Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 2641 - 2670 of 37619

Full-Text Articles in Entire DC Network

ประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา: การวิจัยแนวปรากฏการณ์วิทยา, เดโช นิธิกิตตน์ขจร Jan 2024

ประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา: การวิจัยแนวปรากฏการณ์วิทยา, เดโช นิธิกิตตน์ขจร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่อง และ 2) ศึกษาและวิเคราะห์องค์ประกอบของกระบวนการเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่อง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยา โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 12 คน ซึ่งมีประสบการณ์ในการเรียนรู้และฝึกฝนตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแนวทางของ Van Manen (2014) ผลการวิจัยพบว่า ประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่อง สามารถจำแนกเป็น 5 ธีมหลัก ได้แก่ 1) จุดตั้งต้นของการเปลี่ยนแปลง2) ตัวเร่งและเงื่อนไขแวดล้อมของการเปลี่ยนแปลง 3) กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายใน 4) สภาวะในการเปลี่ยนผ่าน และ 5) การเบ่งบานของความหมายใหม่ นอกจากนี้ งานวิจัยยังได้สังเคราะองค์ประกอบของกระบวนการเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรุ้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยได้กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายใน 7 ขั้นตอนตั้งแต่ การเผชิญเหตุการณ์กระทบใจ การตั้งคำถามและการตื่นรู้เจตจำนงภายใน การฟังเสียงจากภายใน การเข้าใจตนเอง การยอมรับและคืนดีกับตนเอง การคืนอำนาจภายใน และ ท่าทีใหม่ของการดำรงอยู่ โดยกระบวนการดังกล่าวมีลักษณะเชิงพลวัตแบบหมุนเกลียว พร้อมกับปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ ผู้ชี้ทาง เพื่อนร่วมทางและชุมชนการเรียนรู้ พื้นที่ปลอดภัย และเครื่องมือ และปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ การฟังและสังเกตตนเอง การเปิดใจต้อนรับ ความกล้าในการเผชิญตนเอง ความตั้งมั่นและความสม่ำเสมอ โดยผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า แนวคิดจิตตปัญญาศึกษาเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกในระดับบุคคล โดยเฉพาะในด้านความเข้าใจตนเอง ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และท่าทีต่อชีวิต ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เน้นการพัฒนามนุษย์อย่างสมบูรณ์


แนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, รีเบคก้า รัสเซลล์ Jan 2024

แนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, รีเบคก้า รัสเซลล์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในยุคที่บริบทของสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เยาวชนจำเป็นต้องมี ความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพ เพื่อให้สามารถเข้าใจตนเอง กำหนดเป้าหมาย และเลือกเส้นทางชีวิตที่สอดคล้องกับศักยภาพและความฝันของตนเอง นำไปสู่การตัดสินใจทางการศึกษาและอาชีพที่เหมาะสม และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอาชีพได้ โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจระดับความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชนไทย (2) วิเคราะห์ปัจจัยเงื่อนไขที่สนับสนุนการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชนและ (3) นำเสนอแนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยในส่วนของข้อมูลเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเยาวชนจำนวน 637 คน เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) ผลการวิเคราะห์พบว่า โครงสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชนมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ประกอบด้วยสมรรถนะ 5 ด้าน ได้แก่ (1) การตั้งเป้าหมาย (Goal Setting) (2) การวางแผน (Planning) (3) การประเมินตนเอง (Self-Appraisal)(4) การแสวงหาข้อมูลด้านอาชีพ (Occupational Information)และ (5) การแก้ไขปัญหา (Problem Solving) โดยภาพรวม เยาวชนมีระดับความตระหนักรู้ในแต่ละด้านอยู่ในระดับมาก ในส่วนของข้อมูลเชิงคุณภาพ ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มกับครู ผู้ปกครอง นักเรียน และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์แก่นสาร นำไปสู่การพัฒนา แนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพ (BECKY Model) ที่แบ่งออกเป็น 5 แนวทางหลัก ได้แก่ (1) ความฝันที่ยิ่งใหญ่ (Big Dream) ที่ส่งเสริมแรงบันดาลใจและภาพอนาคต (2) แผนงานที่มีประสิทธิภาพ (Effective Roadmap) ที่เน้นการพัฒนาทักษะการวางแผนชีวิต (3) การสะท้อนเชิงวิพากษ์ (Critical Reflection) ที่สนับสนุนการคิดวิเคราะห์และการรู้จักตนเอง (4) แหล่งความรู้ (Knowledge Hub) ที่เอื้อต่อการเข้าถึงข้อมูลอาชีพอย่างเท่าทันและ (5) การตอบรับต่อการแก้ไขปัญหา (Yes to Solutions) ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนเรียนรู้จากอุปสรรคและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง แนวทาง BECKY Model ที่นำเสนอได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมผ่านการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญ 9 ท่าน ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านนโยบายสาธารณะ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อและวัฒนธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมและการพัฒนาเยาวชน และนักการศึกษา …


ผลของการใช้กระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มีต่อความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาล, ปนัดดา ตันติภาคย์ Jan 2024

ผลของการใช้กระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มีต่อความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาล, ปนัดดา ตันติภาคย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาลก่อนและหลังได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) เพื่อเปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาลที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับเด็กอนุบาลที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบปกติ ตัวอย่าง คือ เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลในสังกัดการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร จำนวน 49 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 24 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 25 คน กลุ่มทดลองได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การเรียนรู้เนื้อหาผ่านนิทาน ขั้นที่ 2 การกระตุ้นหลักคิดผ่านนิทาน ขั้นที่ 3 การฝึกปฏิบัติใช้หลักคิดในสถานการณ์จำลอง ขั้นที่ 4 การบูรณาสู่ชีวิตจริง ใช้แผนการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 60 แผน และกลุ่มควบคุมได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบปกติ โดยใช้แผนการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบปกติจำนวน 60 แผน ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดสถานการณ์ความฉลาดรู้เศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาลฉบับก่อนและหลังทดลอง และแบบสังเกตพฤติกรรมความฉลาดรู้เศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบค่าสถิติที ผลการวิจัย พบว่า 1) หลังทดลอง เด็กอนุบาลที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีคะแนนความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์สูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) หลังทดลอง เด็กอนุบาลกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีคะแนนความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์สูงกว่าเด็กอนุบาลกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์, อรวีร์ รัตนเพียร Jan 2024

นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์, อรวีร์ รัตนเพียร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดของการบริหารงานวิชาการและทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ และ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมพหุระยะ โดยการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากผู้บริหารและครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนละ 3 คน จำนวน 345 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.975 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified) สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกรายบุคคลกับผู้บริหารโรงเรียนต้นแบบ (Best Practice School) 3 แห่ง และการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดของการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน (3) การพัฒนาสื่อการสอนและแหล่งเรียนรู้ และ (4) การวัดและประเมินผล ส่วนกรอบแนวคิดของทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ประกอบด้วย 6 ทักษะ ได้แก่ (1) การนิยามและตีความ (2) การวิเคราะห์และสำรวจตรวจสอบ (3) การคิดเชิงประเมิน (4) การอนุมานและสังเคราะห์ (5) การอธิบาย และ (6) การสะท้อนตนเอง 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยมีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ การพัฒนาสื่อการสอนและแหล่งเรียนรู้ (PNI Modified = 0.072) รองลงมา ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร (PNI Modified = 0.067) การจัดการเรียนการสอน (PNI Modified = …


โมเดลเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างการมีสติ การกำกับตนเอง พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันและสุขภาวะทางการเงินในผู้ใหญ่วัยเริ่ม, พิริยะ พิริปุญโญ Jan 2024

โมเดลเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างการมีสติ การกำกับตนเอง พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันและสุขภาวะทางการเงินในผู้ใหญ่วัยเริ่ม, พิริยะ พิริปุญโญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบโมเดลเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างการมีสติ การกำกับตนเอง พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลัน และสุขภาวะทางการเงินในผู้ใหญ่วัยเริ่ม ด้วยวิธีการวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบตัดขวาง เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามทางออนไลน์ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่วัยเริ่มจำนวน 249 คน โดยใช้การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพล ผลการวิจัยพบว่าการมีสติ (r = .295, p < .01) และการกำกับตนเอง (r = .451, p < .01) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับสุขภาวะทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันมีความสัมพันธ์ทางลบกับสุขภาวะทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = –.260, p < .01) สำหรับการวิเคราะห์เส้นทาง พบว่าการกำกับตนเองและพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันเป็นตัวแปรส่งผ่านในโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างสติและสุขภาวะทางการเงิน โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ดังค่าดัชนีต่อไปนี้ χ2 (36, N = 249) = 64.682, p = .002; CFI = .978; TLI = .960 และ RMSEA = .057 และโมเดลเชิงประจักษ์สามารถร่วมกันทำนายสุขภาวะทางการเงินได้ร้อยละ 17.4 จากการศึกษานี้อาจบ่งชี้ให้เห็นว่าการมีสติและการกำกับตนเองสามารถเอื้อต่อการลดพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันและเอื้อต่อการมีความมั่นคงทางการเงินได้ โดยผลการวิจัยนี้ช่วยเติมเต็มความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาวะทางการเงิน และมีผลที่สอดคล้องเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ เป้าหมายที่ 1, 3, 10 และ 16


รูปแบบการเรียนรู้ศิลปะเพื่อการเปลี่ยนแปลงและการเสริมสร้างค่านิยมการมีจิตสาธารณะ, ชัยวัฒนภัทร เลาสัตย์ Jan 2024

รูปแบบการเรียนรู้ศิลปะเพื่อการเปลี่ยนแปลงและการเสริมสร้างค่านิยมการมีจิตสาธารณะ, ชัยวัฒนภัทร เลาสัตย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ศิลปะเพื่อการเปลี่ยนแปลงและการเสริมสร้างค่านิยมจิตสาธารณะของนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาทางด้านศิลปะ 2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ศิลปะที่พัฒนาขึ้น ที่มีต่อการเสริมสร้างค่านิยมจิตสาธารณะและความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบของนักศึกษาที่ร่วมกิจกรรม 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็น ความพึงพอใจ และข้อเสนอแนะที่มีต่อรูปแบบของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก การวิจัยใช้กระบวนการวิจัยแบบเรียนรู้ร่วมกัน (Participatory Learning Action Research (PLAR)) ระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก 5 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มอาจารย์ผู้สอนศิลปะ 5 คน 2) กลุ่มผู้นำชุมชนในพื้นที่ 5 คน 3) กลุ่มนักวิชาการจากองค์กรอิสระและภาคเอกชน 5 คน 4) กลุ่มนักวิชาการจากองค์กรภาครัฐ 5 คน และ 5) กลุ่มศิลปินในพื้นที่ 5 คน เพื่อร่วมพัฒนาและประเมินผลการใช้รูปแบบ จำนวน 3 วงรอบ วงรอบละ 1 ภาคการศึกษา โดยกระบวนการเริ่มในภาคการศึกษาที่ 1/2562 ถึงภาคการศึกษาที่ 1/2563 รวม 3 ภาคการศึกษา หลังจากพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่สมบูรณ์แล้ว นำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาทางด้านศิลปะในระดับปริญญาตรี จำนวน 25 คน ในภาคการศึกษาที่ 1/2565 ใช้เครื่องมือ 3 ชุด คือ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดค่านิยมจิตสาธารณะ และแบบสะท้อนคิดผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้ศิลปะเพื่อการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างค่านิยมการมีจิตสาธารณะ ATEP Model มาจาก Art for Transformation and Enhancing Public Mind Value Model เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เน้นการพัฒนาค่านิยมจิตสาธารณะของผู้เรียนแบบองค์รวม ผ่านการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนอย่างลึกซึ้ง มีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนจากประสบการณ์ตรง ปลูกฝังให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของการมีส่วนร่วมในการทำประโยชน์เพื่อสังคม และสามารถประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางศิลปะสู่การพัฒนาสังคมได้ โดยอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชนและการสร้างเครือข่ายทางศิลปะเพื่อการพัฒนาสังคม มีหลักการสำคัญ 5 ข้อ คือ การจัดการเรียนรู้แบบองค์รวม การจัดการเรียนรู้ศิลปะที่เชื่อมโยงผู้เรียนกับชุมชน การเรียนรู้จากต้นแบบที่ดี การนำองค์ความรู้ทางศิลปะมาใช้ทำประโยชน์ให้สังคม …


รูปแบบการจัดการสถาบันการบินพลเรือนสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม, กริช วงศ์เจริญ Jan 2024

รูปแบบการจัดการสถาบันการบินพลเรือนสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม, กริช วงศ์เจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการจัดการสถาบันการบินพลเรือนของประเทศไทย 2) วิเคราะห์แนวคิดและการดำเนินงานของสถาบันการศึกษาด้านการบินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ 3) วิเคราะห์แนวคิดและการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมที่มีการเรียนการสอนด้านการบิน และ 4) นำเสนอรูปแบบการจัดการสถาบันการบินพลเรือนสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถาบันการบินพลเรือน จำนวน 3 คน ผู้บริหารระดับกองวิชา จำนวน 5 คน ผู้บริหารระดับสำนักงาน จำนวน 15 คน ครูวิชาภาคพื้น และผู้ช่วยครูวิชาภาคพื้น จำนวน 70 คน เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน จำนวน 160 คน ผู้บริหารสถาบันการศึกษาด้านการบินในประเทศ จำนวน 8 คน อาจารย์ผู้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาเอกจากสถาบันการศึกษาด้านการบินในต่างประเทศ จำนวน 3 คน อาจารย์ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมที่มีการเรียนการสอนด้านการบินในต่างประเทศ จำนวน 5 คน และผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบวิเคราะห์สาระ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบตรวจสอบร่างรูปแบบการจัดการสถาบันการบินพลเรือนสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์สาระ การวิเคราะห์ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. สถาบันการบินพลเรือนอยู่ระหว่างการพัฒนาสู่มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม โดยมีจุดแข็งด้านงานวิจัย การบริหารงบประมาณ วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และบุคลากรที่มุ่งมั่น อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดด้านการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ความร่วมมือระหว่างประเทศ กลยุทธ์ งบประมาณ การมีส่วนร่วม ระบบสรรหา และโครงสร้างองค์กรที่ต้องเสริมความเชื่อมโยงให้มากขึ้น 2. แนวคิดและการดำเนินงานของสถาบันการศึกษาด้านการบินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม โดยครอบคลุม 1) การบริหารเชิงกลยุทธ์ 2) โครงสร้างและสภาพแวดล้อมองค์กร 3) การจัดการวิชาการ 4) งานวิจัย 5) การเงิน 6) ทรัพยากรและบุคลากร และ 7) เครือข่ายความร่วมมือ 3. มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมด้านการบินให้ความสำคัญกับการบูรณาการงานวิจัย เทคโนโลยีดิจิทัล และความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม หลักสูตรที่ยืดหยุ่น การฝึกปฏิบัติจริง …


อิทธิพลกํากับของคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติต่อความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ, สุวัจณีย์ เจริญยิ่ง Jan 2024

อิทธิพลกํากับของคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติต่อความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ, สุวัจณีย์ เจริญยิ่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความวิตกกังวลส่งผลทั้งในทางบวกและลบต่อพฤติกรรมการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ แม้ว่า “ทฤษฎีการจัดการความหวาดกลัว” (Terror management theory) จะชี้ให้เห็นว่าผู้คนมักหลีกเลี่ยงการคิดเกี่ยวกับภัยพิบัติเพื่อลดความวิตกกังวล การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในผู้ใหญ่ชาวไทย นอกจากนี้ยังศึกษาบทบาทของลักษณะบุคลิกภาพตามกรอบแนวคิดคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติ (Power to Live with Disaster) ได้แก่ ความเป็นผู้นำ ทักษะการแก้ไขปัญหา ความเห็นแก่ผู้อื่น ความยืนหยัดไม่ย่อท้อ การยึดมั่นในขนบธรรมเนียม การควบคุมอารมณ์ การก้าวพ้นตนเอง และสุขภาวะเชิงรุก ในฐานะตัวแปรกำกับ โดยกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ใหญ่ชาวไทยจำนวน 700 คน อายุระหว่าง 18–59 ปี (M = 25.3, SD = 7.8) ซึ่งทั้งหมดเคยมีประสบการณ์เผชิญภัยพิบัติมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถามออนไลน์ ซึ่งประกอบด้วยมาตรวัดคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติฉบับภาษาไทย แบบวัดความวิตกกังวลทั่วไป 7 ข้อ และแบบสอบถามการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวล องค์ประกอบแต่ละด้านของคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติ และพฤติกรรมการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติได้รับการวิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยแบบมีตัวแปรกำกับ ผลการวิเคราะห์พบว่า ความวิตกกังวลมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ (r = .150, p<.001) ความเห็นแก่ผู้อื่น ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติมีบทบาทเป็นตัวแปรกํากับที่มีนัยสําคัญใน ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและการเตรียมพร้อม (β = .099, p < .05) กล่าวคือ ผู้ที่มีความวิตกกังวล และระดับความเห็นแก่ผู้อื่นสูงมักมีแนวโน้มที่จะเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ข้อค้นพบนี้เน้น ยํ้าถึงความสําคัญของกลยุทธ์ที่อิงจากบุคลิกภาพในการส่งเสริมความพร้อมรับมือภัยพิบัติในประเทศไทย


ผลของโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดต่อการรู้คิดและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย, เพ็ญพิชชา ชูชื่น Jan 2024

ผลของโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดต่อการรู้คิดและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย, เพ็ญพิชชา ชูชื่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมนี้ นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของ CSP จำนวน 8 ครั้งต่อการรู้คิดและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (MCI) โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 66 คน ถูกสุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง (n=32) และกลุ่มควบคุม (n=34) โดยใช้แบบประเมินการรู้คิด ได้แก่ MMSE, CERAD, Color Trails Test และ Digit Span รวมทั้งแบบประเมินคุณภาพชีวิต QOL-AD มีการวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (PCA) เพื่อรวบคะแนนแบบทดสอบการรู้คิดจำแนกตามโดเมลการรู้คิด ข้อมูลส่วนบุคคลพื้นฐานเปรียบเทียบด้วยการทดสอบไคสแควร์และ t-test และใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) เพื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์หลักด้านการรู้คิดและผลลัพธ์รองด้านคุณภาพชีวิต ผลการวิจัย: หลังการให้โปรแกรมกระตุ้นการรู้คิด กลุ่มทดลองแสดงคะแนนการรู้คิดและคุณภาพชีวิตสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิเคราะห์ ANCOVA พบว่าตัวแปรกลุ่ม เพศ อายุ ระดับการศึกษา และคะแนนก่อนการทดลอง เป็นปัจจัยทำนายการเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มทดลองมีคะแนนการรู้คิดเพิ่มขึ้น (F(1, 58) = 4.75, p = .033, ηp² = .076) และคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้น (F(1, 58) = 6.05, p = .017, ηp² = .094) อย่างมีนัยสำคัญ สรุป: โปรแกรมกระตุ้นการรู้คิด (CSP) จำนวน 8 ครั้ง ช่วยส่งเสริมการรู้คิดและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะ MCI ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยใช้เครื่องมือประเมินทางประสาทจิตวิทยาและแบบประเมิน QOL-AD ที่ครอบคลุม


Development Of The Social And Emotional Health Survey Among Thai Adolescents, Nithikorn Laoritthikrai Jan 2024

Development Of The Social And Emotional Health Survey Among Thai Adolescents, Nithikorn Laoritthikrai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In response to growing concerns about youth depression in Thailand, positive psychology has emerged as a promising field for nurturing inner strengths and well-being. Guided by the concept of Covitality, efforts have been made to enhance positive psychological resources; however, comprehensive assessments in this area remain limited. This study aimed to develop and validate the Thai version of the Social and Emotional Health Survey-Secondary (SEHS-S) by examining its psychometric properties. Participants included 502 high school students in Bangkok, with 337 males and 165 females between the ages of 15 and 18. A Structural Equation Modeling (SEM) was employed to test …


การกล่าวโทษเหยื่อ : อิทธิพลของความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรม โดยมีอคติที่มีต่อกลุ่มคนข้ามเพศและการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อเป็นตัวแปรส่งผ่าน, บุณยาพร อนะมาน Jan 2024

การกล่าวโทษเหยื่อ : อิทธิพลของความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรม โดยมีอคติที่มีต่อกลุ่มคนข้ามเพศและการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อเป็นตัวแปรส่งผ่าน, บุณยาพร อนะมาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรมที่มีต่อการกล่าวโทษเหยื่อในอาชญากรรมทางเพศที่เกิดขึ้นกับหญิงข้ามเพศ โดยมีอคติต่อกลุ่มคนข้ามเพศและการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อเป็นตัวแปรส่งผ่านของความสัมพันธ์ในกลุ่มตัวอย่างเพศชายอายุ 18 - 55 ปี จำนวน 186 คน มีเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาจำนวน 5 เครื่องมือ คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป, แบบสอบถามความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรม, แบบสอบถามอคติที่มีต่อกลุ่มคนข้ามเพศ, แบบสอบถามการยอมรับมายาคติเกี่ยวกับการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อ และแบบสอบถามการกล่าวโทษเหยื่อ ผ่านการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรมไม่ส่งผลโดยตรงต่อการกล่าวโทษเหยื่อ (β = -.04, p = .55) ทว่าพบการส่งผลทางอ้อมโดยมีอคติต่อกลุ่มคนข้ามเพศเป็นตัวแปรส่งผ่าน (β = .05, p < .05) และพบการส่งผลทางอ้อมโดยมีการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อเป็นตัวแปรส่งผ่าน (β = .19, p < .01) จึงอาจสรุปได้ว่า อคติต่อกลุ่มคนข้ามเพศและการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อ มีความสามารถในการเป็นตัวแปรส่งผ่านสมบูรณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรมและการกล่าวโทษเหยื่อในกลุ่มตัวอย่างเพศชาย


ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ตราบาป การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม และเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ ของข้าราชการทหาร, สิรีนนุช อุดมศรี Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ตราบาป การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม และเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ ของข้าราชการทหาร, สิรีนนุช อุดมศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการรับรู้ตราบาป การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม และเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือจากนักวิชาชีพ และศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ตราบาปและการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมต่อเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือจากนักวิชาชีพ กลุ่มตัวอย่างคือข้าราชการทหารจำนวน 126 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ มาตรวัดการรับรู้ตราบาป มาตรวัดการรับรู้การสนับสนุนทางสังคม มาตรวัดเจตคติต่อการแสวงหาความช่วยเหลือจากนักวิชาชีพ ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ตราบาปของข้าราชการทหาร มีความสัมพันธ์สัมพันธ์ทางลบกับเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ (r = -0.328) ที่นัยสำคัญทางสถิติ การรับรู้การสนับสนุนทางสังคมของข้าราชการทหารมีความสัมพันธ์อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติกับเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ และผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่าการรับรู้ตราบาปและการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมมีอิทธิพลต่อเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ ได้ร้อยละ 10.8 (R²=0.108, p<0.001) โดยมีเพียงการรับรู้ตราบาปเท่านั้นที่พบนัยสำคัญทางสถิติ


Effect Of A Mindfulness-Based Program On Executive Function In Preschool Children, Suwattanee Lerskunakorn Jan 2024

Effect Of A Mindfulness-Based Program On Executive Function In Preschool Children, Suwattanee Lerskunakorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The purpose of this study was to examine the effects of a mindfulness-based program on executive function (EF) and attention flexibility in preschool children. This study employed a quasi-experimental pretest-posttest control group design. Executive function was assessed using the Thai version of the Head-Toes-Knees-Shoulders (Thai HTKS) task, while attention flexibility was measured using the Early Years Toolbox (EYT). The participants were 48 children in Kindergarten Year 2. Children were paired based on similar EF scores and randomly assigned to either the experimental or control group, one pair at a time. The experimental group participated in a mindfulness-based program for 12 …


อิทธิพลของทักษะทางสังคมและอารมณ์ที่มีต่อความเครียดและสุขภาวะทางจิตของนิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยมีการฟื้นพลังและการรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่าน, นิธิกานต์ หนองห้าง Jan 2024

อิทธิพลของทักษะทางสังคมและอารมณ์ที่มีต่อความเครียดและสุขภาวะทางจิตของนิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยมีการฟื้นพลังและการรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่าน, นิธิกานต์ หนองห้าง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบโมเดลอิทธิพลของทักษะทางสังคมและอารมณ์ที่มีต่อความเครียดและสุขภาวะทางจิตของนิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูโดยมีการฟื้นพลังและการรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่าน กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยคือนิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูระดับปริญญาบัณฑิตที่กำลังอยู่ในระหว่างการลงทะเบียนเรียนในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการสอน และมีกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติการสอนอย่างน้อย 1 ภาคการศึกษา จำนวน 262 คน เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามรูปแบบกระดาษและแบบสอบถามออนไลน์โดยใช้ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดทักษะทางสังคมและอารมณ์ (α = .93) 3) มาตรวัดการฟื้นพลัง (α = .87) 4) มาตรวัดการรับรู้ความสามารถของตนเอง (α = .90) 5) มาตรวัดความเครียด (α = .79) และ 6) มาตรวัดสุขภาวะทางจิต (α = .77) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เส้นทาง (Path analysis) ผลการวิจัยสนับสนุนโมเดลสมมติฐาน ค่าดัชนีความสอดคล้องของโมเดลโดยรวมแสดงถึงความสอดคล้องระหว่างโมเดลสมมติฐานกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ 2 (20, N = 262) = 51.86, p<.001, χ 2/df = 2.593, CFI = .973, TLI = .951, RMSEA = .078) โดยการฟื้นพลังและการ รับรู้ความสามารถของตนเองมีบทบาทในการเป็นตัวแปรส่งผ่านของความสัมพันธ์ในโมเดลอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติผลจากการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะทางสังคมและ อารมณ์การฟื้นพลัง และการรับรู้ความสามารถของตนเอง เพื่อเป็นปัจจัยช่วยส่งเสริมสุขภาวะทาง จิตและลดความเสี่ยงต่อความเครียดให้แก่นิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูต่อไป


ความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองทางเพศ บรรยากาศภายในที่ทำงาน และสุขภาวะทางจิตของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ, พินิศใจ บำรุงกฤษฎา Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองทางเพศ บรรยากาศภายในที่ทำงาน และสุขภาวะทางจิตของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ, พินิศใจ บำรุงกฤษฎา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองทางเพศ (self-acceptance of sexuality) สุขภาวะทางจิต (psychological well-being) และบรรยากาศภายในที่ทำงาน (workplace climate) ในกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานที่มีความหลากหลายทางเพศที่ทำงานประจำในองค์กรในประเทศไทย จำนวน 147 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการแบบเจาะจง และเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ มาตรวัดการยอมรับตนเองทางเพศ (α = .89) มาตรวัดบรรยากาศภายในที่ทำงานของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (α = .91) และมาตรวัดสุขภาวะทางจิตตามแนวคิดของความสุขจากภายในตนเอง (α = .86) โดยผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ พบว่า การยอมรับตนเองทางเพศมีความสัมพันธ์ทางบวกกับสุขภาวะทางจิต (r = .42, p < .001) และบรรยากาศภายในที่ทำงาน (r = .32, p < .001) ขณะที่สุขภาวะทางจิตมีความสัมพันธ์ทางบวกกับบรรยากาศภายในที่ทำงานเช่นกัน (r = .21, p = .011) อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์การกำกับอย่างง่ายด้วย PROCESS Model 1 พบว่า บรรยากาศภายในที่ทำงานไม่มีอิทธิพลกำกับที่มีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองทางเพศกับสุขภาวะทางจิต (β = -.023, p = .752) ข้อค้นพบดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การส่งเสริมการยอมรับตนเองทางเพศอาจมีส่วนช่วยพัฒนาสุขภาวะจิตของบุคลากร LGBTQ+ ได้ ขณะที่บทบาทของบรรยากาศภายในที่ทำงานควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติมในบริบทที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการพัฒนานโยบายและสิ่งแวดล้อมที่เกื้อหนุนความหลากหลายทางเพศในองค์กรอย่างยั่งยืน


ประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ, ณัฐวรา ปฏิทัศน์ Jan 2024

ประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ, ณัฐวรา ปฏิทัศน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลเป็นนักกีฬาคนพิการจำนวน 6 รายโดยคัดเลือกแบบการสุ่มตัวอย่างแบบอ้างอิงด้วยบุคคลและผู้เชี่ยวชาญ (snowball sampling) และเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ความท้าทายที่ผู้พิการต้องเผชิญ ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อย คือ ความท้าทายทางด้านร่างกาย ความท้าทายทางจิตใจ และความท้าทายในฐานะนักกีฬาผู้พิการ 2) ปัจจัยเกื้อหนุนจากรอบข้างภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ประกอบไปด้วย 2 ประเด็นย่อย คือ ได้รับการสนับสนุนในการเป็นนักกีฬาอาชีพ และ การมีสังคมรอบข้างที่ดี 3) การมองเห็นสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ขาด ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อย คือ มองความพิการอย่างเข้มแข็ง มองเห็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเอง และยอมรับตัวเองในแบบที่เป็น


ประสิทธิภาพของการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการฟื้นพลังในนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย, ณัชพล ศิริชัยนฤมิตร Jan 2024

ประสิทธิภาพของการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการฟื้นพลังในนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย, ณัชพล ศิริชัยนฤมิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของการนำโปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกมาปรับใช้กับนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย ระดับปริญญาบัณฑิต เพื่อลดความวิตกกังวลและเพิ่มความสามารถในการฟื้นพลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาบัณฑิต อายุระหว่าง 18 - 25 ปี และมีค่าคะแนนความวิตกกังวลอยู่ในระดับตั้งแต่ปานกลางขึ้นไปจำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 11 คน กลุ่มควบคุม active 14 คน และกลุ่มควบคุม passive 15 คน วัสดุและวิธีการ ประกอบด้วย (1) โปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก (2) มาตรวัดความวิตกกังวล จากแบบสำรวจความกดดัน ความกังวล ความเครียดของตนเอง หรือ DASS-42 โดยมีค่าความเที่ยงอยู่ที่ .84 และ (3) แบบวัดความเข้มแข็งสร้างสรรค์ หรือ CD-RISC-25 โดยมีค่าความเที่ยงอยู่ที่ .85 ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก กลุ่มทดลองมีคะแนนความวิตกกังวลลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการเข้าร่วม และมีคะแนนความสามารถในการฟื้นพลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับ p .05 ในส่วนของคะแนนความสามารถในการฟื้นพลังพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับ p < .001 สรุปข้อค้นพบจากการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปปรับใช้โดยนักจิตวิทยาที่สนใจนำการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกมาปรับใช้กับกลุ่มนิสิตนักศึกษา เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพจิตที่ดีได้ และสามารถนำไปปรับใช้กับกลุ่มตัวอย่างอื่น ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลจิตใจให้กับผู้ที่จะนำไปปรับใช้ต่อไป


Relationships Among Employee Turnover Intention And Perception Of Employees On Organisational Readiness For Change, Transformational Leadership, And Usability Of Flexible Work Arrangement: Mediating Role Of Organisational Commitment In Technology-Related Industries In Thailand, Siraprapa Meerat Jan 2024

Relationships Among Employee Turnover Intention And Perception Of Employees On Organisational Readiness For Change, Transformational Leadership, And Usability Of Flexible Work Arrangement: Mediating Role Of Organisational Commitment In Technology-Related Industries In Thailand, Siraprapa Meerat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Challenges in retaining employees within Thailand's technology industries, where adaptability to global changes is essential, have intensified, leading to higher turnover intentions. This study examines how organizational readiness for change, transformational leadership, and flexible work arrangements influence turnover intention, with organizational commitment as a mediating factor. Using a survey of 229 employees in Thailand’s technology sector and mediation analysis through the PROCESS tool in SPSS, the study revealed distinct patterns of influence. Transformational leadership showed both a direct negative effect on turnover intention (b = -0.5768, p < .01) and an indirect effect through organizational commitment (b = -0.1573, 95% CI [-0.2478, -0.0842]), indicating partial mediation. Organizational readiness had a direct negative effect on turnover intention (b = -0.2988, p < .05) without a mediating role. Flexible work arrangements did not have a direct effect on turnover intention (b = 0.0506, p = .4576) but exhibited a significant indirect effect through reduced organizational commitment (b = 0.0394, 95% CI [-0.0781, -0.0107]), indicating full mediation. These findings provide strategic insights into how leadership practices, organizational preparedness, and flexible work design each play a distinct role in influencing employee commitment and retention. The results offer valuable guidance for human resource professionals seeking to strengthen leadership capability, improve change communication, and implement flexible work policies that support employee engagement and reduce turnover intention.


ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิตในวัยรุ่นตอนต้น: โมเดลอิทธิพลส่งผ่านแบบมีเงื่อนไขโดยการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านและการมีสติเป็นตัวแปรกำกับ, อภิชญา ศาสนจรรยา Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิตในวัยรุ่นตอนต้น: โมเดลอิทธิพลส่งผ่านแบบมีเงื่อนไขโดยการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านและการมีสติเป็นตัวแปรกำกับ, อภิชญา ศาสนจรรยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนกับระดับความพึงพอใจในชีวิตของนักเรียนวัยรุ่น โดยมีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านและการมีสติเป็นตัวแปรกำกับ ผู้เข้าร่วมการวิจัยคือวัยรุ่นตอนต้น อายุ 12-15 ปี จำนวนทั้งสิ้น 358 คน ผู้วิจัยได้พัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) มาตรวัดภาวะหมดไฟในการเรียน 3) มาตรวัดความพึงพอใจในชีวิต 4) มาตรวัดการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิด และ 5) มาตรวัดการมีสติ การวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบมีเงื่อนไข ผลการวิจัยพบว่าภาวะหมดไฟในการเรียนมีความสัมพันธ์ทางลบกับความพึงพอใจในชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = -0.369, p < .05) อย่างไรก็ตาม การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสัมพันธ์ของภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิต (β = 0.026, p = .62) ในขณะที่การมีสติสามารถกำกับอิทธิพลทางอ้อมระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิตโดยมีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านภายใต้เงื่อนไขการมีสติในระดับต่ำ (β = -0.200, p < .05) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการมีสติในระดับต่ำอาจทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดกลายเป็นกลไกระหว่างความสัมพันธ์ของภาวะหมดไฟและลดความพึงพอใจในชีวิต อย่างไรก็ตามไม่พบกลไกดังกล่าวภายใต้เงื่อนไขการมีสติระดับปานกลางและระดับสูง ข้อค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของการมีสติในการลดผลกระทบของการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดต่อความพึงพอใจในชีวิต และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาการมีสติในกลุ่มนักเรียนวัยรุ่นตอนต้นเพื่อลดผลกระทบด้านลบของพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดได้


ความเข้าใจและประสบการณ์ต่อการมีความสอดคล้องของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ใช้แนวคิดการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง, ภาสชัย แก้วสนธิ Jan 2024

ความเข้าใจและประสบการณ์ต่อการมีความสอดคล้องของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ใช้แนวคิดการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง, ภาสชัย แก้วสนธิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสอดคล้องถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง เนื่องจากช่วยส่งเสริมสัมพันธภาพเชิงบำบัดและประสิทธิภาพของกระบวนการให้คำปรึกษา อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเชิงประจักษ์เกี่ยวกับประสบการณ์ความสอดคล้องของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดยังมีจำกัด โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทย งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดเกี่ยวกับความสอดคล้องในการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดการปรึกษาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักจิตวิทยาฝึกหัดจำนวน 5 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ ผลการวิจัยประกอบด้วย 4 ใจความสำคัญหลัก ได้แก่ 1) ความไม่มั่นใจในความสามารถของตนเองก่อให้เกิดความไม่สอดคล้อง 2) การยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขสำคัญต่อการเกิดความสอดคล้อง 3) ความตระหนักรู้สำคัญต่อการเกิดความสอดคล้อง และ 4) ความสอดคล้องต้องอาศัยการบ่มเพาะ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการภายในของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดในการพัฒนาความสอดคล้อง ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการฝึกอบรมและนิเทศเพื่อส่งเสริมความสอดคล้องในวิชาชีพของนักจิตวิทยาการปรึกษา


Relationships Between Workload And Team Performance: Mediating Role Of Shared Mental Model Of Air Traffic Controllers At Suvarnabhumi Control Tower, Thailand, Wichanat Phoompiew Jan 2024

Relationships Between Workload And Team Performance: Mediating Role Of Shared Mental Model Of Air Traffic Controllers At Suvarnabhumi Control Tower, Thailand, Wichanat Phoompiew

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of this research was to examine the relationships among workload, perceived shared mental model, and team performance of air traffic controllers at Suvarnabhumi Air Traffic Control Tower, Thailand, focusing on how workload related to team performance and the mediating role of perceived shared mental model. Data were collected from 126 air traffic controllers using actual air traffic operational records at Suvarnabhumi Airport, and data analysis was conducted using SPSS and the PROCESS Macro for mediation analysis. The key finding indicated that Workload on Team Performance is fully mediated by the Perceived Shared Mental Model. Consequently, this research highlighted …


ผลของโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมรูปแบบเว็บไซต์ต่อการเสริมสร้างพฤติกรรมและความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, ธวัลรัตน์ ยศเรือง Jan 2024

ผลของโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมรูปแบบเว็บไซต์ต่อการเสริมสร้างพฤติกรรมและความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, ธวัลรัตน์ ยศเรือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมรูปแบบเว็บไซต์ต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม และความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 30 คน ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและควบคุม กลุ่มละ 15 คน โดยที่ทั้งสองกลุ่มจะตอบแบบวัดพฤติกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมและแบบประเมินความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม ในช่วงก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมของกลุ่มทดลอง โดยที่กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมในรูปแบบเว็บไซต์เป็นระยะเวลา 10 ครั้ง ส่วนกลุ่มควบคุมใช้ชีวิตตามปกติ ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความแปรปรวนแบบผสมสองทาง (Two-way mixed ANOVA) เพื่อทดสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนและหลังการทดลองจากผู้เข้าร่วมการวิจัยทั้งสองกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า (1) ไม่พบปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างการเข้าร่วมโปรแกรมกับเวลาของการวัดต่อคะแนนพฤติกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม และไม่พบความแตกต่างกันของคะแนนพฤติกรรมการเรียนรู้ในช่วงหลังการทดลองของผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งสองกลุ่ม และ (2) พบปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างการเข้าร่วมโปรแกรมกับเวลาของการวัดต่อคะแนนความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม และพบว่าคะแนนความรู้ในการเรียนรู้ของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นและสูงกว่ากลุ่มควบคุม แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมในรูปแบบเว็บไซต์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นนั้นยังไม่สามารถช่วยพัฒนาในด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมได้เท่าที่ควรนัก แต่ช่วยเสริมสร้างความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของผู้เข้าร่วมโปรแกรมได้เป็นอย่างดี


ประสบการณ์ในการรับมือกับความท้าทายจากการปฏิบัติงานทางวิชาชีพ ของนักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่, ซัลมาร์ มณีวงศ์ Jan 2024

ประสบการณ์ในการรับมือกับความท้าทายจากการปฏิบัติงานทางวิชาชีพ ของนักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่, ซัลมาร์ มณีวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

​​นักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่มักเผชิญกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นนักวิชาชีพเต็มตัว อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ในการเผชิญและรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ในบริบทของประเทศไทยยังไม่ได้รับการศึกษาในเชิงลึก งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ความท้าทายและการเผชิญกับความท้าทายของนักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่ (ที่มีประสบการณ์ไม่เกิน 5 ปี) โดยใช้ระเบียบวิธีวิเคราะห์ปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ ผ่านกรณีศึกษาของนักจิตวิทยาจำนวน 6 ราย ผลการวิจัยพบ 4 ใจความหลัก ได้แก่ 1) ความท้าทายในการเป็นมือใหม่ที่ต้องทำงานหลากหลาย 2) การดูแลตนเอง 3) ความสำคัญของแหล่งสนับสนุน และ 4) การเห็นคุณค่าของวิชาชีพ ผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นสภาวะความท้าทายที่นักจิตวิทยามือใหม่ประสบและวิธีการรับมือกับความท้าทายของพวกเขา ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นองค์ความรู้ในการพัฒนาแนวทางการสนับสนุนอย่างเหมาะสมในด้านการนิเทศ การส่งเสริมสุขภาวะ และการออกแบบระบบดูแลทางวิชาชีพที่สอดคล้องกับบริบทประเทศไทย ​


อิทธิพลของความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายต่อความพึงพอใจในชีวิต โดยมีความเครียดเป็นตัวแปรส่งผ่าน และอัตลักษณ์ทางสังคมและการสนับสนุนทางสังคมเป็นตัวแปรกํากับ : เปรียบเทียบในและนอกพื้นที่สาม จังหวัดชายแดนใต้, ซาร่า ซัตตาร์ Jan 2024

อิทธิพลของความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายต่อความพึงพอใจในชีวิต โดยมีความเครียดเป็นตัวแปรส่งผ่าน และอัตลักษณ์ทางสังคมและการสนับสนุนทางสังคมเป็นตัวแปรกํากับ : เปรียบเทียบในและนอกพื้นที่สาม จังหวัดชายแดนใต้, ซาร่า ซัตตาร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายต่อความพึงพอใจในชีวิต โดยพิจารณาการรับรู้ความเครียดเป็นตัวแปรส่งผ่าน และอัตลักษณ์ทางสังคมกับการสนับสนุนทางสังคมเป็นตัวแปรกำกับ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 214 คน แบ่งเป็นกลุ่มในและนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้เท่า ๆ กัน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย PROCESS Macro (Model 21) ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายส่งผลลบต่อความพึงพอใจในชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ (p<.001) ) โดยเฉพาะในกลุ่มนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ส่วนการสนับสนุนทางสังคมส่ง ผลบวกต่อความพึงพอใจในชีวิตในกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ (p < .05) ขณะที่การรับรู้ความเครียดไม่ เป็นตัวแปรส่งผ่าน และไม่พบว่าอัตลักษณ์ทางสังคมหรือการสนับสนุนทางสังคมมีบทบาทเป็นตัวแปรกำกับอย่างมี นัยสำคัญ ข้อค้นพบชี้ให้เห็นว่า การสนับสนุนทางสังคมมีบทบาทสำคัญต่อความพึงพอใจในชีวิตของประชาชนใน พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ จึงควรส่งเสริมการสร้างเครือข่ายทางสังคมในพื้นที่ดังกล่าว ขณะเดียวกันควรมี มาตรการเสริมสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่นอกสามจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อลดผลกระทบจาก ความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายซึ่งอาจกระทบต่อความพึงพอใจในชีวิต


ความสัมพันธ์ระหว่างความกดดันในการปฏิบัติงานกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขายโดยมีบุคลิกภาพเชิงรุก และความยึดมั่นผูกพันในงานเป็นตัวแปรกำกับในพนักงานขาย องค์การอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานคร, รุ่งอรุณ มะเดื่อชุมพร Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างความกดดันในการปฏิบัติงานกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขายโดยมีบุคลิกภาพเชิงรุก และความยึดมั่นผูกพันในงานเป็นตัวแปรกำกับในพนักงานขาย องค์การอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานคร, รุ่งอรุณ มะเดื่อชุมพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความกดดันในการปฏิบัติงานกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขายของพนักงานขายอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งเพื่อศึกษาบทบาทของบุคลิกภาพเชิงรุกและความยึดมั่นผูกพันในงาน ในฐานะตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพนักงานขายจำนวน 141 คน จากองค์กรอสังหาริมทรัพย์หลากหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 1 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ (1) ข้อมูลประชากร (เพศ อายุ อายุงาน ระดับการศึกษา และตำแหน่งงาน) (2) ความกดดันในการปฏิบัติงาน (3) พฤติกรรมการปฏิบัติงานขาย ผ่าน 3 มิติ ได้แก่ การมีความรู้ทางเทคนิค การขายแบบประยุกต์ และการวางแผนการขาย (4) ความยึดมั่นผูกพันในงาน และ (5) บุคลิกภาพเชิงรุก ผลการวิจัยพบว่า บุคลิกภาพเชิงรุกและความยึดมั่นผูกพันในงานไม่มีอิทธิพลกำกับอย่างมีนัยสำคัญ ต่อความสัมพันธ์ระหว่างความกดดันในการปฏิบัติงานกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานด้านการขาย (β = −.044, p = .595 และ β = −.092, p = .216 ตามลำดับ) อย่างไรก็ตาม ความกดดันในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขาย (r = .27, p < .01) และความยึดมั่นผูกพันในงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขาย (r = .44, p < .01) นอกจากนี้ บุคลิกภาพเชิงรุกมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับความกดดันในการปฏิบัติงาน (r = .30, p < .01) กับ พฤติกรรมการปฏิบัติงานด้านการขาย (r = .51, p < .01) และความยึดมั่นผูกพันในงาน (r = .45, p < .01) ผลการวิจัยครั้งนี้สำหรับการบริหารงานขายในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ องค์กรควรออกแบบรูปแบบของการบริหารงานขายภายใต้ความกดดันในการปฏิบัติงานให้เหมาะสม ควรส่งเสริมพฤติกรรมการปฏิบัติงานขายภายใต้สภาวะความกดดันในการปฏิบัติงานในทิศทางบวก ไม่ทำลายสุขภาวะจิต ทั้งในรูปแบบของกลยุทธ์ กิจกรรม และโปรแกรมฝึกอบรมที่สนับสนุนลักษณะบุคลิกภาพเชิงรุกและความยึดมั่นผูกพันในงาน สนับสนุนความสามารถของพนักงานขายทางด้านพฤติกรรมการปฏิบัติงานขาย ที่มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับผลการปฏิบัติงานและอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์


Association Among Visual Attention, Anger Reactivity, And Emerging Executive Function: A Multi-Time Point Study In 2-Year-Old Children, Supattra Sittiwang Jan 2024

Association Among Visual Attention, Anger Reactivity, And Emerging Executive Function: A Multi-Time Point Study In 2-Year-Old Children, Supattra Sittiwang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Infant attention serves as a crucial foundation for learning; however, studies examining attention from birth to two years of age have been limited. This research aimed to conduct a multi-time point study to investigate the relationship between visual attention in three attention networks (alerting, orienting, and executive control networks) at ages 5 weeks, 4 months, 7 months, and 12 months, and emerging executive function (emerging EF) at 24 months, with anger reactivity at 12 months as a moderating variable. The study involved 322 mothers engaged in agriculture and their infants in Chiang Mai Province. Data were gathered through observations of …


ผลของกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างความเมตตากรุณาต่อตนเองด้วยการเจริญสติแบบสั้นต่อความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวและความเมตตากรุณาต่อตนเองในนิสิตระดับปริญญาตรี, ตะวัน ศิริคุรุรัตน์ Jan 2024

ผลของกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างความเมตตากรุณาต่อตนเองด้วยการเจริญสติแบบสั้นต่อความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวและความเมตตากรุณาต่อตนเองในนิสิตระดับปริญญาตรี, ตะวัน ศิริคุรุรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างความเมตตากรุณาต่อตนเองด้วยการเจริญสติแบบสั้นต่อความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวและความเมตตากรุณาต่อตนเองในนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่สมัครใจเข้าร่วมการวิจัยและมีคะแนนความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวสูงกว่าหรือเท่ากับ 42 ทั้งในมิติการตั้งมาตรฐานสูง และความไม่สอดคล้อง จำนวน 48 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลอง 25 คน และกลุ่มควบคุม 23 คน กลุ่มทดลองได้รับการเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มจิตวิทยาการปรึกษาแนวเมตตากรุณาต่อตนเองแบบเจริญสติแบบสั้น 6 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง 30 นาที สัปดาห์ละ 1 ครั้ง กลุ่มตัวอย่างทุกคนได้ตอบแบบสอบถามใน 3 ช่วง ได้แก่ระยะก่อนทดลอง และหลังทดลอง รวมถึงระยะติดตามผล 4 สัปดาห์ ผ่านมาตรวัดมิติความไม่สอดคล้องจากมาตรประเมินลักษณะยึดติดความสมบูรณ์ และแบบวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง ข้อมูลถูกนำมาวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุนามแบบวัดซ้ำ (Repeated-measure MANOVAs) และวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุนามแบบระหว่างกลุ่ม (Between-groups MANOVAs) ผลการวิจัยแสดงว่า 1) หลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่ม และในระยะติดตามผล กลุ่มทดลองมีระดับคะแนนความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) หลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่ม กลุ่มทดลองมีระดับคะแนนความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3) หลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่ม และในระยะติดตาม กลุ่มทดลองมีระดับคะแนนความเมตตากรุณาต่อตนเองสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 4) หลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่ม กลุ่มทดลองมีระดับคะแนนความเมตตากรุณาต่อตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


The Effects Of Acceptance And Commitment Group Therapy On Depression And Psychological Flexibility In Undergraduates With Significant Others Experiencing Depression, Buranee Chinotaikul Jan 2024

The Effects Of Acceptance And Commitment Group Therapy On Depression And Psychological Flexibility In Undergraduates With Significant Others Experiencing Depression, Buranee Chinotaikul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigated the impact of Acceptance and Commitment Group Therapy (ACGT) on depression and psychological flexibility in undergraduates whose significant others experienced depression. Whether attending ACGT would help increase psychological flexibility and decrease depressive symptoms was examined. A total of 25 undergraduates participated in the current study, with 8 assigned to the control group based on convenience and 17 to the intervention group. Those in the intervention group participated in six 2.5-hour on-site ACGT sessions, with data on depression and psychological flexibility being collected at pre-test, post-test, and 10-week follow-up. Results indicated that after the intervention, participants in the …


การใช้วิธีการมองจากมุมของผู้อื่นเพื่อลดเจตคติรังเกียจกลุ่ม: อิทธิพลกำกับของแรงจูงใจในการขยายตัวตน, ศรนรินทร์ กาญจนะโนพินิจ Jan 2024

การใช้วิธีการมองจากมุมของผู้อื่นเพื่อลดเจตคติรังเกียจกลุ่ม: อิทธิพลกำกับของแรงจูงใจในการขยายตัวตน, ศรนรินทร์ กาญจนะโนพินิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยที่ผ่านมาพบว่าการใช้วิธีการมองจากมุมของผู้อื่นไม่สามารถลดเจตคติรังเกียจกลุ่มในกลุ่มคนที่นิยามตัวตนแบบพึ่งพาซึ่งกันและกันได้ การวิจัยนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อทดสอบว่าการเพิ่มแรงจูงใจในการขยายตัวตนสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพแก่วิธีการมองจากมุมของผู้อื่นในการลดเจตคติรังเกียจกลุ่มในกลุ่มตัวอย่างชาวไทยได้หรือไม่ การศึกษาที่ 1.1 ทดสอบสมมติฐานว่าแรงจูงใจในการขยายตัวตนสูงช่วยให้การมองจากมุมของผู้อื่นสามารถลดเจตคติรังเกียจกลุ่มคนรักเพศเดียวกันแบบเด่นชัด และเพิ่มความเต็มใจในการสร้างความสัมพันธ์กับคนกลุ่มนี้ได้สำเร็จ นักศึกษามหาวิทยาลัยเพศชาย 140 คนได้รับการจัดกระทำให้ขยายตัวตน (สูงหรือต่ำ) ก่อนมองจากมุมของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน (หรือควบคุม) ผลพบว่า แรงจูงใจในการขยายตัวตนไม่กำกับอิทธิพลของการมองจากมุมของผู้อื่น แต่ผู้มองจากมุมของผู้อื่นเต็มใจสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลรักเพศเดียวกันมากกว่ากลุ่มควบคุม แต่ไม่ส่งผลต่อเจตคติรังเกียจกลุ่ม การศึกษาที่ 1.2 ทดสอบซ้ำโดยตั้งสมมติฐานว่าแรงจูงใจในการขยายตัวตนมีอิทธิพลกำกับผลจากการมองจากมุมของผู้อื่นในการลดเจตคติรังเกียจชาวพม่าทั้งแบบเด่นชัดและแบบแอบแฝง และเพิ่มความเต็มใจในการสร้างความสัมพันธ์กับชาวพม่า นักศึกษามหาวิทยาลัย 185 คน ได้รับการจัดกระทำแรงจูงใจในการขยายตัวตน (สูง ต่ำ หรือควบคุม) ก่อนมองจากมุมของผู้อื่น (หรือควบคุม) ผลพบว่า แรงจูงใจในการขยายตัวตนไม่เป็นตัวแปรกำกับเช่นเดียวกับผลจากการศึกษา 1.1 ผู้มีแรงจูงใจในการขยายตัวตนสูงมีคะแนนเจตคติรังเกียจชาวพม่าแบบเด่นชัดต่ำกว่าและมีความเต็มใจในการสร้างความสัมพันธ์กับชาวพม่าสูงกว่ากลุ่มที่มีแรงจูงใจในการขยายตัวตนต่ำ และพบว่าผู้มองจากมุมของผู้อื่นมีคะแนนเจตคติรังเกียจชาวพม่าทั้งแบบเด่นชัดและแบบแอบแฝง (วัดด้วย Implicit Association Test) ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม การศึกษาที่ 2 มุ่งทดสอบซ้ำสมมติฐานการเป็นตัวแปรกำกับของแรงจูงใจในการขยายตัวตนต่ออิทธิพลของการมองจากมุมของผู้อื่นในบริบทการรังเกียจกลุ่มชาวพม่า และทดสอบสมมติฐานการเป็นตัวแปรส่งผ่านของการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของผู้อื่น การรวมตนเข้ากับผู้อื่น และการรวมผู้อื่นเข้ากับตน นักศึกษามหาวิทยาลัย 320 คน ได้รับการจัดกระทำแรงจูงใจในการขยายตัวตน (สูงหรือควบคุม) และการมองจากมุมของผู้อื่น (หรือควบคุม) ก่อนตอบมาตรวัดตัวแปรส่งผ่านและตัวแปรตาม จากการวิเคราะห์เส้นทางพบว่า แรงจูงใจในการขยายตัวตนไม่มีอิทธิพลกำกับการมองจากมุมของผู้อื่นในการลดเจตคติรังเกียจกลุ่ม แต่มีอิทธิพลกำกับในการลดความเต็มใจในการสร้างความสัมพันธ์กับชาวพม่าโดยมีการรวมผู้อื่นเข้ากับตนเป็นตัวแปรส่งผ่านอิทธิพลบางส่วน โดยสรุป การวิจัยนี้พบว่าวิธีมองจากมุมของผู้อื่นสามารถลดอคติลำเอียงระหว่างกลุ่มในตัวอย่างชาวไทยได้ แต่ความแน่นอนของผลนี้อาจขึ้นอยู่กับบริบท การวิจัยนี้ยังพบเป็นครั้งแรกว่า การเพิ่มแรงจูงใจในการขยายตัวตนเพียงอย่างเดียวสามารถลดอคติรังเกียจกลุ่มได้โดยตรง ผลการวิจัยนี้สามารถอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างแนวคิดการขยายตัวตนและทฤษฎีการนิยามตัวตนข้ามวัฒนธรรมในบริบทของอคติลำเอียงระหว่างกลุ่ม และสามารถชี้นำการสร้างการแทรกแซงเพื่อลดความรังเกียจกลุ่มในชาวไทยได้ต่อไป


ผลของการรับรู้ความสะอาดเชิงอุปลักษณ์ต่อภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเองและพฤติกรรมเพื่อสังคมในสังคมไทย, ชญานิษฐ์ ตระกูลพิพัฒน์ Jan 2024

ผลของการรับรู้ความสะอาดเชิงอุปลักษณ์ต่อภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเองและพฤติกรรมเพื่อสังคมในสังคมไทย, ชญานิษฐ์ ตระกูลพิพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของความรู้สึกสะอาดที่มีต่อการตัดสินใจทางด้านศีลธรรมในกลุ่มตัวอย่างชาวไทย โดยมีทั้งหมด 2 การศึกษา การศึกษาที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้โดยนัยของความเชื่อมโยงระหว่างความสะอาดและความดีมีศีลธรรม ผู้เข้าร่วมงานวิจัยจำนวน 306 คน อายุระหว่าง 18–30 ปี เข้าร่วมการทดลองออนไลน์ โดยถูกสุ่มให้เข้ากลุ่มทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความรู้สึกสะอาดผ่านการชมคลิปวิดีโอล้างมือ และกลุ่มควบคุมที่ชมคลิปวิดีโอทำอาหาร จากนั้นทำแบบทดสอบการเชื่อมโยงโดยนัย (Implicit Association Test: IAT) โดยการจับคู่คำศัพท์ศีลธรรมและอศีลธรรมกับรูปสะอาดหรือสกปรก ผลการทดลอง พบว่า ผู้เข้าร่วมงานวิจัยมีการจับคู่คำศัพท์ศีลธรรมกับรูปสะอาด และคำศัพท์อศีลธรรมกับรูปสกปรกได้อย่างชัดเจน และเมื่อเหนี่ยวนำด้วยความรู้สึกสะอาด พบว่า เวลาในการตอบสนองต่อการจับคู่คำศัพท์ศีลธรรมกับรูปสะอาดเร็วกว่าการจับคู่คำศัพท์อศีลธรรมกับรูปสกปรก ซึ่งสนับสนุนแนวความคิดความเชื่อมโยงโดยนัยของความสะอาดกับความดีมีศีลธรรมในสังคมไทย การศึกษาที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความรู้สึกสะอาดเชิงอุปลักษณ์ต่อการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเองและการตัดสินใจทางด้านศีลธรรม ผู้เข้าร่วมการทดลอง จำนวน 191 คน ถูกสุ่มเข้าเงื่อนไขอย่างอิสระแบ่งเป็นกลุ่มล้างมือรับเงื่อนไขพูดโกหก (n = 47) กลุ่มล้างมือรับเงื่อนไขพูดความจริง (n = 48) กลุ่มลองปากการับเงื่อนไขพูกโกหก (n = 48) และกลุ่มลองปากการับเงื่อนไขพูดความจริง (n = 48) ผู้เข้าร่วมการทดลองทำแบบประเมินภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเอง 3 ครั้ง ก่อนการทดลอง 24 ชั่วโมง หลังอ่านบทความ(พูดโกหกหรือพูดความจริง) และหลังชำระล้าง (ล้างมือหรือใช้ปากกา) หลังจากนั้นทำแบบทดสอบพฤติกรรมเพื่อสังคมโดยการบริจาคเงิน ผลการทดลอง พบว่า ความรู้สึกสะอาดมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเองในกลุ่มล้างมือที่รับเงื่อนไขพูดโกหก แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มล้างมือที่รับเงื่อนไขพูดความจริง และกลุ่มลองปากกา เมื่อดูพฤติกรรมเพื่อสังคม พบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองกลุ่มล้างมือที่รับเงื่อนไขพูดโกหกมีการบริจาคเงินที่น้อยกว่าผู้เข้าร่วมการทดลองกลุ่มลองปากกาที่รับเงื่อนไขเดียวกัน ซึ่งแสดงถึงความรู้สึกสะอาดสามารถลดทอนความรู้สึกผิดได้ แต่ไม่พบความแตกต่างของยอดการบริจาคเงินในกลุ่มรับเงื่อนไขพูดความจริง ทั้งในกลุ่มล้างมือและลองปากกา