Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11393)
- Social and Behavioral Sciences (7224)
- Education (4053)
- Engineering (3655)
- Arts and Humanities (3617)
-
- Physical Sciences and Mathematics (3121)
- Veterinary Medicine (2802)
- Life Sciences (2357)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
- Environmental Sciences (1444)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Law (945)
- Materials Science and Engineering (906)
- Architecture (872)
- Medical Sciences (860)
- Business (841)
- Sociology (809)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Environmental Studies (777)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Computer Sciences (618)
- Reading and Language (564)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Environmental Design (518)
- Engineering Science and Materials (502)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Keyword
-
- Thailand (164)
- Dog (124)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (40)
- Immunohistochemistry (35)
- Cat (29)
- COVID-19 (28)
- Risk factors (28)
- Stress (28)
- Anxiety (27)
- Elderly (27)
- Indonesia (27)
- Quality of life (27)
- Children (25)
- Antioxidant (24)
- Rat (23)
- Oxidative stress (22)
- Attitude (21)
- Diagnosis (21)
- Escherichia coli (21)
- Knowledge (21)
- Bangkok (20)
- Histopathology (20)
- PCR (20)
- Reliability (20)
- Breast cancer (19)
- Efficacy (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15281)
- Chulalongkorn Medical Journal (4158)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2588)
- Journal of Education Studies (2472)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1665)
-
- Journal of Social Sciences (1290)
- Thai Environment (1027)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
- PASAA (897)
- Journal of Letters (864)
- Jamjuree Journal (816)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (789)
- Applied Environmental Research (777)
- Manusya, Journal of Humanities (598)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Journal of Urban Culture Research (445)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (441)
- Asian Review (360)
- Journal of Demography (353)
- Halal Insight (292)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (290)
- Journal of Health Research (220)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (220)
- วารสารวิทยบริการ Academic Resources Journal (203)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (94)
- Chulalongkorn University Law Journal (47)
- Publication Type
Articles 6601 - 6630 of 37685
Full-Text Articles in Entire DC Network
การเคลื่อนที่ของตะกอนในแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน, เมธาฤทธิ์ แนมสัย
การเคลื่อนที่ของตะกอนในแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน, เมธาฤทธิ์ แนมสัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเคลื่อนที่ของตะกอน ในแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน ประกอบด้วย แม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน ในการศึกษาได้ใช้ข้อมูลอุทกวิทยาย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2464 ถึง 2562 และข้อมูลสำรวจการไหลของน้ำและตะกอนในปี 2561 และ 2562 การวิเคราะห์การเคลื่อนที่ของตะกอนในแม่น้ำแต่ละสายได้ใช้วิธีการทางสถิติทั่วไป วิธี Mann-Kendall (MK) และวิธีโค้งทับทวี (DMC) ผลการศึกษา พบว่า ปริมาณตะกอนรายปีเฉลี่ยที่สถานีอุทกวิทยาใกล้ทางออกลุ่มน้ำของแม่น้ำปิง (สถานี P.17) วัง (สถานี W.4A) ยม (สถานี Y.16) และน่าน (สถานี N.67) ประมาณ 0.82, 0.26, 0.35 และ 1.88 ล้านตัน/ปี ตามลำดับ โดยการเคลื่อนที่ของตะกอนในแม่น้ำทั้ง 4 สาย ส่วนใหญ่เคลื่อนที่ในลักษณะแขวนลอยเป็นหลัก ยกเว้นแม่น้ำปิงด้านท้ายน้ำของเขื่อนภูมิพลที่เคลื่อนที่เป็นตะกอนท้องน้ำ ผลการศึกษาความผันแปรในเชิงเวลาของปริมาณตะกอนรายปี พบว่า หลายสถานีมีแนวโน้มลดลง ได้แก่ สถานี P.1 ของแม่น้ำปิง สถานี W.16A, W.1C และ W.23 ของแม่น้ำวัง สถานี N.5A, N.7A, N.8A และ N.67 ของแม่น้ำน่าน และแม่น้ำเจ้าพระยา ที่สถานี C.2 ในทางกลับกันที่สถานี Y.1C และ Y.16 ของแม่น้ำยมกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนผลการศึกษาความผันแปรของปริมาณตะกอนในเชิงตำแหน่ง แสดงให้เห็นว่า ปริมาณตะกอนรายปีเฉลี่ยเพิ่มขึ้นตามระยะทางจากต้นน้ำไปยังท้ายน้ำ อย่างไรก็ตามปริมาณตะกอนในแม่น้ำยมและแม่น้ำวังมีการลดลงในแม่น้ำตอนล่างใกล้ทางออกของลุ่มน้ำ ผลการศึกษายังพบว่าการก่อสร้างเขื่อนภูมิพล กิ่วลม แม่จาง กิ่วคอหมา และฝายแม่ยม ไม่ได้ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อปริมาณตะกอนในแม่น้ำใกล้ทางออกลุ่มน้ำของแม่น้ำปิง วัง และยม ในขณะที่ใกล้ทางออกลุ่มน้ำของแม่น้ำน่านมีปริมาณตะกอนเพิ่มขึ้นหลังจากการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ แต่ปริมาณตะกอนกลับลดลงหลังจากการก่อสร้างเขื่อนทดน้ำนเรศวรและเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน นอกจากนี้ยังพบว่า ปริมาณตะกอนที่สถานี C.2 หลังจากการสร้างอาคารชลศาสตร์ขนาดใหญ่ทั้ง 8 แห่ง ลดลงเพียง 31 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณตะกอนก่อนก่อสร้างเขื่อนภูมิพล …
Single Spring Gravity Compensator For A Multi Degree Of Freedom Manipulator Arm, Krittanai Sajjapongse
Single Spring Gravity Compensator For A Multi Degree Of Freedom Manipulator Arm, Krittanai Sajjapongse
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Designing industrial robots requires utmost attention to power consumption and safety, especially in today's environment where humans work closely with robots. However, due to their robust and weighty structures, most robotic manipulators are typically engineered with high-power systems to handle payloads and counteract gravity. This research develops a novel gravity compensator system that employs a single spring to counterbalance a multi-DOF manipulator. This system combines cam follower systems with a square root mechanism. We provide a general equation that applies to multiple degrees of freedom. Additionally, we designed and built a 3-DOF manipulator prototype. The experiment shows that our gravity …
Reactor Design By Integrating Absorption And Photocatalytic Oxidation Processes For Volatile Organic Compound (Voc) Removal From Polluted Gas Stream Of Storage Facilities In Petrochemical Industry, Phaly Ham
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Even petrochemical industry plays an important role in meeting the global energy demand, it is also responsible for emitting significant amounts of Volatile Organic Compounds (VOCs), which pose serious environmental and health hazards. In this thesis, we propose an innovative approach to address this issue by designing a multifunctional reactor that integrates absorption and photocatalytic oxidation processes for the removal of VOC from polluted gas streams of storage facilities, during loading, discharging, and cleaning process. This research encompasses four scopes (i) Comparative study of gas-liquid contactors: Bubble Column Reactor (BCR) and internal-loop Airlift Reactor (IL-ALR). The relative effect of reactor’s …
ผลตอบสนองเชิงโครงสร้างของอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินที่มีพื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้แตกต่างกัน, วศิน จันทร์ทอง
ผลตอบสนองเชิงโครงสร้างของอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินที่มีพื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้แตกต่างกัน, วศิน จันทร์ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การออกแบบอุโมงค์ในภาวะเพลิงไหม้โดยส่วนใหญ่พิจารณาให้พื้นผิวด้านในของอุโมงค์สัมผัสเพลิงไหม้ตลอดแนวเส้นรอบรูป อย่างไรก็ตาม ในการเกิดเพลิงไหม้จริง พื้นผิวของอุโมงค์อาจได้รับผลกระทบจากความร้อนเพียงบางส่วน เนื่องจากลักษณะของเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นหรือการติดตั้งอุปกรณ์อื่นๆ เพิ่มเติมภายในอุโมงค์ ส่งผลให้ผลตอบสนองเชิงโครงสร้างของอุโมงค์แตกต่างไป งานวิจัยนี้ศึกษาผลตอบสนองเชิงโครงสร้างของอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินที่มีรูปแบบของพื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้ที่แตกต่างกัน 4 กรณีศึกษา ได้แก่ กรณีที่ 1 พื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้ตลอดแนวเส้นรอบรูปด้านในของอุโมงค์ กรณีที่ 2 พื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้เหนือระดับรางรถไฟ กรณีที่ 3 พื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้เหนือระดับกึ่งกลางความสูงของอุโมงค์ และ กรณีที่ 4 พื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้เหนือระดับรางรถไฟเว้นทางเดินด้านข้างอุโมงค์ โดยประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ในการวิเคราะห์การถ่ายโอนความร้อนและการวิเคราะห์โครงสร้าง รวมทั้งนำเสนอตัวคูณลดค่าความต้านทานวิกฤติสำหรับแผนภาพปฏิสัมพันธ์ระหว่างความต้านทานโมเมนต์ดัดกับความต้านทานแรงตามแนวแกนเพื่อพิจารณากรณีเพลิงไหม้ที่เลวร้ายที่สุด ผลการศึกษาชี้ให้เห็นความแตกต่างของผลตอบสนองเชิงโครงสร้างอุโมงค์ภายใต้รูปแบบเพลิงไหม้ที่แตกต่างกัน โดยกรณีศึกษาที่ 3 เป็นรูปแบบเพลิงไหม้ที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งยืนยันจากการวิเคราะห์รูปแบบเพลิงไหม้เพิ่มเติมอีก 6 กรณีศึกษาที่อ้างอิงจากรูปแบบเพลิงไหม้ในกรณีศึกษาที่ 3 ด้วยการเพิ่มและลดส่วนของพื้นผิวด้านในอุโมงค์ที่สัมผัสเพลิงไหม้อีก 15o 30o และ 45o จากแนวกึ่งกลางความสูงของอุโมงค์ทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ผลจากการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับการพิจารณารูปแบบเพลิงไหม้สำหรับการออกแบบโครงสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินต่อไป
อิทธิพลของความเกี่ยวพันต่อประเด็น และคุณค่าตราสินค้า ต่อพฤติกรรมผู้บริโภคต่อการเคลื่อนไหวของตราสินค้า ในประเด็นความงามที่หลากหลาย, ภัณฑิรา เพชรคอน
อิทธิพลของความเกี่ยวพันต่อประเด็น และคุณค่าตราสินค้า ต่อพฤติกรรมผู้บริโภคต่อการเคลื่อนไหวของตราสินค้า ในประเด็นความงามที่หลากหลาย, ภัณฑิรา เพชรคอน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงสํารวจในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความเกี่ยวพันต่อประเด็น (ได้แก่ ความเกี่ยวพันด้านความคิด และความเกี่ยวพันด้านความรู้สึก) คุณค่าตราสินค้า (ได้แก่ ความตระหนักรู้ในตราสินค้า ภาพลักษณ์ตราสินค้า ความน่าเชื่อถือของตราสินค้า ความรู้สึกต่อตราสินค้า และความเป็นชุมชนของตราสินค้า) ความผูกพันต่อตราสินค้า (ได้แก่ ความผูกพันทางความคิด ความผูกพันทางความรู้สึก และความผูกพันทางพฤติกรรม) ทัศนคติต่อการเคลื่อนไหวของตราสินค้า และพฤติกรรมของผู้บริโภคของตราสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวในประเด็นความงามที่หลากหลาย (ได้แก่ ความตั้งใจซื้อสินค้า และการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์) 2) อิทธิพลของความเกี่ยวพันต่อประเด็น คุณค่าตราสินค้า และความผูกพันต่อตราสินค้า ที่มีต่อทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภคของตราสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวในประเด็นความงามที่หลากหลาย และ 3) อิทธิพลของทัศนคติของผู้บริโภคต่อการเคลื่อนไหวของตราสินค้า ที่มีต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคต่อตราสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวในประเด็นความงามที่หลากหลาย โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม เก็บข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ จากกลุ่มผู้บริโภคเพศหญิง อายุระหว่าง 18 – 43 ปี ที่รู้จักตราสินค้า Mistine ตราสินค้า Wacoal หรือตราสินค้า Dove อย่างน้อยหนึ่งตราสินค้า และเคยรับรู้เกี่ยวกับประเด็นความงามที่หลากหลายมาก่อน จำนวน 515 คน ผลการวิจัยพบว่า ความเกี่ยวพันต่อประเด็น คุณค่าตราสินค้า และความผูกพันกับตราสินค้า มีอิทธิพลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภคของตราสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวในประเด็นความงามที่หลากหลาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05 โดยความน่าเชื่อถือของตราสินค้าและความผูกพันทางความรู้สึก มีอิทธิพลต่อทัศนคติของผู้บริโภคต่อการเคลื่อนไหวของตราสินค้า ความตั้งใจซื้อสินค้า และการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ทัศนคติของผู้บริโภคต่อการเคลื่อนไหวของตราสินค้า มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้า และการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05 โดยมีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้ามากกว่าการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
อิทธิพลของบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ต่อคุณค่าตราสินค้าและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคที่มีต่อศิลปินบอยแบนด์ทีป๊อป วงพร็อกซี, วรดนู มังกรพิศม์
อิทธิพลของบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ต่อคุณค่าตราสินค้าและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคที่มีต่อศิลปินบอยแบนด์ทีป๊อป วงพร็อกซี, วรดนู มังกรพิศม์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความแตกต่างของลักษณะทางประชากรกับการประเมินการตลาดเชิงเนื้อหาแต่ละประเภท คุณค่าตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคที่มีต่อศิลปินกลุ่มชายไทยวงพร็อกซี และเพื่อศึกษาอิทธิพลของการตลาดเชิงเนื้อหาที่เผยแพร่ผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์แพลตฟอร์มติ๊กต็อกและเอ็กซ์ ที่มีต่อการประเมินคุณค่าตราสินค้า รวมถึงอิทธิพลของการตลาดเชิงเนื้อหาและคุณค่าตราสินค้า ต่อความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค โดยทำการศึกษากับผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 18 - 34 ปี ทุกเพศสภาพ ที่ได้รับชมเนื้อหาการสื่อสารการตลาดที่เกี่ยวกับศิลปินวงพร็อกซีบนแพลตฟอร์ม ติ๊กต็อกและเอ็กซ์ ทั้งเนื้อหาที่สร้างจากตราสินค้าและสร้างจากแฟนคลับ ภายในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 400 คน ด้วยการวิจัยเชิงสำรวจและแบบสอบถามออนไลน์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 ผลการทดสอบสมมติฐานด้านลักษณะทางประชากรของผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่าง พบว่า 1) อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน มีการประเมินการตลาดเชิงเนื้อหาต่างกัน 2) อายุ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน มีการประเมินคุณค่าตราสินค้าต่างกัน และ 3) อายุ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน มีระดับความตั้งใจซื้อต่างกัน นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า เนื้อหาการสื่อสารการตลาดที่สร้างจากตราสินค้าและสร้างจากแฟนคลับ มีอิทธิพลต่อการประเมินคุณค่าตราสินค้าบนแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน ทั้งในภาพรวมของคุณค่าตราสินค้าและมิติองค์ประกอบ กล่าวคือ เนื้อหาที่สร้างจากตราสินค้าบนติ๊กต็อกมีอิทธิพลต่อคุณค่าตราสินค้าทั้งในภาพรวม และ 5 มิติองค์ประกอบ ได้แก่ 1) การรับรู้ตราสินค้า 2) ความเชื่อมโยงกับตราสินค้า 3) การรับรู้คุณภาพ 4) ความภักดีต่อตราสินค้า และ 5) สินทรัพย์อื่น ๆ ของตราสินค้า แต่สำหรับเนื้อหาที่สร้างจากแฟนคลับบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ที่จะมีอิทธิพลต่อคุณค่าตราสินค้า โดยมีอิทธิพลต่อคุณค่าในภาพรวมและองค์ประกอบอีก 4 มิติ ยกเว้นมิติของการรับรู้ตราสินค้า และท้ายที่สุด คุณค่าตราสินค้าของศิลปินมีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยภายหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2566, วิธาวินท์ ทาเอื้อ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยภายหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2566, วิธาวินท์ ทาเอื้อ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากร การเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการเมือง ทัศนคติที่มีต่อพรรคเพื่อไทย การมีส่วนร่วมทางการเมือง และอิทธิพลที่มีต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทย โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีหรือเกิดตั้งแต่ปีพ.ศ. 2548 และมีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 5 ปีกับมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตกรุงเทพมหานครมาแล้วไม่น้อยกว่า 90 วัน จากผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการเมืองโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง 2) กลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติต่อพรรคเพื่อไทยโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง 3) กลุ่มตัวอย่างมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยรวมอยู่ในระดับ น้อย 4) กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง และจากผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า 1) ลักษณะทางประชากรต่างกัน การเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการเมืองไม่ต่างกัน 2) ลักษณะทางประชากรต่างกัน ทัศนคติที่มีต่อพรรคเพื่อไทยต่างกัน 3) ลักษณะทางประชากรต่างกันการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่างกัน 4) ลักษณะทางประชากรต่างกันการรับรู้ภาพลักษณ์พรรคเพื่อไทยต่างกัน 5) การเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการเมือง ทัศนคติที่มีต่อพรรคเพื่อไทย และการมีส่วนร่วมทางการเมือง มีอิทธิพลต่อการรับรู้ภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทย
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากผู้มีอิทธิพลทางความคิดในติ๊กต็อกและอิทธิพลของความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค, ชมภัช ชาญเที่ยงธรรม
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากผู้มีอิทธิพลทางความคิดในติ๊กต็อกและอิทธิพลของความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค, ชมภัช ชาญเที่ยงธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงสำรวจผ่านช่องทางออนไลน์ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจคุณภาพของข้อโต้แย้ง ความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร ผลของความนิยม การสนับสนุนทางสังคม ภาพลักษณ์ตราสินค้า ความคุ้นเคยต่อตราสินค้า ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ทัศนคติต่อตราสินค้า การสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค 2) วิเคราะห์อิทธิพลของคุณภาพของข้อโต้แย้ง ความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร ผลของความนิยม การสนับสนุนทางสังคม ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความคุ้นเคยต่อตราสินค้า ที่มีต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล 3) วิเคราะห์อิทธิพลของความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่อทัศนคติต่อตราสินค้า และ 4) วิเคราะห์อิทธิพลของทัศนคติต่อตราสินค้าที่มีต่อการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความตั้งใจซื้อ โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 435 คนที่มีช่วงอายุระหว่าง 18-43 ปี มีบัญชีผู้ใช้งานติ๊กต็อก และต้องเคยชมวิดีโอรีวิวสินค้าความงามของผู้มีอิทธิพลทางความคิดใน ติ๊กต็อก อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งในช่วงเดือน 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้คุณภาพของข้อโต้แย้ง ความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร โดยเฉพาะมิติด้านความน่าดึงดูดใจ การสนับสนุนทางสังคม ภาพลักษณ์ตราสินค้า ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ทัศนคติต่อตราสินค้า การสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความตั้งใจซื้อ ในระดับสูง มีการรับรู้ผลของความนิยมในระดับกลางค่อนไปทางสูง และมีความคุ้นเคยต่อตราสินค้าในระดับกลาง นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า คุณภาพของข้อโต้แย้ง ความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร การสนับสนุนทางสังคม มีอิทธิพลต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ ความน่าเชื่อถือของข้อมูลมีอิทธิพลต่อทัศนคติต่อตราสินค้า และทัศนคติต่อตราสินค้าเองก็มีอิทธิพลต่อการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความตั้งใจซื้อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้ออาหารที่เน้นพืชเป็นหลักของผู้บริโภคเจเนอเรชันเอกซ์, อนัญลักษณ์ เชาวลา
การตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้ออาหารที่เน้นพืชเป็นหลักของผู้บริโภคเจเนอเรชันเอกซ์, อนัญลักษณ์ เชาวลา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสำรวจการตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ปัจจัยพยากรณ์พฤติกรรมตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแบบแผน (Theory of Planned Behavior) 3 ด้าน (ได้แก่ 1. ทัศนคติต่อพฤติกรรม 2. บรรทัดฐานส่วนบุคคล 3. การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม) ความตระหนักในสิ่งแวดล้อม คุณค่าด้านความรู้สึก การสื่อสารการตลาด ความตั้งใจซื้อ และเพื่อศึกษาอิทธิพลของ การตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ปัจจัยพยากรณ์พฤติกรรม ความตระหนักในสิ่งแวดล้อม คุณค่าด้านความรู้สึก การสื่อสารการตลาด ที่มีต่อความตั้งใจซื้ออาหารที่เน้นพืชเป็นหลักของผู้บริโภคเจเนอเรชันเอกซ์ ที่มีอายุ 44-59 ปี จำนวน 400 คน ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคมีระดับความเห็นต่อตัวแปร คิดเป็นค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ดังนี้ ความตระหนักในสิ่งแวดล้อม การตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ทัศนคติต่อพฤติกรรม ความตั้งใจซื้อ คุณค่าด้านความรู้สึก การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม บรรทัดฐานส่วนบุคคล และการสื่อสารการตลาด โดยตัวแปรต้นที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้ออาหารที่เน้นพืชเป็นหลักมี 5 ตัวแปร ได้แก่ คุณค่าด้านความรู้สึก ทัศนคติต่อพฤติกรรม การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม การสื่อสารการตลาด และบรรทัดฐานส่วนบุคคล โดยตัวแปรที่ไม่มีอิทธิพล ได้แก่ การตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ และความตระหนักในสิ่งแวดล้อม จากผลการวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสื่อสารการตลาดโดยใช้เนื้อหาคุณค่าด้านความรู้สึกเป็นหลัก ซึ่งอาจมีผลต่อความตั้งใจซื้ออาหารที่เน้นพืชเป็นหลักของผู้บริโภคได้
การเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคต่อตราสินค้าแฟชั่นหรูหราที่มีศิลปินไทยเป็นทูตตราสินค้า, สุมนัส สุชาติ
การเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคต่อตราสินค้าแฟชั่นหรูหราที่มีศิลปินไทยเป็นทูตตราสินค้า, สุมนัส สุชาติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ในรูปแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยมีการเก็บข้อมูลใน 2 รูปแบบ ได้แก่ การสัมภาษณ์แบบสนทนากลุ่ม (Focus Group Interview) ซึ่งเก็บข้อมูลจาก 2 กลุ่ม ประกอบด้วยผู้บริโภคสินค้าแฟชั่นหรูหราระยะยาว 5 ปี และระยะสั้น 1-2 ปี รวมจำนวน 10 คน ในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล โดยศึกษากลุ่มผู้บริโภคที่ไม่ใช่แฟนคลับศิลปินไทยและใช้สินค้าแฟชั่นหรูหรา ทุกเพศ ช่วงอายุตั้งแต่ 20-50 ปี จำนวน 400 ชุด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่าผู้บริโภคแฟชั่นหรูหรากลุ่มระยะยาวและผู้บริโภคแฟชั่นหรูหรากลุ่มระยะสั้นมีการเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และความตั้งใจซื้อไม่แตกต่างกันมากนัก มีการเปิดรับสื่อบนช่องทางโซเชียลมีเดียน้อยมากถึงไม่เปิดรับสื่อ ด้านทัศนคติเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อความเชี่ยวชาญของศิลปินไทย และมีความคิดเห็นตรงกันว่าทูตตราสินค้าไม่มีผลต่อความตั้งใจซื้อ ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่าลักษณะทางประชากรศาสตร์มีผลต่อการเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และความตั้งใจซื้อ ด้านความสัมพันธ์พบว่า การเปิดรับสื่อกับทัศนคติ และทัศนคติกับความตั้งใจซื้อมีความสัมพันธ์กันในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
The Acute Effect Of Therapeutic Thaiacupressure On Foot On Freezing Of Gait In Parkinson’S Disease Patients During “On” Medication Time. A Randomized Non-Inferiority Trial., Yuka Miyahara
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: ON-Freezing of gait (ON-FOG) in Parkinson’s disease (PD), often resistant to medication, is linked to sensory deficits and proprioceptive impairment, and results in falls and reduced life quality. While visual cues from a laser cane (LC), which rapidly accesses the motor cortex, are commonly used to compensate for proprioceptive impairment, increased visual reliance may be affected by disease progression. Emerging evidence suggests that modulation of peripheral sensory processing may alleviate ON-FOG, and therapeutic Thai acupressure (TTA) may be a solution. This study aims to evaluate the effect of TTA in alleviating ON-FOG and compare its effectiveness to LC in …
การพัฒนาแพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกล, ปราโมทย์ ถ่างกระโทก
การพัฒนาแพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกล, ปราโมทย์ ถ่างกระโทก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินคุณภาพแพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกล รวมถึงศึกษาผลของการใช้เทปทรานสพอร์และแผ่นฟิล์มใสปิดแผลต่ออุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบ การวิจัยครั้งนี้แบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาแพลตฟอร์ม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) พยาบาลผู้ให้สารน้ำจำนวน 30 คน 2) พยาบาลผู้เชี่ยวชาญที่ด้านการประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบจำนวน 4 คน และ 3) ผู้ป่วยที่ได้รับ การสอดใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนปลายจำนวน 246 คน ระยะที่ 2 การประเมินคุณภาพแพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกล เก็บข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่ม กลุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) พยาบาลวิชาชีพที่ได้จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 8 คน 2) พยาบาลผู้เชี่ยวชาญที่ได้จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 4 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา และระยะที่ 3 การศึกษาผลของการใช้เทป ทรานสพอร์และแผ่นฟิล์มใสปิดแผลต่ออุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบ เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 308 คน สรุปผลวิจัยได้ดังนี้ 1. แพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกลประยุกต์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อขอคำปรึกษาโดยการส่งภาพถ่ายที่สงสัยว่าจะเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบและข้อมูลอาการและอาการแสดงของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำปรึกษาเพื่อการวินิจฉัยและการรักษา โดยการออกแบบแผนผังการใช้งาน รูปแบบหน้าจอและการแสดงผลที่มีความสะดวกในการใช้งานทางคลินิก 2. แพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกลที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้ประเมินและการวินิจฉัยการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบได้ถูกต้อง มีความเป็นไปได้และเหมาะสมที่จะนำไปใช้งานจริงในคลินิก 3. อุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบในผู้ป่วยที่ใช้เทปทรานสพอร์ 77.92% ของผู้ป่วยที่ใช้แผ่นฟิล์มใสปิดแผล 66.88% มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (x2 = 4.696, p = 0.030 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เทปทรานสพอร์มีความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบเป็น 1.16 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ใช้แผ่นฟิล์มใสปิดแผล (RR = 1.16, 95% CI = 0.116-0.452) การวิเคราะห์ทางสถิติแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติเกี่ยวกับระยะเวลาการถอดสายสวนระหว่างทั้งสองกลุ่ม
Say On Pay Voting: Understanding Executive Pay Assessments Through The Lens Of Information-Processing Theory, Wichawadee Racharoenkit
Say On Pay Voting: Understanding Executive Pay Assessments Through The Lens Of Information-Processing Theory, Wichawadee Racharoenkit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Although multiple studies have confirmed managerial power in executive compensation and the instances of irrational Say-On-Pay (SOP) voting in United States, the assessment of executive compensation, leading to SOP voting decisions, under these occurrences remained unrevealed prior to this research. Attempting to address these limitations, the measurements of irrational SOP voting and opportunistic executive compensation are introduced for modifying the model of SOP voting determinants, based on information-processing theory. The objectives are to investigate: the assessments of executive pay under heuristic processing, the assessment of opportunistic compensation, and the awareness of opportunistic executive pay, which could be resulted in lower …
Selling, General And Administrative Cost Asymmetry In Hypergrowth Private Fintech Firms, Chawanakorn Thienboonlertrat
Selling, General And Administrative Cost Asymmetry In Hypergrowth Private Fintech Firms, Chawanakorn Thienboonlertrat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The study examines the selling, general, and administrative (SG&A) cost asymmetry between hypergrowth and non-hypergrowth stages of private fintech firms in the United Kingdom (U.K.). Results show that hypergrowth firms have significantly lower cost growth elasticity and cost multiplier elasticity, indicating asymmetry between non-hypergrowth and hypergrowth stages. The findings illustrate that a cost advantage from additional economies of scale during the hypergrowth stage contributes to cost asymmetry, supporting the idea that they can balance the finding of new opportunities with successfully reaping high-quality revenues while effectively dealing with managerial inefficiency. Equity fundraising from private equity and venture capital investors (PEVCs) …
ปัจจัยความเสี่ยงขาลงขีดสุด และผลตอบแทนของเงินสกุลดิจิทัล, เพชรรัตน์ ปิ่นแก้ว
ปัจจัยความเสี่ยงขาลงขีดสุด และผลตอบแทนของเงินสกุลดิจิทัล, เพชรรัตน์ ปิ่นแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาปัจจัยความเสี่ยงขาลงขีดสุดของสกุลเงินดิจิทัล(CEDR) สามารถอธิบายอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังของสกุลเงินดิจิทัลซึ่งประเมินโดยการควบคุมปัจจัยความเสี่ยงของสกุลเงินดิจิทัลพื้นฐาน ประกอบด้วยปัจจัยความเสี่ยงจากตลาดของสกุลเงินดิจิทัล(CMKT) ปัจจัยความเสี่ยงจากขนาดของเงินสกุลดิจิทัล(CSMB) และปัจจัยความเสี่ยงจากโมเมนตัมของเงินสกุลดิจิทัล(CMOM) จากการวิเคราะห์การถดถอยในแบบจำลอง 3 ปัจจัยของสกุลเงินดิจิทัล และใช้ทฤษฎีค่าเอ็กซ์ทรีมซ์(EVT) โดยการใช้การแจกแจงค่าสุดขีดวางนัยทั่วไป(GEV) เป็นตัวแทนปัจจัยความเสี่ยงขาลงขีดสุดของสกุลเงินดิจิทัล(CEDR) ใช้แบบจำลอง 4 ปัจจัยของสกุลเงินดิจิทัล โดยเพิ่มปัจจัยความเสี่ยงขาลงขีดสุดของสกุลเงินดิจิทัล(CEDR) จากแบบจำลอง 3 ปัจจัยของสกุลเงินดิจิทัล เพื่อพิจารณาความสัมพันธ์อัตราผลตอบแทนส่วนเกินที่คาดหวังของสกุลเงินดิจิทัล งานวิจัยนี้ใช้ข้อมูลการซื้อขายเงินสกุลดิจิทัล ระหว่าง เดือนมกราคม พ.ศ.2557 ถึง เดือนธันวาคม พ.ศ.2565 จำนวน 1,387 เหรียญ ผลการศึกษาพบว่าการจัดกลุ่มเงินสกุลดิจิทัลตามปัจจัยความเสี่ยงขาลงขีดสุด(CEDR) สามารถให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินเฉลี่ยแตกต่างจากศูนย์อย่ามีนัยสำคัญทางสถิติ เช่นเดียวกับการจัดกลุ่มโดยใช้เกณฑ์จากปัจจัยความเสี่ยงพื้นฐานของเงินสกุลดิจิทัล อีกทั้งยังให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยร้อยละ 4.22 ต่อสัปดาห์ และสามารถอธิบายอัตราผลตอบแทนส่วนเกินเฉลี่ยของเงินสกุลดิจิทัลได้เกือบทุกกลุ่มการลงทุน เมื่อทดสอบความสามารถการอธิบายอัตราผลตอบแทนส่วนเกินของเงินสกุลดิจิทัลจากการใช้แบบจำลอง 4 ปัจจัยของสกุลเงินดิจิทัล นอกจากนี้ยังพบว่าแบบจำลอง 4 ปัจจัยของสกุลเงินดิจิทัลสามารถอธิบายอัตราผลตอบแทนส่วนเกินของกลุ่มสกุลเงินดิจิทัลได้เหนือกว่าแบบจำลอง 3 ปัจจัยของสกุลเงินดิจิทัล เมื่อพิจารณาโดยค่า R2
การคำนวณเบี้ยประกันภัยของการประกันชีวิตแบบยูนิตลิงค์ร่วมกับตราสารสิทธิเงินรายปีรับรอง, ธนาคม มุขประดับ
การคำนวณเบี้ยประกันภัยของการประกันชีวิตแบบยูนิตลิงค์ร่วมกับตราสารสิทธิเงินรายปีรับรอง, ธนาคม มุขประดับ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อคำนวณเบี้ยประกันภัยแบบจ่ายครั้งเดียวของการประกันชีวิตแบบยูนิตลิงค์ที่แนบท้ายด้วยตราสารสิทธิเงินรายปีรับรอง ของผู้เอาประกันภัยที่อายุ 30 ปี 35 ปี 40 ปี 45 ปีและ 50 ปี ภายใต้การประมาณค่าพารามิเตอร์และพยากรณ์ค่าอัตรามรณะด้วยตัวแบบลี-คาร์เตอร์ (Lee-Carter Model) โดยใช้ข้อมูลจำนวนประชากรกลางปีและจำนวนประชากรที่ตายระหว่างปี พ.ศ. 2553 - พ.ศ. 2565 จำแนกตามรายอายุและเพศ การประมาณค่าพารามิเตอร์และพยากรณ์อัตราดอกเบี้ยด้วยตัวแบบวาซิเซก (The Vasicek Model) โดยใช้ข้อมูลอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ไม่จ่ายดอกเบี้ยระหว่างปี พ.ศ. 2553 - พ.ศ. 2565 และการประมาณค่าพารามิเตอร์และพยากรณ์ผลตอบแทนกองทุนรวม โดยใช้ข้อมูลราคาปิดของกองทุนรวม 15 กองทุน ระหว่างปี พ.ศ. 2553 - พ.ศ. 2565 ผลการศึกษาพบว่า เบี้ยประกันภัยแบบจ่ายครั้งเดียวของการประกันชีวิตแบบยูนิตลิงค์ในแต่ละสัดส่วนการลงทุนมีค่าเพิ่มสูงขึ้นตามอายุของผู้เอาประกันภัยที่มากขึ้น อีกทั้ง ภายใต้สัดส่วนการลงทุนที่เท่ากันเบี้ยประกันภัยของเพศชายมีค่ามากกว่าเบี้ยประกันภัยของเพศหญิงในช่วงอายุเดียวกัน และเบี้ยประกันภัยจะมีค่าแปรผันตามสัดส่วนการลงทุน สำหรับเบี้ยประกันภัยแบบจ่ายครั้งเดียวของตราสารสิทธิเงินรายปีรับรองมีค่าเพิ่มสูงขึ้นตามอายุของผู้เอาประกันที่มากขึ้น โดยที่เบี้ยประกันภัยของเพศชายจะมีค่ามากกว่าเบี้ยประกันภัยของเพศหญิงในช่วงอายุเดียวกันและสัดส่วนการลงทุนที่เท่ากัน และเบี้ยประกันภัยจะมีค่าแปรผันตามสัดส่วนการลงทุน
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้า จากการรับชมวิดีโอสั้นผ่านโซเชียลมีเดีย ระหว่างวิดีโอให้ข้อมูลและวิดีโอตลก, ณัชชา เพ็ญภาคกุล
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้า จากการรับชมวิดีโอสั้นผ่านโซเชียลมีเดีย ระหว่างวิดีโอให้ข้อมูลและวิดีโอตลก, ณัชชา เพ็ญภาคกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อ จากการรับชมวิดีโอสั้นผ่านโซเชียลมีเดีย ของคนไทยที่อยู่ในช่วงเจนเนอเรชันวาย และเจนเนอเรชันแซด เนื่องจากปัจจุบันโซเชียลมีเดียเป็นที่นิยมและเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่ผู้บริโภคใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ส่งผลให้การโฆษณาผ่านวิดีโอสั้นบนโซเชียลมีเดียที่เน้นความกระชับได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตาม รวมถึงการซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ที่มากยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลจากแบบสอบถามออนไลน์ โดยแนบวิดีโอสั้นตัวอย่างประเภทวิดีโอสั้นให้ข้อมูลและวิดีโอสั้นตลก หน่วยตัวอย่างจำนวน 610 คน แบ่งเป็นผู้ได้รับวิดีโอสั้นให้ข้อมูล 316 คน และได้รับวิดีโอสั้นตลก 294 คน จากการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบพหุ พบว่าปัจจัยที่มีผลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อจากการรับชมวิดีโอสั้นในภาพรวมได้แก่ การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ความเพลิดเพลิน การจดจำหลังดูจบ และความเชื่อถือในโซเชียลมีเดีย ในขณะที่ปัจจัยการรับรู้ลักษณะของวิดีโอ ไม่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากการทดสอบของวิลคอกซัน-แมนท์วิทนี พบว่าความตั้งใจซื้อและการจดจำหลังดูจบที่เกิดจากการรับชมวิดีโอสั้นให้ข้อมูลและวิดีโอสั้นตลกไม่มีความแตกต่างกัน และความตั้งใจซื้อและการจดจำหลังดูจบที่เกิดจากการรับชมวิดีโอสั้นในเจเนอเรชันวายและเจเนอเรชันแซดไม่มีความแตกต่างกัน ที่นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ผลกระทบของเพศและเสียงของอวตารในการนำเสนอสินค้าที่มีต่อความเข้าใจในสินค้าและการรับรู้ความน่าเชื่อถือในอวตาร, ฐิตาภา ติยะโสภณจิต
ผลกระทบของเพศและเสียงของอวตารในการนำเสนอสินค้าที่มีต่อความเข้าใจในสินค้าและการรับรู้ความน่าเชื่อถือในอวตาร, ฐิตาภา ติยะโสภณจิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ (1) ความเข้าใจในสินค้า และ (2) การรับรู้ความน่าเชื่อถือของอวตาร โดยใช้อวตารการนำเสนอสินค้า 4 รูปแบบ ได้แก่ (1) อวตารชายเสียงชาย (2) อวตารหญิงเสียงหญิง (3) อวตารหญิงเสียงชาย และ (4) อวตารชายเสียงหญิง โดยศึกษาหน่วยตัวอย่างเจเนอเรชันวาย หรือ ผู้ที่เกิดในช่วง ปี พ.ศ. 2524-2543 ที่มีประสบการณ์ในการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ และมีระดับการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป จำนวน 419 คน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การทดสอบแมนน์-วิทนีย์ยู และการทดสอบครัสคัล-วอลลิส ในการทดสอบสมมติฐาน ผลการศึกษาพบว่า การนำเสนอสินค้าโดยใช้อวตารชายเสียงชาย ทำให้เกิดความเข้าใจในสินค้า และการรับรู้ความน่าเชื่อถือในอวตารโดยเฉลี่ยสูงสุด นอกจากนั้นยังพบว่า หน่วยตัวอย่างมีความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ได้ดีขึ้นเมื่อได้รับข้อมูลจากอวตารที่มีเพศตรงข้ามและเสียงของเพศตรงข้ามกับผู้รับข้อมูล ในขณะที่การรับรู้ความน่าเชื่อถือ ผู้รับข้อมูลทั้งเพศชายและเพศหญิงรับรู้ความน่าเชื่อถือของอวตารเพศชายมากกว่าอวตารเพศหญิง
การกำหนดตราสารหนี้ผู้มีชีวิตรอดที่อ้างอิงการเสียชีวิตของประชากรไทยด้วยตัวแบบลี – คาร์เตอร์ ร่วมกับการปรับด้วยลาสโซ่, ธนกฤต เตชะเทียมจันทร์
การกำหนดตราสารหนี้ผู้มีชีวิตรอดที่อ้างอิงการเสียชีวิตของประชากรไทยด้วยตัวแบบลี – คาร์เตอร์ ร่วมกับการปรับด้วยลาสโซ่, ธนกฤต เตชะเทียมจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการพยากรณ์อัตรามรณะไทยระหว่างตัวแบบลี - คาร์เตอร์ซึ่งสร้างขึ้นด้วยข้อมูลอัตรามรณะที่ปรับและไม่ได้ปรับความราบเรียบด้วยเทคนิค LASSO – type regularization และนำตัวแบบลี-คาร์เตอร์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดไปใช้พยากรณ์อัตรามรณะไทยระหว่างปี พ.ศ. 2565 ถึงปี พ.ศ. 2589 นอกจากนี้ ผู้วิจัยได้นำอัตรามรณะที่พยากรณ์ได้ไปใช้การกำหนดราคาตราสารหนี้ผู้มีชีวิตรอดซึ่งเป็นตราสารหนี้ที่มีมูลค่าคูปองขึ้นกับจำนวนประชากรที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงที่ผู้เอาประกันภัยจะมีชีวิตยืนยาวสำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญให้แก่บริษัทประกันชีวิตได้อีกด้วย ผลการวิจัยพบว่า ตัวแบบลี-คาร์เตอร์ซึ่งสร้างขึ้นด้วยข้อมูลที่ปรับความราบเรียบด้วยเทคนิค LASSO – type regularization มีประสิทธิภาพในการพยากรณ์อัตรามรณะไทยมากกว่าตัวแบบตัวแบบลี-คาร์เตอร์ซึ่งสร้างขึ้นด้วยข้อมูลอัตรามรณะที่ไม่ได้ปรับความราบเรียบด้วยเทคนิค LASSO – type regularization อย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถลดค่าความคลาดเคลื่อน MAPE ได้มากกว่า 30% และจากค่าพยากรณ์อัตรามรณะระหว่างปี พ.ศ. 2565 ถึงปี พ.ศ. 2589 พบว่าอัตรามรณะทุกอายุและทุกเพศมีแนวโน้มลดลงเมื่อเวลาผ่านไป โดยช่วงอายุน้อย ๆ จะมีการลดลงของอัตรามรณะมากกว่าช่วงสูงอายุ และจากการกำหนดราคาตราสารหนี้ผู้มีชีวิตรอดพบว่าเพศชายจะมีราคาตราสารหนี้ผู้มีชีวิตรอดต่ำกว่าเพศหญิง ซึ่งเป็นผลมาจากความเสี่ยงที่เพศหญิงจะมีอายุยืนยาวมีค่ามากกว่าเพศชาย
การคำนวณเบี้ยประกันชีวิตแบบจ่ายครั้งเดียวของกรมธรรม์ประกันภัยแบบอิควิตี้ลิ้งสำหรับคนอายุ 25-65 ปี โดยใช้อัตรามรณะไทย, เกตน์นิภา หล่อประเสริฐ
การคำนวณเบี้ยประกันชีวิตแบบจ่ายครั้งเดียวของกรมธรรม์ประกันภัยแบบอิควิตี้ลิ้งสำหรับคนอายุ 25-65 ปี โดยใช้อัตรามรณะไทย, เกตน์นิภา หล่อประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อคำนวณเบี้ยประกันชีวิตของกรมธรรม์ประกันภัยแบบอิควิตี้ลิ้งสำหรับผู้เอาประกันภัยอายุ 25 ปี ถึง 65 ปี ที่ระยะเวลาความคุ้มครอง 3 ปี 5 ปี และ 7 ปี โดยส่วนแรกประมาณและพยากรณ์ค่าอัตรามรณะของประชากรไทยด้วยตัวแบบลี-คาร์เตอร์ ส่วนที่สองประมาณอัตราดอกเบี้ยและราคาพันธบัตรที่ไม่จ่ายดอกเบี้ยด้วยตัวแบบวาซิเซก ส่วนที่สามประมาณมูลค่าคอลออปชั่นด้วยตัวแบบแบล็คโชลส์ และส่วนสุดท้ายคำนวณเบี้ยประกันชีวิต ข้อมูลที่ใช้ ได้แก่ ข้อมูลจำนวนประชากรปลายปีและจำนวนประชากรที่เสียชีวิตระหว่างปี พ.ศ. 2540 ถึง พ.ศ. 2565 แบบแยกเพศและตามอายุ จากกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ข้อมูลอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย จากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย และข้อมูลอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรสหรัฐอเมริกาและเขตบริหารพิเศษฮ่องกง จากเว็บไซต์ investing.com ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2565 ข้อมูลดัชนีราคาหุ้นของดัชนี SET50 ดัชนี HANG SENG และดัชนี NASDAQ100 ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2565 จากเว็บไซต์ investing.com ผลการศึกษาค่าอัตรามรณะของประชากรไทย มีแนวโน้มที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาที่ผ่านไป โดยค่าอัตรามรณะของเพศชายมีค่าสูงกว่าเพศหญิง โดยผลของการคำนวณเบี้ยประกันชีวิตพบว่า เมื่อกรมธรรม์มีระยะเวลาความคุ้มครองมากขึ้น เบี้ยประกันชีวิตจะมีค่าลดลง สำหรับกรมธรรม์ที่มีระยะเวลาความคุ้มครองเท่ากันพบว่า เบี้ยประกันชีวิตของผู้เอาประกันภัยที่อายุน้อยมีค่ามากกว่าผู้เอาประกันภัยที่อายุมาก และเบี้ยประกันชีวิตของเพศหญิงมีค่ามากกว่าของเพศชาย ดังนั้นการประกันชีวิตแบบอิควิตี้ลิ้งเหมาะสำหรับกรมธรรม์ที่มีความคุ้มครองระยะยาวและผู้เอาประกันภัยที่อายุมาก
A Fairness Parameters Selection Method For Convex Fairness-Aware Classification Models, Puvarith Veerabulyarith
A Fairness Parameters Selection Method For Convex Fairness-Aware Classification Models, Puvarith Veerabulyarith
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Fairness-aware classification has emerged as a focal point in a wide range of machine learning applications. To address fairness issues such as demographic parity and disparate mistreatment, researchers have developed fair classifiers. A common approach for creating fairness-aware models involves formulating an optimization problem where fairness constraints are incorporated. However, the determination of optimal fairness constraint limits poses a significant challenge. In the first part of this paper, we explore the behavior of the fairness constraint limits on the model loss and the fairness metric. Next, we introduce a method for selecting suitable limits from a set of efficient limits …
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้แชตบอตสำหรับการบริการข้อมูลด้านสุขภาพ, กัญญานัฐ ศักดิ์ศรีวัฒนา
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้แชตบอตสำหรับการบริการข้อมูลด้านสุขภาพ, กัญญานัฐ ศักดิ์ศรีวัฒนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้คือ (1) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความตั้งใจใช้แชตบอตสำหรับการบริการข้อมูลด้านสุขภาพ ในกลุ่มคนสามเจเนอเรชัน ได้แก่ เจเนอเรชันเอ็กซ์ วาย และ แซด (2) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้แชตบอตสำหรับการบริการข้อมูลด้านสุขภาพในสามเจเนอเรชัน และ (3) เพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาแชตบอตสำหรับการบริการข้อมูลด้านสุขภาพ ในการนำไปใช้สำหรับหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจในประเทศไทย โดยเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 548 คน ที่อยู่ในเจเนอเรชันเอ็กซ์ วาย และ แซด ซึ่งไม่มีประสบการณ์ในการใช้แชตบอตด้านสุขภาพมาก่อน ผลการศึกษาพบว่า (1) ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในความตั้งใจใช้แชตบอตสำหรับการบริการข้อมูลด้านสุขภาพ ระหว่างสามเจเนอเรชัน และตัวแปรความเคยชินเป็นปัจจัยเดียวที่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบเจเนอเรชันเอ็กซ์กับเจเนอเรชันวายและแซด (2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมากต่อความตั้งใจใช้แชตบอตสำหรับการบริการข้อมูลด้านสุขภาพ ในภาพรวมสามเจเนอเรชัน ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่สนับสนุน อิทธิพลทางสังคม และความคาดหวังด้านประสิทธิภาพ โดย ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนส่งผลเชิงบวกสูงสุดต่อความตั้งใจใช้แชตบอตสำหรับการบริการข้อมูลด้านสุขภาพในเจเนอเรชันเอ็กซ์ อิทธิพลทางสังคมส่งผลเชิงบวกสูงสุดในเจเนอเรชันวาย และสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนส่งผลเชิงบวกสูงสุดในเจเนอเรชันแซด
Solving Cold Start Problems Of Recommender Systems Using Generative Models, Panjawat Rungtranont
Solving Cold Start Problems Of Recommender Systems Using Generative Models, Panjawat Rungtranont
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Recommender systems are essential for enhancing user experiences on digital platforms, but they often struggle with suggesting new items lacking interaction data, known as the cold-start item problem. This study introduces "LLM-search," a novel method combining advanced language models (PaLM-2) with data augmentation techniques to address this challenge. LLM-search analyzes users' interactions to identify new items related to their preferences. It then employs a search engine to find cold items based on these preferences, effectively creating synthetic cold items interaction for training the recommender model. An experiment using the 2018 Amazon review dataset across sports & outdoors, groceries, and electronics …
ผลกระทบของความสอดคล้องและระดับความซับซ้อนของพื้นหลังภาพโฆษณาที่มีต่อทัศนคติและความตั้งใจซื้อออนไลน์บนแพลตฟอร์มอินสตราแกรม, หทัยชนก ภู่อินทร์
ผลกระทบของความสอดคล้องและระดับความซับซ้อนของพื้นหลังภาพโฆษณาที่มีต่อทัศนคติและความตั้งใจซื้อออนไลน์บนแพลตฟอร์มอินสตราแกรม, หทัยชนก ภู่อินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสอดคล้องและระดับความซับซ้อนของพื้นหลังภาพโฆษณาที่ทำให้ลูกค้ามีทัศนคติที่ดีต่อภาพโฆษณาและเพิ่มความตั้งใจซื้อออนไลน์ รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ของทัศนคติที่มีต่อภาพโฆษณาและความตั้งใจซื้อออนไลน์ โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากหน่วยตัวอย่างคนไทยเจเนอเรชันซีจำนวน 400 คน ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2540 ถึงปี พ.ศ. 2552 มีประสบการณ์การซื้อสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มอินสตาแกรม และกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ผลการวิจัยพบว่าความสอดคล้องและระดับความซับซ้อนของพื้นหลังภาพโฆษณาสินค้าที่แตกต่างกันส่งผลต่อทัศนคติและความตั้งใจซื้อออนไลน์ต่างกัน รวมถึงทัศนคติต่อภาพโฆษณามีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อออนไลน์ ในการนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้กับการขายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มอินสตาแกรม ผู้ขายสินค้าควรสร้างภาพโฆษณาที่มีพื้นหลังสอดคล้องกับสินค้าและมีระดับความซับซ้อนของพื้นหลังสูง เพื่อเพิ่มความตั้งใจซื้อของลูกค้าเจเนอเรชันซี
ผลของความไว้วางใจต่อผู้ขายออนไลน์ แนวโน้มที่จะไว้วางใจ การรับรู้ความเสี่ยง และการรับรู้มูลค่าของสิ่งจูงใจต่อความเต็มใจในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล, เพชร พงษ์พิศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้การสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและรายงานผลของความไว้วางใจต่อผู้ขายออนไลน์ แนวโน้มที่จะไว้วางใจ การรับรู้ความเสี่ยง และการรับรู้มูลค่าของสิ่งจูงใจที่มีต่อความเต็มใจในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล (9 ประเภท) ของประชากรไทยที่เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2508 ถึง พ.ศ. 2552 ครอบคลุมในเจเนอเรชันเอกซ์ วาย และซี ซึ่งเป็นผู้ที่เคยลงทะเบียนหรือสมัครสมาชิกบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรับสิ่งจูงใจ เช่น คูปองส่วนลด สินค้าฟรี หรือสิทธิ์การเข้าถึงเนื้อหาทางออนไลน์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามออนไลน์ จำนวนหน่วยตัวอย่างทั้งสิ้น 456 คน (เจเนอเรชันเอกซ์ 160 คน เจเนอเรชันวาย 181 คน และเจเนอเรชันซี 115 คน) ผลการวิจัยพบว่า ในภาพรวม และการวิเคราะห์ทั้งสามเจเนอเรชัน ความไว้วางใจต่อผู้ขายออนไลน์ ส่งผลเชิงบวกต่อความเต็มใจในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลทุกประเภทอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และ 99 ในภาพรวม เจเนอเรชันเอกซ์และวาย การรับรู้ความเสี่ยง ส่งผลเชิงลบต่อความเต็มใจในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลทุกประเภทอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และ 99 ในขณะที่แนวโน้มที่จะไว้วางใจ ส่งผลเชิงบวกต่อความเต็มใจในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลแค่บางประเภทเท่านั้น และพบว่าในเจเนอเรชันซี การรับรู้ความเสี่ยง ไม่ส่งผลเชิงลบต่อความเต็มใจในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกือบทุกประเภท แต่การรับรู้มูลค่าของสิ่งจูงใจ ส่งผลเชิงบวกต่อความเต็มใจในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลทุกประเภทในเจเนอเรชันซี
อิทธิพลของความเป็นทางการของภาษาไทยในวิดีโอวิจารณ์สินค้าออนไลน์และเพศของผู้วิจารณ์ต่อความตั้งใจซื้อ, เอกพล ตรีมั่นคง
อิทธิพลของความเป็นทางการของภาษาไทยในวิดีโอวิจารณ์สินค้าออนไลน์และเพศของผู้วิจารณ์ต่อความตั้งใจซื้อ, เอกพล ตรีมั่นคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของ (1) ความเป็นทางการของภาษาไทยในวิดีโอวิจารณ์สินค้าออนไลน์ และ (2) เพศของผู้วิจารณ์ ที่มีต่อระดับความคิดเห็น การรับรู้คุณภาพ และการรับรู้ประโยชน์ของผู้ชมมีต่อบทวิจารณ์สินค้า นอกจากนี้ยังวิเคราะห์ผลกระทบของระดับความคิดเห็น การรับรู้คุณภาพ และการรับรู้ประโยชน์ของบทวิจารณ์สินค้าที่มีต่อความตั้งใจซื้อ ข้อมูลเก็บจากคนไทยจำนวน 400 คน ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2508 ถึง พ.ศ. 2552 (หรือ คนไทยเจเนอเรชันเอกซ์ วาย และซี) การศึกษาพบว่าความเป็นทางการของภาษาไทยในวิดีโอวิจารณ์สินค้าออนไลน์มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการรับรู้คุณภาพที่ผู้ชมมีต่อบทวิจารณ์สินค้า ผู้ชมรับรู้ถึงคุณภาพที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อวิดีโอวิจารณ์สินค้ามีการใช้ภาษาที่เป็นระดับกึ่งแบบแผน การศึกษายังพบด้วยว่าเพศของผู้วิจารณ์มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการรับรู้คุณภาพและการรับรู้ถึงประโยชน์ที่ผู้ชมมีต่อบทวิจารณ์สินค้า ผู้ชมรับรู้ถึงคุณภาพและประโยชน์ที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อวิดีโอวิจารณ์สินค้าใช้เสียงผู้วิจารณ์เพศหญิง นอกจากนี้ ยังพบว่าการรับรู้คุณภาพและการรับรู้ประโยชน์ที่ผู้ชมมีต่อบทวิจารณ์สินค้ามีผลเชิงบวกอย่างมากต่อความตั้งใจซื้อสินค้า ในขณะที่ระดับความคิดเห็นของผู้ชมที่มีต่อบทวิจารณ์สินค้ามีผลเชิงบวกในระดับปานกลางต่อความตั้งใจซื้อสินค้า
A High-Dimensional Variable Selection Under Multicollinearity Via Whitening Elastic Net, Naphat Kanjanaphan
A High-Dimensional Variable Selection Under Multicollinearity Via Whitening Elastic Net, Naphat Kanjanaphan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In high-dimensional data research such as genomics data, identifying predictors in highly correlated data poses significant challenges, especially when employing regularization methods. We found WLasso (Whitening Lasso), which effectively handles highly correlated settings by transforming predictors to mitigate correlation and applying generalized Lasso criteria. To ensure fairness in comparison with other regularization methods, we utilize a simplified version of WLasso, retaining its core concept while eliminating the coefficient ranking process. Our aim is to enhance WLasso performance by adapting it to the Generalized Elastic Net framework, resulting in Whitening Elastic Net. Leveraging the transformation process of WLasso, we integrate it …
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปรับปรุงคุณภาพของภาพด้วยวิธีระบบอนุมานฟัซซีและตัวกรองพื้นฐานในการจำแนกเนื้องอกสมองจากภาพเอ็มอาร์ไอ, กัทลี แก้วน่วม
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปรับปรุงคุณภาพของภาพด้วยวิธีระบบอนุมานฟัซซีและตัวกรองพื้นฐานในการจำแนกเนื้องอกสมองจากภาพเอ็มอาร์ไอ, กัทลี แก้วน่วม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื้องอกสมองสามารถพบได้ทุกเพศทุกวัยและอาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเนื้องอกสมองสามารถแบ่งได้ 3 ชนิดหลักๆ คือ เนื้องอกไกลโอมา เนื้องอกเยื่อหุ้มสมอง และเนื้องอกต่อมใต้สมอง การวินิจฉัยเนื้องอกสมองที่มีประสิทธิภาพและแพร่หลายในปัจจุบันคือการวินิจฉัยจากภาพเอ็มอาร์ไอแต่ยังมีข้อเสียคือมีสัญญาณรบกวนภายในภาพทำให้ประสิทธิภาพในงานวินิจฉัยลดลง งานวิจัยนี้เปรียบเทียบวิธีการปรับปรุงคุณภาพภาพเอ็มอาร์ไอเนื้องอกสมองที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจำแนกชนิดเนื้องอกสมองเมื่อผ่านเรียนรู้ผ่านตัวแบบ Xception โดยวิธีที่นำมาเปรียบเทียบมี 4 วิธีได้แก่ ระบบอนุมานฟัซซี ตัวกรองมัธยฐาน ตัวกรองมัธยฐานแบบปรับตัวได้ และตัวกรองวีเนอร์ ชุดข้อมูลที่ใช้ในงานวิจัยนี้เป็นภาพเอ็มอาร์ไอจาก Nanfang Hospital and General Hospital, Tianjin Medical University ระหว่างปี 2005-2010 จำนวน 3,064 ภาพ พบว่าภาพเอ็มอาร์ไอเนื้องอกสมองที่ผ่านการปรับปรุงด้วยระบบอนุมานฟัซซีใช้ Mask ขนาด 3x3 มีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากให้ค่าความถูกต้อง เท่ากับ 0.9612 ค่าความครบถ้วนเท่ากับ 0.9627 และค่า F1-Score เท่ากับ 0.9602 ซึ่งสูงกว่าภาพเอ็มอาร์ไอเนื้องอกสมองที่ผ่านการปรับปรุงด้วยวิธีการอื่นๆรวมทั้งสูงกว่าภาพเอ็มอาร์เนื้องอกสมองที่ไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพ ดังนั้นการปรับปรุงคุณภาพของภาพเอ็มอาร์ไอก่อนนำภาพไปวินิจฉัยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจำแนกเนื้องอกสมองให้มีความถูกต้องเพิ่มขึ้น
การศึกษาประสิทธิกาพการกำหนดช่วงเวลาการซ่อมบำรุงแบบปรับเปลี่ยน จากข้อมูลที่มาจากการแจกแจงไวบูลล์, ณัฐพงศ์ อนันต์อาชญาสิทธิ์
การศึกษาประสิทธิกาพการกำหนดช่วงเวลาการซ่อมบำรุงแบบปรับเปลี่ยน จากข้อมูลที่มาจากการแจกแจงไวบูลล์, ณัฐพงศ์ อนันต์อาชญาสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้(1)เพื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงแบบปรับเปลี่ยน (Adaptive Maintenance) จากการกำหนดช่วงการซ่อมบำรุงโดยใช้เปอร์เซ็นต์ไทล์ของอุปกรณ์ที่มีการแจกแจงแบบไวบูลล์ และ(2)เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการประมาณค่าพารามิเตอร์จากข้อมูลที่ถูกตัดทิ้ง โดยใช้ค่า MSE ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพ โดยการศึกษามีขั้นตอนดังนี้ 1. ใช้ข้อมูลจำลองที่มาจากการแจกแจงไวบูลล์ (Weibull distributions) ซึ่งมีอัตราการเสีย (Failure Rate) ที่แตกต่างกัน, 2. ช่วงเวลาซ่อมบำรุงคำนวณจากค่าเปอร์เซ็นไทล์ ตั้งแต่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 5, 10, ... ถึง 95 3. เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย ด้วยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายระหว่างการซ่อมบำรุงเชิงแก้ไข (corrective maintenance)และการซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน (maintenance preventive) 4.กำหนดเวลาในการสังเกตุโดยรวม 100 หน่วยเวลา ผลการวิจัยประกอบด้วย(1)เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงจากข้อมูลแสดงอัตราการเสียที่ลดลง และ คงที่ตามเวลา การใช้เปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 95 จะมีค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงที่น้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เปอร์เซ็นต์ไทล์ค่าอื่นในสัดส่วนค่าใช้จ่ายเดียวกัน แต่ในกรณีที่ข้อมูลแสดงอัตราการเสียเพิ่มขึ้นตามเวลา ค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงที่น้อยที่สุด จะขึ้นอยู่กับสัดส่วนค่าใช้จ่ายและการเลือกใช้เปอร์เซ็นต์ไทล์ และ(2)ประสิทธิภาพในการประมาณค่าพารามิเตอร์ ในทุกกรณีของข้อมูลแสดงอัตราการเสียลดลง คงที่ และเพิ่มขึ้นตามเวลา การใช้เปอร์เซ็นต์ไทล์ที่มีค่าสูง จะทำให้การประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุด (ค่า MSE มีค่าน้อยที่สุด)
การเปรียบเทียบการจำแนกเม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อมาลาเรียด้วยโครงข่ายคอนโวลูชันโดยใช้เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน, นิชาภัทร บุญดิเรก
การเปรียบเทียบการจำแนกเม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อมาลาเรียด้วยโครงข่ายคอนโวลูชันโดยใช้เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน, นิชาภัทร บุญดิเรก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มาลาเรียเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกที่สำคัญ การวินิจฉัยมาลาเรียในปัจจุบันใช้เทคนิคการตรวจสเมียร์เลือดด้วยฟิล์ม ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด แต่ก็มักใช้เวลานานและเสี่ยงต่อความผิดพลาด ปัจจุบันได้มีการนำการเรียนรู้ของเครื่องมาจำแนกภาพทางการแพทย์ซึ่งทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ โครงข่ายประสาทเทียมแบบคอนโวลูชั่น เป็นเทคนิคการเรียนรู้เชิงลึกที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในด้านการประมวลผลภาพ โดยใช้ร่วมกับการเรียนรู้แบบถ่ายทอด ซึ่งช่วยลดเวลาที่ใช้ในการพัฒนาแบบจำลอง การศึกษาครั้งนี้ได้ทำการศึกษาผลของเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพต่อประสิทธิภาพในการการจำแนกเม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อมาลาเรีย โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมแบบคอนโวลูชั่นควบคู่กับการเรียนรู้แบบถ่ายทอดจากแบบจำลองที่ได้รับการฝึกอบรมมาล่วงหน้า 3 แบบ คือ InceptionV3 EfficientNetB0 และ ConvNeXtTiny ร่วมกับการใช้เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ ที่แตกต่างกัน คือ SGD with Momentum, RMSProp และ ADAM กับรูปภาพเซล์เม็ดเลือดแดงจำนวน 27,558 ภาพ ซึ่งประกอบด้วยรูปภาพของเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อ และรูปภาพของเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ไม่ติดเชื้อประเภทละ 13,779 ภาพ จากการศึกษาพบว่าแบบจำลอง EfficientNetB0 ที่ใช้ร่วมกับ ADAM มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีการสูญเสียโดยเฉลี่ยน้อยที่สุด เท่ากับ 0.1043 มีค่าความแม่น ค่าความเที่ยง ค่าความไว ค่า F1-score และค่าความจำเพาะโดยเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 0.9638, 0.9581, 0.9700, 0.9640 และ 0.9576 ตามลำดับ ในการศึกษานี้ การใช้ EfficientNetB0 ร่วมกับ ADAM ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด