Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11405)
- Social and Behavioral Sciences (7349)
- Education (4053)
- Engineering (3655)
- Arts and Humanities (3617)
-
- Physical Sciences and Mathematics (3121)
- Veterinary Medicine (2805)
- Life Sciences (2360)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
- Environmental Sciences (1444)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Business (967)
- Law (945)
- Materials Science and Engineering (906)
- Architecture (872)
- Medical Sciences (861)
- Sociology (809)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Environmental Studies (777)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Computer Sciences (618)
- Reading and Language (564)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Environmental Design (518)
- Engineering Science and Materials (502)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Keyword
-
- Thailand (165)
- Dog (124)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (40)
- Immunohistochemistry (35)
- Cat (29)
- COVID-19 (28)
- Risk factors (28)
- Stress (28)
- Anxiety (27)
- Elderly (27)
- Indonesia (27)
- Quality of life (27)
- Children (25)
- Antioxidant (24)
- Rat (23)
- Oxidative stress (22)
- Attitude (21)
- Diagnosis (21)
- Escherichia coli (21)
- Knowledge (21)
- Bangkok (20)
- Breast cancer (20)
- Histopathology (20)
- PCR (20)
- Reliability (20)
- Efficacy (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15281)
- Chulalongkorn Medical Journal (4167)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2592)
- Journal of Education Studies (2472)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1665)
-
- Journal of Social Sciences (1290)
- Thai Environment (1027)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
- PASAA (897)
- Journal of Letters (864)
- Jamjuree Journal (816)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (789)
- Applied Environmental Research (777)
- Manusya, Journal of Humanities (598)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Journal of Urban Culture Research (445)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (441)
- Halal Insight (417)
- Asian Review (360)
- Journal of Demography (353)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (290)
- Journal of Health Research (222)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (220)
- วารสารวิทยบริการ Academic Resources Journal (203)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (94)
- Chulalongkorn University Law Journal (47)
- Publication Type
Articles 9931 - 9960 of 37825
Full-Text Articles in Entire DC Network
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการบริจาคให้แก่พรรคการเมือง, ศุภร สุธรรม
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการบริจาคให้แก่พรรคการเมือง, ศุภร สุธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวความคิด หลักเกณฑ์ มาตรการทางกฎหมาย และสภาพปัญหาของการควบคุมการบริจาคให้แก่พรรคการเมืองในหลักการทั่วไป และการวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายของการควบคุมการบริจาคให้แก่พรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ. 2560 เพื่อเสนอแนวทางในการแก้ไขที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทย โดยวิธีการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากหนังสือ บทความวิชาการ วิทยานิพนธ์ รายงานการวิจัย เอกสารของต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการควบคุมการบริจาคให้แก่พรรคการเมือง ผลการศึกษาพบว่า บทบัญญัติเกี่ยวกับการควบคุมการบริจาคให้แก่พรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริจาคให้แก่พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ปัญหาในเชิงบทบัญญัติไม่ครอบคลุม กรณีปัญหาต่างๆ อาทิเช่น การแบ่งจำนวนเงินบริจาคผ่านบริษัทในเครือ การบริจาคโดยคู่สัญญารัฐ และการกู้ยืมเงิน ซึ่งส่งทำให้การควบคุมการบริจาคให้แก่พรรคการเมืองขาดประสิทธิภาพ ตลอดจนไม่เอื้อให้เกิดดุลยภาพระหว่างเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองอันเป็นการพัฒนาความเข้มแข็งของพรรคการเมืองไทยในระยะยาวกับการควบคุมเรื่องการเงินของพรรคการเมือง ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะดังนี้ ประการแรก ควรมีการปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติหรือการหรือการตรากฎหมายการควบคุมการบริจาคให้แก่พรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 เพิ่มเติม โดยเฉพาะในมาตรา 66 มาตรา 72 ในเรื่องการห้ามและการจำกัดการบริจาคให้ชัดเจน (เช่น บทบัญญัติให้พรรคการเมืองสามารถกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินได้แบบมีเงื่อนไข) และ มาตรา 4 (3) ประการที่สอง ควรมีการกำหนดรายละเอียดของคำว่า “บริจาค” และ “ประโยชน์อื่นใด” ให้ครอบคลุมสภาพการณ์ปัจจุบันเพื่อการลดตีความและบังคับใช้ให้ชัดเจน ประการที่สาม ควรมีการกำหนดโทษในกรณีที่มีการฝ่าฝืนมาตรการควบคุมการบริจาคให้แก่พรรคให้สอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของหลักความได้สัดส่วนหรือหลักความพอสมควรแก่เหตุ
งานเขียนเกี่ยวกับการเดินทางของชนชั้นนำกับการสร้างความเป็นไทย ทศวรรษ 2440 – ทศวรรษ 2500, นพปฎล กิจไพบูลทวี
งานเขียนเกี่ยวกับการเดินทางของชนชั้นนำกับการสร้างความเป็นไทย ทศวรรษ 2440 – ทศวรรษ 2500, นพปฎล กิจไพบูลทวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ต้องการศึกษาประวัติศาสตร์ของการสร้างความเป็นไทยผ่านงานเขียนเกี่ยวกับการเดินทางของชนชั้นนำไทยในช่วงทศวรรษ 2440 ถึงทศวรรษ 2500 โดยมุ่งพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์การเดินทาง วิธีวิทยา และบริบททางประวัติศาสตร์ของผู้เขียน การศึกษาพบว่ากระบวนการสร้างความเป็นไทยของชนชั้นนำไทยในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการผสมผสานระหว่างวาระทางการเมืองและเศรษฐกิจ การประมวลความรู้ที่สั่งสมอยู่ก่อน กับการใช้ข้อมูลที่ได้จากการมีประสบการณ์เชิงประจักษ์จากการเดินทาง วิทยานิพนธ์ให้ความสำคัญกับงานเขียนที่เกี่ยวกับการเดินทางในฐานะเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งของการสร้างความเป็นไทยทั้งในแง่ของการสร้างคำนิยามและการกระจายความรู้ ผลจากการศึกษาพบว่า ชนชั้นนำประกอบสร้างความเป็นไทยอย่างสัมพันธ์กับบริบททางประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนไปใน 4 ช่วงเวลา ได้แก่ (1) ช่วงทศวรรษ 2440 ถึงทศวรรษ 2470 เมื่อชนชั้นนำต้องเผชิญกับความท้าทายที่มากับภาวะความเป็นสมัยใหม่และต้องการธำรงสิทธิธรรมในการปกครอง จึงพยายามใช้ประวัติศาสตร์และโบราณคดีมาค้นหาและยืนยันที่มาของความเป็นไทยในประเทศ (2) ช่วงทศวรรษ 2460 ถึงทศวรรษ 2470 การเติบโตของทุนนิยมและปัญหาทางเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งทำให้ชนชั้นนำต้องการสำรวจทรัพยากรและศักยภาพทางเศรษฐกิจทั่วประเทศ กสิกรรมถูกนำเสนอภาพไม่เพียงในฐานะกิจกรรมสำคัญที่สุดในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย แต่ยังถูกยกย่องในฐานะเครื่องแสดงอัตลักษณ์ของความเป็นไทยที่มาจากการสั่งสมภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ (3) ช่วงทศวรรษ 2470 ถึง ทศวรรษ 2480 ด้วยบริบทการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และการพิพาทเชิงดินแดนกับประเทศเพื่อนบ้านในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชนชั้นนำกลุ่มใหม่หันมาใช้แนวคิดเรื่องเชื้อชาติอธิบายความเป็นไทย ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการเดินทางไปค้นหากลุ่มคนเชื้อชาติไทยนอกประเทศ และถูกใช้ในการเรียกร้องดินแดนคืนจากเจ้าอาณานิคมตะวันตก (4) ช่วงทศวรรษ 2490 ถึงทศวรรษ 2500 รัฐบาลปรับเปลี่ยนการอธิบายความเป็นไทยจากที่ยึดโยงกับแนวคิดเรื่องเชื้อชาติมาเป็นวัฒนธรรมไทยที่มีลักษณะเฉพาะตัว อันเป็นผลจากการปรับตัวให้เข้ากับระเบียบโลกหลังสงคราม ความต้องการลดความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน และการลดแรงเสียดทานจากขบวนการลัทธิคอมมิวนิสต์และแบ่งแยกดินแดนในประเทศ ความเป็นไทยถูกนำเสนอบนฐานของ “เอกภาพทางวัฒนธรรมบนความหลากหลาย”
กวีนิพนธ์ของกวีหญิงไทยช่วง พ.ศ. 2530 – 2559: แนวคิดและความสัมพันธ์กับสังคม, กวินสรา สุดใจ
กวีนิพนธ์ของกวีหญิงไทยช่วง พ.ศ. 2530 – 2559: แนวคิดและความสัมพันธ์กับสังคม, กวินสรา สุดใจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาแนวคิดในกวีนิพนธ์ของกวีหญิงไทยช่วง พ.ศ. 2530 – 2559 และวิเคราะห์กลวิธีการนำเสนอแนวคิดในกวีนิพนธ์ดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่า กวีนิพนธ์ของกวีหญิงไทยช่วงดังกล่าวนำเสนอแนวคิดที่สัมพันธ์กับสังคม ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิงที่นำเสนอบทบาททางเพศของผู้หญิง ความความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิง ปัญหาโสเภณีและการเรียกร้องสิทธิของผู้หญิง แนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่นำเสนอภาพลักษณ์สังคมเมือง ความล่มสลายของสังคมชนบท และปัญหาสังคมอันเกิดจากความเหลื่อมล้ำในสังคมทุนนิยม แนวคิดเกี่ยวกับการเมือง โดยเฉพาะการวิพากษ์นักการเมืองและการบริหารงานของรัฐบาล การสะท้อนปัญหาความขัดแย้ง รวมทั้งการต่อต้านความรุนแรงในการปราบปรามประชาชนและการตักเตือนประชาชนให้มีวิจารณญาณรู้เท่าทันการเมือง แนวคิดด้านอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยนำเสนอคุณค่าของธรรมชาติ แสดงปัญหาวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติและมุ่งสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติแก่สังคม ในด้านกลวิธีทางวรรณศิลป์พบว่ากวีนิพนธ์ของกวีหญิงเหล่านี้ใช้กลวิธีอย่างหลากหลายเพื่อถ่ายทอดแนวคิด ได้แก่ กลวิธีการสร้างให้ผู้หญิงเป็นผู้พูดในกวีนิพนธ์เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองของผู้หญิงต่อสังคม การอ้างถึงผู้หญิงในตำนาน วรรณคดีและประวัติศาสตร์ เพื่อนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการเชิดชูคุณค่าบทบาทของผู้หญิงและการวิพากษ์ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศในสังคมปิตาธิปไตย กลวิธีการใช้ภาพพจน์และสัญลักษณ์เกี่ยวกับผู้หญิง เช่น การใช้ภาพพจน์และสัญลักษณ์เกี่ยวกับธรรมชาติ เรือนร่าง และสิ่งของเครื่องใช้เพื่อนำเสนอทัศนะเกี่ยวกับสังคม
การศึกษาเปรียบเทียบอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์เกี่ยวกับผู้ชายและผู้หญิงในสำนวนจีนกับคำศัพท์และสำนวนไทย, ปัณฑิตา ติยวุฒิโรจนกุล
การศึกษาเปรียบเทียบอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์เกี่ยวกับผู้ชายและผู้หญิงในสำนวนจีนกับคำศัพท์และสำนวนไทย, ปัณฑิตา ติยวุฒิโรจนกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบถ้อยคำอุปลักษณ์และอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์เกี่ยวกับผู้ชายและผู้หญิงในสำนวนจีนกับคำศัพท์และสำนวนไทย ผลการวิจัยอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์เกี่ยวกับผู้ชายในสำนวนจีนพบการใช้ถ้อยคำอุปลักษณ์จากความหมายต้นทาง 3 วงความหมาย ได้แก่ อุปลักษณ์สัตว์ อุปลักษณ์สิ่งของ และอุปลักษณ์พืช แสดงถึงอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ 4 มโนทัศน์ ได้แก่ รูปลักษณ์ของผู้ชาย กิริยาท่าทางของผู้ชาย นิสัยและความประพฤติของผู้ชาย และสถานภาพของผู้ชาย ในคำศัพท์และสำนวนไทยพบการใช้ถ้อยคำอุปลักษณ์จากความหมายต้นทาง 5 วงความหมาย ได้แก่ อุปลักษณ์สัตว์ อุปลักษณ์สิ่งของ อุปลักษณ์พืช อุปลักษณ์ธรรมชาติ และอุปลักษณ์สิ่งเหนือธรรมชาติ แสดงถึงอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ 3 มโนทัศน์ ได้แก่ รูปลักษณ์ของผู้ชาย นิสัยและความประพฤติของผู้ชาย และสถานภาพของผู้ชาย โดยในภาษาจีนและภาษาไทยพบ อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ [ผู้ชายเป็นสัตว์] มากที่สุด ผลการวิจัยอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์เกี่ยวกับผู้หญิงในสำนวนจีนพบการใช้ถ้อยคำอุปลักษณ์จากความหมายต้นทาง 5 วงความหมาย ได้แก่ อุปลักษณ์สัตว์ อุปลักษณ์สิ่งของ อุปลักษณ์พืช อุปลักษณ์ธรรมชาติ และอุปลักษณ์สิ่งเหนือธรรมชาติ พบมโนทัศน์เกี่ยวกับผู้หญิง 4 มโนทัศน์ ได้แก่ รูปลักษณ์ของผู้หญิง กิริยาท่าทางของผู้หญิง นิสัยและความประพฤติของผู้หญิง และสถานภาพของผู้หญิง ในคำศัพท์และสำนวนไทยพบการใช้ถ้อยคำอุปลักษณ์จากความหมายต้นทาง 5 วงความหมาย ได้แก่ อุปลักษณ์สัตว์ อุปลักษณ์สิ่งของ อุปลักษณ์พืช อุปลักษณ์อาหาร และอุปลักษณ์ธรรมชาติ พบมโนทัศน์เกี่ยวกับผู้หญิง 4 มโนทัศน์ ได้แก่ รูปลักษณ์ของผู้หญิง กิริยาท่าทาง นิสัยและความประพฤติของผู้หญิง และสถานภาพของผู้หญิง โดยในภาษาจีนพบอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ [ผู้หญิงเป็นพืช] และในภาษาไทยพบอุปลักษณ์เชิง มโนทัศน์ [ผู้หญิงเป็นสัตว์] และ [ผู้หญิงเป็นพืช] มากที่สุด
การศึกษากลวิธีการแปลข้ามวัฒนธรรมจากภาษาไทยเป็นภาษาสเปน ในบทบรรยายภาพยนตร์ชุดเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 องค์ประกันหงสา, พิชญาภา ปัญญาศิริ
การศึกษากลวิธีการแปลข้ามวัฒนธรรมจากภาษาไทยเป็นภาษาสเปน ในบทบรรยายภาพยนตร์ชุดเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 องค์ประกันหงสา, พิชญาภา ปัญญาศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้นำเสนอกลวิธีการแปลข้ามวัฒนธรรมจากภาษาไทยเป็นภาษาสเปนในบทบรรยายภาพยนตร์ชุดเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 องค์ประกันหงสา โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบกรณีการแปลคำศัพท์ทางวัฒนธรรม 60 คำที่ปรากฏในบทบรรยายภาพยนตร์ภาษาสเปนดังกล่าวเพื่อระบุกลวิธีที่ผู้แปลใช้ในการแปล และวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการสื่อความหมายของ คำแปลที่ได้ จากการศึกษาพบว่า คำศัพท์ทางวัฒนธรรมที่พบมีทั้งหมด 6 หมวดหมู่ ได้แก่ หมวดนิเวศวิทยา หมวดวัตถุ หมวดการเมืองการปกครอง หมวดการงาน หมวดความเชื่อและศาสนา และหมวดชื่อสถานที่ และกลวิธีที่ผู้แปลเลือกใช้มีทั้งหมด 5 กลวิธี ได้แก่ การทับศัพท์ การใช้คำที่เป็นที่รู้จักแล้วในภาษาปลายทาง การแทนที่ด้วยคำเทียบเท่าทางวัฒนธรรม การสร้างความเทียบเท่าด้านการใช้งาน และการตัดออก โดยพบว่ากลวิธีที่มีการใช้มากที่สุดในการแปลคำทางวัฒนธรรมทุกหมวด ยกเว้นหมวดชื่อสถานที่ คือกลวิธีการสร้างความเทียบเท่าด้านการใช้งาน และปัจจัยที่ผู้แปลคำนึงถึงในการเลือกใช้กลวิธีการแปลคือการสื่อความหมายและการแปลให้อยู่ในหลักเกณฑ์ของบทบรรยายภาพยนตร์ ผู้วิจัยยังได้วิเคราะห์ประสิทธิภาพในการสื่อความหมายของคำแปลที่ได้จากแต่ละกลวิธี โดยจำแนกระดับความเทียบเท่าของความหมายที่เกิดขึ้นออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับความหมายอ้างถึง ระดับความหมายที่เข้าใจได้จากบริบทประกอบ ระดับความหมายที่เทียบเท่ากันเฉพาะด้านการใช้งาน และสรุปได้ว่าประสิทธิภาพของแต่ละกลวิธีขึ้นอยู่กับว่าผู้แปลเลือกใช้กลวิธีนั้นกับคำศัพท์ในหมวดหมู่ใด และคำแปลนั้นสามารถรักษาใจความสำคัญของเนื้อเรื่องในภาพยนตร์ ตลอดจนรักษาความเข้ากันกับบริบทและภาพที่ปรากฏในฉากนั้น ๆ ของภาพยนตร์ได้หรือไม่ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับกลวิธีการแปลคำศัพท์ทางวัฒนธรรมหรือกำลังหาแนวทางการแปลคำศัพท์ทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะในรูปแบบบทบรรยายภาพยนตร์
กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กที่พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบในเขตกรุงเทพมหานคร, สุธาสินี สุวรรณวลัยกร
กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กที่พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบในเขตกรุงเทพมหานคร, สุธาสินี สุวรรณวลัยกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กเป็นกลุ่มธุรกิจที่ต้องเผชิญอุปสรรค ปัญหา และการแข่งขันกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ แต่กลับเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีจำนวนมาก มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ และมีความสามารถในการแข่งขันสูง บทความนี้จึงมุ่งศึกษากลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ รวมถึงภูมิหลังองค์กร โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 4 บริษัท จำแนกเป็นบริษัทรูปแบบครอบครัว และบริษัทรูปแบบที่ไม่ใช่ครอบครัว และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์คำสำคัญและเปรียบเทียบ ผลการศึกษาพบว่า 1) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กที่เน้นการพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครส่วนมากเป็นบริษัทอายุไม่เกิน 15 ปีซึ่งมีจำนวนสูงถึง 63.4% 2) จุดเริ่มต้นของธุรกิจขนาดเล็ก ได้แก่ การเล็งเห็นความเป็นไปได้ของตลาด การมีที่ดินเดิม การมีเงินทุน การมีภูมิหลังและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจ และความชื่นชอบในผลิตภัณฑ์บ้านแนวราบตามลำดับ 3) จากกรณีศึกษาพบว่าบริษัทรูปแบบครอบครัวมีทีมผู้บริหารที่มีความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติทั้งรูปแบบที่ไม่ได้มีการแบ่งหน้าที่ชัดเจน และรูปแบบที่แบ่งตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ส่วนบริษัทรูปแบบที่ไม่ใช่ครอบครัวมีทีมผู้บริหารแบ่งตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยความชำนาญที่พบร่วมกันอย่างมีนัยยะสำคัญ คือ การแบ่งหน้าที่เฉพาะด้านที่ดิน ด้านการตลาด และด้านการออกแบบก่อสร้าง 4) บริษัทรูปแบบครอบครัวและบริษัทรูปแบบที่ไม่ใช่ครอบครัวต่างมีกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจและโครงสร้างองค์กรที่มีเอกลักษณ์ อยู่รอด และสร้างผลกำไรได้ 5) กลยุทธ์การแข่งขันบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กที่สำคัญ คือ กลยุทธ์ความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ (Differentiation) กลยุทธ์ความเป็นผู้นำด้านต้นทุน (Cost Leadership) และกลยุทธ์การสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม (Focus) 6) ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทขนาดเล็กแข่งขันได้ คือ กลยุทธ์ความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่งผลให้สถาปัตยกรรมบ้านพักอาศัยในโครงการของบริษัทขนาดเล็กมีเอกลักษณ์ มีความโดดเด่นและแตกต่าง จนสามารถสร้างชื่อเสียง ดึงดูดผู้บริโภคสมัยใหม่ และปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว งานวิจัยฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินธุรกิจของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กรูปแบบครอบครัวและรูปแบบที่ไม่ใช่ครอบครัว หัวใจสำคัญคือการเลือกใช้กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่เหมาะสมกับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจและภูมิหลัง โดยเฉพาะด้านที่ดิน การตลาด การออกแบบ และการเงิน ซึ่งผลการวิจัยจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็ก และหน่วยงานที่กำหนดนโยบายส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดเล็กมีความเข้มแข็งและมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่อไป
สัดส่วนการกลับเข้าทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในแรงงานสูงอายุที่ได้รับบาดเจ็บในจังหวัดสมุทรปราการ, เพ็ญพิชญา วงษ์วิวัฒน์
สัดส่วนการกลับเข้าทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในแรงงานสูงอายุที่ได้รับบาดเจ็บในจังหวัดสมุทรปราการ, เพ็ญพิชญา วงษ์วิวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยย้อนหลัง เพื่อศึกษาสัดส่วนการกลับเข้าทำงาน สัดส่วนการไม่สามารถกลับเข้าทำงาน และปัจจัยที่ส่งผลต่อการกลับเข้าทำงานในแรงงานสูงอายุ โดยเก็บข้อมูลทุติยภูมิจากแบบแจ้งการประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย และคำร้องขอเงินทดแทน ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 (กท.16) จากแบบคำร้องเงินทดแทนในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 จังหวัดสมุทรปราการ ที่มีอายุ 50-80 ปี ได้กลุ่มตัวอย่างจริงทั้งหมด 433 คน ผลการศึกษาพบว่าส่วนใหญ่สามารถกลับเข้าทำงานได้ 432 คน (ร้อยละ 99.77) และไม่สามารถกลับเข้าทำงานได้ 1 คน (ร้อยละ 0.23) สามารถกลับเข้าทำงานได้โดยเฉลี่ยในเวลา 5 วัน (median survival time) และเมื่อทำการควบคุมอิทธิพลของตัวแปรอื่นๆ พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยทางสถิติกับการกลับเข้าทำงาน คือ รายได้ โดยกลุ่มที่มีรายได้ต่อเดือนมากที่สุด มีโอกาสการกลับเข้าทำงานเป็น 0.63 เท่า ของการกลับเข้าทำงานในกลุ่มที่มีรายได้น้อยที่สุด (HRadj=0.63; 95% CI: 0.45–0.89) และชนิดของการบาดเจ็บจากการมีแผลหรือการที่มีอวัยวะของร่างกายถูกตัดออก มีโอกาสกลับเข้าทำงานได้เป็น 2.78 เท่า ของกลุ่มที่มีการบาดเจ็บบริเวณศีรษะหรือเส้นประสาทหรือไขสันหลังหรือการบาดเจ็บหลายตำแหน่งหรือการบาดเจ็บชนิดอื่น (HRadj=2.78; 95% CI: 1.64–4.74) และตำแหน่งการได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะหรือลำคอ มีโอกาสกลับเข้าทำงานได้เป็น 2.24 เท่าของบริเวณลำตัว (HRadj=2.24; 95% CI: 1.32–3.82) ในส่วนของอายุพบว่าอายุที่เพิ่มขึ้นทุก 1 ปี ส่งผลให้โอกาสกลับเข้าทำงานได้ลดลงร้อยละ 3.42 แต่กลับไม่พบความสัมพันธ์ของอายุกับการกลับเข้าทำงานเมื่อทำการวิเคราะห์เพิ่มเติม โดยสรุป ความรุนแรงของการบาดเจ็บที่ลดลงทำให้โอกาสการกลับเข้าทำงานมากขึ้น และไม่พบว่าอายุส่งผลต่อการกลับเข้าทำงานโดยตรง ดังนั้นควรทำการประเมินลักษณะงานให้เหมาะสมกับแรงงานสูงอายุ โดยหลีกเลี่ยงงานที่มีความเสี่ยงต่อการประสบอันตรายระดับรุนแรง
ความชุกและความสัมพันธ์ของปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมภายในอาคารกับการเกิดกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคารในผู้ปฏิบัติงานกองบัญชาการกรมแพทย์ทหารบก จังหวัดกรุงเทพมหานคร, เมธา กาญจน์นิรันดร์
ความชุกและความสัมพันธ์ของปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมภายในอาคารกับการเกิดกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคารในผู้ปฏิบัติงานกองบัญชาการกรมแพทย์ทหารบก จังหวัดกรุงเทพมหานคร, เมธา กาญจน์นิรันดร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์การศึกษาภาคตัดขวางครั้งนี้ เพื่อศึกษาความชุกกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคารและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดกลุ่มอาการนี้ในผู้ปฏิบัติงานในกองบัญชาการกรมแพทย์ทหารบก กรุงเทพมหานคร ทำการเก็บข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามที่มีโครงสร้าง และทำการตรวจวัดสิ่งแวดล้อมด้วยอุปกรณ์จำเพาะต่อสิ่งตรวจวัด มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 285 คน ผลการศึกษาพบความชุกร้อยละ 19.65 (ค่าความเชื่อมั่นที่ 95% = 15.04 - 24.26) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคารอย่างมีนัยสำคัญประกอบด้วย ปัจจัยระดับบุคคล ได้แก่ การมีโรคประจำตัวในระบบผิวหนัง [ORadj = 3.95 (95% CI 1.48, 10.53)] การมีโรคประจำตัวในระบบหมุนเวียนโลหิต [ORadj = 6.64 (95% CI 2.03, 21.71)] และความไม่พึงพอใจต่อสถานที่ทำงาน [ORadj = 4.56 (95% CI 1.19, 17.51)] ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ได้แก่ อุณหภูมิ (สำหรับอุณหภูมิที่สูงกว่า 26.5 °C เมื่อเทียบกับอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 24.7 °C ) [ORadj = 0.25 (95% CI 0.09, 0.70)] และปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 (สำหรับปริมาณฝุ่น PM2.5 4 – 5.9 µg/m³ เมื่อเทียบกับปริมาณฝุ่น PM2.5 ต่ำกว่า 4 µg/m³) [ORadj = 3.20 (95% CI 1.25 ,8.21)] ควรมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคาร และทำการสอบสวนวินิจฉัยหาสาเหตุที่อาจเกี่ยวข้องหากพบผู้เป็นกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคารสูงกว่าที่คาดการณ์ เพื่อทำการปรับปรุงและแก้ไขปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้อง
ความชุก อุบัติการณ์ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ในกลุ่มพนักงานบริการทางเพศที่มารับบริการคัดกรองโรคที่ศูนย์พัทยารักษ์, พิชญา ชีวะสุทโธ
ความชุก อุบัติการณ์ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ในกลุ่มพนักงานบริการทางเพศที่มารับบริการคัดกรองโรคที่ศูนย์พัทยารักษ์, พิชญา ชีวะสุทโธ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความเป็นมา ในปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับอัตราการป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในกลุ่มพนักงานบริการทางเพศซึ่งเป็นผู้สัมผัสปัจจัยเสี่ยงในการประกอบอาชีพ วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความชุก อุบัติการณ์ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มพนักงานบริการทางเพศที่มารับบริการคัดกรองโรคที่ศูนย์พัทยารักษ์ วิธีการศึกษา การศึกษาชนิดภาคตัดขวาง (Cross-sectional study) และการศึกษาตามรุ่นย้อนหลัง (Retrospective cohort study) จากเวชระเบียนของศูนย์พัทยารักษ์ตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ.2559 จนถึง 31 ธันวาคม พ.ศ.2563 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบอาชีพพนักงานบริการทางเพศในเขตเมืองพัทยาที่มาเข้ารับบริการที่ศูนย์พัทยารักษ์ในช่วงเวลา 5 ปีของการติดตาม รวมทั้งหมด 2,588 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบบันทึกข้อมูล นำมาวิเคราะห์ทางสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ Poisson regression ด้วยโปรแกรม STATA Version 14.0 ผลการศึกษา พนักงานบริการทางเพศ 2,588 คน มีจำนวนการรับบริการทั้งหมด 21,819 ครั้ง โรคที่มีอัตราความชุกสูงที่สุดในพนักงานหญิงและชายคือโรคหูด (149.97 ครั้ง/1,000 ตัวอย่าง) และเอชไอวี (172.41 ครั้ง/1,000 ตัวอย่าง) ตามลำดับ และโรคที่มีอัตราอุบัติการณ์สูงที่สุดในพนักงานหญิงและชายคือโรคหูด (4.84 ราย/1,000 บุคคล-เดือน) และซิฟิลิส (154.93 ราย/1,000 บุคคล-เดือน) ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์แบบ Adjusted analysis พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางโรค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ พฤติกรรมเสี่ยงคือการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ใช้บริการทางเพศโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย, การมีคู่เพศสัมพันธ์คนใหม่, การมีเพศสัมพันธ์แล้วถุงยางอนามัยแตก รั่ว หลุด สรุป การส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัยให้เหมาะสมและการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะสามารถลดขนาดปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางโรค (เช่น โรคหนองในแท้ โรคหูด โรคเริม โรคพยาธิช่องคลอด) ในกลุ่มพนักงานบริการทางเพศ
การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับเด็กในสถานสงเคราะห์, พิมพ์ฬัฐช์ โกมลารชุน
การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับเด็กในสถานสงเคราะห์, พิมพ์ฬัฐช์ โกมลารชุน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่จำเป็นสำหรับเด็กในสถานสงเคราะห์ในการเตรียมความพร้อมกลับคืนสู่สังคม 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับเด็กในสถานสงเคราะห์ ใช้ระเบียบวิธีการแบบการวิจัยและพัฒนา เครื่องมือในการวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และประเด็นสนทนากลุ่ม โดยมีวิธีดำเนินการวิจัย (1)เพื่อศึกษาวัตถุประสงค์ที่ 1:ศึกษาเอกสารและสื่อจำนวน 30 รายการ และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ที่เคยเป็นเด็กในสถานสงเคราะห์และประสบความสำเร็จเมื่อออกมาใช้ชีวิตในสังคม นำผลที่ได้มาสร้างเป็นแบบสอบถาม 2 ชุด 1. เพื่อสอบถามเด็กในสถานสงเคราะห์ในขอบเขตของทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต และ 2.เพื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ในสถานสงเคราะห์เด็กเรื่องการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต (2)เพื่อศึกษาวัตถุประสงค์ที่ 2 ทำการสนทนากลุ่ม เพื่อให้ได้รูปแบบการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับเด็กในสถานสงเคราะห์ ผลการวิจัย พบว่า 1. ข้อค้นพบตามวัตถุประสงค์ที่ 1.มี 2 ส่วน คือ 1.1) ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่จำเป็นสำหรับเด็กในสถานสงเคราะห์ มี 10 ทักษะ คือ (1) ทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (2) ทักษะด้านสุขภาพจิต การจัดการกับความเครียด มีจริยธรรม คุณธรรม มีวินัย (3) ทักษะด้านอาชีพ การเรียนรู้ และการจัดการเวลา (4) ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการแก้ปัญหา (5) ทักษะการเขียน (6) ทักษะการอ่าน (7) ทักษะการร่วมมือกับเครือข่ายต่างๆ ทำงานร่วมกับผู้อื่น (8) ทักษะคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารสารสนเทศและรู้เท่าทันสื่อ (9) ทักษะความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (10) ทักษะการเงิน การคิดเลข คำนวณ 1.2) การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสถานสงเคราะห์เด็ก มี 4 ด้าน ดังนี้ (1) ด้านนโยบาย ประกอบด้วย พัฒนาการเรียนรู้แบบนำตนเอง พัฒนาทักษะด้านอาชีพ และพัฒนาตามศักยภาพของผู้เรียนที่แตกต่าง (2) ด้านบุคลากร ประกอบด้วย ผู้อำนวยความสะดวกและสร้างความร่วมมือในการเรียนรู้ ผู้แนะแนวทาง และผู้เรียนร่วม (3) สภาพแวดล้อม ประกอบด้วย ด้านกายภาพคือในห้องเรียน นอกห้องเรียน ภายในบ้าน ด้านจิตวิทยา ประกอบด้วยพฤติกรรม …
แนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของพลทหารกองประจำการในหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับขั้นพื้นฐาน, มณฑิตา ชมดี
แนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของพลทหารกองประจำการในหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับขั้นพื้นฐาน, มณฑิตา ชมดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัจจัยในการส่งเสริมความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง และนำเสนอแนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของพลทหารกองประจำการในหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับขั้นพื้นฐาน รูปแบบการวิจัยเป็นแบบการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือพลทหารกองประจำการในหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับขั้นพื้นฐานระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,140 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามปัจจัยในการส่งเสริมความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยในการส่งเสริมความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง ได้แก่ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ การเห็นคุณค่าในตนเอง สัมพันธภาพกับครูและเพื่อน ลักษณะมุ่งอนาคต บทบาทของครู ความมีวินัยในตนเอง การเรียนการสอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง บรรยากาศการเรียนการสอน และแหล่งเรียนรู้ ตามลำดับ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.08, S.D.=0.52) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 2) แนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง ประกอบด้วย 5 แนวทาง ได้แก่ (1) ด้านสัมพันธภาพกับครูและเพื่อน ได้แก่ การจัดกิจกรรมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ (2) ด้านการเห็นคุณค่าในตนเอง ได้แก่ การประเมินตนเองเป็นรายบุคคลเพื่อจัดกิจกรรมโครงการเรียนรู้ผ่านกิจวัตรประจำของพลทหารกองประจำการ (3) ด้านบทบาทของครู ได้แก่ การปรับแนวคิด สร้างเป้าหมายและสร้างการเรียนรู้ด้วยตนเองให้เต็มศักยภาพ (4) ด้านการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง ได้แก่ การแนะนำส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม (5) ด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ได้แก่ การวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง ส่งเสริมจินตนาการและตั้งเป้าหมายในอนาคต
การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมตามแนวคิดเซเฟอร์และการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความสามารถทางสังคมของเด็กอนุบาล, รังสิรัศม์ วงศ์อุปราช
การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมตามแนวคิดเซเฟอร์และการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความสามารถทางสังคมของเด็กอนุบาล, รังสิรัศม์ วงศ์อุปราช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมตามแนวคิดเซเฟอร์และการเรียนรู้แบบร่วมมือ และ 2) ศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมฯ ที่มีต่อความสามารถทางสังคมของเด็กอนุบาล ตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ เด็กอนุบาลชั้นปีที่ 3 โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 12 คน การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การเตรียมการ ขั้นที่ 2 การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมฯ (ฉบับตั้งต้น) ขั้นที่ 3 การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมฯ (ฉบับนำร่อง) ขั้นที่ 4 การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมฯ (ฉบับทดลอง) และขั้นที่ 5 การนำเสนอ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินความสามารถทางสังคมของเด็กอนุบาล ประกอบด้วย 2 ด้าน ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และการทำงานร่วมกับผู้อื่น วิเคราะห์ข้อมูลวิจัยโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าขนาดอิทธิพล ผลการวิจัย มีดังนี้ 1) โปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมฯ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความสามารถทางสังคมของเด็กอนุบาลชั้นปีที่ 3 ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีความเป็นระบบ จัดสาระและทักษะให้เด็กเรียนรู้อย่างเป็นลำดับจากเรื่องใกล้ตัวไปสู่ไกลตัว และจากทักษะง่ายไปสู่ทักษะที่ซับซ้อนขึ้น ผ่านการทำกิจกรรมกลุ่มแบบคละความสามารถตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย ควบคู่ไปกับการสะท้อนการเรียนรู้และได้รับข้อมูลย้อนกลับ โปรแกรมนี้มีลักษณะเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตร จัดในช่วงหลังเลิกเรียน 12 สัปดาห์ ๆ ละ 4 วัน ๆ ละ 30 - 45 นาที มีองค์ประกอบ 7 ข้อ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ ระยะเวลา บริบท สาระ ขั้นตอน และการประเมินผล ประกอบด้วย สาระ 5 เรื่อง ได้แก่ การตระหนักรู้ตนเอง การจัดการตนเอง การตระหนักรู้สังคม ทักษะสัมพันธภาพ และการตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ …
อิทธิพลของประสบการณ์การถูกกีดกันต่อภาวะซึมเศร้าในคนกลุ่มน้อยทางเพศวิถีโดยมีการรับเอามุมมองทางลบต่อการรักเพศเดียวกันมาเป็นส่วนหนึ่งของตนเป็นตัวแปรส่งผ่านและความรู้สึกเชื่อมโยงกับชุมชนเป็นตัวแปรกำกับ, ณัชชา ศรีพิบูลพานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์การถูกกีดกัน ภาวะซึมเศร้า การรับเอามุมมองทางลบต่อการรักเพศเดียวกันมาเป็นส่วนหนึ่งของตน และความรู้สึกเชื่อมโยงกับชุมชนในคนกลุ่มน้อยทางเพศวิถี เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามทางช่องทางออนไลน์ในกลุ่มตัวอย่างคนกลุ่มน้อยทางเพศวิถี จำนวน 263 คน มีอายุเฉลี่ย 27.06 ปี (SD = 6.21) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) ข้อคำถามคัดกรอง 2) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 3) แบบวัดภาวะซึมเศร้า 4) แบบวัดประสบการณ์การถูกกีดกัน 5) แบบวัดการรับเอามุมมองทางลบต่อการรักเพศเดียวกันมาเป็นส่วนหนึ่งของตน และ 6) แบบวัดความรู้สึกเชื่อมโยงกับชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และสมการถดถอยเชิงพหุ ตามแนวคิด Conditional PROCESS Model เพื่อทดสอบอิทธิพลส่งผ่านที่มีอิทธิพลกำกับ ผลการวิจัยพบว่าประสบการณ์การถูกกีดกันมีอิทธิพลทางตรงต่อภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (b = .359, p < .05) แต่ไม่พบอิทธิพลทางอ้อมของประสบการณ์การถูกกีดกันต่อภาวะซึมเศร้าผ่านการรับเอามุมมองทางลบต่อการรักเพศเดียวกันมาเป็นส่วนหนึ่งของตน (b = .012, p = .101) และไม่พบอิทธิพลกำกับของความรู้สึกเชื่อมโยงกับชุมชนในความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์การถูกกีดกันกับภาวะซึมเศร้า (b = -.087, p = .114) และความสัมพันธ์ระหว่างการรับเอามุมมองทางลบต่อการรักเพศเดียวกันมาเป็นส่วนหนึ่งของตนกับภาวะซึมเศร้า (b = .098, p = .329)
ความสัมพันธ์ระหว่างการเลือกปฏิบัติต่างเพศในที่ทำงานกับความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานที่มีอัตลักษณ์หลากหลายทางเพศ โดยมีกลยุทธ์การจัดการอัตลักษณ์ทางเพศในที่ทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ณัชนิกข์ เชี่ยวชาญ
ความสัมพันธ์ระหว่างการเลือกปฏิบัติต่างเพศในที่ทำงานกับความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานที่มีอัตลักษณ์หลากหลายทางเพศ โดยมีกลยุทธ์การจัดการอัตลักษณ์ทางเพศในที่ทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ณัชนิกข์ เชี่ยวชาญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลส่งผ่านของกลยุทธ์การจัดการอัตลักษณ์ทางเพศในที่ทำงานต่อความสัมพันธ์ระหว่างการเลือกปฏิบัติต่างเพศในที่ทำงานกับความพึงพอใจในการทำงาน โดยการเก็บข้อมูลจากพนักงาน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มชายรักชาย (gay), พนักงานกลุ่มหญิงรักหญิง (lesbian) และพนักงานกลุ่มรักสองเพศ (bisexual) จำนวน 200 คน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามสมมติฐาน พบว่า การเลือกปฏิบัติต่างเพศในที่ทำงานมีความสัมพันธ์ทางลบต่อความพึงพอใจในการทำงาน (b = -.31, p < .01) และพบว่ากลยุทธ์การปกปิดและกลยุทธ์การเปิดเผยอย่างไม่ได้ตั้งใจมีอิทธิพลส่งผ่านระหว่างการเลือกปฏิบัติต่างเพศ ในที่ทำงานและความพึงพอใจในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติแบบบางส่วน (partial meditation) (bCO = -.08, p < .01) (bIO = -.05, p < .01) หมายความว่า ทั้งกลยุทธ์การปกปิดและกลยุทธ์การเปิดเผยอย่างไม่ได้ตั้งใจไม่สามารถ ทำให้อิทธิพลระหว่างการเลือกปฏิบัติต่างเพศในที่ทำงานและความพึงพอใจในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนกลยุทธ์การข้ามผ่านและกลยุทธ์การเปิดเผยอย่างไม่ได้ตั้งใจไม่มีอิทธิพลส่งผ่านระหว่างการเลือกปฏิบัติต่างเพศในที่ทำงานและความพึงพอใจในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (bPA = -.02, p = .75) (bEO = -.03, p = .70) จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการเลือกปฏิบัติต่างเพศในที่ทำงานมีอิทธิต่อความพึงพอใจในการทำงานเป็นอย่างมากและกลยุทธ์การจัดการอัตลักษณ์ทางเพศในที่ทำงานไม่สามารถมีอิทธิพลส่งผ่านอย่างสมบูรณ์ (fully mediation)ได้ ดังนั้นองค์การควรสนับสนุนให้เกิดการยอมรับและลดการเลือกปฏิบัติต่างเพศในที่ทำงานด้วยการกำหนดนโยบายและมีการปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อเสริมสร้างความรู้สึกปลอดภัยกับพนักงานที่มีอัตลักษณ์หลากหลายทางเพศในที่ทำงาน
แนวทางการส่งเสริมคุณลักษณะของนักวิจัยรุ่นเยาว์ในยุคดิจิทัล : การวิเคราะห์ข้ามกรณี, จีรศักดิ์ วงศ์กาญจนฉัตร
แนวทางการส่งเสริมคุณลักษณะของนักวิจัยรุ่นเยาว์ในยุคดิจิทัล : การวิเคราะห์ข้ามกรณี, จีรศักดิ์ วงศ์กาญจนฉัตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นักวิจัยรุ่นเยาว์ในยุคดิจิทัล เป็นคุณลักษณะของนักเรียนในกระบวนการคิด ค้นคว้า ประยุกต์ใช้สื่อแอปพลิเคชัน และนำเสนอข้อค้นพบความรู้ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดคุณลักษณะนักวิจัยรุ่นเยาว์ในยุคดิจิทัลของนักเรียน 2) เพื่อวิเคราะห์ และเปรียบเทียบคุณลักษณะนักวิจัยรุ่นเยาว์ในยุคดิจิทัลของนักเรียนที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน 3) เพื่อวิเคราะห์การจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมคุณลักษณะนักวิจัยรุ่นเยาว์ในยุคดิจิทัล และปัญหาอุปสรรค ปัจจัยความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้ และ 4) เพื่อพัฒนาแนวทางการส่งเสริมคุณลักษณะของนักวิจัยรุ่นเยาว์ในยุคดิจิทัล การดำเนินการวิจัย แบ่งเป็น 3 ระยะ โดยระยะที่ 1 การพัฒนาเครื่องมือวัดคุณลักษณะนักวิจัย รุ่นเยาว์ในยุคดิจิทัล ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน และทดลองใช้กับนักเรียน ระยะที่ 2 การวิเคราะห์การจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมคุณลักษณะนักวิจัยรุ่นเยาว์ในยุคดิจิทัล โดย เก็บรวบรวมข้อมูลจากนักเรียนจำนวน 645 คน และครูจำนวน 34 คน โดยวิธีสุ่มแบบหลายขั้นตอน จากโรงเรียนสังกัด สพฐ. และสช. ในเขตกรุงเทพฯ เครื่องมือการวิจัยคือแบบสอบถามคุณลักษณะนักวิจัยรุ่นเยาว์ในยุคดิจิทัล และแบบสอบถามการจัดการเรียนรู้ ลักษณะมาตรประเมินค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดย 1) วิเคราะห์ค่าสถิติบรรยาย ความแปรปรวนทางเดียว และสถิติที 2) วิเคราะห์โมเดลเชิงสาเหตุพหุระดับ และ3) วิเคราะห์ข้ามกรณี โดยเลือกครูกรณีศึกษาจำนวน 6 คน จากการจัดกลุ่มด้วยเทคนิค cluster analysis และระยะที่ 3 การพัฒนาแนวทางการส่งเสริมคุณลักษณะนักวิจัยรุ่นเยาว์ในยุคดิจิทัล โดยนำข้อมูลเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพสังเคราะห์ร่วมกัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. องค์ประกอบคุณลักษณะนักวิจัยรุ่นเยาว์ในยุคดิจิทัล ประกอบด้วย 6 ด้าน คือ 1) การช่างสงสัย 2) การสืบค้นสำรวจ 3) การร่วมมือกับผู้อื่น 4) การคิดแก้ปัญหา 5) การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และ 6) การสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เครื่องมือวัดมีคุณภาพด้านความตรง และความเที่ยง โมเดลคุณลักษณะนักวิจัยรุ่นเยาว์ในยุคดิจิทัล มีความตรงเชิงโครงสร้าง พิจารณาค่าดัชนีความสอดคล้องกลมกลืนได้แก่ ไค-สแควร์ (7, N=65) = …
ข้อเสนอทางเลือกเพื่อลดภาวะความท้อแท้ในการทำงานของครูจากปัจจัยเสี่ยงในโรงเรียน : การวิเคราะห์ต้นไม้เอสอีเอ็ม, ดวงฤทัย เด่นจารุกูล
ข้อเสนอทางเลือกเพื่อลดภาวะความท้อแท้ในการทำงานของครูจากปัจจัยเสี่ยงในโรงเรียน : การวิเคราะห์ต้นไม้เอสอีเอ็ม, ดวงฤทัย เด่นจารุกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความท้อแท้ในการทำงานเกิดจากการตอบสนองต่อความเครียดเป็นเวลานานโดยไม่สามารถจัดการได้ การวิจัยนี้ศึกษา 1) ระดับความท้อแท้ในการทำงานและปัจจัยเสี่ยงในโรงเรียน 2) พัฒนาโมเดลสมการโครงสร้างของปัจจัยเสี่ยง 3) จำแนกกลุ่มของครูโดยใช้การวิเคราะห์ต้นไม้เอสอีเอ็ม และ 4) พัฒนาข้อเสนอทางเลือกในการลดความท้อแท้ในการทำงาน ตัวอย่าง คือ ครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 720 คน เก็บข้อมูลจากแบบสอบถามออนไลน์ และวิเคราะห์ด้วย Independent sample t-test one-way ANOVA โมเดลสมการโครงสร้าง และต้นไม้เอสอีเอ็ม (SEM tree) จำแนกกลุ่มครูตามความแปรปรวนและสัมประสิทธิ์อิทธิพลที่แตกต่างกัน พบว่า ครูมีความท้อแท้ในการทำงานในระดับปานกลาง (M =33.60, SD = 9.41) โดยมีปัจจัยที่ส่งผลต่อความท้อแท้ คือ อายุ รายได้ ประสบการณ์ทำงาน จำนวนงานนอกเหนืองานสอน และการทำงานฝ่ายงบประมาณและแผนงาน ซึ่งการรับรู้ความสามารถในตนเอง และการสนับสนุนจากโรงเรียน ส่งผลต่อความท้อแท้ในการทำงานของครู โดยมีความยึดมั่นผูกพันในการทำงาน เป็นตัวแปรส่งผ่านแบบบางส่วนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (chi-square (346, N = 720) = 1142.254, p < .001, CFI = .931, TLI = .919, RMSEA = 0.057 และ SRMR = 0.079) ส่วนกลยุทธ์การเผชิญปัญหาเป็นปัจจัยที่ไม่ส่งผลต่อความท้อแท้ในการทำงาน จากการวิเคราะห์ต้นไม้เอสอีเอ็มจำแนกครูเป็น 6 กลุ่มที่มีปัจจัยภูมิหลังต่างกัน พัฒนาทางเลือกในการลดความท้อแท้ในการทำงานไปยังครู ผู้บริหาร ผู้ออกนโยบายและสถานผลิตครู และประเมินความเหมาะสม พบว่า ข้อเสนอทางเลือกมีความความเป็นไปได้ระดับมาก และมีประโยชน์ในทางปฏิบัติระดับมากที่สุด
การพัฒนาคู่มือครูเพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงบทเรียนคณิตศาสตร์กับโลกแห่งความจริง : การสร้างแผนภาพมโนทัศน์และการวิเคราะห์วาทกรรมทางคณิตศาสตร์, สุจิตรา โง้วอมราภรณ์
การพัฒนาคู่มือครูเพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงบทเรียนคณิตศาสตร์กับโลกแห่งความจริง : การสร้างแผนภาพมโนทัศน์และการวิเคราะห์วาทกรรมทางคณิตศาสตร์, สุจิตรา โง้วอมราภรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันครูสอนคณิตศาสตร์ควรให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงบทเรียนคณิตศาสตร์กับโลกแห่งความจริง การวิจัยในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวปฏิบัติในการเชื่อมโยงบทเรียนคณิตศาสตร์กับบริบทโลกแห่งความจริงของครูโดยการสร้างแผนภาพมโนทัศน์ จากข้อมูลการสัมภาษณ์และแหล่งเอกสารต่าง ๆ 2) เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์เทคนิคการสื่อสารและตัวอย่างการจัดการเรียนการสอนของครูเพื่อเชื่อมโยงบทเรียนกับบริบทโลกแห่งความจริงโดยใช้การวิเคราะห์วาทกรรมทางคณิตศาสตร์จากข้อมูลการสัมภาษณ์และแหล่งเอกสารต่าง ๆ และ 3) เพื่อสร้างและพัฒนาคู่มือครูเพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงบทเรียนคณิตศาสตร์กับบริบทโลกแห่งความจริงและตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติของครูคณิตศาสตร์ แบ่งการวิจัยออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 และ 2 ใช้การศึกษาข้อมูลเอกสารและสัมภาษณ์ครูที่มีคุณลักษณะตามที่กำหนด จำนวน 9 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้างและการวิเคราะห์เนื้อหา เพื่อนำข้อมูลไปใช้สร้างแผนภาพมโนทัศน์แสดงแนวปฏิบัติในการเชื่อมโยงบทเรียนคณิตศาสตร์ จากนั้นนำแผนภาพทั้ง 3 ประเภทไปตรวจประเมินแผนภาพมโนทัศน์ และนำข้อมูลที่สรุปเพื่อปรับแก้ไปกำหนดประเด็นเป็นองค์ประกอบในคู่มือครู ขั้นที่ 2 ใช้การวิเคราะห์วาทกรรมทางคณิตศาสตร์ตามแนวคิดของ Kabael และ Baran (2017) ที่อ้างอิงแนวคิดของ Sfard (2001) เพื่อวิเคราะห์มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนด้านการเชื่อมโยง และเพิ่มการพิจารณาอีกหนึ่งมิติเพื่อวิเคราะห์มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางคณิตศาสตร์ (misconception on maths) ที่ปรากฏผ่านวาทกรรมทางคณิตศาสตร์ของครู ขั้นที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากทั้งสองขั้นตอน ไปสร้างและพัฒนาคู่มือครูเพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงบทเรียนคณิตศาสตร์กับบริบทโลกแห่งความจริงและตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติของครูคณิตศาสตร์ ผลการวิจัยที่สำคัญมีดังนี้ 1. แนวปฏิบัติของครูในการเชื่อมโยงบทเรียนคณิตศาสตร์กับบริบทโลกแห่งความจริง พบว่า ครูมักยกตัวอย่างโจทย์บริบทส่วนบุคคลมากที่สุด โดยเลือกใช้แหล่งข้อมูลทางการศึกษาจาก 4 แหล่งข้อมูล ได้แก่ หนังสือคณิตศาสตร์ เว็บไซต์ทางการศึกษา การเข้าร่วมการอบรม และการศึกษาดูงาน ด้านวิธีการสอนครูเน้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง รวมถึงจัดกิจกรรมคณิตศาสตร์ที่หลากหลาย ปัญหาในการสอนเชื่อมโยงบทเรียนคณิตศาสตร์อาจเกิดจากครูขาดความพร้อมด้านเวลาในการจัดเตรียมสื่อการสอนและมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการสอนเชื่อมโยง รวมถึงความพร้อมของนักเรียนในเรื่องพื้นความรู้เดิมไม่เพียงพอ ขาดความสนใจในการเรียนและขาดสมาธิในการเรียน 2. ข้อค้นพบเกี่ยวกับลักษณะวาทกรรมที่ไม่เหมาะสมพบว่า 1) ครูมีมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนด้านการเชื่อมโยง ใช้คำไม่ตรงกับจุดประสงค์ เลือกใช้คำไม่เหมาะสมและให้ข้อมูลไม่เพียงพอ และ 2) ครูมีมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางคณิตศาสตร์ 3. คู่มือครู ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วัตถุประสงค์ 2) สาระความรู้ 3) การออกแบบตัวอย่างโจทย์ปัญหาที่เชื่อมโยงโลกจริง 4) ตัวอย่างวาทกรรมทางคณิตศาสตร์ 5) คลังสื่อการเรียนรู้ 6) ตัวอย่างกิจกรรม 7) ตัวอย่างแผนการสอน และ 8) แบบประเมินตนเอง …
การประยุกต์ใช้แผ่นที่ปรับค่าความแข็งด้วยลมเข้ากับมือจับแบบง่าย, เจตนิพิฐ อรุณรัตน์
การประยุกต์ใช้แผ่นที่ปรับค่าความแข็งด้วยลมเข้ากับมือจับแบบง่าย, เจตนิพิฐ อรุณรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากแนวคิดการใช้งานผิวหนังเทียมหรืออุปกรณ์ห่อหุ้มเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการทำงานของหุ่นยนต์ นำมาสู่การพัฒนาผิวหนังเทียมที่ติดตั้งบริเวณมือจับของหุ่นยนต์ โดยผิวหนังเทียมเหล่านี้จะมีค่าความแข็งที่แตกต่างกันตามการใช้งาน วิทยานิพนธ์เล่มนี้นำเสนอการออกแบบและขึ้นรูปแผ่นที่ปรับค่าความแข็งได้ (VSPs) ด้วยความดันลม ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นผิวหนังเทียมของมือจับ จากนั้นนำแผ่นดังกล่าวไปทดลองใช้กับมือจับแข็งเกร็งอย่างง่าย เพื่อหยิบจับวัตถุซึ่งไม่ทราบตำแหน่ง รูปทรงและความแข็งที่แน่ชัดด้วยวิธีการควบคุมอิมพีแดนซ์ VSPs สร้างขึ้นจากวัสดุอ่อนนุ่มประเภทซิลิโคน ซึ่งขึ้นรูปโดยใช้การหล่อและเสริมความแข็งแรงด้วยเส้นใยไฟเบอร์ มีโครงสร้างภายในเป็นทรงกระบอกเรียงตัวขนานกัน สามารถควบคุมค่าความแข็งผ่านการควบคุมค่าความดันโดยใช้ปั๊มเข็มฉีดยาร่วมกับตัวควบคุมแผนเลื่อน จากการทดลองประยุกต์ใช้ VSPs ร่วมกับมือจับแข็งเกร็งพบว่า VSPs ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความยืดหยุ่นในการทำงาน เนื่องจากสามารถปรับค่าความแข็งให้เหมาะสมกับการทำงานนั้น ๆ ได้ โดยการปรับค่าความแข็งเพิ่มจะช่วยลดระยะเวลาในการทำงาน หากลดค่าความแข็งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความเสถียรในการทำงานแทน
การระบายความร้อนของเเผ่นเรียบด้วยโครงสร้างเชือกดูดซับน้ำ, ชลธิชา แกล้วทนงค์
การระบายความร้อนของเเผ่นเรียบด้วยโครงสร้างเชือกดูดซับน้ำ, ชลธิชา แกล้วทนงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์อุปกรณ์ระบายความร้อนระเหยน้ำจากผ้ากับเซลล์แสงอาทิตย์ งานวิจัยนี้ได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ส่วนด้วยกันคือ การศึกษาส่วนแรกเป็นการทดสอบผลของอุปกรณ์ระบายความร้อนระเหยน้ำจากผ้ากับเซลล์แสงอาทิตย์จำลอง และการศึกษาในส่วนที่ 2 เป็นการเสนอการประยุกต์อุปกรณ์ระบายความร้อนระเหยน้ำจากผ้ากับเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งได้นำเสนอต้นแบบการประยุกต์อุปกรณ์ระบายความร้อนระเหยน้ำจากผ้ากับเซลล์แสงอาทิตย์โดยมี 3 รูปแบบ รูปแบบที่ 1 คือกรณีติดตั้งบนดาดฟ้าอาคารเรียบโดยใช้ระบบน้ำร่วมกับอาคาร รูปแบบที่ 2 คือกรณีติดตั้งบนดาดฟ้าอาคารเรียบโดยแยกระบบน้ำกับอาคาร และรูปแบบที่ 3 คือกรณีติดตั้งบนหลังคาที่มีความลาดเอียงโดยแยกระบบน้ำกับอาคาร และวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ โดยวิเคราะห์มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) อัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) วิเคราะห์ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) และวิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการ การทดสอบอุปกรณ์ระบายความร้อนระเหยน้ำจากผ้ากับเซลล์แสงอาทิตย์จำลองแสดงให้เห็นว่าสำหรับกรณีฟลักซ์ความร้อน 205.8, 483.8 และ 661.8 W/m2 สามารถลดอุณหภูมิของแผงได้ถึง 5.9, 8.3 และ 11.3°C ซึ่งประมาณได้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพเซลล์แสงอาทิตย์ 2.95, 4.15 และ 5.65% ตามลำดับ และผลการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของประยุกต์อุปกรณ์ระบายความร้อนระเหยน้ำจากผ้ากับเซลล์แสงอาทิตย์ตัวอย่างที่ขนาดการติดตั้ง 6.6 kW ตลอดอายุโครงการ 25 ปี แสดงให้เห็นว่าการติดตั้งในรูปแบบที่ 1 คือกรณีติดตั้งบนดาดฟ้าอาคารเรียบโดยใช้ระบบน้ำร่วมกับอาคาร มีค่า NPV สูงสุด IRR มากสุด และระยะเวลาคืนทุนน้อยสุด ได้แก่ 109,112.11 บาท, 255.33% และ 0.39 ปี ตามลำดับ ในการวิเคราะห์ความอ่อนไหวโครงการที่พิจารณาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ และค่าผลกระทบของอุณหภูมิต่อประสิทธิภาพเซลล์แสงอาทิตย์ พบว่า ค่าผลกระทบของอุณหภูมิต่อประสิทธิภาพที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อ NPV, IRR และระยะเวลาคืนทุนมากที่สุด โดยที่การเปลี่ยนแปลงค่าน้ำมีผลกระทบน้อยที่สุด
ความตั้งใจต่อการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็กภายในตัวรถ, ตุลยา อรุณรังสิกุล
ความตั้งใจต่อการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็กภายในตัวรถ, ตุลยา อรุณรังสิกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 1 ในกลุ่มสาเหตุภายนอกของการป่วยและการตายของกลุ่มเด็กอายุ 0 – 14 ปี ในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2558 เป็นต้นมา โดยมีอัตราการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กน้อยกว่าร้อยละ 1 เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความตั้งใจต่อการใช้งาน พฤติกรรมและปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้งานอุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อกำหนดนโยบายและข้อเสนอแนะในการเพิ่มอัตราการใช้งานอุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็ก โดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior: TPB) ซึ่งได้เก็บข้อมูลแบบสอบถามออนไลน์ จากผู้ปกครองของเด็กอายุ 0 – 12 ปี ในโรงเรียนเอกชน 2 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 815 ตัวอย่าง ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster sampling) ผลการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนาและแบบจำลองสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) พบว่า เหตุผลหลักที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็ก คือ เด็กไม่ยอมใช้อุปกรณ์ความปลอดภัย โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจต่อการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็ก ได้แก่ ความสนใจและการแนะนำอุปกรณ์ความปลอดภัย การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง การเข้าถึงอุปกรณ์ความปลอดภัย การบังคับใช้กฎหมายและการจัดโครงการส่งเสริมการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัย และความเคยชินต่อการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัย ซึ่งระดับการศึกษาที่สูงขึ้นและจำนวนเด็กในความดูแลที่มากกว่า 1 คน มีแนวโน้มที่จะมีความตั้งใจต่อการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็กเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามควรจัดโครงการส่งเสริมการเผยแพร่ความรู้การใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อให้ผู้ปกครองตระหนักถึงความสำคัญและเพิ่มการใช้งานอุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็กอย่างถูกต้อง ตลอดจนการรับมือกับพฤติกรรมการปฏิเสธของเด็กอย่างเหมาะสม
การใช้เศษแกรนิตทดแทนมวลรวมละเอียดในคอนกรีตกำลังสูงที่ผสมซิลิกาฟูม, ศุภากร อังกินันท์
การใช้เศษแกรนิตทดแทนมวลรวมละเอียดในคอนกรีตกำลังสูงที่ผสมซิลิกาฟูม, ศุภากร อังกินันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันอุตสาหกรรมการก่อสร้างมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นตามความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม งานด้านวิศวกรรมโยธาถือเป็นงานหลักที่สำคัญในการช่วยขับเคลื่อนความเจริญของประเทศในการพัฒนาและสรรค์สร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานดังนั้นแล้วงานวิจัยและนวัตกรรมด้านวัสดุจะส่งผลในการส่งเสริมการเติบโตแบบก้าวกระโดดของประเทศ การศึกษาและวิจัยด้านคอนกรีตเพื่อลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมรวมทั้งการพัฒนาวัสดุงานก่อสร้างชนิดใหม่ๆ จึงมีบทบาทความสำคัญอย่างมาก คอนกรีตเป็นวัสดุก่อสร้างที่ได้รับความนิยมนำมาใช้งานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลามายาวนานตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากมีความสะดวก ง่ายต่อการทำงาน และยังมีคุณสมบัติเชิงกลที่ดี อีกทั้งในปัจจุบันยังมีการทดลองและวิจัยเพื่อศึกษาการพัฒนาคุณสมบัติของคอนกรีตมาอย่างต่อเนื่อง หินแกรนิตซึ่งได้จากการระเบิดภูเขามักถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง อย่างไรก็ตามกระบวนการผลิตก่อให้เกิดเศษหินแกรนิตที่ไม่สารนำไปใช้ประโยชน์ได้ ต้องเสียพื้นที่ในการกองเก็บทำให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากฝุ่น ดังนั้นเพื่อที่จะลดผลกระทบดังกล่าวแนวทางที่สามารถทำได้ คือ การนำเศษหินแกรนิตมาใช้แทนทรายธรรมชาติ การแทนที่ทรายธรรมชาติด้วยเศษหินแกรนิตทั้งหมดเมื่อเที่ยบกับการใช้ทรายธรรมชาติร้อยละ 100 กำลังอัดจะลดลงเล็กน้อยอย่างไม่มีนัยสำคัญ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เศษหินแกรนิตแทนทรายธรรมชาติในการผลิตคอนกรีตกำลังสูงและใช้ซิลิกาฟูมมาปรับปรุงคุณสมบัติเชิงกลของคอนกรีตกำลังสูง
การวิเคราะห์ความพึงพอใจของพนักงานขับรถต่อค่าตอบแทน และความพึงพอใจของผู้โดยสารต่อบริการรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพมหานคร, สุชารีย์ รวิธรธาดา
การวิเคราะห์ความพึงพอใจของพนักงานขับรถต่อค่าตอบแทน และความพึงพอใจของผู้โดยสารต่อบริการรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพมหานคร, สุชารีย์ รวิธรธาดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากข้อมูลปัญหาคุณภาพการบริการของพนักงานขับรถโดยสารประจำทางใกรุงเทพมหานคร และปัจจัยด้านรายได้และสวัสดิการของพนักงานขับรถโดยสารที่แตกต่างกันของกลุ่มผู้ประกอบการ การวิจัยนี้ได้ศึกษาตัวแปร และปัจจัยที่มีผลต่อระดับความพึงพอใจในค่าตอบแทนการทำงานของพนักงานขับรถโดยสารประจำทาง กับปัจจัยที่มีผลต่อระดับความพึงพอใจของผู้โดยสารต่อคุณภาพการบริการและการขับขี่ของพนักงาน เพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของปัจจัยความพึงพอใจต่อรายได้ของพนักงานต่อปัจจัยความพึงพอใจในการบริการที่ผู้โดยสารได้รับ ทำการศึกษาโดยรวบรวมประเด็นข้อร้องเรียนการให้บริการรถโดยสารประจำทางจากฐานข้อมูลของขสมก. เพื่อออกแบบชุดคำถามสำหรับเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างพนักงานขับรถโดยสาร และกลุ่มตัวอย่างผู้โดยสาร โดยเก็บสำรวจข้อมูลเชิงบรรยายปัจจัยเชิงเศรษฐกิจและสังคม และข้อมูลเชิงอันดับของระดับความพึงพอใจต่อปัจจัยต่าง ๆ ของกลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่ม โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองการถดถอยโลจิสติกเชิงอันดับ จากการศึกษาพบว่า ระดับรายได้และสถานะสมรสมีผลต่อระดับความพึงพอใจในรายได้ของพนักงาน ในขณะที่ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงานในอาชีพ และจำนวนชั่วโมงการทำงาน มีผลต่อระดับความพึงพอใจในชั่วการทำงานของพนักงาน โดยในกลุ่มพนักงานเอกชนที่ไม่มีรายได้ขั้นต่ำที่แน่นอน มีระดับความพึงพอใจในรายได้และชั่วโมงการทำงานอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าพนักงานขสมก. ซึ่งมีรูปแบบค่าตอบแทนการทำงานแบบรายเดือนและมีสวัสดิการพื้นฐานให้แก่พนักงาน เช่นเดียวกับผลการวิเคราะห์ในฝั่งผู้โดยสารที่มีระดับความพึงพอใจในการขับขี่และการบริการของพนักงานเอกชนต่ำกว่าพนักงานขสมก. ดังนั้น การพิจารณาค่าตอบแทนการทำงาน ชั่วโมงการทำงาน และสภาพแวดล้อมให้แก่พนักงานขับรถโดยสารอย่างเหมาะสม มีความสำคัญต่อการส่งเสริมให้พนักงานเกิดแรงจูงใจในการผลิตการบริการที่มีคุณภาพและเป็นที่พึงพอใจให้กับผู้โดยสารได้
สถาปัตยกรรมระบบพลังงานอัจฉริยะแบบคลาวด์ ด้วยการประมวลผลเชิงกระจายในคลัสเตอร์ที่ร่วมสมาพันธ์การออร์เคสเตรตคอนเทนเนอร์, กิตติพัฒน์ แสงแก่นเพ็ชร์
สถาปัตยกรรมระบบพลังงานอัจฉริยะแบบคลาวด์ ด้วยการประมวลผลเชิงกระจายในคลัสเตอร์ที่ร่วมสมาพันธ์การออร์เคสเตรตคอนเทนเนอร์, กิตติพัฒน์ แสงแก่นเพ็ชร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอสถาปัตยกรรมระบบพลังงานอัจฉริยะแบบคลาวด์ ด้วยการประมวลผลเชิงกระจายและใช้เทคโนโลยีการร่วมสมาพันธ์การออร์เคสเตรตคอนเทนเนอร์ เทคโนโลยีคอนเทนเนอร์จะช่วยในการย้ายแอพลิเคชันและการปรับปรุงรุ่นแอพลิเคชันได้สะดวก โดยทั่วไปข้อมูลจากอุปกรณ์ไอโอทีต่าง ๆ จะรวมศูนย์การจัดเก็บข้อมูล และประมวลผลอยู่ที่ส่วนกลาง งานวิจัยนี้ได้นำสถาปัตยกรรมระบบการประมวลผลเชิงกระจาย ที่สามารถเร่งความเร็วการประมวลผลให้เร็วกว่าแบบรวมศูนย์ นอกจากนี้วิทยานิพนธ์นี้เสนอสถาปัตยกรรมระบบอื่น ๆ เพื่อเป็นประโยชน์เชิงการศึกษาความเป็นไปได้ของการประยุกต์ในทางปฏิบัติสำหรับการใช้เทคโนโลยีคอนเทนเนอร์ คิวเบอร์เนเทส และการร่วมสมาพันธ์คิวเบอร์เนเทส โดยได้นำเสนอการทดสอบสถาปัตยกรรมแบบต่าง ๆ และใช้ระบบทดสอบในโครงการความร่วมมือในการพัฒนาแพลทฟอร์มรองรับศูนย์กลางข้อมูลไอโอทีคลาวด์ หรือ IoTcloudServe@TEIN นอกจากนี้ได้ต่อยอดสถาปัตยกรรมระบบในโครงการ OF@TEIN++ ในการทดสอบการร่วมสมาพันธ์การออร์เคสเตรตคอนเทนเนอร์ระหว่างคลัสเตอร์ในความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเทศไทย มหาวิทยาลัยมาลายา ประเทศมาเลเซีย และ สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ จากนั้นได้ต่อยอดสถาปัตยกรรมระบบต่อเนื่องในโครงการ OF@TEIN+++ เพื่อนำเสนอการจัดลำดับชั้นของการแบ่งทรัพยากรในการแยกกลุ่มภาระของคลัสเตอร์ที่ร่วมสมาพันธ์ และท้ายสุดได้นำเสนอแนวทางประยุกต์สถาปัตยกรรมในบริบทของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
การวิเคราะห์การคำนวณพิกัดอัตราค่าไฟฟ้าฐานในโครงสร้างพิกัดอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทย, นภัทร ภักดีสุวรรณ์
การวิเคราะห์การคำนวณพิกัดอัตราค่าไฟฟ้าฐานในโครงสร้างพิกัดอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทย, นภัทร ภักดีสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่ดีจะสะท้อนถึงต้นทุนในการจัดหาไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมทั้งในส่วนของผู้ผลิตไฟฟ้าและจัดจำหน่ายไฟฟ้า อย่างไรก็ตามอัตราค่าไฟฟ้าที่ใช้จัดเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าอาจยังมีความไม่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถระบุที่มาของอัตราค่าไฟฟ้าและสะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่แท้จริงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ เช่น ต้นทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง ระบบจำหน่าย และ ค่าการผลิตพลังงานไฟฟ้า เป็นต้น วิทยานิพนธ์นี้จึงได้วิเคราะห์การคำนวณพิกัดอัตราค่าไฟฟ้าฐานในโครงสร้างพิกัดอัตราค่าไฟฟ้าให้สามารถสะท้อนถึงต้นทุนที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยมีการพิจารณาถึงอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าแยกตามเขตพื้นที่เพื่อทำให้การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง สามารถปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ให้สอดคล้องกับต้นทุนของการไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น
กลยุทธ์การจัดสรรแบบเหมาะที่สุดของการผลิตพลังงานร่วมที่มีตัวกักเก็บพลังงานความร้อนและแบตเตอรี่สำหรับระบบจัดการพลังงานภายในอาคารภายใต้ความไม่แน่นอนของความต้องการโหลดไฟฟ้า, ปะริชาดา ไตรรัตน์
กลยุทธ์การจัดสรรแบบเหมาะที่สุดของการผลิตพลังงานร่วมที่มีตัวกักเก็บพลังงานความร้อนและแบตเตอรี่สำหรับระบบจัดการพลังงานภายในอาคารภายใต้ความไม่แน่นอนของความต้องการโหลดไฟฟ้า, ปะริชาดา ไตรรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอกลยุทธ์การจัดสรรพลังงานแบบเหมาะที่สุดของระบบจัดการพลังงานภายในอาคาร ที่มีกำลังสำรองพร้อมจ่าย ตัวกักเก็บพลังงานความร้อน และตัวกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ภายใต้ความไม่แน่นอนของความต้องการโหลด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนการดำเนินการรวม และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวม ซึ่งกำหนดเป็นรูปแบบการดำเนินงานเชิงเศรษฐศาสตร์แบบเหมาะที่สุด และการดำเนินงานเชิงสิ่งแวดล้อมแบบเหมาะที่สุด ตามลำดับ การจัดสรรพลังงานอาศัยการทำนายความต้องการโหลดไฟฟ้าในการวางแผนเพื่อปรับกลยุทธ์ การทำนายความการโหลดไฟฟ้าใช้แบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียม ซึ่งประกอบด้วย 2 แบบ ได้แก่ แบบจำลองสำหรับวันทำการ และแบบจำลองสำหรับวันสุดสัปดาห์ หลังจากนั้น เรานำเสนอแนวทางการออกแบบขนาดตัวกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่เหมาะสม เพื่อประยุกต์ใช้กับระบบจัดการพลังงานภายในอาคาร การทดลองเชิงตัวเลขอาศัยข้อมูลห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่มีขนาดความต้องการโหลดไฟฟ้าสูงสุด 24 เมกะวัตต์ พบว่า ขนาดตัวกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ 4.2 เมกะวัตต์ชั่วโมง จะให้ต้นทุนการดำเนินการรวมมีค่าต่ำสุด เมื่อทดลองกับระบบจัดการพลังงานภายในอาคารที่เสนอใหม่ และเปรียบเทียบกับระบบจัดการพลังงานภายในอาคารก่อนหน้า ซึ่งไม่มีกำลังสำรองพร้อมจ่าย และตัวกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ พบว่า ระบบที่เสนอใหม่มีต้นทุนการดำเนินการรวมลดลงร้อยละ 9.68 และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมลดลงร้อยละ 0.25 สำหรับกรณีที่มีความไม่แน่นอน และต้นทุนการดำเนินการรวมลดลงร้อยละ 1.26 สำหรับกรณีที่ระบุ จะสังเกตว่า ตัวกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการลดการซื้อพลังงานไฟฟ้าจากโครงข่ายไฟฟ้าได้ นอกจากนี้ เราพิจารณาการดำเนินงานอเนกประสงค์แบบเหมาะที่สุด เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนการดำเนินรวม กับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวม เรานำเสนอการทำให้เป็นบรรทัดฐานของฟังก์ชันวัตถุประสงค์ และกำหนดฟังก์ชันอเนกประสงค์ เป็นผลรวมเชิงเส้นของฟังก์ชันวัตถุประสงค์ทั้งสอง เมื่อทดลองเชิงตัวเลข พบว่าความสัมพันธ์มีรูปแบบเป็นสมรรถนะการแลกเปลี่ยน กล่าวคือ เมื่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมมีค่าต่ำที่สุด ต้นทุนการดำเนินการรวมจะมีค่าสูงที่สุด ในขณะที่เมื่อต้นทุนการดำเนินการรวมมีค่าต่ำที่สุด การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมจะมีค่าสูงที่สุด ผลลัพธ์นี้ช่วยให้เลือกจุดทำงานของระบบจัดการพลังงานภายในอาคารได้ รวมไปถึงวิเคราะห์การไหลของพลังงานสำหรับการดำเนินงานอเนกประสงค์แบบเหมาะที่สุด ผลการทดลองเชิงตัวเลขแสดงให้เห็นว่า เมื่อกำหนดให้ตัวถ่วงน้ำหนักมีค่าเท่ากับ 0.9 ระบบที่เสนอใหม่มีต้นทุนการดำเนินการรวมลดลงร้อยละ 7.33 แต่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.27
ความชุกและปัจจัยเสี่ยงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดเฉียบพลันโดยใช้เครื่องวัดระดับออกซิเจนในกระแสเลือดขณะหลับ, ศิริกัญญา รุ่งเรือง
ความชุกและปัจจัยเสี่ยงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดเฉียบพลันโดยใช้เครื่องวัดระดับออกซิเจนในกระแสเลือดขณะหลับ, ศิริกัญญา รุ่งเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ : การศึกษานี้เป็นการนำเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วแบบต่อเนื่องโดยใช้การวิเคราะห์ ผลดัชนีการพร่องของออกซิเจนในเลือดมาเพื่อตรวจคัดกรองภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในกลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันที่เข้ารับการรักษาที่หอผู้ป่วยหลอดเลือดสมองโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อที่จะทำให้สามารถวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว นำข้อมูลที่ได้มาคำนวณเป็นค่าความชุกและเพื่อหาปัจจัยเกี่ยวข้องที่สัมพันธ์กับภาวะภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบ วิธีการวิจัย : ศึกษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันอายุมากกว่า 18 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันภายใน 72 ชั่วโมง และเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระหว่างวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564 ถึง วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 โดยติดเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วขณะนอนหลับ โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบต่อเนื่อง ผลการศึกษา : มีผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันที่เข้าเกณฑ์การเข้าร่วมและยินยอมเข้าร่วมการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 83 คน เพศชาย 61.4% ค่ามัธยฐานอายุ 65 ปี และมัธยฐานค่าดัชนีมวลกาย 23.8 กิโลกรัมต่อตารางเมตร พบผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (ดัชนีการพร่องของออกซิเจนในเลือดตั้งแต่ 5 ครั้งต่อชั่วโมงขึ้นไป) 60 ราย คิดเป็น 72% และผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นระดับปานกลางขึ้นไป (ดัชนีการพร่องของออกซิเจนในเลือดตั้งแต่ 15 ครั้งต่อชั่วโมงขึ้นไป) 29 ราย คิดเป็น 35% และเมื่อจำแนกผู้ป่วยออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะหายใจอุดกั้นขณะหลับและกลุ่มที่มีภาวะหายใจอุดกั้นขณะหลับในกลุ่มอาการน้อย (ดัชนีการพร่องของออกซิเจนในเลือดน้อยกว่า 15) กับกลุ่มที่มีภาวะหายใจอุดกั้นขณะหลับในกลุ่มอาการตั้งแต่ปานกลางขึ้นไป (ดัชนีการพร่องของออกซิเจนในเลือดตั้งแต่ 15 ครั้งต่อชั่วโมงขึ้นไป) พบว่า ดัชนีมวลกายที่มากขึ้น, ขนาดเส้นรอบวงคอที่มากขึ้น, คะแนนจากแบบสอบถาม STOP-Bang, ประวัติโรคไขมันในเลือดสูง และคะแนนจากแบบสอบถามเบอร์ลินหมวดหมู่ที่หนึ่งถึงสาม มีความสัมพันธ์กับภาวะหยุดหายใจอุดกั้นขณะหลับในกลุ่มอาการตั้งแต่ปานกลางขึ้นไป (ดัชนีการพร่องของออกซิเจนในเลือดตั้งแต่ 15 ครั้งต่อชั่วโมงขึ้นไป) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลแบบพหุตัวแปรพบว่า มีเพียงคะแนนจากแบบสอบถามเบอร์ลินหมวดหมู่ที่สาม เท่านั้นที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผล : ในกลุ่มผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันในประเทศไทยพบความชุกของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นปริมาณมาก ใกล้เคียงกับประชากรที่มีการศึกษามาในต่างประเทศ และมีปัจจัยที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจอุดกั้นขณะหลับในกลุ่มอาการตั้งแต่ปานกลางขึ้นไป (ดัชนีการพร่องของออกซิเจนในเลือดตั้งแต่ 15 ครั้งต่อชั่วโมงขึ้นไป) คือแบบสอบถามเบอร์ลินหมวดหมู่ที่สาม
รูปแบบการตอบสนองต่อยาในหลอดทดลองจากน้ำในเยื่อหุ้มปอดในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กระยะลุกลามและบทบาททางคลีนิก, อจีรา ณ สวัสดิ์
รูปแบบการตอบสนองต่อยาในหลอดทดลองจากน้ำในเยื่อหุ้มปอดในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กระยะลุกลามและบทบาททางคลีนิก, อจีรา ณ สวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กระยะลุกลาม (Advanced stage non-small cell lung cancer; NSCLC) เป็นมะเร็งปอดชนิดที่พบบ่อยที่สุด โดยมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 10% การรักษาแบบแม่นยำและจำเพาะบุคคล (Personalized medicine) จะกำหนดวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ข้อมูลก่อนหน้าพบว่าการทดสอบการตอบสนองต่อยาในหลอดทดลองจากชิ้นเนื้อของผู้ป่วยสามารถช่วยเลือกการรักษาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลได้ แต่อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ใช้เป็นการทดสอบมาตรฐานในทางคลินิก วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาเก็บข้อมูลย้อนหลังและไปข้างหน้า ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กและมีการลุกลามไปยังเยื่อหุ้มปอด โดยเก็บน้ำจากช่องเยื่อหุ้มปอดเพื่อทดสอบการตอบสนองต่อยารักษามะเร็งปอดในหลอดทดลอง แพทย์ที่ทำการรักษาจะได้รับการแจ้งผลการทดสอบยาก่อนเริ่มการรักษาตามมาตรฐาน และเปรียบเทียบกับข้อมูลของผู้ป่วยที่แพทย์ทำการรักษาไม่ทราบผลการทดสอบยา ตัวชี้วัดหลักของการศึกษาคืออัตราการยุบตัวของเนื้องอกที่ดีสุดในช่วง 6 เดือน โดยประเมินด้วยการถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และตัวชี้วัดรองของการศึกษาคือมุมมองของแพทย์ต่อผลการทดสอบการตอบสนองต่อยาในหลอดทดลอง ผลการศึกษา: ตั้งแต่เดือน 1 กุมภาพันธ์ 2561 ถึง 30 เมษายน 2565 ผู้ป่วยทั้งหมด 27 ราย (ผู้ป่วย 16 รายในกลุ่มทดลองและผู้ป่วย 11 รายในกลุ่มควบคุม) ผู้ป่วย 14 ราย (87.50%) ในกลุ่มทดลอง และ 8 ราย (72.72%) ในกลุ่มควบคุมได้รับการรักษามะเร็งปอด ผลลัพธ์สุดท้ายผู้ป่วย 22 ราย พบว่าอัตราการยุบตัวเฉลี่ยของเนื้องอกที่ดีสุดในช่วง 6 เดือน คือ 27.17% ในกลุ่มทดลอง และ 25.42% ในกลุ่มควบคุม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.876) ผลการทดสอบการตอบสนองของยาในหลอดทดลองสามารถให้ความมั่นใจแก่แพทย์และช่วยในการตัดสินใจในการรักษาประเมินเป็นคะแนนได้ค่าเฉลี่ย 4.61 จาก 10 สรุปผล: ผู้ป่วยที่ได้รับยาพบว่าอัตราการยุบตัวของเนื้องอกที่ดีสุดในช่วง 6 เดือนแรกในกลุ่มที่ได้รับการแจ้งผลการตอบสนองของยาในหลอดทดลองไม่มีความแตกต่างจากกลุ่มควบคุม ผลลัพธ์จากการทดสอบการตอบสนองต่อยาในหลอดทดลองมีอิทธิพลปานกลางต่อการตัดสินใจในการรักษาของแพทย์
Expression And Characterization Of Dextransucrase From Leuconostoc Citreum Abk-1, Kakuttapun Bulan
Expression And Characterization Of Dextransucrase From Leuconostoc Citreum Abk-1, Kakuttapun Bulan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Dextransucrase is an enzyme in the glycoside hydrolase 70 family that catalyze the hydrolysis of sucrose to fructose and glucose, the glucose residues are transferred to synthesize dextran via transglycosylation reaction. Dextransucrase from Leuconostoc citreum ABK-1 (Lcdextransucrase ), which has 99.5% homology with dextransucrase in the NCBI database, was cloned, expressed, and purified. The size of the Lcdextransucrase was predicted by ExPASy and the result showed that its size was 168 kDa with a pI of 5.15. Protein expression was confirmed by western blot analysis. Lcdextransucrase was purified through Ni-sepharose coupled with DEAE anion exchange column chromatography to approximately 80% …
Electroless Cunisn Electrocatalyst Supported On Carbon Fabric For Electrochemical Reduction Of Co2, Atikom Hongmeuan
Electroless Cunisn Electrocatalyst Supported On Carbon Fabric For Electrochemical Reduction Of Co2, Atikom Hongmeuan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the present work, tri-metallic alloy electrocatalysts containing copper (Cu), nickel (Ni), and tin (Sn) supported on Pd-catalyzed carbon fabric substrate were prepared through a simple electroless deposition method. As-deposited Cu-Ni-Sn electrocatalyst was employed in the CO2-ERR in an H-cell type reactor. For the effect of electroless deposition time (15, 30 and 45 mins) on tri-metallic alloy electrocatalyst, the result showed that there is no significant difference for all samples based on the XRD pattern, indicating the deposition time had no effect on the crystalline structure of all catalyst. In addition, the evaluation of the ability of the CO2-ERR on …
Adsorption Of Hydrogen Gas On Polymorphic Zirconium Dioxide Surfaces, Monrada Petchmark
Adsorption Of Hydrogen Gas On Polymorphic Zirconium Dioxide Surfaces, Monrada Petchmark
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Adsorption of hydrogen gas on polymorphic zirconium dioxide (ZrO2) surfaces including cubic, tetragonal and monoclinic phase denoted by c-ZrO2(111), t-ZrO2(101) and m-ZrO2(111), respectively has been investigated using the periodic density functional theory (DFT) calculation. The stabilities of perfect and oxygen vacancy defective ZrO2 surfaces are in orders: c-ZrO2(111) > t-ZrO2(101) > m-ZrO2(111) and [c-ZrO2(111)+VO] > [t-ZrO2(101)+VO] > [m-ZrO2(111)+VO], respectively. The abilities of hydrogen adsorption on perfect and oxygen vacancy defective ZrO2 surfaces are in orders: [c-ZrO2(111)+VO] (∆Eads = –4.13 eV) > [m-ZrO2(111)+VO] (∆Eads = –3.31 eV) > [t-ZrO2(101)+VO] (∆Eads = –2.91 eV) > c-ZrO2(111) (∆Eads = –1.89 eV) > m-ZrO2(111) (∆Eads = –1.67 eV) > t-ZrO2(101) (∆Eads = –0.27 …