Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11402)
- Social and Behavioral Sciences (7224)
- Education (4053)
- Engineering (3655)
- Arts and Humanities (3617)
-
- Physical Sciences and Mathematics (3121)
- Veterinary Medicine (2802)
- Life Sciences (2359)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
- Environmental Sciences (1444)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Law (945)
- Materials Science and Engineering (906)
- Architecture (872)
- Medical Sciences (861)
- Business (842)
- Sociology (809)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Environmental Studies (777)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Computer Sciences (618)
- Reading and Language (564)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Environmental Design (518)
- Engineering Science and Materials (502)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Keyword
-
- Thailand (164)
- Dog (124)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (40)
- Immunohistochemistry (35)
- Cat (29)
- COVID-19 (28)
- Risk factors (28)
- Stress (28)
- Anxiety (27)
- Elderly (27)
- Indonesia (27)
- Quality of life (27)
- Children (25)
- Antioxidant (24)
- Rat (23)
- Oxidative stress (22)
- Attitude (21)
- Diagnosis (21)
- Escherichia coli (21)
- Knowledge (21)
- Bangkok (20)
- Breast cancer (20)
- Histopathology (20)
- PCR (20)
- Reliability (20)
- Efficacy (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15281)
- Chulalongkorn Medical Journal (4167)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2589)
- Journal of Education Studies (2472)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1665)
-
- Journal of Social Sciences (1290)
- Thai Environment (1027)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
- PASAA (897)
- Journal of Letters (864)
- Jamjuree Journal (816)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (789)
- Applied Environmental Research (777)
- Manusya, Journal of Humanities (598)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Journal of Urban Culture Research (445)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (441)
- Asian Review (360)
- Journal of Demography (353)
- Halal Insight (292)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (290)
- Journal of Health Research (221)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (220)
- วารสารวิทยบริการ Academic Resources Journal (203)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (94)
- Chulalongkorn University Law Journal (47)
- Publication Type
Articles 29071 - 29100 of 37696
Full-Text Articles in Entire DC Network
การวิจัยและพัฒนา, อุทัย บุญประเสริฐ
การวิจัยและพัฒนา, อุทัย บุญประเสริฐ
Journal of Education Studies
No abstract provided.
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับสถาบันการศึกษาก่อนประจำการของกรมตำรวจ, พินิจ อุสาโห
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับสถาบันการศึกษาก่อนประจำการของกรมตำรวจ, พินิจ อุสาโห
Journal of Education Studies
No abstract provided.
การวิเคราะห์สภาพ ปัญหา และแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิชาธุรกิจในโรงเรียนมัธยมเขตกรุงเทพมหานคร : การวิจัยเอกสารและการวิจัยเชิงปริมาณ, สิริฉันท์ สถิรกุล เตชพาหพงษ์, จรูญศรี มาดิลกโกวิทย
การวิเคราะห์สภาพ ปัญหา และแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิชาธุรกิจในโรงเรียนมัธยมเขตกรุงเทพมหานคร : การวิจัยเอกสารและการวิจัยเชิงปริมาณ, สิริฉันท์ สถิรกุล เตชพาหพงษ์, จรูญศรี มาดิลกโกวิทย
Journal of Education Studies
No abstract provided.
การวิเคราะห์ต้นทุนและทางเลือกในการลดต้นทุนโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, วิลาวัณย์ ตันวัฒนะพงษ์
การวิเคราะห์ต้นทุนและทางเลือกในการลดต้นทุนโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, วิลาวัณย์ ตันวัฒนะพงษ์
Journal of Education Studies
No abstract provided.
การนำเสนอแนวทางสำหรับผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรียนระดับประถมศึกษา โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม, พัชรี วรจรัสรังสี
การนำเสนอแนวทางสำหรับผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรียนระดับประถมศึกษา โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม, พัชรี วรจรัสรังสี
Journal of Education Studies
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอแนวทางสําหรับผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาของโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม สรุปผลวิจัยได้ดังนี้ แนวทางในการส่งเสริมการเรียน ประกอบด้วย ๒ ส่วน คือ ๑. ส่วนที่เป็นความเรียงประกอบด้วย คำนำ วัตถุประสงค์ วิธีใช้และ ประโยชน์ที่จะได้รับ ๒. ส่วนที่เป็นรายการปฏิบัติ ประกอบด้วย ๕ หัวข้อใหญ่ คือ ด้านความกดดัน การสนับสนุนทางจิตวิทยา ความช่วยเหลือ การกระตุ้นพัฒนาทางสติปัญญา และการแบ่งเวลา มีรายการปฏิบัติทั้งหมด ๙๓ ข้อ
เวทีวิชาการ, พิมพันธ์ เดชะคุปต์
การแก้ปัญหาการผสมซ้ำในโคนมโดยวิธีล้างมดลูกด้วยน้ำเกลือผสมยาปฏิชีวนะ, สันติ ประสิทธิผล, ปราจีน วีรกุล, จันทร์เพ็ญ สุวิมลธีระบุตร
การแก้ปัญหาการผสมซ้ำในโคนมโดยวิธีล้างมดลูกด้วยน้ำเกลือผสมยาปฏิชีวนะ, สันติ ประสิทธิผล, ปราจีน วีรกุล, จันทร์เพ็ญ สุวิมลธีระบุตร
The Thai Journal of Veterinary Medicine
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการชะล้างมดลูกด้วยน้ําเกลือผสมยาปฏิชีวนะอ๊อกซี่เตตร้า ซัยคลิน และผลต่ออัตราการผสมติดหลังการรักษาเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม พบว่าในฟาร์มโคนมรายย่อย โคนมผสมซ้ำที่ได้รับการรักษาโดยวิธีนี้ สามารถติดตั้งท้องภายหลังการผสมเทียมแล้ว 3 ครั้งมากกว่ากลุ่ม เปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) กล่าวคือ โคกลุ่มรักษา จำนวน 39 ตัว ตั้งท้อง 22 ตัว (56.4%) และโคกลุ่มควบคุม จำนวน 39 ตัว ตั้งท้อง 12 ตัว (30.8%) ผลการทดลองแก้ไขการผสมซ้ำใน ฟาร์มโคนมขนาดใหญ่ พบว่าให้ผลการรักษาได้ดี กล่าวคือในโคนมที่มีปัญหาผสมซ้ำ 12 ใน 19 ตัว (63.2%) พบว่าตั้งท้องภายหลังการรักษาแล้วเฉลี่ย 47 วัน (พิสัย 5-157 วัน) โดย 6 ตัว ติดตั้งท้องจากการผสมครั้งแรก การตรวจแยกเชื้อในมดลูกโคผสมซ้ำ 59 ตัวพบเชื้อแบคทีเรียในโค 48 ตัว (81.4 %) จำนวน 56 strains ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรียที่ไม่ทำให้เกิดโรค (non-pathogenic) และไม่น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาการ ผสมซ้ำในโคนม ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงว่าการรักษาโคนมที่มีปัญหาผสมซ้ำโดยวิธีการชะล้างมดลูก ด้วยน้ำเกลือผสมยาปฏิชีวนะ สามารถแก้ไขให้โคนั้นติดตั้งท้องได้ดีในระยะเวลาสั้นภายหลังที่ได้รับการผสมเทียม และควรอบรมและส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่และนายสัตวแพทย์นำวิธีการนี้ไปปฏิบัติภาคสนาม
การแช่แข็งเอมบริโอสุกรระยะบลาสโตซิสด้วยวิธีวิทริฟิเคชั่น, มงคล เตชะกำพุ, วันเพ็ญ อดุลยานุภาพ, จินดา สิงห์ลอ
การแช่แข็งเอมบริโอสุกรระยะบลาสโตซิสด้วยวิธีวิทริฟิเคชั่น, มงคล เตชะกำพุ, วันเพ็ญ อดุลยานุภาพ, จินดา สิงห์ลอ
The Thai Journal of Veterinary Medicine
เก็บเอมบริโอสุกรระยะบลาสโตซิส (อายุ 6-7 วัน) จำนวน 106 เอมบริโอ จากสุกรสาวที่เหนี่ยวนำ การเป็นสัด โดยแบ่งเอมบริโอตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ เอมบริโอขนาดเล็ก (100<Ф≤200um) เอมบริโอขนาดกลาง (200<Ф≤400um) และเอมบริโอขนาดใหญ่ (0-400um) นำเอมบริโอที่สมบูรณ์มาทําการ แช่แข็งด้วยวิธีวิทริฟิเคชั่นในน้ำยา VS3a ประเมินผลการแช่แข็งเอมบริโอจากคุณภาพหลังการละลาย โดย แบ่งคุณภาพออกเป็น 3 เกรด คือ เอมบริโอเกรด เอ บี และ ซี พบว่า เอมบริโอขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ มีอัตราการเก็บได้ หลังทำละลาย เท่ากับ 93.8% (30/32) 95.1% (39/41) และ 100% (33/33) เฉลี่ยเท่ากับ 96.2%(102/106) และได้เอมบริโอหลังการละลายที่มีคุณภาพดี (เกรด เอ และบี) เท่ากับ 53.3% (16/30) 84.9% (28/33) และ 87.2% (34/39) ตามลำดับ เฉลี่ยเท่ากับ 76.5% (78/102) จากผลการศึกษาพบว่าเอมบริโอขนาดใหญ่และขนาดกลางมีคุณภาพของเอมบริโอหลังการละลายดีกว่าเอมบริโอขนาดเล็ก (P<0.05)
What Is Glp?, S. Wittayalertpunya
Macroscopic Slide Cell Agglutination Test Forrapid Diagnosis Of Leptospirosis, S. Tirawatnapong, C. Chirathaworn
Macroscopic Slide Cell Agglutination Test Forrapid Diagnosis Of Leptospirosis, S. Tirawatnapong, C. Chirathaworn
Chulalongkorn Medical Journal
No abstract provided.
Results Of Percutaneous Balloonpulm()Naryvalvuloplasty In Pediatric Valvularpulmonary Stenosis, P. Lertsapcharoen, P. Chottivitayatarakorn, V. Benjacholamas, C. Thisyakorn, C. Pathmanand, V. Sueblinvong
Results Of Percutaneous Balloonpulm()Naryvalvuloplasty In Pediatric Valvularpulmonary Stenosis, P. Lertsapcharoen, P. Chottivitayatarakorn, V. Benjacholamas, C. Thisyakorn, C. Pathmanand, V. Sueblinvong
Chulalongkorn Medical Journal
No abstract provided.
Total And Partial Determination In Biochemistrylaboratory Tests : Problematic Cases, V. Wiwanitkit
Total And Partial Determination In Biochemistrylaboratory Tests : Problematic Cases, V. Wiwanitkit
Chulalongkorn Medical Journal
No abstract provided.
Efficacy Of Pain Conrol Using Diflunisal High Dose, Around The Clock Compare With Paracetamol For Bassini's Herniorrhaphy Patients, P. Navicharern, V. Thitichoterattana
Efficacy Of Pain Conrol Using Diflunisal High Dose, Around The Clock Compare With Paracetamol For Bassini's Herniorrhaphy Patients, P. Navicharern, V. Thitichoterattana
Chulalongkorn Medical Journal
No abstract provided.
ภูมิปัญญาครูไทยกับพัฒนศึกษา, คำหมาน คนได
ภูมิปัญญาครูไทยกับพัฒนศึกษา, คำหมาน คนได
Journal of Education Studies
No abstract provided.
การพัฒนาครูรูปแบบใหม่, โกวิท ประวาลพฤกษ์
การพัฒนาครูรูปแบบใหม่, โกวิท ประวาลพฤกษ์
Journal of Education Studies
No abstract provided.
ทฤษฎีการพัฒนา : ข้อคิดที่ได้จากสถานการณ์วิกฤติ, สุริชัย หวันแก้ว
ทฤษฎีการพัฒนา : ข้อคิดที่ได้จากสถานการณ์วิกฤติ, สุริชัย หวันแก้ว
Journal of Education Studies
No abstract provided.
วิวัฒนาการและทางเลือกของนโยบายการครุศึกษาของรัฐบาลไทย, จุมพล พูลภัทรชีวิน, รัตนา ตุงคสวัสดิ์
วิวัฒนาการและทางเลือกของนโยบายการครุศึกษาของรัฐบาลไทย, จุมพล พูลภัทรชีวิน, รัตนา ตุงคสวัสดิ์
Journal of Education Studies
No abstract provided.
แนวคิดการศึกษากับการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น, เอกวิทย์ ณ ถลาง
แนวคิดการศึกษากับการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น, เอกวิทย์ ณ ถลาง
Journal of Education Studies
No abstract provided.
หลักสูตร “พัฒนศึกษา” ในต่างประเทศ : การวิเคราะห์ เพื่อบทเรียนสำหรับประเทศไทย, ชนิตา รักษ์พลเมือง
หลักสูตร “พัฒนศึกษา” ในต่างประเทศ : การวิเคราะห์ เพื่อบทเรียนสำหรับประเทศไทย, ชนิตา รักษ์พลเมือง
Journal of Education Studies
หลักสูตรสาขาวิชาพัฒนศึกษาได้มีการบุกเบิกในประเทศสหรัฐอเมริกา มาตั้งแต่ต้นทศวรรษ ๑๙๖๐ และได้แพร่หลายไปประเทศต่างๆ อย่างกว้างขวาง แต่ ดูเหมือนว่าความเข้าใจเกี่ยวกับสาขาวิชานี้ยังมีความคลาดเคลื่อนในประเทศไทย ผู้เขียนจึงได้วิเคราะห์เอกสารหลักสูตรสาขาวิชา “พัฒนศึกษา” ๒๓ แห่งในภูมิภาค ต่างๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร สวีเดน ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น เพื่อสํารวจพัฒนาการและ “เอกลักษณ์” ของสาขาวิชาเพื่อเป็นข้อคิดสําหรับการพัฒนา หลักสูตรในประเทศไทย สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ (๑) สาขาวิชาพัฒนศึกษาเปิดสอนในระดับบัณฑิตศึกษา มีความเกี่ยวข้อง อย่างมากกับสาขาวิชาพื้นฐานการศึกษา (๒) การกำหนดเนื้อหาหลักสูตรมีลักษณะสหวิทยาการ (interdisciplinary),international/comparative no intercultural studies (๓) องค์ความรู้ของสาขาวิชาประกอบด้วยเนื้อหาทฤษฎีทางด้านการศึกษากับ การพัฒนา พื้นฐานการศึกษาด้านต่าง ๆ และนโยบายการศึกษา รวมไปถึงเทคนิคการ วิจัยและการวิเคราะห์ความสัมพันธ์และบทบาทการศึกษาในการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ (๔) ขอบเขตของการศึกษาวิเคราะห์เน้นระดับกว้าง (macro) และให้ความ สนใจต่อการศึกษากับการพัฒนาและประเด็นปัญหาในประเทศกำลังพัฒนา (develop- ing countries) หรือโลกที่สาม (the Third World)
พัฒนศึกษา ทางเลือกใหม่ของสังคมไทยในอนาคต, จุมพล พูลภัทรชีวิน
พัฒนศึกษา ทางเลือกใหม่ของสังคมไทยในอนาคต, จุมพล พูลภัทรชีวิน
Journal of Education Studies
No abstract provided.
ชีพจรการศึกษาโลก, อมรวิชช์ นาครทรรพ
ชีพจรการศึกษาโลก, อมรวิชช์ นาครทรรพ
Journal of Education Studies
No abstract provided.
New Techniques In The Treatment Of Spasticity, A. Anannontsak
New Techniques In The Treatment Of Spasticity, A. Anannontsak
Chulalongkorn Medical Journal
No abstract provided.
High Prevalence Of Hookworm Infection In Apopulation Of Northeastern Thailand Afteran Opisthorchiasis Control Program, S. Triteeraprapap, P. Akrabovorn, J. Promtorng, K. Chuenta
High Prevalence Of Hookworm Infection In Apopulation Of Northeastern Thailand Afteran Opisthorchiasis Control Program, S. Triteeraprapap, P. Akrabovorn, J. Promtorng, K. Chuenta
Chulalongkorn Medical Journal
No abstract provided.
Phytoestrogens, K. Panyakhamlerd, S. Chaikittisilpa, N. Taechakraichana, K. Limpaphayom
Phytoestrogens, K. Panyakhamlerd, S. Chaikittisilpa, N. Taechakraichana, K. Limpaphayom
Chulalongkorn Medical Journal
No abstract provided.
การศึกษาระดับความกลัวและกังวลใจของนิสิตจุฬาฯ ต่อการใช้บริการทางทันตกรรม, สุนทร ระพิสุวรรณ, ขวัญศิริ เปล่งสมบัติ, วิชุลดา พุนทิกาพัทธ์, ศุลีพร ธีระเจตกูล
การศึกษาระดับความกลัวและกังวลใจของนิสิตจุฬาฯ ต่อการใช้บริการทางทันตกรรม, สุนทร ระพิสุวรรณ, ขวัญศิริ เปล่งสมบัติ, วิชุลดา พุนทิกาพัทธ์, ศุลีพร ธีระเจตกูล
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ของการศึกษา ศึกษาเปรียบเทียบระดับความกลัวและกังวลใจต่อการใช้บริการทางทันตกรรมและ ปัจจัยเกี่ยวข้อง ของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสาขาต่าง ๆ วัสดุและวิธีการ ประชากรศึกษาที่นํามาวิเคราะห์มีจํานวน 660 คน ได้รับการแจกแบบสอบถามที่ประกอบด้วย คําถามด้านประชากรศาสตร์ และคําถามของ The Carah's Dental Anxiety Scale ผลการศึกษา พบว่า ร้อยละ 8.6 ของประชากรศึกษาไม่แสดงความกลัวและกังวลใจต่อการใช้บริการทางทันตกรรม ค่าเฉลี่ยของคะแนนความกลัวและกังวลใจต่อการใช้บริการทันตกรรม (DAS score) เท่ากับ 8.51± 3.27 เพศหญิง นิสิตในคณะต่างกันจะมีความกลัวและกังวลใจแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ มีความกลัวและกังวลใจมากกว่าเพศชายทางสถิติ (P≤0.001) และประสบการณ์ในการใช้บริการทันตกรรมครั้งแรกในชีวิตมีผลต่อความกลัวและกังวลใจของ กลุ่มนี้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P≤0.001)สรุป 1. ระดับความกลัวและกังวลใจของประชากรศึกษากลุ่มนี้เท่ากับ 8.51 ± 3.27 2. เพศ, กลุ่มคณะและประสบการณ์ในการใช้บริการทันตกรรมครั้งแรกมีผลต่อความกลัวและกังวลใจอย่าง มีนัยสําคัญทางสถิติ
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพการบดเคี้ยวในผู้ป่วยที่เหลือเฉพาะฟันกรามใหญ่ และฟันกรามน้อย, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, ปรารมภ์ ซาลิมี, อัญชัย เอกอนันต์กุล, เข็มทอง มิตรกูล
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพการบดเคี้ยวในผู้ป่วยที่เหลือเฉพาะฟันกรามใหญ่ และฟันกรามน้อย, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, ปรารมภ์ ซาลิมี, อัญชัย เอกอนันต์กุล, เข็มทอง มิตรกูล
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการบดเคี้ยวในผู้ป่วยที่เหลือเฉพาะฟันกรามใหญ่และ ฟันกรามน้อยเพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาใส่ฟันปลอมให้ผู้ป่วยสูงอายุโดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจํากัดในการใส่ฟันปลอม วิธีการศึกษา ทําการศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยที่มีฟันเหลือเฉพาะฟันกรามน้อย 17 คน, เหลือเฉพาะฟันกราม ใหญ่ 7 คน และกลุ่มควบคุมซึ่งมีฟันธรรมชาติครบ 28 ปี 20 คน โดยให้กลุ่มผู้ทดลองเคี้ยวลูกชิ้นปลาจํานวน 3 ลูก ลูกละ 10,20 และ 40 ครั้งตามลําดับจากนั้นคายลงในตะแกรงลวดเพื่อกรองลูกชิ้นปลาที่เคี้ยวแล้ว ผ่านตะแกรงความถี่เบอร์ 5 (0.1571) และเบอร์ 100 (0.0059) ตามลําดับ และนําเศษลูกชิ้นปลาในแต่ละ ตะแกรงไปชั่งน้ําหนักเพื่อคํานวณประสิทธิภาพการบดเคี้ยวจากร้อยละของน้ําหนักลูกชิ้นในตะแกรงละเอียดและ ตะแกรงหยาบ แล้วนํามาเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมโดยใช้ Independent t-test ที่ p>0.05 ผลการศึกษาและสรุป จากการศึกษาพบว่าประสิทธิภาพการบดเคี้ยวของกลุ่มที่มีฟันธรรมชาติอยู่ครบ เมื่อเคี้ยวจํานวน 10, 20, 40 ครั้งวัดได้ร้อยละ 16.03, 26.23 และ 42.05 ตามลําดับผู้ป่วยที่เหลือเฉพาะฟันกราม น้อยวัดได้ 14.41, 19.92 และ 31.56 ตามลําดับส่วนผู้ที่เหลือเฉพาะฟันกรามใหญ่วัดได้ 14.58, 20.05 และ 30.23 ตามลําดับ ประสิทธิภาพการบดเคี้ยวของผู้ป่วยที่เหลือเฉพาะฟันกรามน้อยไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติจากผู้ป่วยที่เหลือเฉพาะฟันกรามใหญ่ (p>0.05) ดังนั้นผู้ป่วยที่สูญเสียฟันธรรมชาติไปควรใส่ฟันปลอม เพื่อให้ประสิทธิภาพการบดเคี้ยวดีขึ้น แต่ในบางกรณีที่ผู้ป่วยมีข้อจํากัดในการใส่ฟันปลอมก็สามารถละเว้นได้โดยที่ ประสิทธิภาพการบดเคี้ยวอาจลดลงบ้าง
รูปแบบใบหน้าในแนวดิ่งในกลุ่มโครงสร้างคลาสทรี, พรทิพย์ ชิวชรัตน์, รักพร เหล่าสุทธิวงษ์
รูปแบบใบหน้าในแนวดิ่งในกลุ่มโครงสร้างคลาสทรี, พรทิพย์ ชิวชรัตน์, รักพร เหล่าสุทธิวงษ์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอัตราการเกิดรูปแบบของใบหน้าในแนวดิ่ง 3 รูปแบบ ตามการวัดมุมและระยะทาง 7 ค่า ซึ่งได้แก่ SN/MP UFH LFH ULL LLL ADH และ PDH ในกลุ่มเพศชายและหญิงที่มีโครงสร้างใบหน้าเป็น และเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างเพศกับอัตราการเกิดรูปแบบดังกล่าวคลาสทรี วัสดุและวิธีการ ทําการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์กําหนดและได้กลุ่มตัวอย่างที่มีโครงสร้างคลาสทรีที่ไม่เคย รับการจัดฟันจํานวน 200 คน (ชาย 100 คน หญิง 100 คน) วิเคราะห์เซฟฟาโลเมตริกด้วยการวัดค่ามุมและระยะ ทาง 7 ค่า และจําแนกกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 3 กลุ่มตามค่ามุมและระยะทางที่น้อยกว่า เท่ากับ และมากกว่าปกติ ผลของการวิจัย และสรุป พบว่า อัตราการเกิดโอเพนไบท์หรือปกติมีจํานวนมากที่สุด คือ ร้อยละ 44-47 ทั้ง เพศชายและเพศหญิง (SN/MP, LFH และ LLL) ส่วนลักษณะอื่น ๆ ที่พบจํานวนมากที่สุดได้แก่ ใบหน้าที่มีริม ฝีปากบนสั้นกว่าปกติ (ULL) และใบหน้าที่มีความสูงของฟันหน้า (ADH) และฟันหลัง (PDH) เป็นปกติ มีอัตรา การเกิดใกล้เคียงกันคือ ร้อยละ 55-65 ทั้งในเพศชายและเพศหญิง รวมทั้งไม่พบความแตกต่างระหว่างเพศกับอัตรา การเกิดลักษณะดังกล่าวอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P>0.05) ยกเว้นพบความแตกต่างระหว่างเพศกับอัตราการเกิด ใบหน้าที่มีความผิดปกติและปกติของความยาวส่วนบน (UFH) และความยาวส่วนล่าง (LFH) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P<0.05)
แนวโน้มของผู้ป่วยฟันสึกกลุ่มหนึ่งในคลินิกบัณฑิตศึกษาทันตกรรมประดิษฐ์, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, สุภิดา อนุสสรนิติสาร, ปรีวันท์ จันทรเวช, เทวฤทธิ์ สมโคตร
แนวโน้มของผู้ป่วยฟันสึกกลุ่มหนึ่งในคลินิกบัณฑิตศึกษาทันตกรรมประดิษฐ์, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, สุภิดา อนุสสรนิติสาร, ปรีวันท์ จันทรเวช, เทวฤทธิ์ สมโคตร
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาที่พบมากในผู้ป่วยที่มาขอรับบริการใส่ฟันในคลินิก ทันตกรรมประดิษฐ์บัณฑิตศึกษา ซึ่งได้แก่ฟันสึก โดยศึกษาตําแหน่งฟันสึก รูปแบบการเกิดฟันสึก ความรุนแรง ของฟันสึก และศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความรุนแรงของฟันสึก วิธีการศึกษา การศึกษานําร่องทําโดยสํารวจเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาทางทันตกรรมประดิษฐ์ จากแบบหล่อ ศึกษาจํานวน 159 ราย แล้วสุ่มเลือกศึกษาแบบหล่อศึกษาของผู้ป่วยที่มีฟันสึกมากที่จําเป็นต้องรักษาโดยการ ฟื้นฟูสภาพช่องปากจํานวน 57 ราย ที่มาขอรับบริการในคลินิกบัณฑิตศึกษา ภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์ คณะ ทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในระหว่างปีพุทธศักราช 2534-2540 เพื่อศึกษาตําแหน่งของฟันสึก รูปแบบการเกิดฟันสึก ระดับความรุนแรงของฟันลึก และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของฟันสึก และบันทึกลงในแบบบันทึกข้อมูลที่ออกแบบโดยผู้วิจัยการศึกษาดูเฉพาะการสึกของฟันด้านบดเคี้ยวหรือบริเวณปลายฟันด้านริมฝีปากหรือข้างแก้มไปยังด้านลิ้น เกณฑ์วัดความรุนแรงของฟันสึกใช้ดัชนีวัดความรุนแรงของ ฟันสึกของ Johansson การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ non-parametric ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ SPSS ผลการศึกษาและสรุป พบว่าผู้ป่วยร้อยละ 92.98 มีฟันสึกในฟันหน้าและฟันหลังทั้งขากรรไกรบนและล่าง จํานวนร้อยละ 5.26 มีฟันสึกเฉพาะฟันหน้าทั้งขากรรไกรบนและล่าง ฟันล่างมีระดับความรุนแรงของฟันสึกสูง กว่าฟันบน ฟันหน้าสึกรุนแรงกว่าฟันหลัง ทั้งขากรรไกรบนและล่างอย่างมีนัยสําคัญ (p>0.005) ผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปเป็นกลุ่มที่เริ่มพบฟันสึกรุนแรง และผู้ป่วยเพศชายมีระดับความรุนแรงของฟันสึกสูงกว่าเพศ หญิงอย่างมีนัยสําคัญ (p>0.05) นอกจากนี้จํานวนฟันคู่สบยังมีสหสัมพันธ์กับความรุนแรงของฟันสึก กลุ่มที่มี ฟันคู่สบในฟันหลังเหลือมากกว่า 6 คู่ มีระดับความรุนแรงของฟันสึกน้อยกว่ากลุ่มที่มีฟันคู่สบในฟันหลังเหลือ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 6 คู่ อย่างมีนัยสําคัญ (p>0.05)