Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11389)
- Social and Behavioral Sciences (7208)
- Education (4053)
- Engineering (3655)
- Arts and Humanities (3578)
-
- Physical Sciences and Mathematics (3117)
- Veterinary Medicine (2799)
- Life Sciences (2352)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
- Environmental Sciences (1440)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1047)
- Law (937)
- Materials Science and Engineering (906)
- Architecture (872)
- Medical Sciences (860)
- Business (841)
- Sociology (801)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Environmental Studies (777)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Computer Sciences (618)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Reading and Language (543)
- Environmental Design (518)
- Engineering Science and Materials (502)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Keyword
-
- Thailand (163)
- Dog (123)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (40)
- Immunohistochemistry (34)
- Cat (29)
- COVID-19 (28)
- Risk factors (28)
- Stress (28)
- Anxiety (27)
- Elderly (27)
- Indonesia (27)
- Quality of life (27)
- Children (25)
- Antioxidant (24)
- Rat (23)
- Oxidative stress (22)
- Attitude (21)
- Diagnosis (21)
- Escherichia coli (21)
- Knowledge (21)
- Bangkok (20)
- Histopathology (20)
- PCR (20)
- Reliability (20)
- Breast cancer (19)
- Efficacy (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15281)
- Chulalongkorn Medical Journal (4158)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2585)
- Journal of Education Studies (2472)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1665)
-
- Journal of Social Sciences (1282)
- Thai Environment (1023)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
- PASAA (876)
- Journal of Letters (864)
- Jamjuree Journal (816)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (789)
- Applied Environmental Research (777)
- Manusya, Journal of Humanities (598)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (441)
- Journal of Urban Culture Research (426)
- Asian Review (360)
- Journal of Demography (353)
- Halal Insight (292)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (290)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (220)
- Journal of Health Research (218)
- วารสารวิทยบริการ Academic Resources Journal (203)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (94)
- Chulalongkorn University Law Journal (39)
- Publication Type
Articles 3121 - 3150 of 37620
Full-Text Articles in Entire DC Network
Monitoring And Characterization Of Colistin-Resistant And Extended-Spectrum Β-Lactamase-Producing Escherichia Coli And Salmonella Spp. In The Standard Slaughtering Processes., Imporn Saenkankam
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The rise of antimicrobial-resistant pathogens in the pig production chain poses significant threats to public health and food safety, particularly involving Salmonella and extended-spectrum β-lactamase-producing (ESBL-Ec), colistin-resistant ESBL-Ec. The slaughterhouse serves as a critical point for monitoring and preventing bacterial dissemination to humans. This study comprehensively examined the prevalence, antimicrobial resistance (AMR) profiles, and genomic characteristics of these pathogens across two pig slaughterhouses in Thailand—one operating under Hazard Analysis and Critical Control Points (HACCP) standards and the other certified only under Good Manufacturing Practices (GMP). A total of 570 samples from feces, carcasses, and environmental sources were analyzed. Salmonella prevalence …
ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาที่มีต่อสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สุพัฒน์พงศ์ ตรังคประสิทธิ์
ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาที่มีต่อสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สุพัฒน์พงศ์ ตรังคประสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาที่มีต่อสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โดย 1) เปรียบเทียบผลการทดสอบสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีม ก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบผลการทดสอบสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 60 คน ภาคปลาย ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสาธิตสังกัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จังหวัดกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัย กึ่งทดลอง (Quasi – Experimental Research) และเลือกโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Selection) แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน โดยใช้การสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้ของรูปแบบซิปปา จำนวน 8 แผน โดยมีค่า IOC = 0.6 – 1.0 2) แบบประเมินสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมก่อนเรียนและหลังเรียน โดยมีค่า IOC = 0.6 - 1.0 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของกลุ่มทดลองหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) คะแนนสมรรถนะของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาสามารถพัฒนาสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นได้
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองที่มีต่อการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สาริศ คงสมจิตร
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองที่มีต่อการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สาริศ คงสมจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนของการเห็นคุณค่าในตนเองก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนของการเห็นคุณค่าในตนเองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ชั้นปีที่ 1-3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 72 คน แบ่งเป็น นักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองจำนวน 36 คน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาแบบปกติ 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย คือ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองจำนวน 8 แผน(IOC = 0.88) และ 2) เครื่องมือเก็บรวมรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง (IOC = 1.00) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หาค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนการเห็นคุณค่าในตนเองโดยการทดสอบค่าที (t - test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนของการเห็นคุณค่าในตนเองหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนของการเห็นคุณค่าในตนเองหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
เสียงสะท้อนจากชั้นเรียน: การจัดการชั้นเรียนรวมของครูผู้สอนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สรายุทธ ไกรวัฒนพงศ์
เสียงสะท้อนจากชั้นเรียน: การจัดการชั้นเรียนรวมของครูผู้สอนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สรายุทธ ไกรวัฒนพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลายประการ ประกอบไปด้วย 1) เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบประสบการณ์ของนักเรียนที่มีต่อการจัดการชั้นเรียนของครูผู้สอน ตามระดับการได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือในโรงเรียน และลักษณะบริบทของโรงเรียน 2) เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบประสบการณ์การจัดการชั้นเรียนของครูผู้สอนที่ตอบสนองความหลากหลายของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ในชั้นเรียนรวม ตามลักษณะบริบทของโรงเรียน 3) เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบประสบการณ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีต่อการจัดการชั้นเรียนรวมของครูผู้สอนกับประสบการณ์จัดการชั้นเรียนรวมของครูผู้สอน โดยผู้เข้าร่วมการวิจัยในครั้งนี้คือ ครูผู้สอนจำนวน 6 คน และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2 และ 3 จำนวน 24 คน ในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปีการศึกษา พ.ศ.2567 ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 2 แห่ง ซึ่งการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research) โดยการเก็บข้อมูลจาก 3 แหล่ง ได้แก่ การสังเกตชั้นเรียน การสัมภาษณ์ประสบการณ์ของครูผู้สอน และการสัมภาษณ์ประสบการณ์ของนักเรียนที่มีความแตกต่างหลากหลายและนำมาวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic analysis) ผลการวิจัยพบว่าทั้งครูผู้สอนและนักเรียนต่างรับรู้ถึงความหลากหลายและปัญหาพฤติกรรมในชั้นเรียนในหลายประการ อย่างไรก็ตาม พบความแตกต่างในมุมมองต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่น ด้านความสัมพันธ์ ด้านการจัดการชั้นเรียน โดยผลการวิชัยชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการรับรู้ของนักเรียนและครูผู้สอนเกี่ยวกับการจัดการชั้นเรียนรวม ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญในการนำไปสู่การพัฒนาแนวปฏิบัติและนโนบายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต
ต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัล โดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน, พงษ์ศักดิ์ บุญเกิด
ต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัล โดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน, พงษ์ศักดิ์ บุญเกิด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหา และแนวทางที่ส่งผลต่อแรงบันดาลใจในอาชีพของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในยุคดิจิทัล 2) ออกแบบต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพโดยบูรณาการบทเรียน ไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชันสำหรับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และ 3) เปรียบเทียบแรงบันดาลใจในอาชีพก่อนและหลังการใช้ต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยการคิดเชิงออกแบบ แบ่งขั้นตอนการดำเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การทำความเข้าใจและระบุปัญหาแรงบันดาลใจในอาชีพ ผู้วิจัยดำเนินการคัดกรองแรงบันดาลใจในอาชีพของผู้เรียนโดยใช้แบบคัดกรองแรงบันดาลใจ ในอาชีพฉบับครูและฉบับนักเรียน จากนั้นสัมภาษณ์ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผ่านการคัดกรอง จำนวน 10 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ ระยะที่ 2 การออกแบบต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพของผู้เรียนยุคดิจิทัลโดยบูรณาการบทเรียน ไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ผู้วิจัยสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยการทำความเข้าใจและระบุปัญหาแรงบันดาลใจในอาชีพจากระยะที่ 1 และใช้การสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน ระยะที่ 3 การทดสอบต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพของผู้เรียนยุคดิจิทัลโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ผู้วิจัยทำการทดสอบผลของการจัดกิจกรรมต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับ เกมมิฟิเคชันกับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในระยะนี้ คือ 1) ต้นแบบการพัฒนา แรงบันดาลใจในอาชีพสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัลโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมิฟิเคชัน และ 2) แบบวัด แรงบันดาลใจในอาชีพผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบัน ปัญหาที่ส่งผลต่อแรงบันดาลใจในอาชีพ ประกอบด้วย 1) ด้านความสำเร็จ ได้แก่ ปัญหาการด้านขาดวินัย ปัญหาด้านสภาพแวดล้อม ปัญหาด้านตลาดแรงงาน ปัญหาด้านเศรษฐกิจ 2) ด้านความเป็นผู้นำ ได้แก่ ปัญหาการขาดความมั่นใจในตนเอง ปัญหาการขาดทักษะการสื่อสาร ปัญหาประสบการณ์และการฝึกฝนที่ยังไม่เพียงพอ การขาดการวางแผนระยะยาวเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำ และ 3) ด้านการศึกษา ได้แก่ ปัญหาการพัฒนาทักษะเพื่อประกอบอาชีพยังไม่เพียงพอ ปัญหาอุปสรรคด้านการเรียนและแรงกดดันในระบบการศึกษา ปัญหาหลักสูตรการศึกษาไม่สอดคล้องกับ ความต้องการในอนาคต ปัญหาความเหลื่อมล้ำและข้อจำกัดด้านการศึกษา สำหรับต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัลโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ประกอบด้วยทั้งหมด 12 กิจกรรม ตามโครงสร้างองค์ประกอบของแรงบันดาลใจในอาชีพทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความสำเร็จ จำนวน 4 กิจกรรม 2) ด้านความ เป็นผู้นำ จำนวน 4 …
การพัฒนาแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์สำหรับประเมินสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, วรรณิดา ทองไทย
การพัฒนาแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์สำหรับประเมินสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, วรรณิดา ทองไทย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของภาระงานและเกณฑ์การประเมินสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษโดยใช้แฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ 2) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการประเมินสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษ และ 3) เพื่อวิเคราะห์พัฒนาการด้านสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวังทองพิทยาคม จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 60 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) ภาระงานการประเมินสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษด้านทักษะการอ่าน ทักษะการฟัง ทักษะการเขียน และทักษะการพูด 2) เกณฑ์การให้คะแนนภาระงานด้านทักษะการอ่าน ด้านทักษะการฟัง ด้านทักษะการเขียน และด้านทักษะการพูด 3) เกณฑ์การประเมินแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อ การประเมินสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษโดยใช้แฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนี CVI ดัชนี ICC การวิเคราะห์ repeated measures MANOVA และทฤษฎีการสรุปอ้างอิงความน่าเชื่อถือในการวัด ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาระงานการประเมินสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษมีคุณภาพในด้านความตรงเชิงเนื้อหา (CVI=0.80-1.00) และมีความเป็นคู่ขนานกัน (CVI = 0.80) ส่วนเกณฑ์การประเมินสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษมีคุณภาพในด้านความตรงเชิงเนื้อหา (CVI=0.60-1.00) และความเที่ยงระหว่างผู้ประเมิน (ICC=0.81-0.96) โดยภาระงานและเกณฑ์การประเมินมีลักษณะครอบคลุม 4 ทักษะทางภาษา ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน และสามารถสะท้อนสมรรถนะการสื่อสารทั้งในด้านไวยากรณ์ การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ภาษาศาสตร์เชิงสังคม และกลวิธีการใช้ได้อย่างชัดเจน2. แฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์มีองค์ประกอบ 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนนำ ส่วนเนื้อหา ส่วนการประเมินผลงาน และส่วนการนำเสนอผลงาน โดยแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการประเมินสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษมีคุณภาพอยู่ในระดับดี (M = 8.02, SD = 1.40) และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (M = 4.48, SD = 0.51)3. นักเรียนมีพัฒนาการด้านสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษด้านไวยากรณ์หรือโครงสร้าง ด้านการใช้ภาษาเพื่อ การสื่อสาร และด้านภาษาศาสตร์เชิงสังคม ส่วนด้านกลวิธีการใช้ ยังมีพัฒนาการไม่ชัดเจน …
การพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา ที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด Deeper และการเสริมต่อการเรียนรู้, ปาณัสม์ ชินเมธีพิทักษ์
การพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา ที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด Deeper และการเสริมต่อการเรียนรู้, ปาณัสม์ ชินเมธีพิทักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ลักษณะการใช้และการพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษาที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด DEEPER และ Scaffolding 2) เพื่อวิเคราะห์ผลการเปลี่ยนแปลงหลังจากใช้บอร์ดเกมในการส่งเสริมทักษะแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษาที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชายระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 2 คน ที่ได้รับการประเมินว่ามีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้ต้นแบบบอร์ดเกมได้รับการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 4 คน ผลการประเมินพบว่าต้นแบบบอร์ดเกมมีความเหมาะสมในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.81) และแบบสังเกตพฤติกรรมการแก้ปัญหาและแบบวัดทักษะแก้ปัญหามีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหากับวัตถุประสงค์ (Index of Congruence : IOC) อยู่ที่ช่วงระหว่าง 0.60 – 1.00 ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ปรับปรุงต้นแบบตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเหมาะสมต่อการใช้งาน การเก็บข้อมูลดำเนินการผ่านการสังเกตพฤติกรรมการแก้ปัญหา เพื่อวิเคราะห์ผลการทดลองและนำไปปรับปรุงพัฒนาต่อไปผลการศึกษาพบว่า การใช้บอร์ดเกมสามารถส่งเสริมการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในขั้นตอนการระบุปัญหาและการนำเสนอแนวทางแก้ไข ผู้เรียนมีพัฒนาการในด้านการคิดวิเคราะห์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการเชื่อมโยงกับประสบการณ์จริง ทั้งนี้การเสริมต่อการเรียนรู้ที่มีโครงสร้างสนับสนุนที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนแต่ละราย มีบทบาทสำคัญในการสร้าง “วงจรการเรียนรู้” ที่เชื่อมโยงการสนับสนุนจากภายนอกสู่การคิดภายในของผู้เรียนอย่างเป็นลำดับ แม้ว่าจะยังพบข้อจำกัดด้านการใช้ภาษา การอธิบายเหตุผล และการสะท้อนผลอย่างลึกซึ้ง แต่การจัดกิจกรรมที่กระตุ้นการตั้งคำถาม การวิเคราะห์ปัญหา และการแสดงออกอย่างมีเหตุผล ส่งผลให้ผู้เรียนมีแนวโน้มพัฒนาแนวคิดและความเข้าใจภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นว่าการใช้บอร์ดเกมร่วมกับแนวทางการเสริมต่อการเรียนรู้ ที่เป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิผลในการสนับสนุนทักษะการคิดอย่างเป็นระบบสำหรับผู้เรียนที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้
การเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงกับท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, สุทัตตา เทพบุตร
การเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงกับท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, สุทัตตา เทพบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงและท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 32 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 16 คน โดยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) โดยการทดลองใช้ระยะเวลา 10 สัปดาห์ ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับการสอนท่ากรรเชียง ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการสอนท่าฟรอนต์ครอล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาท่ากรรเชียงและท่าฟรอนต์ครอล รวมถึงแบบวัดความสามารถในการว่ายน้ำและแบบวัดความวิตกกังวลในการว่ายน้ำ โดยใช้การทดสอบค่าที (t-test) ก่อนและหลังการทดลองในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการทดลองไม่มีความแตกต่างในคะแนนความสามารถในการว่ายน้ำและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม แต่หลังการทดลองกลุ่มทดลองที่ได้รับการสอนท่ากรรเชียงมีการพัฒนาความสามารถในการว่ายน้ำทั้งในทักษะการเตะขา การลอยตัว และการว่ายน้ำ รวมทั้งมีความวิตกกังวลในการว่ายน้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลอง นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนความสามารถในการว่ายน้ำและความวิตกกังวลไม่แตกต่างกันหลังการทดลอง
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ที่มีต่อความรับผิดชอบของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, มนัสนันท์ ผาสุขกุลโรจน์
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ที่มีต่อความรับผิดชอบของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, มนัสนันท์ ผาสุขกุลโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรับผิดชอบ ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนน ความรับผิดชอบหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 40 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 40 คน ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.96 – 1.00 และ 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความรับผิดชอบ ทั้งหมด 6 ด้าน จำนวน 20 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60 – 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนน ความรับผิดชอบโดยการทดสอบค่าที (t - test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรับผิดชอบหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรับผิดชอบหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์สามารถพัฒนาความรับผิดชอบของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายได้
ผลการประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษาที่มีต่อความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนานในนักเรียนเพศหญิงมัธยมศึกษาตอนต้น, นิศากร ขวัญเมือง
ผลการประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษาที่มีต่อความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนานในนักเรียนเพศหญิงมัธยมศึกษาตอนต้น, นิศากร ขวัญเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ปรียบเทียบความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนาน ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนาน ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 80 คน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร แบ่งออกเป็น กลุ่มทดลอง จำนวน 40 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการเรียนรู้การประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษาที่มีต่อความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนานในนักเรียนเพศหญิงมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 8 แผน 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบทดสอบความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจ 2) แบบประเมินความสนุกสนานในการมีกิจกรรมทางกาย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยคำนวณค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation; SD) และใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ (Two-way ANOVA with repeated measures) ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการทดลองกลุ่มที่ได้รับการประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษามีค่าเฉลี่ยความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนาน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 2) หลังการทดลองกลุ่มที่ได้รับการประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษามีค่าเฉลี่ยความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนานสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการเรียนการสอนรายวิชาพลศึกษาแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001
การพัฒนาการ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรี เพื่อส่งเสริมทักษะการบูรณาการของครูดนตรี, สสิพงษ์ แก้วเปี้ย
การพัฒนาการ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรี เพื่อส่งเสริมทักษะการบูรณาการของครูดนตรี, สสิพงษ์ แก้วเปี้ย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างการ์ดการเรียนรู้เรื่องเพลงภาษาตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรี 2) เพื่อวิเคราะห์และอธิบายลักษณะการบูรณาการของครูผู้สอนในบริบทครูดนตรีระดับชั้นประถมศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) การ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรี 2) แบบประเมินคุณภาพการ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรี และ 3) แบบสัมภาษณ์ด้านการพัฒนาการ์ดการเรียนรู้และลักษณะการบูรณาการของครูดนตรี ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ ครูผู้สอนดนตรี จำนวน 6 ท่าน แบ่งเป็นครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนรัฐบาลจำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย 1) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนรัฐบาลที่มีประสบการณ์สอน 1-2 ปี 2) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนรัฐบาลที่มีประสบการณ์สอน 2-3 ปี 3) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนรัฐบาลที่มีประสบการณ์สอน 4-5 ปี และครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนนานาชาติจำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย 1) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนนานาชาติที่มีประสบการณ์สอน 1-2 ปี 2) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนนานาชาติที่มีประสบการณ์สอน 2-3 ปี 3) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนนานาชาติที่มีประสบการณ์สอน 4-5 ปี ผลการวิจัยพบว่า การ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรีมี 4 ชุด ประกอบด้วย แนวคิดดนตรี (Music Concept) การปฏิบัติดนตรี (Perform) การฟังเพลง (Listen) และการบูรณาการ (Integrate) มีผลการประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับดีมาก ผู้วิจัยได้นำข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญทุกท่านมาปรับปรุงองค์ประกอบต่าง ๆ จากนั้นนำไปทดลองใช้กับครูดนตรี ผลการทดลองใช้การ์ดการเรียนรู้ แบ่งออกเป็นด้านการพัฒนาการ์ดการเรียนรู้ซึ่งสรุปได้เป็น 4 ประเด็น ได้แก่ 1) ด้านการใช้การ์ดการเรียนรู้: เสนอให้มีการใช้การ์ดการเรียนรู้ได้อย่างหลากหลายตามความต้องการของใช้งาน จะทำให้สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น 2) ด้านผู้ใช้งาน: เสนอให้ผู้เรียนสามารถเลือกการ์ดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง จะทำให้ชั้นเรียนมีความสนุกและน่าสนใจ 3) ด้านองค์ประกอบของการ์ด: เสนอให้ทำการ์ดการเรียนรู้ในรูปแบบภาษาอังกฤษ เพื่อสะดวกต่อการใช้งานของครูผู้สอนดนตรีในโรงเรียนนานาชาติ และ 4) ด้านครูผู้สอน: ครูผู้สอนกล่าวว่าการ์ดการเรียนรู้เป็นส่วนช่วยให้ครูผู้สอนตระหนักถึงการสอนของตนเอง เปรียบเสมือนเป็นแนวทางการสอนในรูปแบบใหม่ที่สามารถนำไปปรับใช้ในเหมาะสมกับชั้นเรียนของตนเองได้ ซึ่งผู้วิจัยได้นำข้อเสนอแนะของครูผู้สอนไปปรับปรุงและพัฒนาจนเป็นการ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรีฉบับสมบูรณ์ และในด้านการวิเคราะห์และอธิบายลักษณะการบูรณาการของครูดนตรี สรุปได้ 2 ประเด็น ได้แก่ 1) ผลการทดลองใช้การ์ดการเรียนรู้ของครูดนตรี พบว่า …
ผลการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์กิจกรรมมินิวอลเลย์บอลที่มีต่อเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พุฒิพงศ์ ศรีสมโภชน์
ผลการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์กิจกรรมมินิวอลเลย์บอลที่มีต่อเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พุฒิพงศ์ ศรีสมโภชน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลของกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลอง 2) เปรียบเทียบเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 66 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 33 คน และกลุ่มควบคุม 33 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์กิจกรรมมินิวอลเลย์บอล จำนวน 8 สัปดาห์ ค่า IOC เท่ากับ 0.80-1.00 2) แบบประเมินเจตคติการเรียน ค่า IOC เท่ากับ 0.80-1.00 3) แบบทดสอบทักษะวอลเลย์บอล ค่า IOC เท่ากับ 0.80-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยคะแนนด้วยค่าที โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลของกลุ่มทดลองหลังทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนเจตคติการเรียนของกลุ่มทดลองไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะวอลเลย์บอลของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาแบบทดสอบการตรวจหาข้อผิดพลาดทางการใช้ภาษาอังกฤษ ในการวัดความรู้ด้านไวยากรณ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย : การประยุกต์ใช้การประเมินแบบพลวัตด้วยคอมพิวเตอร์, เมธา เฉิดฉาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบการตรวจหาข้อผิดพลาด ทางการใช้ภาษาอังกฤษในการวัดความรู้ด้านไวยากรณ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการประยุกต์ใช้การประเมิน แบบพลวัตด้วยคอมพิวเตอร์ และ (2) เพื่อเปรียบเทียบความรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่แตกต่างกัน จากการทดสอบด้วยแบบทดสอบการตรวจหาข้อผิดพลาดทางการใช้ภาษาอังกฤษ โดยการประยุกต์ใช้การประเมินแบบพลวัตด้วยคอมพิวเตอร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตัวอย่างวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2567 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี จำนวน 300 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบการตรวจหาข้อผิดพลาดทางการใช้ภาษาอังกฤษที่สร้างขึ้นโดยซอฟต์แวร์ iSpring Suite MAX มีลักษณะ เป็นแบบทดสอบประเภทเลือกตอบ 2 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติบรรยาย วิเคราะห์คุณภาพแบบทดสอบฯ จากค่าความตรงเชิงเนื้อหา ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเที่ยง และผลการประเมินความพึงพอใจผู้ใช้งานของอินเตอร์เฟสระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1. แบบทดสอบการตรวจหาข้อผิดพลาดทางการใช้ภาษาอังกฤษครอบคลุมโครงสร้างเนื้อหาทั้งหมด 8 ด้าน ได้แก่ (1) Part of speech (2) Tense (3) Article (4) Word order (5) Comparison (6) If-clause (7) Parallelism และ (8) Subject-verb agreement รวมทั้งหมด 20 ข้อ ผลการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของคำถามระดับ 1 มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 คำถามระดับที่ 2 มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60 – 1.00 และสื่อกลางมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60 – 1.00 ค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.41 – 0.65 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.53 – 0.85 ความเที่ยงของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.91 และผลการประเมินความพึงพอใจผู้ใช้งานของอินเตอร์เฟสระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ พบว่านักเรียน …
แนวทางการก้าวผ่านความท้าทายบนเส้นทางอาชีพครูดนตรีโรงเรียนรัฐบาล, ณัฐณิชา มุสิกสวัสดิ์
แนวทางการก้าวผ่านความท้าทายบนเส้นทางอาชีพครูดนตรีโรงเรียนรัฐบาล, ณัฐณิชา มุสิกสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในประเด็นเรื่อง แนวทางการก้าวผ่านความท้าทายบนเส้นทางอาชีพครูดนตรีโรงเรียนรัฐบาล มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความคิดเห็นต่อความท้าทายในการปฏิบัติงานของครูดนตรีในโรงเรียนสังกัด สพม. และเพื่อศึกษาแนวทางก้าวผ่านความท้ายของครูดนตรีในโรงเรียนสังกัด สพม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ศึกษาผ่านผู้ให้ข้อมูลสำคัญในงานวิจัยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 8 ท่าน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เก็บข้อมูลวิจัยโดยใช้แนวทางการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured interview) ในวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า ช่วงเวลาการทำงานที่แตกต่างกันทำให้ได้มาซึ่งความคิดเห็นต่อความท้าทายบนเส้นทางอาชีพครูดนตรีที่มีความแตกต่างกัน พิจารณาจากการเริ่มต้นใช้หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานของผู้ให้ข้อมูลแต่ละรายสะท้อนให้เห็นถึง บริบทการปฏิบัติงานที่หลากหลาย ซึ่งอาจส่งผลต่อมุมมองและประสบการณ์ที่ได้จากการจัดการเรียนการสอน ในแนวทางการก้าวผ่านความท้าทายพบว่าสามารถจำแนกประเด็นปัญหาหลักออกเป็น 3 ประเด็น ได้แก่ ภาระงานสอนและการควบคุมชั้นเรียน ภาระนอกเหนือการสอน และค่าตอบแทนและการประเมินเพื่อขอเลื่อนขั้นวิทยฐานะและผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ซับซ้อนในวิชาชีพครูดนตรี และเสนอแนะแนวทางปฏิบัติเพื่อช่วยให้ครูดนตรีสามารถก้าวผ่านอุปสรรคเหล่านี้ เพื่อคงไว้ซึ่งคุณภาพการศึกษาดนตรีในโรงเรียนรัฐบาล
ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, กิตติพงศ์ มาตสาร
ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, กิตติพงศ์ มาตสาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาและสมรรถนะการสื่อสาร ก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุม และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาและสมรรถนะการสื่อสารหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 60 คน ที่ได้จากวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) และวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple random sampling) แบ่งเป็นห้องเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ จำนวนนักเรียน 30 คนและห้องเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้รูปแบบปกติ จำนวนนักเรียน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 8 แผนและแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติและสมรรถนะการสื่อสาร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนกลุ่มทดลอง หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษาสูงกว่าการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติ
แนวทางการส่งเสริมวงออร์เคสตราสู่การเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทางดนตรีในประเทศไทย, นลธวัช แซ่ตั้ง
แนวทางการส่งเสริมวงออร์เคสตราสู่การเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทางดนตรีในประเทศไทย, นลธวัช แซ่ตั้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในประเด็นเรื่องแนวทางการส่งเสริมวงออร์เคสตราสู่การเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทางดนตรีในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันของวงออร์เคสตราในมุมมองทางด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในชุมชน และเพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมวงออร์เคสตราสู่การเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทางด้านดนตรีในประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยแบ่งเป็นการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ที่ทำการศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันของวงออร์เคสตราในมุมมองทางด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในชุมชน โดยศึกษาผ่านเว็บไซต์หลักของวงออร์เคสตราที่ทำการศึกษา โปรแกรมการแสดงประจำฤดูกาลของวงออร์เคสตราที่ทำการศึกษา และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่ถูกเผยแพร่โดยวงออร์เคสตราที่ทำการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 33 วง เก็บข้อมูลวิจัยโดยใช้แบบบันทึกการวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Analysis Form) ต่อมาเป็นการศึกษาแนวทางการส่งเสริมวงออร์เคสตราสู่การเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทางด้านดนตรีในประเทศไทย ศึกษาผ่านผู้ให้ข้อมูลสำคัญในงานวิจัยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 15 ท่าน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เก็บข้อมูลวิจัยโดยใช้แนวทางการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured interview) ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะของกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในชุมชนของวงออร์เคสตราประเภทรายบุคคลสามารถแบ่งตามตามช่วงวัยได้ 6 ลักษณะ ได้แก่ 1) ผู้เข้าร่วมในช่วงปฐมวัย 2) ผู้เข้าร่วมในช่วงวัยเรียน 3) ผู้เข้าร่วมในช่วงวัยรุ่น 4) ผู้เข้าร่วมในช่วงวัยทำงาน 5) ผู้เข้าร่วมในช่วงวัยสูงอายุ และ 6) ผู้เข้าร่วมไม่จำกัดช่วงวัย ในบางกิจกรรมจะมีการระบุลักษณะเพิ่มเติมของผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเป็นการระบุลักษณะที่ชัดเจนของผู้เข้าร่วมกิจกรรมให้รู้ว่ากิจกรรมเหล่านั้นออกแบบมาเพื่อกลุ่มเป้าหมายใด สามารถแบ่งออกมาได้ 9 กลุ่มลักษณะ ได้แก่ 1) กลุ่มนักเรียน 2) กลุ่มนักดนตรี หรือนักร้อง 3) กลุ่มวาทยากร 4) กลุ่มนักประพันธ์เพลง 5) กลุ่มครูผู้สอน 6) กลุ่มผู้มีความต้องการพิเศษ 7) กลุ่มนักวิชาการ 8) กลุ่มผู้อุปถัมภ์วง และ 9) กลุ่มช่างสร้างเครื่องดนตรี กลุ่มเป้าหมายกิจกรรมทางด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในชุมชนของวงออร์เคสตรานอกจากผู้เข้าร่วมที่เป็นบุคคลแล้ว ยังพบกลุ่มเป้าหมายของกิจกรรมของวงยังมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประเภทกลุ่มองค์กรด้วย ได้แก่ 1) สถาบันครอบครัว 2) สถาบันการศึกษา 3) ชุมชน 4) สถานพยาบาล 5) สถานเลี้ยงเด็ก และ 6) งานเทศกาลต่าง ๆ ลักษณะของรูปแบบกิจกรรมทางด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในชุมชนของวงออร์เคสตรา สามารถสรุปออกมาได้ทั้งสิ้น 5 กลุ่มกิจกรรม ได้แก่ 1) กลุ่มกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแสดง 2) …
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือที่มีต่อความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พงศภัค สุวัตถุดี
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือที่มีต่อความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พงศภัค สุวัตถุดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ 2. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) และแบ่งนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) จำนวน 60 คน โดยเป็นนักเรียนกลุ่มทดลองจำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 30 คน ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการทดลอง คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ (IOC = 1.00) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กอายุ 12-17 ปี (IOC = 0.94) และแบบทดสอบทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอล (IOC = 1.00) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
มุมมองและแนวทางการสอนการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโน, กาจก้อง ศศิสัจจา
มุมมองและแนวทางการสอนการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโน, กาจก้อง ศศิสัจจา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษามุมมองต่อการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโนของผู้เชี่ยวชาญเปียโนในประเทศ ไทย และ 2) ศึกษาแนวทางการสอนการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโนของผู้เชี่ยวชาญเปียโนในประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิง คุณภาพ ศึกษาโดยใช้การสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และรายงานเป็นการบรรยาย และตาราง โดยเก็บ รวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งได้จากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 15 ท่าน แบ่งตาม ช่วงอายุ 3 กลุ่ม ได้แก่กลุ่ม Gen BB กลุ่ม Gen X และกลุ่ม Gen Y จำนวนกลุ่มละ 5 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า 1) มุมมองต่อการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโนของผู้เชี่ยวชาญเปียโนในประเทศไทย มีลักษณะ เฉพาะตัวที่หลากหลาย สะท้อนถึงความเป็นปัจเจกของแต่ละบุคคลที่มีแนวคิดแตกต่างกันตามประสบการณ์และรสนิยม อย่างไรก็ตาม ผลการ วิเคราะห์สะท้อนให้เห็นแนวโน้มของความนิยมในภาพรวมที่สามารถจำแนกได้เป็น 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ความหมายของการแสดงออกทางอารมณ์ซึ่ง ถูกมองว่าเป็นการสื่อสารผ่านเสียงดนตรีวิธีการแสดงออกซึ่งเน้นที่เสียงเป็นหลักแต่บางส่วนยอมรับบทบาทของท่าทาง การตีความบทเพลง ซึ่งต้อง พิจารณาทั้งความซื่อตรงต่อตัวโน้ต บริบทของบทเพลง และแนวปฏิบัติตามยุคสมัย การมีอารมณ์ร่วมซึ่งควรอยู่ในระดับที่พอเหมาะ ปัจจัยที่ส่งผลต่อ ความสามารถในการแสดงออกซึ่งครอบคลุมทั้งปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลและปัจจัยประสบการณ์ทางดนตรีและสิ่งที่บ่งบอกถึงการแสดงออกทางอารมณ์ เช่น ประโยคเพลง จังหวะ ความดังเบา รายละเอียดเสียงและสัมผัส รวมถึงท่าทาง 2) แนวทางการสอนการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโน ของผู้เชี่ยวชาญพบว่า มีความหลากหลายและสะท้อนความเป็นปัจเจกของผู้สอน วิธีการที่ใช้ในการสอนขึ้นอยู่กับลักษณะของบทเพลง และ ประสบการณ์หรือความถนัดของผู้สอนแต่ละคน ทั้งนี้พบว่ามีองค์ประกอบทางดนตรีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 12 ประการ โดยองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ บริบท โครงสร้างเพลง รายละเอียดเสียงและสัมผัส ความดังเบา และประโยคเพลง ด้านวิธีการสอนที่ใช้ มีความหลากหลายรวม 14 วิธี เช่น การอธิบาย การเล่นสาธิต การสอนเทคนิค การให้ฟังเพลง การตั้งคำถาม การเปรียบเปรย และการเล่าเรื่อง โดยพบว่าการสอนในเชิงบรรยายเป็น วิธีการสอนหลักที่ครอบคลุมทุกเนื้อหา แนวทางการสอนของผู้เชี่ยวชาญสามารถจำแนกได้เป็น กลุ่มเน้นเทคนิค และกลุ่มเน้นจินตนาการ นอกจากนี้ยัง พบความแตกต่างทางมุมมองและวิธีการสอนระหว่างรุ่น โดยเฉพาะระหว่างผู้เชี่ยวชาญรุ่น Gen …
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน และการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ชญาดา สื่อสุวรรณวิสิฏิ์
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน และการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ชญาดา สื่อสุวรรณวิสิฏิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อออกแบบการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น 2) เพื่อศึกษาผลของการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น 3) เพื่อนำเสนอการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน 31 คน และผู้เชี่ยวชาญในการตรวจประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้และเครื่องมือวิจัย จำนวน 15 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้ฯประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ (1) การเข้าใจ (2) การกำหนดปัญหา (3) การระดมความคิด (4) การสร้างต้นแบบ และ (5) การทดสอบ 2) ผลการเปรียบเทียบระดับการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า t-test = -11.63 3) ผลการเปรียบเทียบระดับการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า t-test = -16.85 4) ผลการนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่า ผลการประเมินรูปแบบอยู่ในระดับ มากที่สุด โดยมีค่า (x̄ = 4.86, S.D. = 0.23) และมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายระหว่างการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึก ของนักเรียนมีค่า .812 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับสูง
Exploration Of Global Englishes Orientation On English Textbooks In China, Lin Chen
Exploration Of Global Englishes Orientation On English Textbooks In China, Lin Chen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Given China’s growing global perspective in education and the widespread use of English as a Lingua Franca, this study examined the integration of Global Englishes (GE) principles in senior high school English textbooks. Using a qualitative content analysis, the textual, visual, and auditory elements in three textbooks approved by China’s Ministry of Education were examined. The analysis was guided by Rose and Galloway’s 2018 Global Englishes Language Teaching framework, focusing on six aspects: target interlocutors, ownership, norms, cultures, needs, and assessment criteria. Overall, the findings indicate a GE orientation across all three textbooks, evidenced by the representation of diverse English …
การจัดการเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์ Please เพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนเรียงความเชิงวิชาการของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, กระต่าย วิรัชยานุกูล
การจัดการเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์ Please เพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนเรียงความเชิงวิชาการของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, กระต่าย วิรัชยานุกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเรียงความเชิงวิชาการของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์ PLEASE 2) วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงความสามารถในการเขียนเรียงความเชิงวิชาการของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายระหว่างที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์ PLEASE ตัวอย่างวิจัย ได้แก่ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนคาทอลิกในสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ เขต 1 จำนวน 28 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการเขียนเรียงความเชิงวิชาการ เกณฑ์การประเมินงานเขียนเรียงความเชิงวิชาการ แบบวิเคราะห์ผลงานเรียงความเชิงวิชาการ และแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์ PLEASE และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยของความสามารถในการเขียนเรียงความเชิงวิชาการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ผลการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงความสามารถในการเขียนเรียงความเชิงวิชาการหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์ PLEASE พบว่า ความสามารถในการเขียนเรียงความเชิงวิชาการของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายเปลี่ยนแปลงดีขึ้นทุกองค์ประกอบ
การส่งเสริมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาคสำหรับผู้เรียนไวโอลินอายุ 9-11 ปี, กรกฎ ยกเจริญ
การส่งเสริมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาคสำหรับผู้เรียนไวโอลินอายุ 9-11 ปี, กรกฎ ยกเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนากระบวนการการส่งเสริมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาคสำหรับผู้เรียนไวโอลินอายุ 9-11 ปี และ 2) เพื่อศึกษาผลของการส่งเสริมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาคสำหรับผู้เรียนไวโอลินอายุ 9-11 ปี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลองในรูปแบบทดลองกลุ่มเดี่ยว ทดสอบก่อนและหลังการทดลอง ทำการเก็บข้อมูลจากผู้เรียนไวโอลินอายุ 9-11 ปี จำนวน 3 คน โดยใช้การคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย แบบวัดพฤติกรรมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อม แบบบันทึกการฝึกซ้อม และแบบสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยมีการใช้สถิติเชิงบรรยายโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที เพื่อเปรียบเทียบคะแนนที่ได้จากแบบวัดในช่วงก่อนและหลังการทดลอง รวมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบบันทึกการฝึกซ้อมและการสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียนโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการการกำกับตนเองในการซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาคสามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นเตรียมการ ขั้นดำเนินการ และขั้นสะท้อนตนเอง โดยมีการทำทั้งสามขั้นตอนซ้ำในการเรียนทุก ๆ ครั้ง 2) จากการทดลองใช้แผนกระบวนการที่พัฒนาขึ้น ซึ่งมีความยาวทั้งสิ้น 7 ครั้ง ครั้งละ 50 นาที โดยมีการใช้คำถามวิเคราะห์เชิงคุณภาพประกอบกับการเรียนเนื้อหาพื้นฐานทางดนตรี และให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติในชั้นเรียน พบว่า การใช้กระบวนการการส่งเสริมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาค ส่งผลให้ผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนที่สูงขึ้นกว่าก่อนเรียน แต่ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้ จากแบบบันทึกการฝึกซ้อมและการสังเกตในชั้นเรียน พบว่าผู้เรียนทั้งสามมีการกำกับตนเองในช่วงขั้นเตรียมการ ขั้นดำเนินการ และขั้นสะท้อนตนเองได้ดีขึ้น โดยมีการพัฒนาที่แตกต่างกันไปในผู้เรียนแต่ละคน
Academic Management Innovation To Foster Teacherpreneur Competency Of Normal University Students In Yunnan Province, China, Dihui Liu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to (1) study the conceptual framework of teacherpreneur competency and academic management and, (2) assess the level of teacherpreneur competency among Normal University Students, (3) analyze priority needs for academic management development to foster teacherpreneur competency, and (4) develop academic management innovation to foster teacherpreneur competency in Normal University Students. A multiphase mixed-methods research design was employed. Phase One evaluated the conceptual framework by 5 experts. Phase Two surveyed 400 students (with an additional 400 respondents: 30 for the pilot study and 370 for exploratory factor analysis). Phase Three collected institutional data from 70 programs (1 director …
การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน โดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วิไลภรณ์ วงษ์กิติโสภณ
การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน โดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วิไลภรณ์ วงษ์กิติโสภณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการรูปแบบฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างการวิจัยที่ใช้ในการศึกษาสภาพและความต้องการรูปแบบฯ ผู้วิจัยคัดเลือกตัวอย่าง 2 กลุ่ม 1) นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเขต 1 และ 2 จำนวน 434 คน (Purposive Sampling) ขนาดตัวอย่างขั้นต่ำคำนวณโดย G*Power 3.1.9.7 สำหรับ Paired-samples t-test เท่ากับ 272 คน ตามเกณฑ์ของ Cohen (1988) 2) ครูผู้สอนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ในสังกัดสพฐ. เขต 1 และ 2 จำนวน 5 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) และตัวอย่างการวิจัยที่ใช้ในศึกษาผลการใช้รูปแบบฯ ได้จากเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง จำนวน 30 คน ที่สมัครใจเข้าร่วมแบบอาสาสมัคร (Voluntary Participation) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพและความต้องการรูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) แบบสัมภาษณ์ครูแบบมีโครงสร้าง 3) แบบประเมินผู้เชี่ยวชาญแบบมีโครงสร้าง 4) แบบประเมินรูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 5) แบบประเมินทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน 6) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่มีต่อรูปแบบการอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐาน การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) วิเคราะห์สภาพและความต้องการโดยใช้ดัชนีความสำคัญของลำดับความต้องการจำเป็นหรือ Modified Priority Needs Index: PNImodified และ 3) วิเคราะห์ความแตกต่างของคะแนนทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนและหลังการอบรม โดยใช้สถิติทดสอบ Paired Samples t-test ผลการวิจัยสรุปได้ว่า …
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษา, ฐาปนวัฒน์ สุขปาละ
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษา, ฐาปนวัฒน์ สุขปาละ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษา 2) พัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษา และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษาที่พัฒนาขึ้น การศึกษาระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 434 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นสองขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 35 ข้อ ครอบคลุม 6 องค์ประกอบ มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวม 0.77 และค่าความเที่ยง 0.86 การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ส่วนการศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต จำนวน 80 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจงและสุ่มแบบแบ่งชั้นตามเพศ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 40 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 1 ชั่วโมง วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที (t-test) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05ผลการวิจัย พบว่า 1) นักศึกษามีระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย กิจกรรม 8 กิจกรรม คือ 2.1) รอบรู้บุหรี่ไฟฟ้า 2.2) แยกแยะสื่อและโฆษณา 2.3) รู้ที่มา เข้าใจข้อมูล 2.4) รู้จักคิด รู้จักปฏิเสธ 2.5) คิดก่อนคลิก เลือกก่อนลอง 2.6) ฉลาดรู้…จัดการตน 2.7) สื่อ..สาร ให้โดนใจ และ 2.8) ภารกิจพลังบวก มีค่าดัชนีความสอดคล้องเฉลี่ยเท่ากับ 0.95 3) ประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษากลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) สรุปผลการวิจัย พบว่า โปรแกรมส่งเสริม ความฉลาดรู้ทางสุขภาพที่พัฒนาขึ้นสามารถเพิ่มระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพของนักศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญ และมี แนวโน้มที่จะนำไปใช้ในการพัฒนากลุ่มเยาวชนในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิผล
การพัฒนาโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา, ศักดา สวัสดิ์วร
การพัฒนาโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา, ศักดา สวัสดิ์วร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา และ 2) ประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น ตัวอย่างวิจัยเป็นนักเรียนประถมศึกษาจำนวน 30 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายใน 1 โรงเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นและผ่านเกณฑ์คัดเข้า ทำการเก็บข้อมูล 2 ครั้ง คือ ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์นำข้อมูลมาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยด้วยค่าทีที่ระดับนัยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) โปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 8 กิจกรรม ได้แก่ (1) ยืดเส้นยืดสาย (2) ฝ่าฟันไปด้วยกัน (3) ภารกิจพิชิตชัยชนะ (4) รวมพลังสู่ชัยชนะ (5) ขยับสไตล์เรา (6) คู่หูทรงพลัง (7) ลูกบอลหรรษา และ (8) มั่นคงทรงพลัง มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ในช่วง 0.80–1.00 และ 2) ประสิทธิผลของโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของคะแนนความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในระยะหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า การพัฒนาโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษามีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ในช่วง 0.80–1.00 และโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลสามารถส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาได้
Academic Management Innovation Based On The Concept Of Meta Skills For Private Higher Education Institutions In Sichuan, China, Chi Che
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to 1) study the conceptual framework of academic management and metaskills, 2) examine the level of meta-skills among students in Sichuan private higher education institutions (HEIs), 3) analyze the priority needs in developing academic management to enhance meta-skills, and 4) develop an academic management innovation to foster meta-skills in private HEIs. This study employed a multi-phase mixed-methods research design, integrating both quantitative and qualitative approaches. The study involved ten private HEIs across Sichuan Province. The instruments used included a meta-skills development questionnaire, academic management evaluation form, expert validation form, and structured interview protocols. Data were analyzed using …
Inclusive Leadership Development Innovation For University Faculty Members In Chongqing, China, Changjiang Tang
Inclusive Leadership Development Innovation For University Faculty Members In Chongqing, China, Changjiang Tang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to 1) study the conceptual framework of inclusive leadership and professional development of university faculty members, 2) study the level of inclusive leadership of university faculty members in Chongqing, China, 3) analyses the priority needs in professional development to enhance the inclusive leadership of university faculty members in Chongqing, China, and 4) develop the professional development innovation to enhance the inclusive leadership of university faculty members in Chongqing, China. This study employed a multi-phase mixed-method design, combining quantitative and qualitative data collection. The sample consisted of 17 universities, 366 university faculty members in Chongqing, China. Informants included …
การพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะระหว่างวัยเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในอัตลักษณ์ผ้าทอ สำหรับนักเรียนประถมศึกษา, อุษณา พิมพร
การพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะระหว่างวัยเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในอัตลักษณ์ผ้าทอ สำหรับนักเรียนประถมศึกษา, อุษณา พิมพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะระหว่างวัยที่ส่งเสริมการเห็นคุณค่าในอัตลักษณ์ผ้าทอสำหรับนักเรียนประถมศึกษา และช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเห็นคุณค่าในตนเอง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งการวิจัยเป็น 2 ระยะ ได้แก่ 1. ระยะการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และออกแบบชุดกิจกรรม และ 2. ระยะทดลองใช้ชุดกิจกรรม ใช้เครื่องมือวิจัย จำนวน 7 ชุด ได้แก่ 1. แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าทอ 2. แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนศิลปะในระดับประถมศึกษา 3. แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้ระหว่างวัย 4. แบบวัดประเมินการเห็นคุณค่าในอัตลักษณ์ผ้าทอสำหรับนักเรียนประถมศึกษา 5. แบบสังเกตพฤติกรรม 6. แบบสัมภาษณ์การเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ และ 7. แบบสำรวจความพึงพอใจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนประถมศึกษา จำนวน 20 คน ผู้สูงอายุ จำนวน 5 คน ศึกษาโดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าเฉลี่ย การหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับการเรียนรู้ หาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าร้อยละ สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis)ผลการวิจัย พบว่า การพัฒนาชุดกิจกรรมประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก คือ 1. การสานความสัมพันธ์ 2. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3. การสร้างความภาคภูมิใจร่วมกัน และ 4. การบูรณาการในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ผลการใช้ชุดกิจกรรม พบว่า 1. นักเรียนประถมศึกษามีการเห็นคุณค่าอัตลักษณ์ผ้าทอหลังใช้ชุดกิจกรรมเพิ่มขึ้นทุกคน และมีค่าเฉลี่ยคะแนนจากการสังเกตพฤติกรรมอยู่ในระดับมาก (M=4.08) นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงการเห็นคุณค่าใน 3 ระดับ คือ 1) ขั้นการรับรู้ โดยพบว่า นักเรียนมีส่วนร่วมถามคำถามในกิจกรรม มีความตั้งใจในการทำกิจกรรม รู้จักเลือกเลือกสิ่งที่ชอบในกิจกรรมได้ 2) ขั้นการตอบสนอง โดยพบว่า นักเรียนมีความต้องการตอบคำถามใน ชั้นเรียน ตั้งใจปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย สามารถนำเสนอผลงานได้ และ 3) ขั้นการรู้คุณค่า โดยพบว่า นักเรียนสามารถบอกคุณค่าของ อัตลักษณ์ผ้าทอได้ และสร้างสรรค์คลิปวิดีโอเพื่อเชิญชวนให้ผู้อื่นรู้จักอัตลักษณ์ผ้าทอได้ นอกจากนี้ผลการสะท้อนคิดยังพบว่า นักเรียนมีความสุขและชื่นชอบในการทำกิจกรรมศิลปะที่ออกแบบ 2. หลังใช้ชุดกิจกรรมผู้สูงอายุเกิดการเห็นคุณค่าในตนเองเพิ่มขึ้น …
Factors Associated With Rabies-Related Behaviors Among Myanmar Migrant Workers In Bangkok Metropolitan Area, Thailand., Amornsit Chavanayarn
Factors Associated With Rabies-Related Behaviors Among Myanmar Migrant Workers In Bangkok Metropolitan Area, Thailand., Amornsit Chavanayarn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Rabies is a fatal but preventable viral disease that continues to be a public health concern in Thailand, particularly among vulnerable populations such as migrant workers. Myanmar migrant workers, who often reside in high-risk environments with limited access to healthcare and information, may face increased risk of rabies exposure due to animal bites and inadequate knowledge of prevention measures. This study aimed to determine the proportion of potential rabies exposure and assess the levels of knowledge, attitudes, and practices (KAP) regarding rabies among Myanmar migrant workers in the Bangkok Metropolitan Area. It also examined associations between socio-demographic factors and KAP …