Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11389)
- Social and Behavioral Sciences (7208)
- Education (4053)
- Engineering (3655)
- Arts and Humanities (3578)
-
- Physical Sciences and Mathematics (3117)
- Veterinary Medicine (2799)
- Life Sciences (2352)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
- Environmental Sciences (1440)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1047)
- Law (937)
- Materials Science and Engineering (906)
- Architecture (872)
- Medical Sciences (860)
- Business (841)
- Sociology (801)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Environmental Studies (777)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Computer Sciences (618)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Reading and Language (543)
- Environmental Design (518)
- Engineering Science and Materials (502)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Keyword
-
- Thailand (163)
- Dog (123)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (40)
- Immunohistochemistry (34)
- Cat (29)
- COVID-19 (28)
- Risk factors (28)
- Stress (28)
- Anxiety (27)
- Elderly (27)
- Quality of life (27)
- Indonesia (26)
- Children (25)
- Antioxidant (24)
- Rat (23)
- Oxidative stress (22)
- Attitude (21)
- Diagnosis (21)
- Escherichia coli (21)
- Knowledge (21)
- Bangkok (20)
- Histopathology (20)
- PCR (20)
- Reliability (20)
- Breast cancer (19)
- Efficacy (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15281)
- Chulalongkorn Medical Journal (4158)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2585)
- Journal of Education Studies (2472)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1665)
-
- Journal of Social Sciences (1282)
- Thai Environment (1023)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
- PASAA (876)
- Journal of Letters (864)
- Jamjuree Journal (816)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (789)
- Applied Environmental Research (777)
- Manusya, Journal of Humanities (598)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (441)
- Journal of Urban Culture Research (426)
- Asian Review (360)
- Journal of Demography (353)
- Halal Insight (292)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (290)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (220)
- Journal of Health Research (217)
- วารสารวิทยบริการ Academic Resources Journal (203)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (94)
- Chulalongkorn University Law Journal (39)
- Publication Type
Articles 2311 - 2340 of 37619
Full-Text Articles in Entire DC Network
ข้อพิจารณาเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำทะเบียน มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทยในระดับชาติ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้, ฐิตาสินี คำโสภา
ข้อพิจารณาเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำทะเบียน มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทยในระดับชาติ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้, ฐิตาสินี คำโสภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ศึกษาแนวทางเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ที่ออกภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เนื่องจากการจัดทำทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เป็นส่วนสำคัญในการปกป้องและคุ้มครอง องค์ความรู้ ประเพณี ความเชื่อ และการปฏิบัติ ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นและเป็นอัตลักษณ์ที่สำคัญของแต่ละชุมชนและประเทศ ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีกระบวนการ ที่ชัดเจนในการจัดทำทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จึงอาจจะทำให้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทย เสี่ยงต่อการสูญหายขององค์ความรู้ในทักษะดั้งเดิม เสี่ยงจากการนำไปใช้ในทางที่ผิด ขาดการสืบทอด และอาจสูญเสียความหลากหลาย ทางวัฒนธรรมในระดับโลก ดังนั้น การพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาในประเด็นที่ยังมีความไม่ชัดเจนนั้น เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง การแก้ไขปัญหานี้ ประเทศไทยต้องมีกระบวนการจัดทำทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้มีความชัดเจน โดยใช้วิธีการตามข้อเสนอแนะ คือ การออกประกาศ หรือ ระเบียบ เพื่อเป็นแนวทางหรือข้อปฏิบัติร่วมกันระหว่างการดำเนินงานให้เกิดความชัดเจน และเพื่อกำหนดมาตรฐานให้สอดคล้องเป็นไปในแนวทางเดียวกันตามความมุ่งประสงค์ของอนุสัญญา จึงศึกษาหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดทำทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ได้แก่ ความยินยอมของชุมชน การมีส่วนร่วมของชุมชน การเปิดกว้างทางทะเบียน ข้อมูลที่สำคัญของทะเบียน วัตถุประสงค์ของทะเบียน การติดตาม และการปรับปรุงข้อมูลทะเบียน การรายงานผลการดำเนินงาน และการเข้าถึงข้อมูลทะเบียน โดยการศึกษาในทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศตัวอย่าง และของประเทศไทย ดังนั้น ประเทศไทย ควรออกประกาศ หรือ ระเบียบ จึงเป็นวิธีที่สามารถใช้แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับชาติ
ปัญหาการใช้อำนาจเหนือตลาดที่ไม่เป็นธรรมของธุรกิจการให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม, รุ่งโรจน์ ลีลาบูรณะศักดิ์
ปัญหาการใช้อำนาจเหนือตลาดที่ไม่เป็นธรรมของธุรกิจการให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม, รุ่งโรจน์ ลีลาบูรณะศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจธุรกิจการให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม แนวคิดเกี่ยวกับดิจิทัลแพลตฟอร์ม ลักษณะเฉพาะของดิจิทัลแพลตฟอร์ม และมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยและต่างประเทศในการกำกับดูแลธุรกิจการให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดที่ไม่เป็นธรรม โดยการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 และประกาศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับกฎหมายและมาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศ ได้แก่ สหภาพยุโรป ประเทศเยอรมนี และประเทศจีน เพื่อศึกษาแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายแข่งขันทางการค้าของประเทศไทยหรือการบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่ ในการป้องกันและกำกับดูแลธุรกิจการให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มให้เหมาะสมและเป็นธรรม การศึกษาวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการวิจัยด้วยการวิเคราะห์เอกสาร (Document Research) เพื่อศึกษา ค้นคว้า และรวบรวมข้อมูลจากเอกสารทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ จากการศึกษาวิจัยพบว่าการประกอบธุรกิจการให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มมีความแตกต่างจากการประกอบธุรกิจทั่วไป เนื่องจากลักษณะเฉพาะและความซับซ้อนของธุรกิจ ทำให้เกิดปัญหาในการพิจารณาและบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าของประเทศไทยเพื่อกำกับดูแลและป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดของธุรกิจการให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม กฎหมายการแข่งขันทางการค้าและมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยจึงยังไม่ครอบคลุมและชัดเจนเพียงพอที่จะป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดที่ไม่เป็นธรรม ผู้วิจัยจึงเสนอแนะให้มีการประกาศแนวทางแนวทางพิจารณาการใช้อำนาจเหนือตลาดที่ไม่เป็นธรรมในธุรกิจให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อป้องกันและกำกับดูแลธุรกิจการให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อก่อให้เกิดการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรีและเป็นธรรม รวมถึงเพื่อคุ้มครองผู้ใช้งานและผู้ให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มรายอื่น
การทบทวนมาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทย, ปลายฟ้า เงินมา
การทบทวนมาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทย, ปลายฟ้า เงินมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากมาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทยภายใต้มาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มีลักษณะควบคุมอย่างสิ้นเชิง และมีขอบเขตคุ้มครองที่กว้างครอบคลุมทั้งเยาวชนและบุคคลทั่วไป และมาตรการภายใต้มาตรา 32 นั้นไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนโดยให้ตระหนักถึงพิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนช่วยป้องกันเด็กและเยาวชนมิให้เข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้โดยง่าย อย่างไรก็ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ยังไม่สามารถที่จะควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ดีเนื่องจากในปัจจุบันผู้ประกอบการธุรกิจมีวิธีการโฆษณา การสื่อสารทางการโฆษณา และการส่งเสริมการขายที่หลากหลายไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมสถิติของผู้ดื่มแอลกอฮอล์จึงเพิ่มขึ้นแม้จะมีกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่รัดกุมในด้านการจำกัดการโฆษณาแล้วก็ตาม นอกจากนี้มาตรการทางตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 นั้นควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้มข้นมากเกินไปและเรื่องขอบเขตของบทบัญญัติที่กว้างเกินไป พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักในการดำเนินมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และมีแผนยุทธศาสตร์แอลกอฮอล์ระดับชาติที่เป็นแผนแม่บทในการวางนโยบายจัดการปัญหาแอลกอฮอล์ที่มีการให้อำนาจออกประกาศเพิ่มเติมได้อย่างไม่มีขอบเขต และไม่มีคำจำกัดความหรือแนวทางการตีความที่ชัดเจน ทำให้ผู้บังคับใช้กฎหมายสามารถตีความ การแสดงชื่อสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายใด ๆ ให้มีจุดประสงค์เพื่อสื่อสารการโฆษณาซึ่งเป็นการตีความที่เป็นโทษต่อประชาชน มาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามกฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบันนั้นมีลักษณะการจำกัดเสรีภาพด้านการประกอบธุรกิจและด้านการโฆษณา และการแสดงความคิดเห็นของผู้บริโภค ส่งผลให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า และผู้โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการโฆษณาตามมาตรา 32 เนื่องจากมาตราการดังกล่าวไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญเพราะเป็นการจำกัดสิทธิในการประกอบอาชีพ และเสรีภาพในการโฆษณา ทั้งยังไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และแผนการปฏิรูปประเทศในด้านเศรษฐกิจ ผุ้วิจัยจึงศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในลักษณะที่เป็นการกำกับดูแลเพื่อส่งเสริมการโฆษณา เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ในการบริโภคแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงการบริโภคในหมู่ผู้เยาว์ ผุ้วิจัยเสนอให้การกำกับดูแลการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีแนวทางข้อจำกัดการโฆษณาด้านต่างๆ เช่น ด้านเนื้อหา ด้านเวลา ด้านสถานที่ และด้านการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทางที่เหมาะสมโดยเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพระราชบัญญัติเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551
ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหางานพัสดุภาครัฐก่อน และหลังสถานการณ์โควิด-19 ศึกษากรณี : ธนาคารออมสิน, ยศภัทร ช่วงมณี
ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหางานพัสดุภาครัฐก่อน และหลังสถานการณ์โควิด-19 ศึกษากรณี : ธนาคารออมสิน, ยศภัทร ช่วงมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์เรื่อง ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหางานพัสดุภาครัฐก่อนและหลังสถานการณ์โควิด-19 ศึกษากรณีธนาคารออมสิน โดยศึกษาด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพจากเอกสารที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์แบบเชิงลึกจากบุคลากร ที่เกี่ยวข้องกับงานพัสดุ ธนาคารออมสิน เพื่อศึกษาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ปัญหาและความท้าทาย ตลอดจนวิธีการแก้ไขปัญหาของการบริหารงานพัสดุของธนาคารออมสินจากการศึกษาพบว่า ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้ธนาคารออมสินต้องพิจารณาชะลอหรือยกเลิกโครงการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งโครงการต่างๆ ที่อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว การดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย ระเบียบ เป็นไปได้ยาก เนื่องจากในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีความจำเป็นจะต้องมีการประชุมหารือร่วมกันในรูปแบบคณะกรรมการต่างๆ และยังไม่สามารถประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ เพราะกฎหมาย และระเบียบ ในขณะนั้น ยังไม่รับรองให้สามารถปฏิบัติได้ ประกอบกับการบริหารงานด้านทรัพยากรบุคคลมีความแตกต่างจากก่อนมีสถานการณ์โควิด-19 เพราะภายหลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ธนาคารออมสินมีการปรับลดอัตรากำลังโดยไม่ทดแทนพนักงานที่เกษียณอายุ ส่งผลให้การปฏิบัติงานเกิดความล่าช้า รวมทั้งการประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ เป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากจะต้องมีการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการตรวจรับพัสดุ เช่น การกำหนดรายละเอียดขอบเขตของงาน (Term of Reference : TOR) การกำหนดวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง การจัดทำจัดสัญญาและการตรวจรับงาน ตลอดจนการจัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอุปกรณ์หรือเครื่องมือไม่สอดคล้องกับมาตรการลดงานเอกสารขององค์กรอย่างไรก็ตาม แนวทางการพัฒนาและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความคล่องตัว ในการปฏิบัติงาน หน่วยงานควรกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้สามารถจัดทำและนำเสนองานให้ผู้บริหารอนุมัติในรูปแบบระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลในรูปแบบระบบออนไลน์ ทั้งนี้แม้ว่าภายหลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ยุติลง องค์กรควรที่จะถอดบทเรียนจากสถานการณ์ดังกล่าวมาใช้ในการเรียนรู้ โดยเฉพาะการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการยอมรับเรื่องการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ระเบียบวิธีปฏิบัติต่างๆ เพื่อลดระยะเวลาหรือขั้นตอนการปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไปเป็นอย่างรวดเร็วและกระชับเวลาได้มากยิ่งขึ้น
แนวทางการส่งเสริมคุณธรรมของหน่วยงานภาครัฐไทยผ่านกลไกแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม: กรณีศึกษากรมการพัฒนาชุมชน, กมลชัย สุวรรณรงค์
แนวทางการส่งเสริมคุณธรรมของหน่วยงานภาครัฐไทยผ่านกลไกแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม: กรณีศึกษากรมการพัฒนาชุมชน, กมลชัย สุวรรณรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมของกรมการพัฒนาชุมชน และเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ของแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมของกรมการพัฒนาชุมชน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การเก็บข้อมูลจากเอกสารของหน่วยงานและการสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานและผู้มีความรู้เกี่ยวกับการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมภาครัฐ และ มีประสบการณ์ในการส่งเสริมคุณธรรม ของกรมการพัฒนาชุมชน จำนวนรวม 8 คน โดยมีข้อค้นพบ จากงานวิจัยฉบับนี้ ผลการดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม คือ 1) กิจกรรม โครงการ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมองค์กรคุณธรรม 2) การมีส่วนร่วม ความสามัคคีของบุคลากร 3) พฤติกรรม หรืออุปนิสัยของบุคลากร 4) วัฒนธรรมองค์กร 5) ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ ในส่วนของผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม 1) ผลผลิต (Outputs) รูปเล่มเอกสารสรุปและรายงานผลการดำเนินงาน และวิดีทัศน์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลสำเร็จของการดำเนินงาน 2) ผลลัพธ์ (Outcomes) การจัดการความรู้ และ ความเข้าใจการถ่ายทอดองค์ความรู้ 3) ความคุ้มค่า คือการดำเนินงานด้าน การส่งเสริมองค์กรคุณธรรมไม่ได้มีการจัดทำงบประมาณ เพิ่มเติม โดยพบว่า การดำเนินงานตามแผน การขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมของกรมการพัฒนาชุมชน ส่งผลให้องค์กรมีแนวทางการปฏิบัติที่มีคุณธรรมก่อให้เกิดโครงการ กิจกรรมใหม่ๆ ที่สร้างคุณธรรมให้กับบุคลากรในองค์กร โดยเน้นการมีส่วนร่วม ของทุกฝ่ายในแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมให้บุคลากรทุกระดับมีส่วนในการแสดงความคิดเห็นและ ร่วมดำเนินการโครงการ กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อทำให้เกิดพฤติกรรมหรืออุปนิสัยที่มีคุณธรรม ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานตามภารกิจหน้าที่ของบุคลากร และได้เกิดผลสัมฤทธิ์การส่งเสริมองค์กรคุณธรรม ส่งผลต่อความสำเร็จของการดำเนินงานตามเป้าหมายของแผนการขับเคลื่อน องค์กรคุณธรรมในองค์กร
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากร กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สังกัดส่วนกลาง, ณัฐณิชา บรรดาศักดิ์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากร กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สังกัดส่วนกลาง, ณัฐณิชา บรรดาศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัล และปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากรกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สังกัดส่วนกลาง โดยเป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลในรูปแบบแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ ที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ จากหน่วยงานภายในสังกัดส่วนกลางของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน รวมจำนวน 256 คน และประมวลผลข้อมูลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างในภาพรวมยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลระดับมาก เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในส่วนของปัจจัยทางด้านภูมิหลังของประชากร พบว่าตำแหน่งงานนิติกรมีระดับการยอมรับการเปลี่ยนแปลงสูงกว่าตำแหน่งงานเจ้าพนักงานธุรการ และในส่วนของปัจจัยจูงใจ พบว่าปัจจัยด้านการสื่อสารนโยบายและการปฏิบัติ และปัจจัยด้านระบบการดำเนินงาน ส่งผลต่อระดับการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี และปัจจัยด้านการพัฒนาบุคลากร ไม่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นกรมจึงควรมุ่งพัฒนาการสื่อสารนโยบายและการมีคู่มือการปฏิบัติงาน รวมถึงการพัฒนาระบบการดำเนินงานให้มีความง่ายในการใช้งาน และอาจมีการพัฒนาในด้านอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น การพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะการจัดอบรมให้ความรู้ เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารนโยบาย และเพื่อทำให้บุคลากรมีระดับการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลเพิ่มขึ้น
การศึกษาแรงจูงใจในการเลือกเข้าทํางานระหว่างหน่วยงานเอกชนและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (องค์การเภสัชกรรม) ของกลุ่ม Generation Z, พริมา วิริยาทรพันธุ์
การศึกษาแรงจูงใจในการเลือกเข้าทํางานระหว่างหน่วยงานเอกชนและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (องค์การเภสัชกรรม) ของกลุ่ม Generation Z, พริมา วิริยาทรพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
-
การศึกษาองค์การที่แปรรูปเป็นรัฐวิสาหกิจ กรณีศึกษา บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน (ทอท.), ศศิภา ดิษฐกุล
การศึกษาองค์การที่แปรรูปเป็นรัฐวิสาหกิจ กรณีศึกษา บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน (ทอท.), ศศิภา ดิษฐกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์การที่ผ่านกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยมุ่งเน้นกรณีศึกษาของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่มีบทบาทในการบริหารจัดการท่าอากาศยานหลักของประเทศไทย งานวิจัยนี้วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในด้านโครงสร้างองค์การ การบริหารจัดการ และประสิทธิภาพการดำเนินงาน หลังจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นองค์การมหาชนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 จนถึงปัจจุบัน โดยใช้กรอบการวิจัยที่ครอบคลุมทั้งมิติด้านการเงิน การให้บริการ กระบวนการภายใน และการเรียนรู้และพัฒนา เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบในเชิงลึกและประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องวิธีการศึกษาใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหารและบุคลากรของ ทอท. รวมถึงการสังเกตการณ์และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ ผลการศึกษาพบว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเชิงโครงสร้างองค์กร ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารงาน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การแปรรูปยังช่วยให้การดำเนินงานของ ทอท. มีความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันยังคงมีความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาประสิทธิภาพในระยะยาวผลการศึกษานี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เข้าใจถึงกระบวนการและผลลัพธ์ของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในกรณีของ ทอท. เท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนานโยบายและแนวทางการบริหารจัดการองค์กรภาครัฐอื่น ๆ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการในอนาคต
Enhancing Biodegradation Of Pla/Pbat Mulch In Soil By Biosurfactant And Bioaugmentation, Nontach Nanthawuthipan
Enhancing Biodegradation Of Pla/Pbat Mulch In Soil By Biosurfactant And Bioaugmentation, Nontach Nanthawuthipan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Plastic mulch comprised of a blending of polylactic acid (PLA) and polybutylene adipate-co-terephthalate (PBAT), also known as PLA/PBAT, is an alternative for traditional plastic mulch. Nevertheless, it still takes a substantial time to degrade. This study aimed to promote biodegradation of the PLA/PBAT mulch in soil by using a biosurfactant solution produced from Brevibacterium casei NK8 to pretreat mulch before adding a bacterial consortium (Chitinophaga jiangningensis EA02, Nocardioides zeae EA12, Stenotrophomonas pavanii EA33, and Gordonia desulfuricans EA63). The first phase was to study the effect of UV-C irradiation on the plastic mulch to simulate natural photodegradation. The result showed that …
การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการกำหนดปัญหาวิจัยของนิสิตครูโดยใช้การวิจัยประสบการณ์ผู้ใช้แบบรวดเร็ว, ศุภธินี ศรีสวัสดิ์
การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการกำหนดปัญหาวิจัยของนิสิตครูโดยใช้การวิจัยประสบการณ์ผู้ใช้แบบรวดเร็ว, ศุภธินี ศรีสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การกําหนดปัญหาวิจัยเป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการทำวิจัย เป็นตัวกำหนดทิศทางและแนวทางในการทำวิจัยก่อนที่จะเริ่มต้นทำวิจัยในบริบทของนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่ได้เรียนรู้สภาพการทำงานจริงในโรงเรียนครั้งแรกจึงอาจไม่มีประสบการณ์มากนักในการกำหนดปัญหาวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ลักษณะการกำหนดปัญหาวิจัย ปัญหาอุปสรรคและสิ่งสนับสนุนการกำหนดปัญหาวิจัยของนิสิตครู 2) ออกแบบแพลตฟอร์มดิจิทัลในการส่งเสริมการกำหนดปัญหาวิจัยของนิสิตครู และ 3) เพื่อวิเคราะห์ผลการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นในการส่งเสริมการกำหนดปัญหาวิจัยของนิสิตครูแบ่งวิธีการดำเนินวิจัยออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 การสำรวจสภาพปัญหา ตัวอย่างวิจัย คือ นิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต/ศึกษาศาสตรบัณฑิต/การศึกษาบัณฑิต(หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 320 คน โดยผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างวิจัยแบบเจาะจง (purposive sampling)คือ นิสิตครูที่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูปีการศึกษา 2566 จากมหาวิทยาลัยจำนวน 4 แห่ง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลโดยใช้แบบสอบถามร่วมกับการสัมภาษณ์ ระยะที่ 2 การออกแบบแพลตฟอร์มดิจิทัล และระยะที่ 3 การนำต้นแบบแพลตฟอร์มดิจิทัลสู่การปฏิบัติ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ความสามารถในการกำหนดปัญหาวิจัยของนิสิตครูอยู่ในระดับมาก โดยด้านการวิเคราะห์สภาพปัญหา พบว่า นิสิตวิเคราะห์วัตถุประสงค์การเรียนที่ต้องจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนได้ (M=4.57, SD= .56) ด้านการระบุปัญหา พบว่า นิสิตอธิบายได้ว่าอะไรเป็นปัญหาการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับนักเรียน (M=4.55, SD= .61) และ ด้านการประเมินและกำหนดปัญหา พบว่า นิสิตตัดสินใจได้ว่าควรใช้วิธีการใดในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ของนักเรียน (M=4.51, SD= .61) ปัญหาด้านความรู้และทักษะในการทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน พบว่า นิสิตไม่สามารถระบุประเด็นปัญหาวิจัยที่มีความสำคัญจำเป็นต้องแก้ไขหรือพัฒนาได้จากการศึกษาข้อมูลของนักเรียน (M=1.47, SD= .57) ด้านเจตคติในการทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน พบว่า นิสิตรู้สึกไม่สนุกกับการทำวิจัยในชั้นเรียน (M=2.05, SD= .90) และสิ่งสนับสนุนในการกำหนดปัญหาวิจัย ด้านการสนับสนุนจากคณะ พบว่า คณะส่งเสริมให้นิสิตแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การทำวิจัยในชั้นเรียน (M=4.20, SD= .87) ด้านการสนับสนุนจากคนรอบข้าง พบว่า นิสิตสามารถขอความช่วยเหลือจากอาจารย์นิเทศหรืออาจารย์พี่เลี้ยงเพื่อประโยชน์ในการวิจัยได้เสมอและมีเพื่อนนิสิตที่สามารถช่วยเหลือได้ เมื่อฉันประสบปัญหาในการทำวิจัย (M=4.56, SD= .68) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการวิจัยประสบการณ์ผู้ใช้ กลุ่มผู้ใช้ที่นิสิตครูจำนวน 10 คน พบว่า นิสิตครูยังมีความรู้ความเข้าใจที่ไม่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการออกแบบการวิจัยที่ครอบคลุมการกําหนดปัญหาวิจัย ตลอดจนการขาดการเข้าถึงแหล่งข้อมูลในการค้นหางานวิจัย 2. ข้อมูลจากการสำรวจปัญหาของผู้ใช้มาสร้างเรื่องราวผู้ใช้ตามคุณลักษณะของนิสิตครู …
The Influence Of Youtube Advertising Value On Consumer Responses, Ratanak Sophal
The Influence Of Youtube Advertising Value On Consumer Responses, Ratanak Sophal
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of this research are to explore the values of YouTube advertising—namely entertainment, informativeness, credibility, and irritation—and their influence on consumer responses, including perceived advertising value, attitude towards YouTube advertising, and shopping intention. Additionally, the study examines the relationships between perceived advertising value, attitude towards YouTube advertising, and shopping intention. Data were collected via an online survey from 291 Thai respondents, aged 18–55 years, who had been exposed to YouTube advertisements. The results show that YouTube advertisements were perceived as neither highly entertaining (M = 2.75), informative (M = 2.99), nor credible (M = 2.89), and were viewed as …
User Generated Content (Ugc) On Douyin And The Great Wall Cannon Branding Strategy, Runzhi Shi
User Generated Content (Ugc) On Douyin And The Great Wall Cannon Branding Strategy, Runzhi Shi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the impact of User-Generated Content (UGC) on brand communication, focusing on the viral "Great Wall Cannon" case on Douyin, a leading short-video platform in China. Existing research predominantly emphasizes Western platforms and lacks in-depth analysis of UGC's role within China's unique cultural and regulatory framework, leaving a gap in understanding its potential for brand marketing. Using qualitative methods, including content analysis, semi-structured interviews, and secondary data review, this research examines how UGC enhances brand visibility, shapes consumer perceptions, and builds emotional connections. The proposed approach highlights the strengths of leveraging Douyin's algorithm-driven content dissemination and authentic user …
การตัดสินใจเชิงจริยธรรมในระยะสุดท้ายของชีวิต ในกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ : ประเด็นที่ ท้าทายในการจัดการของพยาบาลวิชาชีพ, ชัชพงศ์ สมุทรอาลัย, นวภัทร คงดี, โชติกา ธนมี, ธัญญามาศ เพชรบูรณ์, กัมปนาท พุทธรัสสุ, วาสินี วิเศษฤทธิ์
การตัดสินใจเชิงจริยธรรมในระยะสุดท้ายของชีวิต ในกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ : ประเด็นที่ ท้าทายในการจัดการของพยาบาลวิชาชีพ, ชัชพงศ์ สมุทรอาลัย, นวภัทร คงดี, โชติกา ธนมี, ธัญญามาศ เพชรบูรณ์, กัมปนาท พุทธรัสสุ, วาสินี วิเศษฤทธิ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การตัดสินใจเชิงจริยธรรมเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของพยาบาลวิชาชีพ โดยเฉพาะในบริบทของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งมักเผชิญอุปสรรคด้านกฎหมาย วัฒนธรรม และการยอมรับทางสังคม บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความซับซ้อนในการตัดสินใจเชิงจริยธรรมของพยาบาลสำหรับผู้ป่วยที่มีความหลากหลายทางเพศ ในระยะสุดท้ายของชีวิต โดยเน้นการประยุกต์ใช้แนวคิดและทฤษฎีจริยธรรม เช่น ทฤษฎีจริยศาสตร์ ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรม และทฤษฎีต้นไม้จริยธรรม ผ่านกระบวนการตัดสินใจเชิงจริยธรรม 5 ขั้นตอน ได้แก่ การรวบรวมข้อมูล การระบุประเด็นขัดแย้ง การพิจารณาทางเลือก การตัดสินใจ และการประเมินผล
บทความยังชี้ให้เห็นความสำคัญของการเคารพอัตลักษณ์ทางเพศ ความต้องการเฉพาะของผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มีความหลากหลายทางเพศและความจำเป็นในการพัฒนาแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน เช่น การส่งเสริมให้ผู้ป่วยทำพินัยกรรมชีวิต การอบรมพยาบาลให้เข้าใจกฎหมายและสิทธิของผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มีความหลากหลายทางเพศรวมถึงการสร้างระบบสนับสนุนที่เอื้อต่อการตัดสินใจเชิงจริยธรรมที่เหมาะสม
สรุปได้ว่า ความท้าทายการตัดสินใจเชิงจริยธรรมในกลุ่มผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นบทบาทที่สำคัญของพยาบาลวิชาชีพ ซึ่งต้องการทั้งความรู้ ทักษะ เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะบุคคลอย่างครบถ้วน และช่วยลดความเหลื่อมล้ำในผู้ป่วยที่มีความหลากหลายทางเพศไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ได้รับการเปิดเผยตัวตนทางเพศที่สอดคล้องกับความปลอดภัยในสถานพยาบาล ความปรารถนาที่จะรักษาอิสระในการตัดสินใจร่วมกับครอบครัวเกี่ยวกับการดูแลระยะท้ายของชีวิตด้วยตนเอง และตอบสนองต่อความท้าทายในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
การพัฒนาและทดลองใช้นวัตกรรมผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็นเพื่อบรรเทาปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง : การศึกษาความเป็นไปได้, ณัฐพงศ์ จันมาลา, รัตน์ศิริ ทาโต
การพัฒนาและทดลองใช้นวัตกรรมผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็นเพื่อบรรเทาปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง : การศึกษาความเป็นไปได้, ณัฐพงศ์ จันมาลา, รัตน์ศิริ ทาโต
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาและทดสอบความเป็นไปได้ของนวัตกรรมผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็นบรรเทาอาการปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต้นแบบ เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยเรื่อง ผลของการใช้ผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็นต่อความปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง
วิธีการดำเนินการวิจัย: กระบวนการพัฒนานวัตกรรมประกอบด้วย 3 ระยะ 1) ศึกษาสภาพปัญหาของผู้ป่วยหลังผ่าตัดร่วมกับการทบทวนวรรณกรรม 2) ออกแบบและผลิตนวัตกรรมภายใต้ทฤษฎีควบคุมประตู และจากการทบทวนวรรณกรรม และ 3) นำไปทดสอบความเป็นไปได้กับผู้ป่วยหลังผ่าตัด นวัตกรรม ผ่านการประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมต้นแบบจากผู้เชี่ยวชาญ 5 คน การทดลองใช้งานโดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเป็นผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง จำนวน 5 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย นวัตกรรมต้นแบบ แบบประเมินความพึงพอใจในการใช้งานนวัตกรรม และแบบประเมินความปวดวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษา: พบว่านวัตกรรมผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็น มีคะแนนเฉลี่ยความสะดวกต่อการใช้งานเท่ากับ 4.6 (± 0.54) คะแนนเฉลี่ยการใช้ประโยชน์ได้จริงเท่ากับ 4.80 (±0.44) นวัตกรรมมีคะแนนเฉลี่ยความปลอดภัยต่อการใช้งานเท่ากับ 5.00 (±0.00 ) คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมเท่ากับ 4.80 (±0.44) และเปรียบเทียบคะแนนความปวดก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม พบว่า สามารถลดอาการปวดได้ โดยคะแนนเฉลี่ยความปวดก่อนได้รับนวัตกรรมอยู่ที่ 8.2 คะแนน และหลังได้รับนวัตกรรมอยู่ที่ 5 คะแนน ซึ่งมีความเหมาะสมที่จะนำไปศึกษาต่อในกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง จึงมีความเหมาะสมนำไปศึกษาในระยะถัดไปกับจำนวนผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้องที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
การพัฒนารูปแบบการดูแลภาวะข้อเข่าเสื่อมในชุมชน โดยพยาบาลเวชปฏิบัติ นักการแพทย์แผนไทย และหมอนวดแผนไทยชุมชน ในชุมชน, รวินันท์ นุชศิลป์, เพชรธยา แป้นวงษา, ปริยฉัตร สิงหาบุตร, พัชรินทร์ จันทร์หอม
การพัฒนารูปแบบการดูแลภาวะข้อเข่าเสื่อมในชุมชน โดยพยาบาลเวชปฏิบัติ นักการแพทย์แผนไทย และหมอนวดแผนไทยชุมชน ในชุมชน, รวินันท์ นุชศิลป์, เพชรธยา แป้นวงษา, ปริยฉัตร สิงหาบุตร, พัชรินทร์ จันทร์หอม
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของรูปแบบการดูแลภาวะข้อเข่าเสื่อมในชุมชน โดยการมีส่วนร่วมของพยาบาลเวชปฏิบัติ นักการแพทย์แผนไทย และหมอนวดแผนไทยชุมชน
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยและพัฒนา
วิธีดำเนินการวิจัย: เป็นการวิจัยแบบสำรวจสัดส่วนและความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อม กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 1) บุคคลที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป จำนวน 136 คน เพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการดูแล 2) พยาบาลเวชปฏิบัติ นักการแพทย์แผนไทย และหมอนวดแผนไทยชุมชน รวม 18 คน เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลฯ 3) บุคคลที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม จำนวน 40 คน ถูกเลือกแบบเจาะจง เพื่อใช้ในการดำเนินและประเมินผลรูปแบบการดูแลภาวะข้อเข่าเสื่อมในชุมชน เครื่องมือที่ใช้ 1) แบบประเมินคัดกรองภาวะข้อเข่าเสื่อม 2) แบบประเมินระดับความรุนแรงข้อเข่าเสื่อม 3) แบบประเมินผลรูปแบบการดูแลภาวะข้อเข่าเสื่อมในชุมชน มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.85, 0.87 และ 0.81 ตามลำดับ มีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.82, 0.84 และ 0.79 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และทดสอบค่าเฉลี่ยโดยใช้สถิติทดสอบที
ผลการวิจัย: พฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมดีขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ระดับความปวดและระดับความรุนแรงของภาวะข้อเข่าเสื่อมลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า รูปแบบการดูแลภาวะข้อเข่าเสื่อมในชุมชนที่มีพยาบาลเวชปฏิบัติ นักการแพทย์แผนไทย หมอนวดแผนไทยชุมชน ร่วมกันพัฒนาตามข้อมูลจากกระบวนการสร้างหุ้นส่วนสุขภาพส่งผลต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองดีขึ้น ระดับความปวดและระดับความรุนแรงลดลง
Predicting Quality Of Life In Driving Scene Using Image Recognition Techniques And User Group Information, Ployrada Suvarnakuta
Predicting Quality Of Life In Driving Scene Using Image Recognition Techniques And User Group Information, Ployrada Suvarnakuta
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study presents a machine learning approach for predicting perceived urban Quality of Life (QoL) by integrating visual features from street-level imagery with personal attributes, including demographic, socioeconomic, and travel behavior data. Using datasets from Bangkok and London, we trained supervised models—Support Vector Machines and Multilayer Perceptrons—under multiple input configurations to evaluate the contribution of each data type. Results show that combining visual and personal features improves prediction accuracy compared to using visual features alone. Statistical feature selection identified income, education, housing stability, and travel patterns as consistently important predictors, with some variation across urban contexts. These findings underscore the …
การปรับปรุงระบบขนส่งเพื่อการส่งออกสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ กรณีศึกษาผู้ผลิตอาหารสัตว์สำเร็จรูป, กฤษณะพงษ์ เกตุขุนทด
การปรับปรุงระบบขนส่งเพื่อการส่งออกสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ กรณีศึกษาผู้ผลิตอาหารสัตว์สำเร็จรูป, กฤษณะพงษ์ เกตุขุนทด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบแนวทางการขนส่งสินค้าเพื่อการส่งออกที่เหมาะสมสำหรับผู้ผลิตอาหารสัตว์สำเร็จรูปในประเทศไทย โดยพิจารณาแนวทางการขนส่งหลัก 3 แนวทาง ได้แก่ คลังสินค้าเช่า และทำการขนส่งด้วยรถบรรทุกทั้งหมด คลังสินค้าสร้างเองในโรงงาน และทำการขนส่งด้วยรถบรรทุกทั้งหมด คลังสินค้าสร้างเองในโรงงาน และทำการขนส่งด้วยรถบรรทุกควบคู่กับการขนส่งผ่าน สถานีบรรจุและแยกสินค้า กล่องลาดกระบัง (Inland Container Depot: ICD) เพื่อขนส่งด้วยรถไฟไปที่ท่าเรือ การประเมินต้นทุนรวมในช่วงเวลา 10 ปี ดำเนินการภายใต้สมมติฐาน 3 กรณี ได้แก่ กรณีฐาน (Base Case) ที่ปริมาณส่งออกเติบโตปีละ 2%, กรณี High Demand ที่เติบโตปีละ 6% และกรณีที่ต้นทุนปรับตัวตาม Real GDP ที่ 1.8% ต่อปี ผลการศึกษา พบว่า แนวทางที่ 1 มีต้นทุนรวมต่ำที่สุดในกรณี Base Case แต่ไวต่อความผันผวนของต้นทุน ผันแปร แนวทางที่ 2 มีต้นทุนสูงที่สุดที่เกิดจากการลงทุนสร้างคลังสินค้า แต่สามารถรองรับปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นจากความต้องการในอนาคตได้ ส่วนแนวทางที่ 3 แม้มีต้นทุนระดับกลางที่เกิดจากก่อสร้างคลังสินค้า แต่สามารถควบคุมต้นทุนด้านการขนส่งได้ในกรณีที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตามจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรม พบว่ายังมีข้อจำกัดของระบบราง เช่น ความไม่แน่นอนของรอบรถ ตารางรถไฟอาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดต้นทุนแฝงและกระทบต่อความเชื่อมั่น ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจของผู้ประกอบการในการเลือกแนวทางขนส่งที่เหมาะสม และวางแผนการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตของการส่งออกในอนาคต
Assessing The Socioeconomic Impacts Of Solar Irrigation In Myanmar: A Case Study Of Smallholder Farmers, May Thi Thi Moe
Assessing The Socioeconomic Impacts Of Solar Irrigation In Myanmar: A Case Study Of Smallholder Farmers, May Thi Thi Moe
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study addresses the critical challenge of enhancing agricultural sustainability in Myanmar’s Central Dry Zone (CDZ), a region characterized by water scarcity and a high reliance on costly diesel irrigation. To address the knowledge gap on the localized impacts of solar-powered irrigation systems (SPIS), this research assesses their socioeconomic benefits and adoption barriers among smallholder farmers in Pyawbwe Township. Guided by a revitalized 21st-Century Sustainable Livelihoods Framework, the study employed a qualitative design, conducting in-depth interviews with 27 farmers and four experts. Data were analyzed using thematic analysis, complemented by economic calculations (ROI, PBP, NPV) to provide robust evidence of …
พลังแห่งการอดอาหารประท้วง : การอดอาหารประท้วงทำงานอย่างไร?, เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์
พลังแห่งการอดอาหารประท้วง : การอดอาหารประท้วงทำงานอย่างไร?, เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์
Journal of Social Sciences
บทความนี้ศึกษาการอดอาหารประท้วง (hunger strike) ผ่านการรวบรวมและประมวลข้อค้นพบจากงานศึกษาต่าง ๆ บทความอภิปรายใน 3 ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกัน ได้แก่ ประการแรก โต้แย้งต่อความเข้าใจที่ว่า การอดอาหารประท้วงจะทำงานได้ผลก็เฉพาะในบางเงื่อนไขอย่างการอดอาหารในบริบทประชาธิปไตยหรือการใช้การอดอาหารต่อผู้ที่รักในตัวผู้อดอาหาร ประการที่สอง เสนอว่าการอดอาหารประท้วงทำงานอย่างไร และ ประการสุดท้าย การสำรวจปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จของการอดอาหารประท้วง บทความสำรวจภาพรวมกรณีการอดอาหารประท้วงสมัยใหม่เพื่อยืนยันว่า การอดอาหารประท้วงถูกใช้ในบริบทที่หลากหลาย รวมทั้งในเชิงผลลัพธ์การอดอาหารประท้วงอาจนำไปสู่การได้รับการตอบสนองข้อเรียกร้องแม้ภายใต้ระบอบเผด็จการ บทความเสนอว่า การอดอาหารประท้วงมีกลไกการทำงานที่สำคัญประกอบด้วย การระดมความสนใจในการสื่อสาร, การระดมการสนับสนุนและความเห็นอกเห็นใจ, การบีบบังคับ, และการเบี่ยงเบนสถานะ ความรับผิด เหล่านี้ทำให้การอดอาหารประท้วงยังคงทำงานได้แม้ถูกใช้ในบริบทที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหรือใช้ต่อผู้ที่เห็นว่า ผู้อดอาหารเป็นศัตรู
การปรับตัวและการต่อรองของชุมชนชาติพันธุ์ต่อนโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐ : กรณีศึกษาชุมชนบ้านกลาง และชุมชนบ้านฮ่าง จังหวัดลำปาง, วัชรารินทร์ วงศ์ษานิติ
การปรับตัวและการต่อรองของชุมชนชาติพันธุ์ต่อนโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐ : กรณีศึกษาชุมชนบ้านกลาง และชุมชนบ้านฮ่าง จังหวัดลำปาง, วัชรารินทร์ วงศ์ษานิติ
Journal of Social Sciences
จากการศึกษา พบว่า นโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของรัฐ เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่า การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) มาตรการการใช้ที่ดินในเขตลุ่มน้ำ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างได้รับผลกระทบทำให้เกิดการสูญเสียที่ดินทำกิน การสูญเสียวิถีไร่หมุนเวียนที่มาแต่เดิม และมีการห้ามใช้ประโยชน์จากป่า ซึ่งผลกระทบที่ชุมชนได้รับนำมาสู่การปรับตัวและการต่อรอง ผลการวิจัยพบว่า การปรับตัวของชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างมีทั้งที่เป็นไปในลักษณะคล้ายคลึงกันและแตกต่างกัน การปรับตัวที่คล้ายคลึงกัน คือ การลดจำนวนปีของไร่หมุนเวียน และการลดขนาดพื้นที่แปลง หรือเลิกการทำไร่หมุนเวียน แต่ความแตกต่างคือชุมชนบ้านกลางยังคงยืนหยัดทำไร่หมุนเวียนอยู่แม้จะต้องปรับรูปแบบและรอบเวลา ในขณะที่ชุมชนบ้านแม่ฮ่างหันมาปลูกพืชเกษตรกรรมผสมผสานและนำการท่องเที่ยวมาเป็นแหล่งรายได้เสริม จึงนำมาสู่การต่อรองของชุมชนทั้งสอง ประกอบด้วยการเคลื่อนไหวชุมนุม การต่อรองผ่านสื่อออนไลน์ การจัดทำข้อมูลชุมชน และการจัดการทรัพยากรของชุมชน ซึ่งการต่อรองเหล่านี้เป็นการเรียกร้องสิทธิของชุมชน และแสดงให้เห็นถึงการยืนหยัดต่อสู้ในการรักษาอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของตนเองที่ชุมชนพิสูจน์ว่าคนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุล ส่วนผลที่เกิดขึ้นหลังจากการปรับตัวและการต่อรองของชุมชน คือหน่วยงานรัฐประนีประนอมให้ชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างมีสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แบ่งพื้นที่ในการเข้าไปเก็บของป่าโดยไม่ต้องขออนุญาตแต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่จำกัด และพื้นที่บางส่วนของชุมชนได้รับการกันออกจากพื้นที่เตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท นอกจากนี้ทั้งสองชุมชนได้มีส่วนร่วมกับกรมป่าไม้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การฟื้นฟูป่าไม้ การปลูกป่า รวมถึงการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ข้อมูลร่วมกันกับรัฐ ตลอดจนการบวชป่าที่รัฐได้เข้ามาร่วมพิธีกรรมด้วย ผลที่เกิดขึ้นทำให้รัฐไม่เข้ามาแทรกแซงการจัดการป่าของชุมชนมากนัก เนื่องจากเป็นประเพณีของชุมชนที่มีการสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานและรัฐเริ่มเข้าใจในแนวทางการดูแลป่าตามแบบแผนของชุมชนมากขึ้น อย่างไรก็ดี รัฐก็ยังมีบทบาทหลักในการจัดการทรัพยากรผ่านกลไกของกฎหมายหรือนโยบาย และชุมชนยังไม่มีความมั่นคงในถิ่นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างยังเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้มีการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชน และกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรสู่ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และถึงแม้บางส่วนของชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างจะได้รับการกันออกจากพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานฯ แต่ยังมีพื้นที่ส่วนใหญ่ยังอยู่ภายในเขตอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท โดยอยู่ในขั้นตอบการตรวจสอบสิทธิ์เป็นลำดับไป
นโยบายและการสร้างเครือข่ายลดความรุนแรงจากอาวุธปืน, ปิยะพร ตันณีกุล, วชิรวิชญ์ อิทธิธนาศุภวิชญ์
นโยบายและการสร้างเครือข่ายลดความรุนแรงจากอาวุธปืน, ปิยะพร ตันณีกุล, วชิรวิชญ์ อิทธิธนาศุภวิชญ์
Journal of Social Sciences
จากการศึกษาวิจัยเรื่องนโยบายและการสร้างเครือข่ายลดความรุนแรงจากอาวุธปืน พบว่ามีนโยบายเกี่ยวกับการลดความรุนแรงจากอาวุธปืนมากมายหลายรูปแบบ โดยรูปแบบที่มีลักษณะชัดเจนและใช้ได้ผลจริงได้แก่ กฎหมายในรูปแบบใหม่ ๆ การนำนโยบายด้านสาธารณสุขมาปรับใช้ การใช้ชุมชนเป็นฐาน ส่วนนโยบายการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนที่เหมาะสมจะนำมาใช้กับประเทศไทยได้แก่ นโยบายที่ใช้ชุมชนและเครือข่ายเป็นฐาน นโยบายด้านการปรับพฤตินิสัยและสันติวิธี นโยบายด้านการใช้สื่ออย่างมีวิจารณญาณ นโยบายด้านการสาธารณสุขและสุขภาพจิต นโยบายการปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมาย นโยบายด้านกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการสร้างชุมชนต้นแบบการลดความรุนแรงจากอาวุธปืนด้วยการทำข้อตกลงร่วมกันในชุมชน เรียกว่า “ธรรมนูญชุมชนลดความรุนแรงจากอาวุธปืน”
การเรียนรู้ของผู้เข้าชมคนไทยในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์, พิมพ์สิริ อรุณศรี
การเรียนรู้ของผู้เข้าชมคนไทยในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์, พิมพ์สิริ อรุณศรี
Journal of Social Sciences
พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีศักยภาพในการเป็นสถานที่บ่มเพาะความรู้และแรงบันดาลใจทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สนับสนุนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า การดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์นี้จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตทางวิทยาศาสตร์ให้มีลักษณะ รูปแบบและเนื้อหาของนิทรรศการให้สนองต่อการเรียนรู้และความต้องการของประชาชนผู้เข้าชม งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษาระดับการมีปฏิสัมพันธ์กับนิทรรศการวิทยาศาสตร์ของผู้เข้าชมชาวไทย พร้อมทั้งปัจจัยบริบทที่มีผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อการเรียนรู้ในนิทรรศการวิทยาศาสตร์ จากผู้เข้าชมกลุ่มครอบครัวจำนวน 25 คู่ (50 คน) ภายใต้บริบทของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ทั้งนี้เพื่อกำหนดขอบเขตความรู้ความเข้าใจในปัจจุบันเกี่ยวกับพฤติกรรมการเข้าชมที่บ่งชี้ระดับความลึกของการเรียนรู้ในเรื่องที่เกี่ยวกับนิทรรศการ ตลอดจนปัจจัยที่ผู้เข้าชมระบุว่าส่งผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับนิทรรศการ ผลการวิจัยพบว่าผู้เข้าชมกลุ่มผู้ปกครองและกลุ่มบุตรหลานร้อยละ 80 ขึ้นไปมีระดับการปฏิสัมพันธ์ต่อนิทรรศการอยู่ที่ระดับเปลี่ยนผ่านไปสู่ปฏิสัมพันธ์ที่ลึกขึ้น (Transitioning behavior) ถึงระดับปฏิสัมพันธ์ขั้นลึก (Breakthrough behavior) นอกจากนี้ผลการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับนิทรรศการชี้ให้เห็นว่านิทรรศการวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันต้องเพิ่มเติมเรื่องสื่อสารวิทยาศาสตร์ให้ผู้เข้าชมเข้าใจการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และความเกี่ยวข้องของวิทยาศาสตร์กับชีวิตประจำวันของตน รวมไปถึงการรักษาสมดุลการมอบความรู้และความบันเทิงในการออกแบบนิทรรศการ
ผลกระทบ ผลสะเทือน และสิ่งที่ตามมา ขบวนการเคลื่อนไหวคนรุ่นใหม่ ปี 2563-2564 ต่อการเมืองและสังคมไทย, กนกรัตน์ เลิศชูสกุล
ผลกระทบ ผลสะเทือน และสิ่งที่ตามมา ขบวนการเคลื่อนไหวคนรุ่นใหม่ ปี 2563-2564 ต่อการเมืองและสังคมไทย, กนกรัตน์ เลิศชูสกุล
Journal of Social Sciences
ขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ไทยปี 2563-2564 เป็นตัวอย่างขบวนการเคลื่อนไหวที่สามารถระดมการสนับสนุนของมวลชนคนรุ่นใหม่ได้จำนวนมาก แต่ไม่สามารถผลักดันข้อเรียกร้องในการรื้อถอนโครงสร้างและความเป็นอนุรักษ์นิยมของรัฐไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมดังที่ตั้งใจไว้ในช่วงเริ่มต้นการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นการล้มรัฐบาลที่นำโดยอดีตผู้นำการรัฐประหาร การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ แต่จากการวิจัยกลับพบว่า การเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ส่งผลกระทบและสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมและการเมืองไทยในมิติอื่น ๆใน 5 มิติ ได้แก่ หนึ่ง การสร้างพลเมืองหนุ่มสาวที่มีความตื่นตัวและพร้อมผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระยะยาว สอง ความตื่นตัวอย่างต่อเนื่องของแกนนำเก่าและการสร้างแกนนำการเคลื่อนไหวทางการเมืองรุ่นใหม่ในการผลักดันการเคลื่อนไหวทางการเมืองในระยะต่อ ๆไป สาม ความสำเร็จในการผลักดันแนวคิดเสรีนิยมให้กลายเป็นแนวคิดกระแสหลักในสังคมวงกว้างทั้งในสื่อมวลชนและคนรุ่นอื่น ๆ สี่ ความสำเร็จในการสร้างความเป็นสถาบันให้กับพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ และ ห้า การเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายและนโยบายในระยะยาว
การบังคับใช้กฎหมายไทยตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อม, สุรพล ศรีวิทยา
การบังคับใช้กฎหมายไทยตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อม, สุรพล ศรีวิทยา
Journal of Social Sciences
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติพัฒนาการแนวคิดและหลักพื้นฐานของพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมในประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนเพื่ออนุวัติการความตกลงอาเซียนดังกล่าว ศึกษามาตรการของการบังคับใช้กฎหมายไทยตามพันธกรณีตามความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมและพันธกรณีตามความตกลงสิ่งแวดล้อมพหุภาคี (MEAs) วิเคราะห์กลไกบังคับใช้กฎหมายไทยและกลไกระงับกรณีพิพาททางด้านสิ่งแวดล้อมตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมของประชาคมอาเซียนเปรียบเทียบกับสหภาพยุโรป รวมทั้งเสนอแนะนโยบายและมาตรการเพื่อพัฒนาปรับปรุงกฎหมายไทยในการอนุวัติตามความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมให้มีการบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสัมฤทธิผลในบริบทของประเทศไทยและประชาคมอาเซียน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเอกสารในการเก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ กับวิธีการประชุมสนทนากลุ่มย่อยในการรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานและผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง โดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งมีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยจำนวน 27 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ (1) กลุ่มหน่วยงานภาครัฐ (2) กลุ่มหน่วยงานภาคเอกชน และ (3) กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิภาควิชาการ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบแหล่งข้อมูลแบบสามเส้า ในการเก็บรวบรวมจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้ง 3 กลุ่มตามระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแล้วนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา วิเคราะห์เชิงตรรกวิทยา และการวิเคราะห์เปรียบเทียบเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายไทยตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อม กลไกบังคับใช้กฎหมาย และกลไกระงับข้อพิพาทสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิผลในบริบทของประเทศไทยและประชาคมอาเซียน รวมทั้งยังได้จัดการประชุมสัมมนาวิชาการเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงสรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะให้มีความถูกต้องและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผลการวิจัยพบว่า ประเทศไทยได้ดำเนินการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาค และการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ความความร่วมมืออาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมและความตกลงสิ่งแวดล้อมพหุภาคี (MEAs) หากเกิดปัญหาข้อพิพาทสิ่งแวดล้อมตามพันธกรณีก็ยังมีกลไกบังคับใช้กฎหมายภายในของประเทศไทยและสมาชิกอาเซียนอื่น กฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งกลไกระงับข้อพิพาททางสิ่งแวดล้อมตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับภูมิภาคอาเซียน คือ กลไกระงับข้อพิพาทภายใต้กฎบัตรอาเซียน ค.ศ. 2008 และพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทของอาเซียน ค.ศ. 2004 รวมทั้งกลไกระงับข้อพิพาทในระดับโลก เช่น กลไกระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ หรือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
การเมืองของขบวนการนักศึกษาเวียดนามใต้ : ชาตินิยมอันหลากหลายในยุคสงครามเย็น, มรกตวงศ์ ภูมิพลับ
การเมืองของขบวนการนักศึกษาเวียดนามใต้ : ชาตินิยมอันหลากหลายในยุคสงครามเย็น, มรกตวงศ์ ภูมิพลับ
Journal of Social Sciences
งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการเมืองของขบวนการนักศึกษาในเวียดนามใต้ในยุคสงครามเย็น และชาตินิยมที่ซับซ้อนและลื่นไหลจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคมของนักศึกษา งานวิจัยนี้ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นหลักคือ พัฒนาการขบวนการนักศึกษาในเวียดนามใต้ การปลูกฝังและการจัดการศึกษาของรัฐบาลเวียดนามใต้กับความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกา ตลอดจนความหลากหลายของกลุ่มขบวนการนักศึกษาที่มีผูกโยงกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมนับตั้งแต่สาธารณรัฐเวียดนามถือกำเนิดขึ้น งานวิจัยนี้ใช้วิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์โดยใช้หลักฐานชั้นต้นและชั้นรองจากฝั่งเวียดนามและอเมริกาได้แก่ หนังสือพิมพ์ วารสาร บทกวี บทเพลงและข้อเขียนของนักศึกษาเวียดนามใต้ ในส่วนที่เป็นหลักฐานฝั่งอเมริกา ได้แก่ หนังสือพิมพ์และจดหมายที่บันทึกการตอบโต้ระหว่างนักศึกษาเวียดนามใต้และกลุ่มนักศึกษาในสหรัฐอเมริกา ผลการศึกษาพบว่าการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ยุคสาธารณรัฐที่ 1 ภายใต้รัฐบาลโงดิ่งห์เสี่ยมและสาธารณรัฐที่ 2 ภายใต้เหงวียนวันเถี่ยว การเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษามีความหลากหลายและซับซ้อนซึ่งไม่ได้เป็นไปเพื่อการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองเป็นหลักขึ้นอยู่กับบริบทของระดับปัญหาทางการเมืองภายในที่เวียดนามใต้อยู่ในสภาวะความโกลาหลทางการเมืองรวมทั้งสภาวะสงครามที่เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อรูปแบบการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาและการออกมาตรการในการตอบโต้โดยรัฐ ขบวนการนักศึกษามีอยู่หลากหลายกลุ่มทั้งที่ทำงานร่วมกับรัฐและต่อต้านรัฐ การเติบโตของขบวนการนักศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างมากภายใต้การเปิดเสรีเรื่องการศึกษาซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ชาตินิยมในหมู่นักศึกษาเวียดนามใต้มิใช่การจำกัดกรอบเพียงแค่การต่อต้านรัฐบาลและอเมริกา ทว่ายังหมายรวมถึงการพยายามสร้างชาติภายใต้สภาวะสงครามและต่อต้านรัฐบาลอำนาจนิยมด้วยการถกเถียงเรื่องการสร้างชาติ ความรักชาติ วัฒนธรรมแห่งชาติและต่างชาติ อย่างไรก็ตามหลังปี 1975 ขบวนการนักศึกษาเวียดนามไม่ได้มีบทบาททางการเมืองเช่นในยุคสงครามเย็น
การโอบรับเดธทิวิตี : ว่าด้วยการสำรวจภูมิทัศน์ความตาย ผ่านกิจกรรมในบริบทกรุงเทพร่วมสมัย, วรากร วิมุตติไชย, ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์
การโอบรับเดธทิวิตี : ว่าด้วยการสำรวจภูมิทัศน์ความตาย ผ่านกิจกรรมในบริบทกรุงเทพร่วมสมัย, วรากร วิมุตติไชย, ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์
Journal of Social Sciences
แม้ว่าคุณลักษณะหนึ่งของสังคมสมัยใหม่ คือ การเป็นสังคมปฏิเสธความตายที่การแพทย์และสถาบันทางศาสนาเข้ามามีอำนาจเหนือการตัดสินใจต่อความตายของปัจเจก ในบทความนี้ ผู้เขียนจะใช้แนวคิดของ Tony Walter ที่มองว่าแต่ละสังคมมีวิถีความตาย (Deathway) เฉพาะของตนที่เป็นผลมาจากปัจจัยและประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่การศึกษาวิถีความตายของแต่ละท้องถิ่นจึงมีความสำคัญ ผู้เขียนสำรวจปรากฏารณ์การโอบรับกิจกรรมเรื่องตายในบริบทของสังคมเมืองสมัยใหม่ เช่น งานเทศกาลความตาย การจัดแสดงประติมากรรมเรื่องตาย และ คาเฟ่เรื่องตาย เป็นต้น เพื่อชี้ให้เห็นถึงนัยสำคัญของการโอบรับ “มรณิจกรรม” หรือ เดธทิวิตี (Deathivity) ของคนเมืองที่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์ของความตายด้วยการประกอบสร้างความหมายใหม่ผ่านตัวแสดง คือ เทคโนโลยีดิจิทัล การทำให้เป็นสาธารณะ และการทำความตายให้เป็นกิจกรรมมากขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว ผู้เขียนจะชี้ให้เห็นถึงรูปแบบการมีปฏิสัมพันธ์ต่อความตายสมัยใหม่ (modern death) ซึ่งเป็นการจัดประกอบหรือเรียนรู้ความตายด้วยประสบการณ์ของปัจเจก ซึ่งอีกนัยหนึ่งคือการพยายามค้นหาความหมายและคุณค่าของการมีชีวิตทำให้การโอบรับอาสัญทนาการที่ปรากฏให้เห็นกลายเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลง (transformative space) หนึ่ง คือ พื้นที่ของการเติบโตภายใน และ สอง คือพื้นที่ของการเปลี่ยนผ่านภูมิทัศน์ความตายสู่กลไกของการกล่อมเกลา ถกเถียงและตั้งคำถามเรื่องตายที่สอดรับกับความเป็นสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว ผู้เขียนยังมองว่าแม้ภูมิทัศน์ความตายจะมีตัวแสดงใหม่เข้ามา แต่รากฐานที่ทำให้สังคมไทยไม่ได้เป็นสังคมปฏิเสธความตายอย่างสิ้นเชิง คือสองรากของความเปิดกว้างและการมีส่วนร่วม ที่ทำให้เดธทิวิตีกลายเป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้เรื่องตายของสังคมสมัยใหม่
ระบอบอำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง : กรอบแนวคิด, การเลือกตั้งในระบอบอำนาจนิยม และการควบคุมบงการ, อุเชนทร์ เชียงเสน
ระบอบอำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง : กรอบแนวคิด, การเลือกตั้งในระบอบอำนาจนิยม และการควบคุมบงการ, อุเชนทร์ เชียงเสน
Journal of Social Sciences
บทความนี้เป็นการสำรวจแนวความคิดที่อธิบายปรากฎการณ์ระบอบการเมืองโลกหลัง “คลื่นลูกที่สามของประชาธิปไตย” ซึ่งพบว่าประเทศจำนวนมากไม่ได้เป็นไปตามกระบวนทัศน์การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย แต่ตกอยู่ภายใต้ระบอบการเมืองที่เรียกว่า “อำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง (Electoral Authoritarianism)” ที่เป็นการปกครองแบบอำนาจนิยมแต่ยังคงมีการเลือกตั้งแบบหลายพรรคและสถาบันการเมืองแบบประชาธิปไตยไว้ นอกจากนั้นยังพยายามอภิปรายถึงบทบาทของการเลือกตั้ง ที่โดยทั่วไปแล้วจะเป็นเครื่องมือในระบอบประชาธิปไตยหรือเป็นกลไกสำคัญในการทำให้เป็นประชาธิปไตย ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองแบบอำนาจนิยม เพื่อสร้างความชอบธรรมและการยอมรับจากประชาคมทั้งในและนอกประเทศ และสุดท้าย สำรวจวิธีการควบคุมบงการการเลือกตั้งและสถาบันการเมืองเพื่อรักษาอำนาจของผู้ครองครองแบบอำนาจนิยมไว้ต่อไป
บทสำรวจชีวิตของคนจนเมืองหลุดระบบ : กรณีศึกษาคนจนเช่าบ้าน/ห้องในเขตกรุงเทพมหานคร, พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
บทสำรวจชีวิตของคนจนเมืองหลุดระบบ : กรณีศึกษาคนจนเช่าบ้าน/ห้องในเขตกรุงเทพมหานคร, พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
Journal of Social Sciences
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “บทสำรวจเบื้องต้นชีวิตของคนจนเมืองหลุดระบบ:กรณีศึกษา คนจนเช่าบ้าน/เช่าห้องในเขตกรุงเทพมหานคร”ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่ม เฉพาะสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โครงการวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยช่วงที่สอง ที่สืบ เนื่องมาจากงานวิจัย “การทบทวนสถานการณ์ปัญหาของคนจนเมืองหลุดระบบในประเทศไทย” ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานเดียวกัน เป้าหมายหลักของการวิจัยคือ การสังเคราะห์ปัญหาของคนจน เมืองที่หลุดระบบการช่วยเหลือจากรัฐซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคนจนเมืองทั้งหมด คนจนเมืองหลุดระบบ เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ถูกสำรวจในฐานข้อมูลของรัฐ ไม่มีนโยบายภาครัฐเพื่อดูแลโดยตรงและขาดการ ศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ การระบาดของโรคโควิด-19 ยิ่งตอกย้ำให้มีสภาพความเป็นอยู่ของคนจน เมืองหลุดระบบให้แย่ลง การวิจัยครั้งนี้ใช้กรณีศึกษา และเก็บข้อมูลผ่านการสำรวจชีวิตกลุ่ม คนจนเช่าบ้าน/ห้องในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเน้นศึกษาคนจนเช่าบ้าน/ห้องราคาถูก ทั้งในและนอกชุมชนแออัด เพื่อเข้าใจระบบบ้าน/ห้องเช่าของคนจนเมือง และวิถีชีวิตของคนจนที่เช่าบ้าน/ห้อง การเก็บข้อมูล ดำเนินการผ่านการทบทวนวรรณกรรม ทบทวนเอกสาร และสัมภาษณ์ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ผู้เช่าบ้าน และผู้ให้เช่า งานวิจัยค้นพบว่า กลุ่มคนจนเช่าบ้าน/เช่าห้องมีลักษณะขาดความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ขาดนโยบาย และหน่วยงานดูแลโดยตรง งานวิจัยมีข้อเสนอว่า ภาครัฐควรกำหนดนโยบายด้านบ้านเช่าห้องเช่าและ ตั้งกระทรวงที่กำหนดนโยบายที่ครอบคลุมด้านที่อยู่อาศัยโดยตรง ทั้งควรขยายอำนาจการดูแลบ้าน/ห้องเช่า ให้รัฐบาลท้องถิ่น
การประเมินผลระบบอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ได้รับการถ่ายโอนไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ปีงบประมาณ 2566, อุดม ทุมโฆสิต, จันทรานุช มหากาญจนะ, อลงกต สารกาล, สุพัฒน์จิตร ลาดบัวขาว, กรณ์ หุวะนันทน์
การประเมินผลระบบอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ได้รับการถ่ายโอนไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ปีงบประมาณ 2566, อุดม ทุมโฆสิต, จันทรานุช มหากาญจนะ, อลงกต สารกาล, สุพัฒน์จิตร ลาดบัวขาว, กรณ์ หุวะนันทน์
Journal of Social Sciences
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ได้รับการถ่ายโอนไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดในปีงบประมาณ 2566 ผลแห่งการทบทวนวรรณกรรมทำให้เกิดกรอบแนวคิดการวิจัยโดยการผสมผสานตัวแบบอภิบาลขององค์การอนามัยโลกกับตัวแบบระบบสุขภาพปฐมภูมิของไทยประกอบกัน ในด้านระเบียบวิธีวิจัย คณะวิจัยได้เลือกใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบสำรวจและอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น (Exploratory with Descriptive Case Study) ผลการวิจัยพบว่า การอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิของไทยยังอยู่ในฐานะเริ่มต้น กลไกต่าง ๆ ยังมีลักษณะเป็นเพียงรูปแบบมากกว่าแก่นแท้ที่เป็นสาระสำคัญ ซึ่งมีความจำเป็นต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นทั้งในระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด และระดับชาติ
ความชุก ลักษณะทางประชากรและทางคลินิกของเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2537-2566 และข้อเสนอแนะจากการวิเคราะห์ทางจิตเวชศาสตร์, พร ทิสยากร, ธันวัน เจริญไชยเนาว์, เหมือนเพชร ราชายนต์, วิชยุตม์ เพศยนาวิน, พิมพ์ประพันธ์ อุไรกุล
ความชุก ลักษณะทางประชากรและทางคลินิกของเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2537-2566 และข้อเสนอแนะจากการวิเคราะห์ทางจิตเวชศาสตร์, พร ทิสยากร, ธันวัน เจริญไชยเนาว์, เหมือนเพชร ราชายนต์, วิชยุตม์ เพศยนาวิน, พิมพ์ประพันธ์ อุไรกุล
Journal of Social Sciences
เหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยสร้างความสูญเสีย ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างมาก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างฐานข้อมูลของการเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทย วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และเสนอแนะข้อคิดเห็นจากมุมมองทางจิตเวชศาสตร์ ผู้วิจัยทำการศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลังโดยรวบรวมเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2537 - 2566 โดยใช้คำจำกัดความทางวิชาการสากล แล้วเก็บข้อมูลลักษณะทางประชากรและทางคลินิก รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ผู้ก่อเหตุและเหยื่อ ผลการวิจัยพบมีเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงเกิดขึ้นรวม 78 ครั้งใน 30 ปีที่ผ่านมา โดยเป็นเหตุการณ์สังหารหมู่ 65 ครั้ง และเหตุการณ์กราดยิง 49 ครั้ง ผู้ก่อเหตุสังหารหมู่ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (89.23%) ใช้อาวุธปืนก่อเหตุ (66.16%) มีประวัติการใช้สารเสพติด (27.69%) มีประวัติการฝึกใช้ปืน (20%) มีประวัติโรคทางจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (7.7%) มีผู้เสียชีวิต 348 รายจากเหตุการณ์รวมทั้งหมด โดยสรุปคือเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทยเกิดขึ้นเป็นประจำและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ปัจจัยสำคัญของเหตุการณ์สังหารหมู่ในประเทศไทยคือการเข้าถึงและฝึกใช้อาวุธปืน ปัญหายาเสพติด ส่วนประวัติโรคทางจิตเวชพบไม่มาก การสร้างฐานข้อมูลและศึกษาเหตุการณ์เหล่านี้ทางวิชาการต่อไป อาจนำไปสู่แนวทางป้องกันที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต