Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1051 - 1080 of 6481

Full-Text Articles in Entire DC Network

ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียนของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 : การวิจัยแบบผสานวิธี, อรุณี ศุทธิชัยนิมิต Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียนของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 : การวิจัยแบบผสานวิธี, อรุณี ศุทธิชัยนิมิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยแบบผสานวิธีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ตรวจสอบโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียน และ (2) ศึกษาประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรดังกล่าวของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตนักศึกษาปริญญาตรี 320 คนในงานวิจัยเชิงปริมาณ และ 14 คนในงานเชิงคุณภาพ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ มาตรวัดการบริหารจัดการเวลา มาตรวัดการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน มาตรวัดความเหนื่อยล้าทางจิตใจ มาตรวัดภาวะหมดไฟในการเรียน และแนวคำถามการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการเชิงโครงสร้าง และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพตามแนวทางของ Giorgi และคณะ ผลการวิจัยพบว่าโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียนของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ตัวแปรอิสระทั้ง 3 ตัวแปรอธิบายความแปรปรวนของภาวะหมดไฟในการเรียนได้ร้อยละ 57 ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด คือ ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ตามมาด้วยการบริหารจัดการเวลา และการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่าผู้มีภาวะหมดไฟในการเรียนสูงมี 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ภาวะหมดไฟในการเรียนเกิดหลายระลอก ส่งผลต่อการใช้ชีวิต (2) ลักษณะนิสัยเครียดง่าย คาดหวังสูง ปรับตัวยาก (3) ความเครียดสะสม อดนอน และบริหารจัดการเวลาไม่ได้ (4) รับมือภาวะหมดไฟด้วยตนเองและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง ส่วนผู้มีภาวะหมดไฟในการเรียนต่ำพบ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ภาวะหมดไฟในการเรียนเกิดชั่วคราว ลดประสิทธิภาพการเรียน (2) ลักษณะนิสัยยืดหยุ่นสูง เชื่อมั่นในตนเอง และไม่คาดหวังเรื่องเรียน (3) รับมือภาวะหมดไฟด้วยตนเองและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง


ประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลมาจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น, ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ Jan 2023

ประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลมาจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น, ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น โดยมีผู้ให้ข้อมูลหลัก 6 ราย ผลการวิเคราะห์พบ 4 แก่นสาระหลัก ได้แก่ (1) โลกที่ถูกสั่นคลอนจากการถูกข่มเหงรังแก สะท้อนการรับรู้ตนเองและผู้อื่นที่ถูกท้าทายจากการข่มเหงรังแก ตลอดจนการพยายามเอาตัวรอดจากสถานการณ์และใช้ชีวิตอยู่กับผลกระทบที่เกิดจากการถูกข่มเหงรังแก (2) การบ่มเพาะสู่ความงอกงามทางจิตใจภายหลังเผชิญการถูกข่มเหงรังแก เป็นกระบวนการเรียนรู้และทำความเข้าใจตนเอง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมุมมองทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และต่อประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแก นำไปสู่การยอมรับในตนเอง ยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย และปล่อยวางเรื่องราวในอดีตได้มากขึ้น (3) ความงอกงามทางจิตใจภายหลังเผชิญการถูกข่มเหงรังแก โดยพบทั้งหมด 4 ประเด็น ได้แก่ ความมั่นคงจากภายในตนเอง ความรู้สึกวางใจในความสัมพันธ์ แรงผลักดันที่นำไปสู่การพัฒนาตนเอง และความรู้สึกซาบซึ้งยินดีในชีวิต (4) สิ่งที่พัฒนาขึ้นจากการผ่านประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแก เป็นทักษะในการดูแลใจตนเองในสถานการณ์ต่างๆ ที่มีมากขึ้น การวางขอบเขตความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ชัดเจนมากขึ้น และความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและอยากช่วยเหลือผู้อื่น ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากการเรียนรู้และปรับตัวกับผลกระทบจากการถูกข่มเหงรังแก โดยประสบการณ์ทางจิตใจเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจความคิด ความรู้สึก ของบุคคลที่มีประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาแนวทางในการป้องกันผลกระทบจากการถูกข่มเหงรังแกในกลุ่มวัยรุ่น รวมถึงแนวทางในการให้การสนับสนุนและเยียวยาผู้ที่มีประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแกด้วยเช่นกัน


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่, อุทุมพร ศิริงาม Jan 2023

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่, อุทุมพร ศิริงาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบพรรณนาเชิงความสัมพันธ์ เพื่อศึกษาความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ชนิดการรักษา ความวิตกกังวล ความทุกข์ทรมานจากอาการ และการสนับสนุนทางสังคมกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่จำนวน 133 คนที่รับการรักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลตำรวจ สุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีเลือกตามสะดวก เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน แบบสอบถามความวิตกกังวลตามสถานการณ์ แบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาดังนี้ แบบประเมินความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน เท่ากับ 0.88 แบบประเมินความทุกข์ทรมานจากอาการ เท่ากับ 0.8 และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคมเท่ากับ 0.9 และหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค มีค่าเท่ากับ.96, .95, .85 และ 82 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่มีความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในระดับน้อย (mean = 2.39, SD = 0.78) เมื่อแยกรายด้าน พบว่า ด้านที่มีความต้องการสูงสุดคือระบบสุขภาพและข้อมูล มีความต้องการระดับปานกลาง(mean = 3.09, SD = 1.15) รองลงมาคือด้านการดูแลผู้ป่วยและการสนับสนุน (mean = 2.80 SD = 1.22) ขณะที่ด้านที่มีความต้องการน้อยที่สุดคือเพศสัมพันธ์ (mean = 1.60, SD = 0.74) 2. ความวิตกกังวลและความทุกข์ทรมานจากอาการมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (r = .40, .41 และ .45 ตามลำดับ) การสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางลบกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (r = -.18) สำหรับปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์ได้แก่ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา และการรักษา


Effects Of Individual And Family Self-Management Program On Glycated Hemoglobin And Health-Related Quality Of Life Among Adults With Uncontrolled Type 2 Diabetes Mellitus In Indonesia, Margareta Teli Jan 2023

Effects Of Individual And Family Self-Management Program On Glycated Hemoglobin And Health-Related Quality Of Life Among Adults With Uncontrolled Type 2 Diabetes Mellitus In Indonesia, Margareta Teli

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

More than 85% of Indonesian adults with Type 2 diabetes (T2DM) do not meet glycemic targets. More effective support from family members on diabetes self-management may improve diabetes management and outcomes. The study aimed to 1) compare glycated hemoglobin (HbA1c) levels and health-related quality of life (HRQoL) before and after participating in individual and family self-management programs (IFSM) and 2) compare HbA1c levels and HRQoL between adults with uncontrolled T2DM who received the IFSM program and those who received usual care. This randomized controlled trial was conducted from December 2023 to March 2024 among participants recruited from 3 Public Health …


อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574, ศิริณา กมณฑลาภิเษก Jan 2023

อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574, ศิริณา กมณฑลาภิเษก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ จำนวน 18 คน วิธีการดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 รอบ คือ รอบที่ 1 สัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 รอบที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสร้างแบบสอบถาม เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงประมาณค่าแนวโน้มความน่าจะเป็นในแต่ละข้อ และรอบที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบ 2 มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และจัดทำแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็น เพื่อสรุปเป็นอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 ผลการวิจัยพบว่า อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 ประกอบด้วย 7 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านวางแผนการบริหารองค์การ ได้แก่ การวิเคราะห์ภาระงานยุทธการด้านการแพทย์ทหาร 2) ด้านรูปแบบการบริการพยาบาล ได้แก่ การให้บริการเชิงรุกแก่ข้าราชการและครอบครัว รวมถึงผู้ทำการในอากาศ 3) ด้านการจัดการความรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้แก่ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการ 4) ด้านนวัตกรรมและการพัฒนางานคุณภาพ ได้แก่ การยกระดับความสำเร็จในการผลิตผลงานวิจัย นวัตกรรมทางการพยาบาลและงานพัฒนาคุณภาพ 5) ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ การพัฒนาทักษะที่จำเป็นให้กับบุคลากรพยาบาลอย่างต่อเนื่อง 6) ด้านสนับสนุนการจัดการศึกษา ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตให้มีคุณลักษณะและสมรรถนะเชิงวิชาชีพเป็นไปตามความต้องการขององค์การพยาบาล และ 7) ด้านการเตรียมพร้อมรับภารกิจด้านการแพทย์ทหาร สถานการณ์ฉุกเฉินและการบรรเทาสาธารณภัย ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรพยาบาลด้านการปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน


ภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย, อุษา อติโภคบูรณ์ Jan 2023

ภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย, อุษา อติโภคบูรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤฒพลังและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลการสำรวจระดับประเทศจากโครงการ “การเปลี่ยนแปลงทางประชากรและความอยู่ดีมีสุขในบริบทสังคมสูงวัย” ซึ่งดำเนินการเก็บข้อมูลโดยวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2559ผลการศึกษาระดับพฤฒพลัง พบว่าผู้สูงอายุชายมีระดับคะแนนพฤฒพลังสูงกว่าผู้สูงอายุหญิงในพฤฒพลังด้านการทำงานเชิงเศรษฐกิจ พฤฒพลังด้านการดำรงชีวิตโดยพึ่งตนเองได้ มีสุขภาวะที่ดีและมีความมั่นคง และพฤฒพลังด้านศักยภาพและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีพฤฒพลัง ทั้งนี้ ผู้สูงอายุชายมีคะแนนพฤฒพลังมากที่สุดในตัวชี้วัดการประกอบกิจวัตรประจำวันขั้นสูง (IADLs) และทุกตัวชี้วัดในพฤฒพลังด้านการทำงานเชิงเศรษฐกิจ ในขณะที่ผู้สูงอายุหญิงมีคะแนนพฤฒพลังมากที่สุดด้านการมีส่วนร่วมในสังคมในตัวชี้วัดการดูแลสมาชิกในครอบครัว ในส่วนของผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีพฤฒพลังด้วยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบไบนารี พบว่า เพศ สถานภาพสมรส รายได้เฉลี่ยต่อปี และการเตรียมการเพื่อให้มีพฤฒพลัง มีความสัมพันธ์กับการมีพฤฒพลังทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p


Trends In Completeness And Determinants Of Birth Registration In Nigeria, Mustapha Adeiza Shuaib Jan 2023

Trends In Completeness And Determinants Of Birth Registration In Nigeria, Mustapha Adeiza Shuaib

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Birth registration is a fundamental human right and a key component of Sustainable Development Goal (SDG) 16.9, which aims to provide legal identity for all by 2030. In Nigeria, birth registration is essential for safeguarding children's rights, including access to education, healthcare, and social services. Despite its importance, birth registration rates remain low, with significant disparities across different regions and population groups.Objective: This study aims to analyze trends in birth registration and explore the determinants of birth registration in Nigeria during 2021, utilizing the latest data from the 2021 Multiple Indicator Cluster Surveys (MICS).Methods: The study employs a descriptive …


Enhancing Labour Productivity: Insights From Female Leadership, Training Programmes And Foreign Ownership In Service Enterprises Across Thailand, Vietnam, And Malaysia, Jie Min Low Jan 2023

Enhancing Labour Productivity: Insights From Female Leadership, Training Programmes And Foreign Ownership In Service Enterprises Across Thailand, Vietnam, And Malaysia, Jie Min Low

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines the demographic and socio-economic factors affecting labour productivity in service enterprises across Thailand, Vietnam, and Malaysia. Previous research primarily focuses on manufacturing firms, leaving a gap in understanding productivity in service firms. Given that the service sector is increasingly significant in ASEAN economies, contributing nearly half of the region's Gross Domestic Product (GDP) in 2022, this study targets this crucial sector (Secretariat, 2023).Rapid industrialisation, ageing populations, and shrinking workforces in these countries makes it necessary for enterprises to understand how to enhance labour productivity. This research utilizes data from the World Bank's 2015 and 2016 Enterprise Surveys …


Human Capital And Gender Dynamics In Leadership: Analysis Of Labor Productivity And Technical Efficiency In Bangladesh, Indonesia, And Pakistan, Zun Pwint Bo Bo Jan 2023

Human Capital And Gender Dynamics In Leadership: Analysis Of Labor Productivity And Technical Efficiency In Bangladesh, Indonesia, And Pakistan, Zun Pwint Bo Bo

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines the impact of human capital and gender dynamics in leadership on labor productivity and technical efficiency in firms from Bangladesh, Indonesia, and Pakistan. Using data from the World Bank Enterprise Survey, the analysis uses Ordinary Least Squares (OLS) regression, Data Envelopment Analysis (DEA), and Tobit regression techniques. The findings reveal significant variations in labor productivity and efficiency among firms in the three countries, influenced by factors such as firm characteristics, managerial experience, workforce skill composition, and gender leadership. The results indicate that higher average wages positively impact labor productivity and technical efficiency across all three countries, supporting …


Economic Convergence In The Baltic Sea Region: Migration, Institutions, And Socio-Cultural Drivers Of Labor Productivity, Elias Orbon Jan 2023

Economic Convergence In The Baltic Sea Region: Migration, Institutions, And Socio-Cultural Drivers Of Labor Productivity, Elias Orbon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the potential facilitation of economic convergence through policy across the Baltic Sea Region from two critical perspectives: (1) an analysis of the impacts of human capital flight and forced pendular migration from Ukraine on the economies included in the study, and (2) the impact of cultural dimensions and institutional arrangements on labor productivity in firms across the region. The study uniquely contributes to understanding how economic convergence can be facilitated in the Baltic Sea Region by considering both firm-level productivity factors and the current geopolitical context. The study utilizes World Bank Enterprise Survey data from 2019 and …


Molecular Characterization And Biosynthesis Of Izumo1 And Juno In Domestic Cats (Felis Catus), Phakjira Sanguansook Jan 2023

Molecular Characterization And Biosynthesis Of Izumo1 And Juno In Domestic Cats (Felis Catus), Phakjira Sanguansook

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The negative impacts of domestic cat overpopulation and the limitations of currently available methods to induce infertility in cats necessitate the development of novel targets for non-surgical contraception in this species. The recent discovery of IZUMO1-JUNO, a pair of sperm-oocyte proteins that are both indispensable for the fertilization process, inspires the targeting of them for contraception in cats. To gain insight into feline IZUMO1 and JUNO, this thesis aims to identify 1) the target organs expressing IZUMO1 and JUNO in domestic cats 2) the expression of feline IZUMO1 during epididymal sperm transit in the epididymis and feline JUNO during various …


Corneal Characterization Of Canine Keratoconjunctivitis Sicca By Optical Coherence Tomography, Kedsaraporn Ruangpanitchayakul Jan 2023

Corneal Characterization Of Canine Keratoconjunctivitis Sicca By Optical Coherence Tomography, Kedsaraporn Ruangpanitchayakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Keratoconjunctivitis sicca (KCS), known as dry eye syndrome, indicates an imbalance in tear film stability and homeostasis. Quantitative KCS is well diagnosed while qualitative KCS is still underdiagnosed in routine veterinary practice. This study aimed to compare the ocular surface characteristics between experimental dogs (n=20) presented with low Schirmer tear test (STT) values (1-10mm/min) and control dogs (n=20) with normal STT values (≥15mm/min). Dogs with previous treatments or diseases which effect tear production were excluded. The experimental group showed significant increased KCS-related clinical signs score with mucopurulent ocular discharge, keratitis with corneal edema and vessels, and conjunctivitis with hyperemia and …


ผลของการปรับสภาพพื้นผิวต่อกำลังแรงยึดเฉือนระหว่างวัสดุครอบฟันชั่วคราวกับแบร็กเกตจัดฟันโลหะ, มนนภัส เลาหะอัญญา Jan 2023

ผลของการปรับสภาพพื้นผิวต่อกำลังแรงยึดเฉือนระหว่างวัสดุครอบฟันชั่วคราวกับแบร็กเกตจัดฟันโลหะ, มนนภัส เลาหะอัญญา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบกําลังแรงยึดเฉือนระหว่างแบร็กเกตจัดฟันโลหะกับครอบฟันชั่วคราวชนิดต่าง ๆ ที่ใช้การปรับสภาพพื้นผิวที่แตกต่างกัน เตรียมวัสดุบูรณะครอบฟันชั่วคราว 3 ชนิด ได้แก่ พอลิเมทิลเมทาคริเลตชนิดบ่มด้วยตัวเอง (Unifast™ Trad) พอลิเมทิลเมทาคริเลตชนิดแคดแคม (CADCAM VIPI Block) และเรซินคอมโพสิตชนิดบิสเอคริล (Protemp™ 4) จำนวน 4 กลุ่ม กลุ่มละ 11 ชิ้น นำวัสดุปรับสภาพพื้นผิวด้วยการทามอนอเมอร์เมทิลเมทาคริเลต การเป่าผงอะลูมินัมออกไซด์ การใช้เข็มกรอกากเพชร และกลุ่มที่ไม่ได้ถูกปรับสภาพพื้นผิวเป็นกลุ่มควบคุม นำชิ้นงานตรวจความหยาบของพื้นผิวและส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด ทำการยึดติดแบร็กเกตจัดฟันโลหะด้วยเรซินแอดฮีซีฟทรานสบอนด์ เอ็กซ์ที นำไปทดสอบค่ากำลังแรงยึดเฉือนด้วยเครื่องทดสอบอเนกประสงค์โดยใช้ความเร็วในการทดสอบที่ 1 มิลลิเมตรต่อนาที ศึกษาดัชนีส่วนเหลือของสารยึดติดด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดสเตอริโอ วิเคราะห์ด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทางที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 และเปรียบเทียบแต่ละกลุ่มโดยใช้สถิติ Games-Howell test ผลการศึกษาพบว่าวัสดุบิสเอคริลการเป่าผงอะลูมินัมออกไซด์มีค่ากำลังแรงยึดเฉือนสูงที่สุด ตามมาด้วยการใช้เข็มกรอกากเพชร และการทามอนอเมอร์ ตามลำดับ วัสดุพอลิเมทิลเมทาคริเลตชนิดแคดแคมการเป่าผงอะลูมินัมออกไซด์มีค่ากำลังแรงยึดเฉือนสูงที่สุด ตามด้วยการทามอนอเมอร์ และการใช้เข็มกรอกากเพชร ตามลำดับ และวัสดุพอลิเมทิลเมทาคริเลตชนิดบ่มด้วยตัวเองการทามอนอเมอร์และการเป่าผงอะลูมินัมออกไซด์ มีค่ากำลังแรงยึดเฉือนสูงที่สุดโดยไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ตามด้วยการใช้เข็มกรอกากเพชร ดังนั้นการปรับสภาพพื้นผิวด้วยการเป่าผงอะลูมินัมออกไซด์มีประสิทธิภาพในการเพิ่มแรงยึดติดแบร็กเกตจัดฟันมากที่สุด ในพอลิเมทิลเมทาคริเลตชนิดบ่มด้วยตัวเองควรทามอนอเมอร์เมทิลเมทาคริเลตเพิ่มเติม และวัสดุบิสเอคริลมีแรงยึดติดกับแบร็กเกตจัดฟันมากที่สุดหลังปรับสภาพพื้นผิวเชิงกล


การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา, บุษบากร สุวรรณเกษา Jan 2023

การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา, บุษบากร สุวรรณเกษา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานของผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและวิเคราะห์ทักษะการทำงานที่จำเป็นสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาตามความต้องการของหน่วยจ้างงาน 2) พัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานของผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 3) ศึกษาผลการใช้โปรแกรม และ 4) นำเสนอคู่มือการใช้โปรแกรม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบพหุวิธี (Multi methods Disign) แบ่งขั้นตอนการวิจัยเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 วิเคราะห์ทักษะการทำงานที่จำเป็นสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาตามความต้องการของหน่วยจ้างงาน โดยการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายจำนวน 31 คน ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรม มีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 19 คน ระยะที่ 3 ตรวจสอบประสิทธิภาพของโปรแกรม ด้วยการใช้การวิจัยเชิงทดลองในรูปแบบ Single Subject Design มีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 11 คน และระยะที่ 4 พัฒนาคู่มือการใช้โปรแกรมโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มเป้าหมายจำนวน 10 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ลักษณะการจ้างงานผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มี 3 ลักษณะ คือ การจ้างงานคนพิการด้วยมาตรา 33 มาตรา 35 (3) และมาตรา 35 (7) โดยกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้คนพิการ ลักษณะงานมีความสอดคล้องกับศักยภาพ ความสำเร็จในการจ้างงานเกิดจากทักษะ ความสามารถ ความชอบ แรงจูงใจ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทักษะที่มีความจำเป็นมากที่สุดในการทำงานคือ ทักษะในชีวิตประจำวัน ทักษะสังคม ทักษะอาชีพ และทักษะพื้นฐานหรือทักษะวิชาการ ตามลำดับ ทักษะย่อยที่มีความจำเป็น ได้แก่ การดูแลตนเอง การควบคุมตนเอง การรับข้อมูลและทำตามคำสั่ง และการสื่อสาร 2. โปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ประกอบด้วย หลักการพื้นฐาน ข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียน เป้าหมายและผลลัพธ์ของโปรแกรม เนื้อหา ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด กระบวนการเสริมสร้างทักษะการทำงานและแผนกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้สอนและบทบาทหน้าที่ เทคโนโลยี สื่อ และแหล่งทรัพยากร และ เครื่องมือติดตามความก้าวหน้าและวัดผลความสำเร็จ 3. ผลการทดลองใช้โปรแกรม …


Status Of Drugs Generally Used For Self-Medication In Children, Rizqi Dinni Fauzia Jan 2023

Status Of Drugs Generally Used For Self-Medication In Children, Rizqi Dinni Fauzia

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Given the high prevalence of self-medication among children, drug regulatory agencies should ensure the accessibility of non-prescription drugs for children's safety, as many commonly used drugs are not entirely non-prescription. This study explores the drug classification status of commonly used self-medication drugs for children across 10 countries: the US, the UK, Canada, Japan, Australia, Singapore, Malaysia, Thailand, Indonesia, and the Philippines. Information was sourced from official drug regulatory agency websites and drug index databases. The review focused on 23 commonly used drugs, examining their classification, dosage forms, strength, and age suitability. Content and comparative analyses revealed that most drugs for …


นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายแฟชั่นและผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์เพื่อการท่องเที่ยว จากนวัตกรรมสีดิน ณ อุทยานธรณีโลกจังหวัดสตูล ภายใต้แนวคิดการข้ามวัฒนธรรมร่วมสมัย, รพีภัทร สำเร Jan 2023

นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายแฟชั่นและผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์เพื่อการท่องเที่ยว จากนวัตกรรมสีดิน ณ อุทยานธรณีโลกจังหวัดสตูล ภายใต้แนวคิดการข้ามวัฒนธรรมร่วมสมัย, รพีภัทร สำเร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายแฟชั่น และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์เพื่อการท่องเที่ยว จากนวัตกรรมสีดิน ณ อุทยานธรณีโลกจังหวัดสตูล ภายใต้แนวคิดการข้ามวัฒนธรรมร่วมสมัย กรณีศึกษาการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์จากนวัตกรรมสีดินสู่ผลิตภัณฑ์สนับสนุนการท่องเที่ยวที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของจังหวัดสตูลซึ่งมีอุทยานธรณีโลกซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานธรณีโลกโดยยูเนสโก และเป็นแห่งที่ 5 ของเอเชียตะวันออก ว่าเป็นหินเก่าสมัย 500 ล้านปีใต้ท้องทะเลที่ได้เคลื่อนตัวขึ้นมาเนื่องจากการเคลื่อนของเปลือกโลกก่อเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาที่สวยงามมากมาย ได้แต่ ภูเขา เกาะต่าง ๆ และถ้ำ โดยหนึ่งในนั้น ถ้ำภูผาเพชร เป็นถ้ำซึ่งอยู่ที่อำเภอมะนังซึ่งมีหินงอกหินย้อยมีคล้ายกับเกล็ดเพชรจึงจัดได้ว่าเป็นแหละรวมแร่ธาตุมากมายตั้งแต่ 500 ล้านปี ดังนั้นวิจัยนี้จึงได้เลือกนำดินของพื้นที่ธรณีโลกจังหวัดสตูล ที่ถ้ำภูผาเพชร อำเภอมะนัง มาผ่านนวัตกรรมสกัดเป็นสีจากดินมาผ่านเทคนิคการทำผ้าบาติกซึ่งเป็นเทคนิคที่จังหวัดสตูลใช้เป็นหลักในการผลิตภัณฑ์กลุ่มผ้าและเครื่องแต่งกาย ควบคู่กับการออกแบบโดยใช้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมสถาปัตยกรรมโมร็อกโก เพราะจังหวัดสตูลมีเอกลักษณ์ในด้านมีผู้ถือศาสนาพุทธและอิสลามมากพอ ๆ กัน เพื่อนำเสนอเป็นผลิตภัณฑ์สนับสนุนการท่องเที่ยวที่ผลิตโดยชุมชนใน อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล สำหรับกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวที่มีไลฟ์สไตล์ชอบการท่องเที่ยว รักการผจญภัย และชอบผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ผลิตด้วยการออกแบบและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สื่อถึงอุทยานธรณีโลกสตูล


การศึกษาพฤกษเคมีและการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสของสารสกัดใบหม่อน,ใบปอสาและชะเอมเทศ, กรภัทร ดุริยพันธุ์ Jan 2023

การศึกษาพฤกษเคมีและการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสของสารสกัดใบหม่อน,ใบปอสาและชะเอมเทศ, กรภัทร ดุริยพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ผิวกระจ่างใสนั้นเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของผู้หญิงในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางในระดับโลก โดยมีผู้บริโภคจำนวนมากที่เริ่มหันมานิยมใช้ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดธรรมชาติมากขึ้น โดยมีรายงานว่ามีพืชบางชนิดเช่น ชะเอมเทศและกลุ่มของเบอร์รี่มีประสิทธิภาพทำให้ผิวขาวขึ้น จุดมุ่งหมายของการศึกษานี้เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากหม่อน สารสกัดจากต้นปอสาและสารสกัดจากชะเอมเทศ ที่มีการเพาะปลูกในประเทศไทยเพื่อนำไปใช้เป็นสารให้ความขาวในเครื่องสำอาง โดยในการศึกษาครั้งนี้เลือกสารสกัดทั้ง 3 ชนิดที่สามารถเพาะปลูกได้ในจังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทยและยังเป็นพืชในอุตสาหกรรมต่างๆแล้วได้นำมาสกัดด้วยการหมักเอทานอล ซึ่งในงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาองค์ประกอบของพฤกษเคมีรวม ปริมาณฟีนอลิกทั้งหมด ปริมาณแทนนินทั้งหมด และปริมาณฟลาโวนอยด์ทั้งหมด รวมไปถึงฤทธิ์การต้านเอนไซม์ไทโรซิเนสในหลอดทดลองของสารสกัดเดี่ยวและสารสกัดผสม จากผลการศึกษาพบว่าปริมาณฟีนอลิกรวมและปริมาณแทนนินรวมสูงสุดพบได้ในสารสกัดหม่อนความเข้มข้น 5% โดยมีค่าเท่ากับ 0.590 mg GAE/g และ 0.606 mg TAE/g ตามลำดับ และปริมาณฟลาโวนอยด์รวมสูงสุดพบได้ในสารสกัดต้นปอสาความเข้มข้น 5% โดยมีค่าเท่ากับ 0.682 mg QE/g ในบรรดาพืชทั้ง 3 ชนิดพบว่าสารสกัดจากชะเอมเทศที่ความเข้มข้น 5% มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสสูงที่สุดทั้งสารเดี่ยวและสารผสม ตามด้วยใบปอสา และใบหม่อนซึ่งมีเปอร์เซ็นต์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสเท่ากับ 88.84, 87.05 และ 24.41 % ตามลำดับและจากการทดสอบกับสารผสมพบว่าเมื่อนำมาผสมกันในอัตราส่วน 5:0,4:1,3:2,2:3,1:4 และ0:5 พบว่าไม่มีสารใดที่มีประสิทธิภาพเหนือกรดโคจิก(96.83%) และยังพบว่าที่สารเดี่ยวความเข้มข้น 5% มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับกรดโคจิกยกเว้นสารสกัดใบหม่อน จากการทดลองมีแนวโน้มเป็นไปได้ว่ามีการออกฤทธิ์แบบต้านกันอาจเกิดมาจากความคงตัวของสารที่มาจากธรรมชาติส่งผลให้การทดลองอาจจะมีการคลาดเคลื่อน อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าสารสกัดเหล่านี้มีความสามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส


การออกแบบเรขศิลป์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์ “แบ็ค ทู ทีน” สำหรับสามกลุ่มประชากร, ณัฐธิดา ทรัพย์สอน Jan 2023

การออกแบบเรขศิลป์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์ “แบ็ค ทู ทีน” สำหรับสามกลุ่มประชากร, ณัฐธิดา ทรัพย์สอน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์ ไลฟ์สไตล์แบรนด์ “Back2TEEN” สำหรับกลุ่มเป้าหมายสามกลุ่มประชากร โดยมีขั้นตอนและเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างของ ไลฟ์สไตล์แบรนด์ “Back2TEEN” 2) แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างเพื่อ พิจารณาการใช้สื่อและความต้องการของกลุ่มตัวอย่างทั้งสามกลุ่มประชากร คือ Baby Boomer, Gen X และ Gen Y ที่มีต่อไลฟ์สไตล์แบรนด์ “Back2TEEN” 3) แบบสอบถามผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาแนวทางการออกแบบและสารที่ต้องการสื่อ บุคลิกภาพ ที่เหมาะสม 4) รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการสัมภาษณ์และการสอบถามกลุ่มเป้าหมาย ไลฟ์สไตล์แบรนด์ “Back2TEEN” 5) วิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด 4Ps, SWOT Analysis, Nostalgia Marketing และ Sensory Marketing จากแบรนด์ตัวอย่าง 6) วิเคราะห์ข้อมูลสรุปแนวทางที่ได้รับความนิยมของแนวทางการออกแบบตราสัญลักษณ์กับแบรนด์ตัวอย่าง 7) วิเคราะห์ข้อมูลสรุปแนวทางที่ได้รับความนิยมของแนวทางการออกแบบภาพประกอบกับแบรนด์ตัวอย่าง เป็นต้น ผลการวิจัยพบว่า สารที่ต้องการสื่อ ได้แก่ Give back my Teenager...เอาชีวิตวัยรุ่นของเราคืนมา! ผ่าน ไลฟ์สไตล์แบรนด์ที่มีชื่อว่า Back2TEEN เพื่อที่จะเป็นตัวแทนของความทรงจำ ความสุขของผู้คนที่จะนำพาเอาความสุข ความสบายใจและความทรงจำต่าง ๆ ในอดีตกลับมาให้ทุกเพศทุกวัย ทุกเจเนอเรชั่นได้หวนคิดถึงวันวานกันอีกครั้งในรูปแบบที่ทันสมัยแต่ยังคงแฝงกลิ่นอายของวันวานที่ทำให้หวนนึกถึง โดยมีบุคลิกภาพ ได้แก่ Casual(สบาย ๆ ไม่มีกฏเกณฑ์) Free (อิสระ ตามใจอยาก) และ Simple (เรียบง่าย) โดยสื่อสารผ่านกลุ่มเป้าหมายสามกลุ่มประชากรหลัก ๆ 3 กลุ่มคือ Baby Boomer, Gen X และ Gen Y ผ่านสารที่ต้องการจะสื่อและบุคลิกภาพที่เป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนและโดดเด่นในยุคสมัยนั้น ๆ คือ 1. Baby Boomer: สารที่ต้องการสื่อ ได้แก่ SAFE ZONE No.70 โดยมีบุคลิกภาพ ได้แก่ Dynamic (มีการเคลื่อนไหว …


การอภิบาลความร่วมมือเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาบนพื้นที่จังหวัด, ชัชวินธ์ ตันติเวชวาณิชย์ Jan 2023

การอภิบาลความร่วมมือเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาบนพื้นที่จังหวัด, ชัชวินธ์ ตันติเวชวาณิชย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการอภิบาลความร่วมมือเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาที่เกิดขึ้นบนพื้นที่สามจังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี พิษณุโลก และสุโขทัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งพื้นที่นำร่อง 20 จังหวัด ในโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2562 -2564 (ระยะที่ 1-2) ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ตลอดจนการศึกษาสภาพปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัด และเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของพื้นที่กรณีศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการวิจัยเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างจากผู้มีส่วนร่วมในระดับนโยบายและพื้นที่ทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม สถาบันวิชาการ และภาคส่วนอื่น ๆ จำนวน 30 คน ผลการศึกษาพบว่า การอภิบาลเครือข่ายในระยะเริ่มต้นของแต่ละพื้นที่กรณีศึกษามีลักษณะที่สอดคล้องกับแนวคิดภายใต้กระบวนทัศน์การอภิบาลแตกต่างกัน สุราษฎร์ธานี สอดคล้องกับแนวคิดการบริการกิจการบ้านเมืองแบบร่วมมือกัน พิษณุโลก สอดคล้องกับแนวคิดการจัดการปกครองเครือข่ายในรูปแบบเครือข่ายที่มีหน่วยงานนำแห่งเดียว และสุโขทัย มีความสอดคล้องกับการบริหารกิจการบ้านเมืองเชิงพื้นที่ แต่เมื่อขับเคลื่อนงานได้ระยะหนึ่งทุกจังหวัดมีแนวโน้มเคลื่อนเข้าสู่ตัวแบบการบริหารกิจการบ้านเมืองเชิงพื้นที่เหมือนกันทุกจังหวัด ด้านภาวะผู้นำที่คล้ายกันคือ ผู้นำมีอำนาจบารมีที่สั่งสมในแวดวงด้านการศึกษา ด้านแรงจูงใจพบว่า ตัวแสดงภาครัฐเน้นการผสานผลงานเครือข่ายกับผลงานองค์กรและผู้ปฏิบัติ ส่วนภาคประชาสังคมใช้แรงจูงใจที่เป็นตัวเงิน ด้านกระบวนการอภิบาลความร่วมมือพบว่า แต่ละจังหวัดใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกัน จังหวัดสุราษฎร์ธานีและพิษณุโลกใช้ความสัมพันธ์ในแนวราบ ส่วนจังหวัดสุโขทัยเน้นความสัมพันธ์ในแนวดิ่ง ด้านโครงสร้างมีลักษณะร่วม คือ การสร้างความชอบธรรมผ่านเอกสารที่รัฐรับรอง มีการแบ่งโครงสร้างภายในแบ่งออกเป็น 3 กลไก ได้แก่ คณะกรรมการระดับจังหวัด คณะกรรมการเชิงภารกิจ และคณะกรรมการเชิงพื้นที่ย่อย (อำเภอ/ตำบล) ด้านระบบบริหารจัดการพบว่า การระดมอาสาสมัครผู้ปฏิบัติงานหลักที่มีนัยสำคัญต่อความสำเร็จของเครือข่าย และการมีกลไกช่วยเหลือรายกรณีที่ใกล้ชิดกับชุมชนมีนัยสำคัญต่อการบรรลุพันธกิจของเครือข่าย ด้านกลยุทธ์การเพิ่มขีดความสามารถของเครือข่าย ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่เป้าหมายอย่างค่อยเป็นค่อยไป การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ข้ามจังหวัด การรณรงค์สื่อสารต่อสาธารณชน และการจัดตั้งกองทุนรองรับในระยะยาว ข้อค้นพบสำคัญจากการศึกษาในครั้งนี้ พบว่า ในบริบทสังคมไทยการอภิบาลความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยปราศจากการหน่วยงานภายนอก อิทธิพลของระบบราชการที่ฝังรากลึกส่งผลให้การออกแบบโครงสร้างเครือข่ายต้องอาศัยอำนาจรัฐรับรองความชอบธรรม และหากพื้นที่ใดภาคประชาสังคมไม่เข้มแข้งจะยิ่งเพิ่มโอกาสให้หน่วยงานของรัฐผูกขาดบทบาทได้ง่าย


การเกิดภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีนในวิถีวิตามินดีและความเสี่ยงต่อภาวะออทิซึมสเปกตรัมในประชากรไทย, ชาญณรงค์ แซ่ฉั่ว Jan 2023

การเกิดภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีนในวิถีวิตามินดีและความเสี่ยงต่อภาวะออทิซึมสเปกตรัมในประชากรไทย, ชาญณรงค์ แซ่ฉั่ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กลุ่มอาการออทิซึมสเปกตรัม (Autism spectrum disorder; ASD) เป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกที่สำคัญ โดยพบว่ามีความชุกของโรคที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามสาเหตุและกลไกในการเกิดภาวะออทิซึมสเปกตรัมยังไม่ทราบแน่ชัดอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันมีรายงานถึงบทบาทของวิตามินกับภาวะออทิซึมสเปกตรัม วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้คือศึกษาการเกิดภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีนในวิถีเมทาบอลิกของวิตามินดีและความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะออทิซึมสเปกตรัมและระดับความรุนแรงของโรคในเด็กไทย การศึกษานี้มีจำนวนอาสาสมัคร 276 ราย โดยเป็นกลุ่มเด็กที่มีภาวะออทิซึมสเปกตรัม 169 ราย และกลุ่มควบคุมเป็นเด็กที่ไม่มีโรคทางระบบประสาท 107 ราย ซึ่งได้ทำการตรวจวิเคราะห์ภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีน CYP2R1, CYP27B1, GC และ VDR โดยเทคนิค TaqMan-based real-time Polymerase Chain Reaction (PCR) และตรวจวิเคราะห์ระดับวิตามินดีในกระแสเลือดโดยใช้เทคนิค Chemiluminescence Immunoassay (CLIA) โดยเด็กที่พบภาวะออทิซึมสเปกตรัมจะได้รับการตรวจระดับความรุนแรงของภาวะออทิซึมสเปกตรัมด้วย Childhood Autism Rating Scale, 2nd Edition (CARS2) โดยผลที่ได้จากการศึกษาพบว่า การเกิดภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีน CYP2R1, CYP27B1, VDR และ GC (rs4588) ไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะออทิซึมสเปกตรัมและความรุนแรงของอาการออทิซึมสเปกตรัม อย่างไรก็ตามการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การเกิดภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีน GC (rs7041 (A>C)) มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อการเกิดภาวะออทิซึมสเปกตรัมและความรุนแรงของอาการออทิซึมสเปกตรัมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่มีการขาดระดับวิตามินดีร่วมด้วย นอกจากนี้ผลศึกษาพบว่าไอโซฟอร์มของ GC1s และ GC1s-GC1s ฟีโนไทป์มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะออทิซึมสเปกตรัมตลอดจนความรุนแรงของอาการออทิซึมสเปกตรัม โดยสรุปการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การเกิดภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีน GC (rs7041 (A>C)) และไอโซฟอร์ม GC1s อาจเป็นตัวบ่งชี้ทางพันธุกรรมที่สามารถช่วยในการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะออทิซึมสเปกตรัมและความรุนแรงของอาการออทิซึมสเปกตรัมในเด็กไทยได้ในอนาคต อย่างไรก็ตามการศึกษาในอนาคตควรศึกษาในกลุ่มประชากรที่ใหญ่ขึ้นเพื่อยืนยันผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้


มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง, อนันตพันธุ์ ฐิติกุลวาณิช Jan 2023

มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง, อนันตพันธุ์ ฐิติกุลวาณิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาการทำงานของระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมว่าเป็นกลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง ผลกระทบที่อาจเกิดต่อผู้เล่นและต่อสังคม และเพื่อมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมของประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อเสนอแนวทางที่เหมาะสมในการกำกับควบคุมการใช้ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมสำหรับประเทศไทย โดยศึกษาเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญในหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน จำนวน 17 คน ผลการศึกษาพบว่า การทำงานของระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม เป็นทั้งระบบที่เป็นส่วนหนึ่งของวิดีโอเกมและระบบที่มีลักษณะและการส่งผลทางจิตเหมือนกับการพนัน เสมือนการพนันแฝงภายในวิดีโอเกม แต่ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมไม่มีสถานะเป็นการพนันตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมส่งผลกระทบทั้งในด้านความไม่เป็นธรรมต่อผู้เล่น ด้านสุขภาพ และด้านเศรฐกิจและสังคม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาอาชญากรรมอื่นตามมา ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายหรือหน่วยงานใดที่กำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง และไม่มีมาตรการของภาคเอกชนไทยในการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม ในส่วนของมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมของต่างประเทศ ในส่วนของภาครัฐมีการใช้มาตรการทางกฎหมายการพนัน กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และกฎหมายกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง ภาคเอกชนมีการทำข้อตกลงในภาคอุตสาหกรรมเกม มีมาตรการของร้านค้าออนไลน์ และมาตรการจัดเรทวิดีโอเกม แนวทางของมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย คือ 1) มีการนิยามการพนันไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน 2) ให้มีกฎหมายเกี่ยวกับระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง 3) ให้มีการจัดเรทวิดีโอเกมโดยพิจารณาจากระบบการเล่น 4) ให้มีมาตรการสำหรับผู้ให้บริการเกมจากต่างประเทศ นอกจากนี้ควรมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เพิ่มเติม และส่งเสริมการทำงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาเชิงรุกตามแนวคิดอุดมการณ์โอลิมปิกที่มีต่อพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาของนักเรียนมัธยมศึกษา, รัชดาภรณ์ แจ้งไพร Jan 2023

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาเชิงรุกตามแนวคิดอุดมการณ์โอลิมปิกที่มีต่อพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาของนักเรียนมัธยมศึกษา, รัชดาภรณ์ แจ้งไพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลของพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบผลของพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 64 คน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่สำนักการศึกษาเมืองพัทยา กระทรวงมหาดไทย แบ่งออกเป็น กลุ่มทดลอง จำนวน 32 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาเชิงรุกตามแนวคิดอุดมการณ์โอลิมปิกที่มีต่อพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬา จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวมอยู่ระหว่าง 0.92 – 0.96 แบบวัดพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬามีค่าดัชนีความสอดคล้องรวมอยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.92 และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนน พฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาโดยการทดสอบค่า “ที” ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลวิจัยได้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาเชิงรุกตามแนวคิดอุดมการโอลิมปิกสามารถพัฒนาพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาของนักเรียนมัธยมศึกษาได้


มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันการดำเนินคดีที่เป็นการระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชนในคดีแพ่ง, ฐิติสา มุ่งพาลชล Jan 2023

มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันการดำเนินคดีที่เป็นการระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชนในคดีแพ่ง, ฐิติสา มุ่งพาลชล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน หรือ Strategic Lawsuit Against Public Participation (SLAPP) เป็นการฟ้องคดีโดยที่โจทก์ไม่ได้มุ่งเอาชนะ แต่การดำเนินคดีเป็นไปเพื่อระงับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกในประเด็นประโยชน์สาธารณะที่เป็นปรปักษ์กับตน เนื่องด้วยกระบวนพิจารณาคดีของศาลที่ยาวนาน โจทก์จึงใช้กระบวนพิจารณาคดีที่ยาวนานเป็นเครื่องมือ เพราะแม้ท้ายที่สุดศาลจะพิจารณาเนื้อหาของกฎหมายสารบัญญัติแล้วยกฟ้องโจทก์ แต่จำเลยต้องเผชิญกับการต่อสู้คดีที่ยาวนานจนถูกกดดันทางอารมณ์ และท้ายที่สุดจำเลยจะยุติการแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะไปเอง ปัญหาของการฟ้องปิดปากจึงเป็นการทำให้ประชาชนไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะคดีแพ่งที่โจทก์มักจะเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนมาก จึงเป็นการฟ้องปิดปากจำเลยด้วยเงินไปโดยปริยาย เช่นนี้ การฟ้องปิดปากจึงเป็นการละเมิดต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกตามที่รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายลำดับสูงสุดได้บัญญัติรับรองไว้ การกระทำดังกล่าวจึงไม่สมควรได้รับการคุ้มครองจากศาลดังนั้น ผู้เขียนจึงได้เสนอมาตรการทางกฎหมายในการป้องกันการดำเนินคดีที่เป็นการระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชนในคดีแพ่ง โดยการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยกำหนดมาตรการยุติคดีโดยเร็ว มาตรการทางกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้มีการล่วงละเมิดเสรีภาพของบุคคลอื่นในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกในประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะ โดยใช้ศาลเป็นเครื่องมือให้อีกฝ่ายตกเป็นจำเลยในลักษณะเป็นการฟ้องปิดปากที่บริษัทเอกชนหรือนายทุนมักใช้เพื่อสร้างความยุ่งยากต่อผู้ที่มีความเห็นตรงข้ามกับตน การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเพื่อป้องกันการฟ้องปิดปากจะเป็นการรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก แก้ปัญหาการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ และแก้ปัญหาคดีล้นศาลเนื่องจากมีการกำหนดกระบวนการที่ทำให้คดีเสร็จไปจากศาลโดยเร็ว


Correlation Between Air-Trapping And Severity Of Dyspnea In Non-Cystic Fibrosis Bronchiectasis, Saharat Yothinnoratham Jan 2023

Correlation Between Air-Trapping And Severity Of Dyspnea In Non-Cystic Fibrosis Bronchiectasis, Saharat Yothinnoratham

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

BACKGROUND: Bronchiectasis is an increasing problem worldwide. Most of bronchiectasis are idiopathic, mainly found in elderly. Patients usually suffer from chronic daily cough and phlegm and breathlessness. FEV1 has been used in many airway diseases such as asthma, COPD, in diagnosis and evaluation of dyspnea severity. However, its correlation with dyspnea in bronchiectasis is controversial. METHODS: Bronchiectasis patients with age more than 18 years old, all diagnosed with CT scan were enrolled. Patients who had history of exacerbation or infection within 4 weeks were excluded. The dyspnea was assessed using 4 symptoms score including mMRC, CAT score, VAS score, and …


พลังสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยวัยรุ่นที่มีโรคหัวใจแต่กําเนิดที่มารับการรักษา ณ แผนกผู้ป่วยนอก ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สุธาวี สมบูรณ์ทรัพย์ Jan 2023

พลังสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยวัยรุ่นที่มีโรคหัวใจแต่กําเนิดที่มารับการรักษา ณ แผนกผู้ป่วยนอก ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สุธาวี สมบูรณ์ทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงพรรณาเพื่อศึกษาพลังสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ป่วยวัยรุ่นที่มีโรคหัวใจแต่กำเนิดที่มารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อายุ 13-18 ปี จำนวน 73 คน โดยมีครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลแบบประเมินความผูกพันใกล้ชิดกับเพื่อน แบบประเมินความเข้มแข็งทางใจในเด็กและแบบประเมินความเข้มแข็งทางใจในเด็ก วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดย สถิติเชิงพรรณนา และ สถิติ Chi-square และ Pearson correlation ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด มีค่าคะแนนเฉลี่ยพลังสุขภาพจิตระดับปานกลาง ช่วงอายุ 13-15 ปี ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 81.6 ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่มีช่วงอายุ 16-18 ปี ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 77.1 โดยมีปัจจัยที่สัมพันธ์กับพลังสุขภาพจิต ได้แก่ ด้านสถานภาพสมรสของผู้ปกครอง ความผูกพันใกล้ชิดกับเพื่อน ซึ่งปัจจัยด้านโรคและภาวะซึมเศร้าไม่มีความสัมพันธ์กับพลังสุขภาพจิต ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถเป็นข้อมูลพื้นฐานระดับพลังสุขภาพจิตในกลุ่มวัยรุ่นที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เพื่อนำเป็นแนวทางในการประเมินสุขภาพจิตและพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพจิต โดยเฉพาะการสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการดูแลวัยรุ่นของครอบครัวและกลุ่มเพื่อน เพื่อส่งเสริมพลังสุขภาพจิตแก่วัยรุ่นกลุ่มนี้


ความเครียด คุณภาพชีวิต และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเครียดและคุณภาพชีวิตของพยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ภัทรียา แก่นกระโทก Jan 2023

ความเครียด คุณภาพชีวิต และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเครียดและคุณภาพชีวิตของพยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ภัทรียา แก่นกระโทก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เหตุผลของการทำวิจัย : มีการศึกษาพบว่าจากลักษณะงาน ความรับผิดชอบ ความเสี่ยงจากการปฏิบัติงานของพยาบาลวิชาชีพ ส่งผลต่อทั้งความเครียดและคุณภาพชีวิตของพยาบาลวิชาชีพ การศึกษาถึงระดับความเครียด คุณภาพชีวิต และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเครียดและคุณภาพชีวิตอาจใช้เป็นแนวทางในการป้องกัน เพื่อช่วยลดระดับความเครียดที่เกิดจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับทำงาน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของพยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งได้ วิธีการทำวิจัย : การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณาในพยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งทั้งแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 119 คน เก็บข้อมูลในช่วงระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม -17 สิงหาคม 2566 โดยใช้แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง ซึ่งประกอบด้วย 1) แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลด้านการทำงาน 3) แบบสอบถามปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเครียดด้านการทำงาน 4) แบบสอบถามความเครียด 5) แบบสอบถามระดับคุณภาพชีวิต สถิติที่ใช้ได้แก่ สถิติเชิงพรรณาและสถิติเชิงอนุมาน คือ สถิติ Chi-square และ Fisher’s Exact Test ผลการศึกษา : พบว่าร้อยละ 55.5 มีความเครียดในระดับปกติ และพบว่าร้อยละ 59.7 มีคุณภาพชีวิตโดยรวมปานกลาง ร้อยละ 39.5 มีคุณภาพชีวิตโดยรวมสูง คะแนนเฉลี่ย 92.7 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 12.6) โดยปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับความเครียด ได้แก่ อายุ ความเพียงพอในการนอนหลับ โรคประจำตัว แผนกที่ปฏิบัติงานหลัก ประสบการณ์ในการทำงาน ตำแหน่ง ลักษณะการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการให้ยาเจาะจงเซลล์มะเร็ง ลักษณะการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรักษาแบบประคับประคอง และความเครียดที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านการทำงาน ปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับคุณภาพชีวิตได้แก่ สถานภาพสมรส รายได้ ความเพียงพอของรายได้ จำนวนชั่วโมงการนอนหลับ ความเพียงพอในการนอนหลับ โรคประจำตัว แผนกที่ปฏิบัติงานหลัก ประสบการณ์ในการทำงาน ลักษณะการขึ้นปฏิบัติงาน ลักษณะการปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการให้ยาเคมีบำบัด ลักษณะการปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการรักษาแบบประคับประคอง และความเครียดที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านการทำงาน และพบว่าปัจจัยที่ทำนายระดับความเครียดของพยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งได้ คือ โรคประจำตัว และประสบการณ์การทำงาน ปัจจัยทำนายระดับคุณภาพชีวิตของพยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งได้ คือ จำนวนชั่วโมงการนอนหลับ และความเครียดที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านการทำงาน สรุป : ส่วนใหญ่พยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งมีความเครียดระดับปกติ มีคุณภาพชีวิตโดยรวมระดับปานกลาง จากการศึกษาครั้งนี้ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเครียดและคุณภาพชีวิตสามารถใช้เป็นแนวทางในการป้องกัน เพื่อช่วยลดระดับความเครียดที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านการทำงาน ส่งเสริมให้พยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็งทำงานได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพ …


Endoscopic Image Super-Resolution Algorithm Using Edge And Disparity Awareness, Mansoor Hayat Jan 2023

Endoscopic Image Super-Resolution Algorithm Using Edge And Disparity Awareness, Mansoor Hayat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Integrating Stereo Imaging technology into endoscopic procedures marks a significant leap forward in medical imaging. This technology equips surgeons with enhanced depth perception and intricate views of internal structures, improving diagnostic accuracy and surgical precision. However, implementing stereo imaging in endoscopy presents certain challenges, such as low- resolution and blurred images that can compromise the quality of medical diagnoses and interventions. To address these issues, our research has developed a cutting-edge endoscopic image super-resolution model. This model incorporates a feature extraction module and a sophisticated cross-view feature interaction module, specifically designed to tackle the complexities of endoscopic images. It was …


แบบจำลองการเรียนรู้โดยคำกระตุ้นสำหรับการจำแนกข้อความแบบน้อยนัด, ธนกร ทำอิ่นแก้ว Jan 2023

แบบจำลองการเรียนรู้โดยคำกระตุ้นสำหรับการจำแนกข้อความแบบน้อยนัด, ธนกร ทำอิ่นแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเรียนรู้โดยคำกระตุ้น (Prompt-based learning) ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการจำแนกประเภทข้อความในสถานการณ์ที่มีข้อมูลแบบน้อยนัด (Few-shot settings) ซึ่งเหนือกว่าวิธีการการปรับใช้แบบจำลองอย่างเต็มรูปแบบ (Full fine-tune) วิธีการนี้แปลงข้อมูลข้อความด้วยแม่แบบที่กำหนดขึ้น เพื่อให้แบบจำลองพยากรณ์คำที่ถูกปิดบัง (Masked language modeling) จากนั้นใช้ตัวแปลงคำ (Verbalizer) เพื่อจับคู่ผลลัพธ์ของแบบจำลองกับป้ายกำกับที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม วิธีการจำแนกประเภทข้อความด้วยการเรียนรู้โดยคำกระตุ้นถูกพัฒนาสำหรับชุดข้อมูลภาษาอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในการใช้งานในภาษาทรัพยากรต่ำ เช่น ภาษาไทย เพื่อแก้ไขปัญหานี้ งานวิจัยนี้ได้แนะนำวิธีการสองแบบ ได้แก่ LAAV สำหรับการจำแนกประเภทข้อความที่มีป้ายกำกับเดียว และ PLAML สำหรับการจำแนกประเภทข้อความที่มีหลายป้ายกำกับ โดยทั้งสองวิธีมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงการเรียนรู้โดยคำกระตุ้น สำหรับการจำแนกประเภทข้อความด้วยข้อมูลแบบน้อยนัด LAAV เสริมประสิทธิภาพด้วยการรวมคำ "และ" เข้าไป ทำให้สามารถสร้างคำที่เหมาะสมกว่าสำหรับตัวแปลงคำ และปรับให้ป้ายกำกับเข้ากับผลลัพธ์ของโมเดลภาษาได้ดียิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน PLAML ก็ได้รับการพัฒนาเพื่อรับมือกับข้อจำกัดของการจำแนกประเภทข้อความที่มีหลายป้ายกำกับ ซึ่งแต่ละป้ายกำกับมักมีความสัมพันธ์กัน โดยเสนอเทคนิคสามอย่าง ได้แก่ ค่าน้ำหนักของคำตัวแทนที่รับรู้ป้ายกำกับ แม่แบบที่รับรู้ป้ายกำกับ และกลไกการกำหนดเกณฑ์แบบเปลี่ยนแปลงได้ จากการทดลองพบว่า เทคนิค LAAV และ PLAML ได้เพิ่มความแม่นยำในการจำแนกประเภททั้งในชุดข้อมูลภาษาไทยและภาษาอังกฤษ


วัสดุผสมขั้นสูงของไบโอชาร์และโครงสร้างโลหะอินทรีย์ (Mofs) สำหรับการเก็บไฮโดรเจน, แซมสัน บามิเดเล อาคินโดเย Jan 2023

วัสดุผสมขั้นสูงของไบโอชาร์และโครงสร้างโลหะอินทรีย์ (Mofs) สำหรับการเก็บไฮโดรเจน, แซมสัน บามิเดเล อาคินโดเย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในยุคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการขนส่ง ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้จำเป็นต้องมีแนวทางแก้ไขที่เป็นนวัตกรรมเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงแบบเดิมๆ การศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาวัสดุคอมโพสิตขั้นสูงที่ประกอบด้วยถ่านชีวภาพและกรอบโลหะ-อินทรีย์ (MOF) เพื่อการจัดเก็บไฮโดรเจนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เราประเมินวัสดุแต่ละชนิด (ถ่านชีวภาพและ MOF) และส่วนประกอบของวัสดุเหล่านี้เกี่ยวกับความสมบูรณ์ของโครงสร้าง สัณฐานวิทยาของพื้นผิว ความพรุน การกระจายขนาดรูพรุน กลุ่มฟังก์ชันของพื้นผิว และความสามารถในการกักเก็บไฮโดรเจน ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถปูทางไปสู่ความก้าวหน้าใหม่ๆ ในด้านวัสดุคอมโพสิตและกระทรวงการคลังเฉพาะทางสำหรับการจัดเก็บไฮโดรเจน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความยั่งยืนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของการขนส่งในอนาคต


Techno-Economic Analysis Of Pre-Treatment Methods For Monoethanolamine (Mea)Co2 Capture Process, Nida Isarapreeda Jan 2023

Techno-Economic Analysis Of Pre-Treatment Methods For Monoethanolamine (Mea)Co2 Capture Process, Nida Isarapreeda

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Global warming is the increase in the earth's overall temperature due to human activities, primarily the burning of fossil fuels, leading to the greenhouse effect. Greenhouse gases cause temperatures to rise, lead to climate change, which encompasses alterations in weather patterns. In Thailand, the industries with significant greenhouse gas emissions include electricity generation, cement production, and steel production. To remove CO2 emissions, the carbon capture process is focused on this research. The Monoethanolamide (MEA) process stands out for its lowest capital investment cost due to its simplicity and minimal equipment requirements. SO2 and NOX can react with amine-based solvents used …