่าวัยสูงอายุ และการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีความสัมพันธ์กับการมีภาวะซึมเศร้าของประชากรไทยทั้ง 2 ช่วงวัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยประชากรวัยกลางคนที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีโอกาสที่จะมีภาวะซึมเศร้าสูงกว่าผู้ป่วยวัยสูงอายุ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีภาวะซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทั้งในวัยกลางคนและวัยสูงอายุ ได้แก่ สถานภาพการทำงาน จำนวนของโรคเรื้อรังที่เป็น การหยุดกิจวัตรประจำวันเนื่องจากการเจ็บป่วย วิธีการรักษาพยาบาล และค่ารักษาพยาบาล ในขณะที่ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีภาวะซึมเศร้าที่พบเฉพาะในผู้ป่วยวัยกลางคน ประกอบด้วย ศาสนา ระดับการศึกษา เขตที่อยู่อาศัย และค่าพาหนะไป-กลับเพื่อเดินทางไปรักษาพยาบาล และประเภทโรค นอกจากนี้ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการมีภาวะซึมเศร้าที่พบเฉพาะผู้ป่วยวัยสูงอายุ ประกอบด้วย เพศ สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล และจำนวนสมาชิกในครัวเรือน ดังนั้น การให้ความสำคัญกับจำนวนโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ประเภทโรคและการดูแลผู้ป่วยในแต่ละกลุ่มวัยให้เข้าถึงการรักษาและได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงลักษณะทางประชากร เศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน จึงเป็นมาตรการที่สำคัญที่จะช่วยป้องกันและลดปัญหาภาวะซึมเศร้าของประชากรไทยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ
The Impact Of Economic Growth And Demographic Factors On Ecological Footprint In South And Southeast Asia Countries: A Panel Data Analysis, Firhandika Ade Santury
The Impact Of Economic Growth And Demographic Factors On Ecological Footprint In South And Southeast Asia Countries: A Panel Data Analysis, Firhandika Ade Santury
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The ecological footprint is a pivotal analytical tool for comprehensively examining environmental degradation. The ecological footprint provides a comprehensive measure of the impact of population consumption and production, serving as a critical benchmark for inter-regional comparisons to inform the development of effective policies. This study endeavors to analyze and compare the effects of demographic factors and economic factors on the ecological footprint in South and Southeast Asia. Additionally, the study aims to formulate policy recommendations to minimize the ecological footprint in these regions. The panel data of fourteen countries in South and Southeast Asia from 1997 to 2020 were analyzed. …
Trihalomethane Formation Potentials From Effluent Of Different Wastewater Treatment Sources And Health Risk Assessment, Kangsadal Phlaengsattra
Trihalomethane Formation Potentials From Effluent Of Different Wastewater Treatment Sources And Health Risk Assessment, Kangsadal Phlaengsattra
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to investigate the levels of THMs and THM formation potentials (THMFP) in treated wastewater originating from different sources i.e., domestic, food-processing industry and hospital, and to evaluate the maximum potential carcinogenic risk through dermal exposure. The samples from each source were collected three times between June and August 2023. Dissolved organic carbon (DOC), ultraviolet absorbance at 254 nm (UV254), and specific ultraviolet absorbance (SUVA) were evaluated from the samples prior to and after disinfection with chlorine over 7 days. The results found that the concentration of DOC was highest in hospital effluent, with an average value of …
ประสบการณ์ทางจิตใจของวัยรุ่นหญิงที่เคยถูกกระทำความรุนแรงในคู่รัก, ชนิศา วุฒิโชติวรกิจ
ประสบการณ์ทางจิตใจของวัยรุ่นหญิงที่เคยถูกกระทำความรุนแรงในคู่รัก, ชนิศา วุฒิโชติวรกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจของวัยรุ่นหญิงท่ี่เคยถูกกระทำความรุนแรงจากคู่รัก ซึ่งมีการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง ผู้ให้ข้อมูลคือวัยรุ่นเพศหญิงที่เคยถูกกระทำความรุนแรงจากคู่รักเพศชาย และปัจจุบันได้มีการยุติความสัมพันธ์แล้ว จำนวน 6 คน โดยมีช่วงอายุ 20 - 24 ปี ผลการวิจัยสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเด็นหลักคือ 1) ประสบการณ์ความรุนแรงที่เผชิญในความสัมพันธ์ ประกอบด้วย ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความรุนแรง และรูปแบบของความรุนแรง 2) การตัดสินใจเมื่อเจอความรุนแรงในความสัมพันธ์ ประกอบด้วย ตัดสินใจอยู่ต่อในความสัมพันธ์ และตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ 3) ผลกระทบจากการได้รับความรุนแรงในความสัมพันธ์ ประกอบด้วย ผลกระทบขณะอยู่ในความสัมพันธ์ และผลกระทบหลังจากยุติความสัมพันธ์ และ 4) สิ่งที่ได้เรียนรู้หลังจากยุติความสัมพันธ์ ประกอบด้วย แนวทางการข้ามผ่านประสบการณ์ที่เกิดขึ้น และการป้องกันตัวเองจากความสัมพันธ์ที่มีการใช้ความรุนแรง โดยการวิจัยนี้ช่วยให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับประสบการณ์ทางจิตใจของวัยรุ่นหญิงที่เคยถูกกระทำความรุนแรงจากคู่รัก ทั้งระหว่างที่อยู่ในความสัมพันธ์ ขณะยุติความสัมพันธ์ และหลังจากยุติความสัมพันธ์แล้ว โดยสามารถนำผลการวิจัยไปพัฒนาการสนับสนุนและช่วยเหลือทางจิตใจให้แก่วัยรุ่นในกลุ่มนี้ เพื่อให้เกิดการช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
อิทธิพลของการจินตนาการถึงการมีปฏิสัมพันธ์ทางบวกกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าต่อเจตคติรังเกียจกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, เบญญารัศม์ จันทร์เปล่ง
อิทธิพลของการจินตนาการถึงการมีปฏิสัมพันธ์ทางบวกกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าต่อเจตคติรังเกียจกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, เบญญารัศม์ จันทร์เปล่ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันโรคซึมเศร้ากลายเป็นที่สนใจของคนในสังคมและถูกกล่าวถึงเป็นวงกว้าง คนในสังคมมีการยอมรับเข้าใจ และให้โอกาสผู้ป่วยซึมเศร้ามากขึ้นเมื่อเทียบจากอดีต ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสามารถใช้ชีวิตและทำงานกับคนอื่นได้ปกติ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีบางคนในสังคมที่ยังคงมีมุมมองด้านลบหรือมีเจตคติที่ไม่ดีกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอยู่ ทำให้เกิดความรู้สึกกลัว ไม่ต้อนรับ ไม่ยอมรับ ไม่เป็นมิตร ไม่จ้างงาน ไม่ให้ความช่วยเหลือและไม่พูดคุยด้วย ส่งผลกระทบทางลบต่อผู้ป่วยโดยตรง ผู้วิจัยจึงออกแบบการทดลองเพื่อศึกษาการลดเจตคติรังเกียจกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้าผ่านการจินตนาการถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนไทยที่มีงานประจำและไม่มีประวัติเป็นโรคซึมเศร้าจำนวน 141 คนเข้าร่วมการทดลองออนไลน์ โดยถูกสุ่มแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ เงื่อนไขควบคุม (n = 68) ซึ่งถูกกระตุ้นให้จินตนาการว่าได้ร่วมงานกับผู้ที่ไม่ใช่ผู้ป่วยซึมเศร้า และเงื่อนไขทดลอง (n = 73) ซึ่งถูกกระตุ้นให้จินตนาการว่าได้ร่วมงานกับผู้ป่วยซึมเศร้า จากนั้นตอบมาตรวัดผลการจัดกระทำ มาตรความวิตกกังวลในการมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ป่วยซึมเศร้า มาตรวัดเจตคติรังเกียจกลุ่มผู้ป่วยซึมเศร้า ความถี่ของการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คุณภาพของการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในชีวิตจริงและความรู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ผลการศึกษาสนับสนุนและไม่สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้ คือพบความแตกต่างของความวิตกกังวลในการมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้าระหว่างเงื่อนไข ไม่พบความแตกต่างของเจตคติรังเกียจกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้าระหว่างเงื่อนไข พบอิทธิพลของการจินตนาการถึงการมีปฏิสัมพันธ์ทางบวกกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในการลดความวิตกกังวลในการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและเจตคติรังเกียจกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้า และไม่พบว่าความวิตกกังวลในการมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีอิทธิพลส่งผ่านต่อเจตคติรังเกียจกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้า การวิเคราะห์เพิ่มเติมพบว่าปัจจัยทีมีอิทธิพลในการลดความวิตกกังวลในการมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คือคุณภาพของปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในชีวิตจริง งานวิจัยนี้จึงให้ข้อค้นพบเชิงประยุกต์ คือ สามารถนำการจินตนาการถึงการมีปฏิสัมพันธ์ทางบวกไปประยุกต์ใช้ในบริบทต่างๆและผู้เกี่ยวข้องควรส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์ทางบวกระหว่างผู้ที่ไม่ใช่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่เป็นธรรมชาติ งานวิจัยนี้ยังมีประโยชน์ทางวิชาการคือเป็นงานวิจัยแรกที่ทดลองใช้ทฤษฎีทางจิตวิทยาสังคมในการลดอคติที่คนในสังคมไทยมีตอ่ผู้ป่วยจิตเวช
กฎหมายว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข: ศึกษากรณีปัญหาการบังคับใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, พชภร คุณาพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาข้อความคิดว่าด้วยการใช้อำนาจฉุกเฉิน หลักกฎหมายมหาชนที่เกี่ยวข้อง หลักการสากล ตลอดจนกฎหมายต่างประเทศและตัวอย่างการปรับใช้ เพื่อวิเคราะห์ปัญหาการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยดำเนินการวิจัย ในรูปแบบการวิจัยเอกสาร ผลจากการศึกษาทำให้ทราบว่า กฎหมายว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉินควรได้รับการออกแบบให้สอดรับกับหลักกฎหมายมหาชนโดยให้ความสำคัญกับการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งต้องคำนึงถึงลักษณะเนื้อหาของสถานการณ์แต่ละประเภท ซึ่งเรียกร้องแนวทางการรับมือที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างความจำเป็นในการแก้ไขวิกฤตการณ์กับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน พระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นภายใต้มโนทัศน์การบริหารจัดการสถานการณ์ด้านความมั่นคงซึ่งไม่เหมาะสมที่จะบังคับใช้กับสถานการณ์ด้านสาธารณสุข โดยข้อเท็จจริงจากการปรับใช้สะท้อนให้เห็นถึงข้อบกพร่องทั้งในส่วนของเงื่อนไขและกระบวนการใช้อำนาจ การออกมาตรการจำกัดสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนการลดทอนการควบคุมตรวจสอบ โดยฝ่ายตุลาการ ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยวางระบบการใช้อำนาจฉุกเฉินให้สอดรับกับสถานการณ์ด้านสาธารณสุข พร้อมทั้งจัดให้มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเพื่อกำกับการใช้อำนาจดังกล่าวให้อยู่ภายใต้กรอบของหลักนิติธรรม
Enhancing The Performance Of Federated Learning With Diffusion Models: Leveraging Synthetic Data To Address Non-Iid Data Challenges, Karin Huangsuwan
Enhancing The Performance Of Federated Learning With Diffusion Models: Leveraging Synthetic Data To Address Non-Iid Data Challenges, Karin Huangsuwan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the context of machine learning in healthcare, federated learning (FL) is frequently seen as an effective approach to tackling issues of data privacy and distribution. Nonetheless, many real-world datasets exhibit non-identical and independently distributed (non-IID) characteristics, meaning that data features vary across different institutions. This non-IID nature presents challenges for FL model convergence, such as client drifting, where model weights lean towards local optima rather than global optimum. To address these issues, we introduce a new framework called "FedDrip (Federated Learning with Diffusion Reinforcement at Pseudo-site)," which leverages diffusion-generated synthetic data to mitigate data-related problems in non-IID settings. Our …
การพัฒนาไฮโดรเจลเจลาตินที่มีอนุภาคนาโนทองคำ สำหรับการวัดปริมาณรังสี, ภาวิณี ชูสินธ์
การพัฒนาไฮโดรเจลเจลาตินที่มีอนุภาคนาโนทองคำ สำหรับการวัดปริมาณรังสี, ภาวิณี ชูสินธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันรังสีรักษามีบทบาทสำคัญในการช่วยรักษาโรคมะเร็ง โดยการให้ปริมาณรังสีสูงสุดที่เนื้อเยื่อมะเร็ง และก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื้อปกติน้อยที่สุด ดังนั้นความถูกต้องของปริมาณรังสีจึงเป็นสิ่งสำคัญ การวัดปริมาณรังสีเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยยืนยันและสร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วยได้ การศึกษาวิจัยนี้ได้พัฒนาอุปกรณ์การวัดปริมาณรังสีในรูปแบบไฮโดรเจลชนิดใหม่ สำหรับการวัดปริมาณรังสี ที่มีคุณลักษณะเฉพาะตัวในการขึ้นรูปได้หลายมิติ และมีความเข้ากันได้ทางชีวภาพจากพอลิเมอร์ธรรมชาติ เช่น เจลาตินและอะกราโรส ผสมกับสารละลายทองคำ โดยอาศัยนวัตกรรมนาโนเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงปฏิกิริยาทางเคมีของไฮโดรเจลเมื่อมีการฉายรังสี ทำให้เกิดการสังเคราะห์อนุภาคนาโนทองคำที่มีคุณสมบัติทางแสงที่โดดเด่นและเฉพาะตัวเชิงพื้นผิว ทำให้มองเห็นการเกิดการเปลี่ยนแปลงสีของไฮโดรเจลด้วยสายตาเปล่าได้อย่างรวดเร็วภายใน 10 นาที ภายหลังจากการได้รับรังสี รวมทั้งวัดค่าการดูดกลืนแสงในช่วงปริมาณรังสี 0-5 Gy ด้วยเทคนิคสเปกโตรโฟโตเมตรีที่ความยาวคลื่นดูดกลืนสูงสุดที่ 540 nm พบว่า ปฏิกิริยาทางเคมีภายในไฮโดรเจลเกิดขึ้นได้สมบูรณ์เมื่อได้รับรังสีผ่านไปแล้ว 2 ชั่วโมง โดยมีขีดความสามารถในวัดต่ำสุด คือ 0.37 Gy โดยมีความคงตัวของค่าการดูดกลืนแสงหลังจากได้รับรังสีไปแล้วนานถึง 7-14 วัน รวมทั้งให้ค่าความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงของไฮโดรเจลเจลาตินและไฮโดรเจลเจลาตินผสมอะกราโรส เท่ากับ 0.9996 และ 0.9994 ตามลำดับ จากผลการทดลองนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของไฮโดรเจลชนิดนี้ในการตอบสนองต่อรังสีที่รวดเร็ว ในช่วงปริมาณรังสีต่ำที่ใช้ทางคลินิค ที่มีความคงตัวและความถูกต้องแม่นยำสูง เหมาะสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้ในงานรังสีรักษาต่อไป
การประเมินสเตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายและห้องบนซ้ายเพื่อการทำนายความสำเร็จในการถอนเครื่องพยุงหัวใจและปอดในผู้ป่วยช็อคจากสาเหตุของหัวใจ, ชนินทร์ วโรดมวนิชกุล
การประเมินสเตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายและห้องบนซ้ายเพื่อการทำนายความสำเร็จในการถอนเครื่องพยุงหัวใจและปอดในผู้ป่วยช็อคจากสาเหตุของหัวใจ, ชนินทร์ วโรดมวนิชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาและความสำคัญ: ปัจจุบันมีการนำเครื่องพยุงหัวใจและปอด (VA-ECMO) มาใช้มากขึ้นในผู้ป่วยช็อคจากสาเหตุของหัวใจ (cardiogenic shock) การประเมินผู้ป่วยเพื่อทำการถอดเครื่อง VA-ECMO เป็นสิ่งสำคัญ ในอดีตมีการศึกษาเกี่ยวกับการนำอัลตราซาวด์สเตรนของหัวใจมาใช้ในการประเมินการถอดเครื่อง VA-ECMO น้อยมาก วัตถุประสงค์การวิจัย: เราต้องการที่จะศึกษาว่าค่าสเตรนของหัวใจที่ทำขณะผู้ป่วยกำลังถอยเครื่อง VA-ECMO จะสามารถพยากรณ์ความสำเร็จในการถอดเครื่อง VA-ECMO ได้หรือไม่ ระเบียบวิธีวิจัย: ทำการศึกษาทั้งทบทวนย้อนหลังควบคู่ไปกับเก็บข้อมูลไปข้างหน้าในผู้ป่วยที่ใส่เครื่อง VA-ECMO จากภาวะ cardiogenic shock ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตั้งแต่ปี 2560 ถึงปี 2566 ข้อมูลอัลตราซาวด์หัวใจของผู้ป่วยจะถูกวิเคราะห์ และประมวลผลหาค่าสเตรนของหัวใจห้องล่างซ้าย ห้องล่างขวา และห้องบนซ้าย ข้อมูลจะถูกนำมาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวในการถอดเครื่อง VA-ECMO ผลการวิจัย: มีผู้ป่วย cardiogenic shock ที่ได้รับการรักษาด้วย VA-ECMO เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 101 คน อายุเฉลี่ย 52±17 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 41 มีผู้ป่วย 81 คน (ร้อยละ 80) ที่ประสบความสำเร็จในการถอดเครื่อง VA-ECMO จากการวิเคราะห์แบบ multivariate analysis พบว่าค่าสเตรนหัวใจห้องล่างซ้าย (LV GLS-4ch) และค่าสเตรนหัวใจห้องบนซ้าย (LA reservoir strain) มีความสามารถในการพยากรณ์ความสำเร็จในการถอดเครื่อง VA-ECMO ได้ โดย aOR = 0.81, 95% CI = 0.70-0.93, p = 0.002 สำหรับ LV GLS-4ch และ aOR = 1.25, 95% CI = 1.08-1.44, p = 0.003 สำหรับ LArS เมื่อประเมินประสิทธิภาพของพารามิเตอร์อัลตราซาวด์หัวใจในการพยากรณ์โดยใช้เส้นโค้ง ROC พบว่า LArS มีค่าพื้นที่ใต้กราฟ …
Design Of Pralidoxime Analogs As Antidote For Organophosphate Insecticide Via Computational Chemistry Approaches, Nalinee Kongkaew
Design Of Pralidoxime Analogs As Antidote For Organophosphate Insecticide Via Computational Chemistry Approaches, Nalinee Kongkaew
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
To exposure the toxicity of insecticides is common among agriculturalists, especially organophosphate pesticides (OPs), which are widely used in Thailand due to their easy availability and low cost. OPs act by disrupting the nervous system, resulting in frequent poisoning and higher mortality rates compared to general toxicity. Their mechanism involves irreversible inhibition of acetylcholinesterase (AChE), which normally breaks down acetylcholine neurotransmitters, leading to the accumulation of acetylcholine, which stimulates or inhibits the central nervous system. Currently, oxime compounds are commonly used for antidotal treatment, particularly the 2-pyridine aldoxime known as "2-PAM," approved by FDA for treating poisoning. However, 2-PAM has …
การศึกษาเปรียบเทียบอายุการใช้งานของวงจรฟอกไตแบบต่อเนื่องระหว่างการเชื่อมต่อแบบรวมและแบบแยก ร่วมกับเครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอด, ประสิทธิพร ตั้งจิตอารีย์
การศึกษาเปรียบเทียบอายุการใช้งานของวงจรฟอกไตแบบต่อเนื่องระหว่างการเชื่อมต่อแบบรวมและแบบแยก ร่วมกับเครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอด, ประสิทธิพร ตั้งจิตอารีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาและความสำคัญ อุบัติการณ์ของภาวะไตวายเฉียบพลันที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่อง (Continuous renal replacement therapy: CRRT) ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องพยุงหัวใจและปอด (Extracorporeal membrane oxygenation: ECMO) พบประมาณ 50% ซึ่งในปัจจุบันการเชื่อมต่อวงจรการบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่องในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องพยุงหัวใจและปอด ที่นิยมมีอยู่สองวิธีได้แก่ การเชื่อมต่อวงจรแบบรวม (integration) และการเชื่อมต่อแบบแยก (separation) โดยที่ยังไม่มีวิธีใดที่ถือว่าเป็นการเชื่อมต่อแบบมาตรฐาน วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อศึกษาเปรียบเทียบอายุการใช้งานของวงจรบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่อง ระหว่างการเชื่อมต่อแบบรวมและแบบแยกร่วมกับเครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอด วิธีการศึกษา เป็นการศึกษาทดลองแบบสุ่มตัวอย่างแบบเปิด มีกลุ่มควบคุม และพหุสถาบัน ทำการศึกษาผู้ป่วยในหอผู้ป่วยวิกฤตที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องพยุงหัวใจและปอดที่มีภาวะไตวายเฉียบพลันและมีข้อบ่งชี้ได้รับการบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่อง โดยดำเนินการศึกษา ตั้งแต่ พฤษภาคม 2564 ถึง ธันวาคม 2566 โดยผลลัพธ์หลักคืออายุการทำงานของวงจรบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่อง ผลการศึกษา ผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษาที่ได้รับการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มการเชื่อมต่อแบบรวม 31 คน และการเชื่อมต่อแบบแยก 29 คน พบว่าค่าเฉลี่ยของอายุวงจรบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่องไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระหว่างการเชื่อมต่อแบบรวมและแบบแยก (71 ± 31 และ 63 ± 26 ชั่วโมง, ค่าความแตกต่างค่าเฉลี่ย 7.3 ชั่วโมง, ความเชื่อมั่น 95% [-7.6, 22.3], p=0.33) อัตราการเสียชีวิตที่ 28 วันระหว่างทั้งสองกลุ่มก็ไม่มีความแตกต่างกัน(26% และ 31%, p=0.65) และไม่มีความแตกต่างกันของเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ชนิดร้ายแรงรวมถึงภาวะลมอุดกั้น ส่วนค่าแรงดันระหว่างเมมเบรนและค่าแจ้งเตือนของเครื่องบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่องก็ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผลการศึกษา การเชื่อมต่อวงจรบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่องระหว่างการเชื่อมต่อแบบรวมและแบบแยกในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องพยุงหัวใจและปอด ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญของอายุการใช้งานของวงจรบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่องและเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ชนิดร้ายแรง
Development And Analysis Of A Game Play In Chulalongkorn University Central Library Metaverse, Aisha Munir
Development And Analysis Of A Game Play In Chulalongkorn University Central Library Metaverse, Aisha Munir
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Metaverse is the next generation of the internet that allows people to interact with digital content in a more immersive and interactive way. This paradigm shift extends to the realm of education, where the concept of a smart campus is reshaping traditional educational systems. This research focuses on the integration of the metaverse in education, with a specific emphasis on smart libraries. Recognizing libraries as integral components of educational systems, this study proposes a metaverse platform for Chulalongkorn University's central library. The proposed platform enables users to explore the virtual library remotely and simulate resource classification and physical service in …
Predicting Newcomer’S Turnover Using Predictive Analytics : A Case Study Of Thai Financial Firm In Bangkok, Thailand, Meena Kittikunsiri
Predicting Newcomer’S Turnover Using Predictive Analytics : A Case Study Of Thai Financial Firm In Bangkok, Thailand, Meena Kittikunsiri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Employee turnover, a critical issue impacting workplace productivity, has prompted organizations to leverage machine learning techniques for predictive analysis. This study specifically targets the prediction of turnover among new employees, utilizing data obtained from a survey conducted at a Thai financial firm in Bangkok, Thailand. Through an evaluation of various machine learning models, the results indicate that the Random Forest model surpasses others. Furthermore, this research highlights crucial factors influencing newcomer turnover, such as comfort with workplace culture, work-from-home policies, onboarding programs, and satisfaction with the recruitment process. These findings offer actionable insights for HR professionals to focus on these …
Analysis Of Plasma Extracellular Vesicle-Derived Micrornas From Patients With Nonalcoholic Fatty Liver Disease And Hepatocellular Carcinoma, Bootsakorn Boonkaew
Analysis Of Plasma Extracellular Vesicle-Derived Micrornas From Patients With Nonalcoholic Fatty Liver Disease And Hepatocellular Carcinoma, Bootsakorn Boonkaew
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Extracellular vesicle-derived microRNAs (EV-miRNAs) are promising circulating biomarkers for chronic liver disease. In this study, we explored the potential significance of plasma EV-miRNAs in non-hepatitis B-, non-hepatitis C-related HCC (NBNC-HCC). We compared plasma EV-miRNA profiles between NBNC-HCC and control groups including non-alcoholic fatty liver disease (NAFLD) and healthy controls using NanoString method. The differentially expressed EV-miRNAs were validated in another set of plasma samples by qRT-PCR. Five plasma EV-miRNAs were significantly elevated in HCC, which included miR-19-3p, miR-16-5p, miR-223-3p, miR-30d-5p, and miR-451a. Among them, EV-miR-19-3p exhibited the best diagnostic performance and displayed a high sensitivity for detecting AFP-negative HCC and …