Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11388)
- Social and Behavioral Sciences (7208)
- Education (4053)
- Engineering (3655)
- Arts and Humanities (3578)
-
- Physical Sciences and Mathematics (3117)
- Veterinary Medicine (2798)
- Life Sciences (2352)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
- Environmental Sciences (1440)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1047)
- Law (937)
- Materials Science and Engineering (906)
- Architecture (872)
- Medical Sciences (860)
- Business (841)
- Sociology (801)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Environmental Studies (777)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Computer Sciences (618)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Reading and Language (543)
- Environmental Design (518)
- Engineering Science and Materials (502)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Keyword
-
- Thailand (163)
- Dog (123)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (40)
- Immunohistochemistry (34)
- COVID-19 (28)
- Cat (28)
- Risk factors (28)
- Stress (28)
- Anxiety (27)
- Elderly (27)
- Quality of life (27)
- Indonesia (26)
- Children (25)
- Antioxidant (24)
- Rat (23)
- Oxidative stress (22)
- Attitude (21)
- Diagnosis (21)
- Escherichia coli (21)
- Knowledge (21)
- Bangkok (20)
- Histopathology (20)
- PCR (20)
- Reliability (20)
- Breast cancer (19)
- Efficacy (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15281)
- Chulalongkorn Medical Journal (4158)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2584)
- Journal of Education Studies (2472)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1665)
-
- Journal of Social Sciences (1282)
- Thai Environment (1023)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
- PASAA (876)
- Journal of Letters (864)
- Jamjuree Journal (816)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (789)
- Applied Environmental Research (777)
- Manusya, Journal of Humanities (598)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (441)
- Journal of Urban Culture Research (426)
- Asian Review (360)
- Journal of Demography (353)
- Halal Insight (292)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (290)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (220)
- Journal of Health Research (217)
- วารสารวิทยบริการ Academic Resources Journal (203)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (94)
- Chulalongkorn University Law Journal (39)
- Publication Type
Articles 1681 - 1710 of 37618
Full-Text Articles in Entire DC Network
ผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้า ในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, รดา วงษ์ศรี, ระพิณ ผลสุข
ผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้า ในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, รดา วงษ์ศรี, ระพิณ ผลสุข
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
รูปแบบการวิจัย: วิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ขณะเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 44 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติที่มีภาวะซึมเศร้าที่ได้รับการประเมินด้วยแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้า แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 22 คนคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจับคู่ให้มีความใกล้เคียงกัน ในเรื่องเพศ และอายุ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับการพยาบาลปกติร่วมกับโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ระยะเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินแบบสอบถามภาวะซึมเศร้า และ เครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบบันทึกการใช้น้ำมันหอมระเหย มีค่าสัมประสิทธิ์ของครอนบาค 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติ t-test
ผลการวิจัย: 1. คะแนนภาวะซึมเศร้าในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหยต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนภาวะซึมเศร้าในกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุปผลของ: ผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย สามารถลดภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้ และดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ
บทบาทพยาบาลผู้สูงอายุในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันภาวะเปราะบางของผู้สูงอายุในคลินิกผู้สูงอายุ, แพรศิริ อยู่สุข, วราภรณ์ ทิพย์สุมานันท์
บทบาทพยาบาลผู้สูงอายุในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันภาวะเปราะบางของผู้สูงอายุในคลินิกผู้สูงอายุ, แพรศิริ อยู่สุข, วราภรณ์ ทิพย์สุมานันท์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอบทบาทพยาบาลผู้สูงอายุในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันภาวะเปราะบางของผู้สูงอายุในคลินิกผู้สูงอายุ ภาวะเปราะบางเป็นกลุ่มอาการสูงอายุชนิดหนึ่งซึ่งเป็นผลของร่างกายเปลี่ยนจากสภาพที่แข็งแรงสู่ภาวะอ่อนแอ เป็นปัญหาสุขภาพสำคัญที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันลดลง ต้องพึ่งพาผู้อื่น รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อการหกล้ม กระดูกหัก และอาจนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพและเพิ่มอัตราการเสียชีวิต อย่างไรก็ตามภาวะเปราะบางมีสาเหตุการเกิดที่เกี่ยวข้องหลายปัจจัยร่วมกัน ซึ่งการป้องกันที่มีประสิทธิภาพจะต้องอาศัยการป้องกันที่หลากหลายทั้งด้านร่างกาย จิต และสังคม พยาบาลผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในทีมสหวิชาชีพที่ช่วยดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ดังนั้นพยาบาลจึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุและครอบครัวป้องกันภาวะเปราะบาง โดยบทบาทหลัก ประกอบด้วย 1) บทบาทผู้ประเมินภาวะสุขภาพ 2) บทบาทผู้จัดการการดูแล 3) บทบาทผู้สอนและให้คำแนะนำ 4) บทบาทผู้ให้คำปรึกษา และ 5) บทบาทผู้ประสานงาน ทั้งนี้การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันภาวะเปราะบางจะช่วยชะลอภาวะพึ่งพิง นำมาซึ่งสุขภาวะที่ดี
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก, ชมพูนุช ไชยยะ, ศิริพันธุ์ สาสัตย์
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก, ชมพูนุช ไชยยะ, ศิริพันธุ์ สาสัตย์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
แบบแผนงานวิจัย: เชิงพรรณนาและหาความสัมพันธ์
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้สูงอายุจำนวน 94 คน ซึ่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐระดับตติยภูมิในกรุงเทพมหานคร โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะโรคร่วม แบบสอบถามอาการวิตกกังวลและซึมเศร้า แบบสอบถามกิจกรรมทางกาย แบบประเมินกิจวัตรประจำวัน แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม และแบบประเมินคุณภาพชีวิตสำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเที่ยงตามมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและสเปียร์แมน
ผลการวิจัย: พบว่า คุณภาพชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง ( = 2.26, SD = 1.24) ภาวะโรคร่วมมีความสัมพันธ์เชิงลบกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = –.134) ระยะของโรค กิจกรรมทางกาย การสนับสนุนทางสังคม และความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 (r = .757, .323, .608 และ .222 ตามลำดับ) ส่วนภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าไม่พบความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิต
สรุป: ภาวะโรคร่วม ระยะของโรค กิจกรรมทางกาย ความสามารถในการทำกิจวัตร และการสนับสนุน
ทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่เป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักอย่างมีนัยสำคัญ
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียด กล้ามเนื้อต่ออาการปวดในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง, วชิราภรณ์ ชาติครบุรี, ปชาณัฏฐ์ นันไทยทวีกุล
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียด กล้ามเนื้อต่ออาการปวดในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง, วชิราภรณ์ ชาติครบุรี, ปชาณัฏฐ์ นันไทยทวีกุล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบอาการปวดในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และเปรียบเทียบคะแนนอาการปวดในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างหลังได้รับโปรแกรมฯ กับผู้ที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง ทั้งเพศชายและเพศหญิง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนดแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลปกติจำนวน 21 คนและกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อต่ออาการปวด จำนวน 21 คน ผู้วิจัยพัฒนาโปรแกรมโดยได้นำกรอบแนวคิดการจัดการอาการของ Dodd et al. (2001) ร่วมกับเทคนิคการยืดเหยียดกล้ามเนื้อสำหรับผู้ป่วยปวดหลังส่วนล่าง การประเมินอาการปวด ใช้แบบประเมินมาตรวัดความปวดด้วยสายตา (Visual analog scale: VAS) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยอาการปวดของผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างก่อนและหลังการทดลอง ในกลุ่มทดลอง และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยอาการปวดหลังการทดลองระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง
ผลการวิจัย: 1. ผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง หลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ มีอาการปวดต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
- 2. ผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง หลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ มีอาการปวดต่ำกว่าก่อนได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: โปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อสามารถลดอาการปวดในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้
ผลของโปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่ม โดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแลต่ออาการออทิสติก ของเด็กออทิสติกวัยเรียน, พีรวิทย์ พันธ์ฤทธิ์ดำ, สุนิศา สุขตระกูล
ผลของโปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่ม โดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแลต่ออาการออทิสติก ของเด็กออทิสติกวัยเรียน, พีรวิทย์ พันธ์ฤทธิ์ดำ, สุนิศา สุขตระกูล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแลต่ออาการออทิสติก
แบบแผนงานวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง
วิธีการศึกษา: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลเด็กออทิสติกวัยเรียนที่มีอายุ 6-12 ปี ได้แก่ บิดา มารดา จำนวน40 คน มีคุณสมบัติตามเกณฑ์และเข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอก สถาบันราชานุกูล ได้รับการจับคู่ระยะเวลาการดูแลและระดับอาการออทิสติก แล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวน 20 คู่ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินอาการออทิสติกของโรคออทิสซึม โปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแล และแบบประเมินความรู้สึกถูกตีตราร่วม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที
ผลการศึกษา: 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมฯ น้อยกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <.001 2) ผลต่างค่าเฉลี่ยคะแนนอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมฯ และกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: โปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแลช่วยให้อาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียนลดลงได้
ผลของโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการ ต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภท, ศจิกา ขุนบำรุง, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์, สุดาพร สถิตยุทธการ
ผลของโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการ ต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภท, ศจิกา ขุนบำรุง, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์, สุดาพร สถิตยุทธการ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภท
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังที่เข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จำนวน 40 คน ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดและเข้ารับการรักษาแผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการ 2) แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยจิตเภท 3) แบบประเมินทักษะการทำหน้าที่ทางสังคม 4) แบบวัดการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการจัดการอาการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที
ผลการศึกษา: การทำหน้าที่ทางสังคมของกลุ่มทดลองหลังรับโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการทำหน้าที่ทางสังคมของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: บุคลากรทางสุขภาพควรนำรูปแบบของโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมการทำหน้าที่ทางสังคมเตรียมความพร้อมผู้ป่วยกลับสู่ชุมชน
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, พรรณทิวา สุขรอด, นรลักขณ์ เอื้อกิจ
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, พรรณทิวา สุขรอด, นรลักขณ์ เอื้อกิจ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัย ได้แก่ อายุ ภาวะโรคร่วม ความทุกข์ทรมานจากอาการ ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน การสนับสนุนทางสังคม ความปวด กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มาตรวจตามนัดในสัปดาห์ที่ 2 จนถึง 1 ปี ณ ผู้ป่วยนอกห้องตรวจศัลยกรรมหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 94 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบสมองเบื้องต้นฉบับภาษาไทย ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบสอบถามความต้องการของผู้ป่วย 4) แบบประเมินภาวะโรคร่วม 5) แบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ 6) แบบประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน 7) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และ 8) มาตรวัดความปวดแบบตัวเลข เครื่องมือได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน แบบสอบถามที่ 3, 5, และ 7 เท่ากับ 0.80, 1.00 และ 0.88 ตามลำดับ ซึ่งแบบสอบถามที่ 4, 6 และ 8 เป็นเครื่องมือมาตรฐาน ตรวจสอบความเที่ยงค่าแบบสอบถามที่ 3 - 7 เท่ากับ 0.89, 0.81, 0.92, 0.80, 0.85, และ 0.97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน
ผลการศึกษา:1) ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจมีความต้องการภายหลังออกจากโรงพยาบาล โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 104.32 (S.D. = 13.56) …
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล โดยใช้เทคนิคเดลฟาย, กัลย์ญาณ์มาส ศรีสุวรรณ, ยุพิน อังสุโรจน์
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล โดยใช้เทคนิคเดลฟาย, กัลย์ญาณ์มาส ศรีสุวรรณ, ยุพิน อังสุโรจน์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์:เพื่อศึกษาสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล
รูปแบบการวิจัย:การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงบรรยายโดยใช้เทคนิคแบบเดลฟาย
วิธีดำเนินการวิจัย:กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้เชี่ยวชาญจำนวน 19 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล 5 คน คณาจารย์ทางการศึกษา 5 คน และพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม 3 รอบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่ามัธยฐาน (Md) และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (IR)
ผลการศึกษา:กลุ่มผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นสอดคล้องกันเกี่ยวกับสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล ประกอบด้วย สมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล มีทั้งหมด 9 ด้าน รวม 55 รายการ ประกอบด้วย ด้านธุรกิจการจัดการศึกษา จำนวน 4 ข้อ ด้านกลยุทธ์เชิงธุรกิจการจัดการศึกษา จำนวน 7 ข้อ ด้านการบริหารองค์กรสถานศึกษา จำนวน 8 ข้อ ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรสถานศึกษา จำนวน 7 ข้อ ด้านการจัดการส่วนผสมการตลาดทางการศึกษา จำนวน 5 ข้อ ด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคล จำนวน 5 ข้อ ด้านภาวะผู้นำและคุณลักษณะส่วนบุคคล จำนวน 8 ข้อ ด้านจริยธรรม กฎหมายธุรกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา จำนวน 6 ข้อ และด้านการบูรณาการวิชาชีพทางการพยาบาล จำนวน 5 ข้อ โดยสมรรถนะทุกด้านมีระดับความสำคัญตั้งแต่มากถึงมากที่สุด (Mdn = 4.60 , IQR = 0.26-1.10)
สรุป:ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะการจัดทำหลักสูตรและการกำหนดมาตรฐานพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาลอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชัน, ปทุมวดี พัฒนเรืองกุล, รัชนีกร อุปเสน, สุดาพร สถิตยุทธการ
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชัน, ปทุมวดี พัฒนเรืองกุล, รัชนีกร อุปเสน, สุดาพร สถิตยุทธการ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์:เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่าน แอพพลิเคชั่นต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน
รูปแบบการวิจัย:การวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย:กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนและครอบครัวที่มารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลสามชุกจังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์แล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ23ครอบครัวกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองร่วมการครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอพลิเคชั่นเป็นระยะเวลา5สัปดาห์ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ โปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอพลิเคชั่นเก็บข้อมูลโดยใช้แบบวัดพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษามีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ1มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที
ผลการวิจัย:พฤติกรรมการใช้ยาตามแผนตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน หลังจากได้รับโปรแกรมโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชันสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และพฤติกรรมการใช้ยาตามแผนตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่ได้รับโปรแกรมฯสูงกว่าผู้ที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป:การใช้โปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชันทำให้ผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนมีพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
อยู่เหย้าเฝ้าเรือน : การต่อรองและการปรับเปลี่ยนความหมายของความเป็นชายผ่านตัวละครพ่อบ้านในนวนิยายเยอรมันร่วมสมัย, อรรถพล เตชะพันธุ์
อยู่เหย้าเฝ้าเรือน : การต่อรองและการปรับเปลี่ยนความหมายของความเป็นชายผ่านตัวละครพ่อบ้านในนวนิยายเยอรมันร่วมสมัย, อรรถพล เตชะพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการต่อรองและการปรับเปลี่ยนความหมายของความเป็นชายผ่านภาพแทนของตัวละครพ่อบ้านในนวนิยายเยอรมันร่วมสมัยจำนวนสี่เรื่องที่ตีพิมพ์ระหว่างปี ค.ศ. 2007 ถึง 2013 โดยมีจุดประสงค์เพื่อสำรวจความตึงเครียดในสังคมเยอรมันระหว่างภาพลักษณ์ของรัฐที่ส่งเสริมนโยบายความเท่าเทียมทางเพศกับการดำรงอยู่ของอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ผู้หาเลี้ยงครอบครัวที่ยังคงฝังแน่นที่มีผลต่อบทบาทในครอบครัวของผู้ชาย วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอกรอบการวิเคราะห์ที่มองว่า การอยู่เหย้าเฝ้าเรือนของผู้ชายไม่ใช่เป็นเพียงการสลับบทบาทอย่างตรงไปตรงมา แต่เป็นการแสดงที่ซับซ้อนซึ่งตัวละครชายต้องสวมบทบาทของผู้ดูแลอันเป็นบทบาทที่ถูกตีตราทางวัฒนธรรมว่าเป็นพื้นที่ของผู้หญิง ผลการวิเคราะห์วรรณกรรมพบว่า นวนิยายได้นำเสนอกระบวนการสวมบทบาทดังกล่าวสองรูปแบบ รูปแบบแรกแสดงให้เห็นว่าการสวมบทบาทพ่อบ้านเป็นการแสดงบทบาทโดยผิวเผินและมุ่งตอบสนองต่อการตัดสินของสังคมภายนอกเกี่ยวกับความเป็นชายของตน การแสดงบทบาทในลักษณะนี้มักจบลงด้วยวิกฤตอัตลักษณ์และการหวนกลับไปยึดถือความเป็นชายแบบอำนาจนำเพื่อรักษาตัวตน รูปแบบที่สองแสดงให้เห็นว่าการสวมบทบาทพ่อบ้านเป็นการปฏิบัติที่มุ่งเน้นการกระทำงานดูแลซ้ำ ๆ และสร้างกระบวนการเรียนรู้ผ่านร่างกายที่เกิดจากการทำกิจวัตรประจำวันจนเกิดการซึมซับคุณค่าของการดูแลอย่างแท้จริง การปฏิบัตินี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตัวตนและส่งผลให้เกิดการประกอบสร้างนิยามความเป็นชายที่ยืดหยุ่นและครอบคลุมมิติของการดูแลเอาใจใส่
The Risk–Reward Trade-Off Of Hedging In Trade And Security: Trump’S First Administration And Its Impacts On Thailand, Qiyu Zhang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Against the backdrop of an increasingly polarized global landscape and intensifying Sino-American competition, this paper conducts an in-depth analysis of the risk-reward trade-offs inherent in Thailand’s ‘hedging strategy’ during Donald Trump’s first term (2017-2021). Hedging policy occupies a middle ground between “alignment” and ‘balancing’, aiming to diversify risks and maintain flexibility. It constitutes a strategic approach enabling nations to derive benefits from great power competition while preserving avenues for retreat. Through in-depth research, this paper finds that Thailand, as a small power, gained short-term economic benefits through its hedging strategy, such as manufacturing relocation and export growth. However, these gains …
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของผู้ใช้สารเสพติด หลายชนิดร่วมกันในภาคใต้ของประเทศไทย, เตชินี สิทธิอำนวย
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของผู้ใช้สารเสพติด หลายชนิดร่วมกันในภาคใต้ของประเทศไทย, เตชินี สิทธิอำนวย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สถานการณ์และรูปแบบการใช้สารเสพติดร่วมของผู้ใช้สารเสพติดที่รับการบำบัดสารเสพติดในโรงพยาบาลรัฐบาลในเขต ภาคใต้ และ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร ได้แก่ อายุ เพศ อาชีพ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส อายุที่เริ่มใช้สารเสพติด ระยะเวลาการใช้สารเสพติด การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวลขณะปัจจุบัน การวิตกกังวลประจำบุคคล การเผชิญความเครียดด้านการมุ่งแก้สาเหตุปัญหา การเผชิญความเครียดด้านการจัดการกับอารมณ์ และสัมพันธภาพในครอบครัว กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของผู้ใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกันในภาคใต้ กลุ่มตัวอย่างเพื่อตอบวัตถุประสงค์วิจัยข้อ 1 คือ ผู้ใช้สารเสพติด จำนวน 111 คน และกลุ่มตัวอย่างเพื่อตอบวัตถุประสงค์วิจัยข้อ 2 คือ ผู้ใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกัน จำนวน 211 คน ทั้งเพศชายและหญิง ที่มีอายุ 20 – 59 ปี ที่ได้รับการคัดเลือกตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนดไว้ ซึ่งเข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดแบบผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลรัฐบาลในเขตภาคใต้ ได้แก่ โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา โรงพยาบาลมหาราช นครศรีธรรมราช โรงพยาบาลสิชล และโรงพยาบาลพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 5 ชุด คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามพฤติกรรมการใช้สารเสพติด 3) แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 9Q 4) แบบวัดความวิตกกังวล STAI 5) แบบวัดการเผชิญความเครียต และ 6) แบบสอบถามสัมพันธภาพในครอบครัว สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูลได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติไคสแคว์ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันผลการวิจัยพบว่า 1. จากผลการศึกษาสถานการณ์และรูปแบบการใช้สารเสพติดในภาคใต้ พบว่า ผู้ใช้สารเสพติดเพียงชนิดเดียวมีเพียง 23 คน (ร้อยละ 20.7) และผู้ใช้สารเสพติดส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกัน 88 คน (ร้อยละ 79.3) จำแนกเป็นใช้สารเสพติดสองชนิดร่วมกัน 76 คน (ร้อยละ 68.5) และใช้สารเสพติดสามชนิดร่วมกัน …
ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในทางแพ่งเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิควบคุมดูแลเด็ก พ.ศ. 2555 : ศึกษากรณีการลักเด็กข้ามชาติ, นรมน อรุณฤทธิเดชา
ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในทางแพ่งเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิควบคุมดูแลเด็ก พ.ศ. 2555 : ศึกษากรณีการลักเด็กข้ามชาติ, นรมน อรุณฤทธิเดชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในทางแพ่งเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิควบคุมดูแลเด็ก พ.ศ. 2555 ศึกษากรณีการลักเด็กข้ามชาติ โดยศึกษามาตรการทางกฎหมายกรณีของการลักพาเด็กข้ามชาติในทางแพ่งของต่างประเทศที่เป็นรัฐภาคีของอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยลักษณะทางแพ่งในการลักพาตัวเด็กข้ามชาติ ค.ศ. 1980 เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในทางแพ่งเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิควบคุมดูแลเด็ก พ.ศ. 2555 ต่อไปผลการศึกษาพบว่า การดำเนินการของผู้ประสานงานกลางของประเทศไทย รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้พระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในทางแพ่งเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิควบคุมดูแลเด็ก พ.ศ. 2555 ยังไม่สอดคล้องกับหลักการของอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยลักษณะทางแพ่งในการลักพาตัวเด็กข้ามชาติ ค.ศ. 1980 และการตีความและปรับใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 ยังมีความไม่ชัดเจน ผู้เขียนจึงขอเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้นออกมาตรการทางกฎหมาย ตลอดจนกำหนดแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจน และการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 เพื่อให้การบังคับใช้พระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในทางแพ่งเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิควบคุมดูแลเด็ก พ.ศ. 2555 สัมฤทธิ์ผลพร้อมกับเกิดประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาการลักพาเด็กข้ามชาติต่อไป
การบริหารจัดการงานบำรุงรักษาอัจฉริยะสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติโดยใช้กระบวนการการค้นหาในปริภูมิสถานะ (กรณีศึกษา โรงงานผลิตสายไฟ), ณัฐวรรณ ทองแต้ม
การบริหารจัดการงานบำรุงรักษาอัจฉริยะสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติโดยใช้กระบวนการการค้นหาในปริภูมิสถานะ (กรณีศึกษา โรงงานผลิตสายไฟ), ณัฐวรรณ ทองแต้ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบระบบการบริหารจัดการงานบำรุงรักษาอัจฉริยะ (Intelligent Maintenance System:IMS) สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติ โดยประยุกต์กระบวนการค้นหาในปริภูมิสถานะ (State Space Search) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนบำรุงรักษา งานวิจัยใช้กรณีศึกษาจากโรงงานผลิตสายไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งมีเครื่องจักรอัตโนมัติมากกว่า 20 เครื่องและอะไหล่มากกว่า 3,000 รายการต่อเครื่องจักร ระเบียบวิธีวิจัยใช้แนวทางแบบผสมผสาน (Mixed-method) ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสำรวจเชิงปริมาณเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับระบบการบริหารจัดการงานบำรุงรักษาอัจฉริยะตามกรอบแนวคิดแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี (Technology Acceptance Model: TAM) และการประเมินความเป็นไปได้ทางธุรกิจด้วยกรอบ (Business Model Canvas:BMC) พร้อมทั้งพัฒนาโปรแกรมต้นแบบด้วยภาษา Python เพื่อจำลองการวางแผนการบำรุงรักษาอัจฉริยะด้วยการทดสอบทั้งอัลกอริทึมการค้นหาแบบไม่รู้ข้อมูล (Uninformed Search) และแบบรู้ข้อมูล (Informed Search) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการค้นหา ผลการวิจัยพบว่าการประยุกต์ใช้การค้นหาในปริภูมิสถานะสามารถระบุช่วงเวลาบำรุงรักษาที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากต้นทุนการบำรุงรักษา อายุคงเหลือของอะไหล่ และค่าความเสี่ยง อีกทั้งระบบยังสามารถจำลองสถานการณ์บำรุงรักษาในเดือนที่กำหนด งบประมาณต่อเดือน ปรับเปลียนอายุการใช้งานคงเหลือของอะไหล่ รวมถึงจำลองการชำรุดของอะไหล่เพื่อให้การวางแผนบำรุงรักษามีประสิทธิภาพสูงกว่าวิธีการบำรุงรักษาตามรอบแบบเดิม ข้อเสนอจากการวิจัยชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการงานบำรุงรักษาอัจฉริยะเพื่อใช้งานเชิงพาณิชย์ และต่อยอดสู่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ตลอดจนการพัฒนาอัลกอริทึมขั้นสูงเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความฉลาดของระบบให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในอนาคต
ผลของการฝึกการเพ่งความตั้งใจที่มีต่อความสามารถในการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางทางด้านข้าง ในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลเพศหญิง, เอนด้า อลีนา ปรียอซูซีลอ
ผลของการฝึกการเพ่งความตั้งใจที่มีต่อความสามารถในการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางทางด้านข้าง ในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลเพศหญิง, เอนด้า อลีนา ปรียอซูซีลอ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงทดลองฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลฉับพลันของ การเพ่งความตั้งใจแบบภายใน (internal focus) และการเพ่งความตั้งใจแบบภายนอก (external focus) ที่มีต่อความสามารถในการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางทางด้านข้าง (Side-step cutting: SSC) ตัวแปรทางชีวกลศาสตร์ และความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า (cutting Movement Assessment Score: CMAS) ในกลุ่มนักกีฬารักบี้ฟุตบอลเพศหญิง จำนวน 13 คน อายุระหว่าง 18–24 ปี โดยให้ผู้เข้าร่วมทำการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางด้วยขาข้างถนัดและขาข้างที่ไม่ถนัด ภายใต้เงื่อนไขการเพ่งความตั้งใจแบบภายใน การเพ่งความตั้งใจแบบภายนอก และเงื่อนไขควบคุม ใช้รูปแบบการถ่วงดุลลำดับ (counterbalance design) เพื่อกำหนดลำดับเงื่อนไขการทดสอบ โดยเว้นระยะห่าง 7 วันระหว่างแต่ละครั้ง วิเคราะห์ความแตกต่างทางสถิติของค่าเฉลี่ยของความสามารถในการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางชีวกลศาสตร์การเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทาง และความเสี่ยงในการเกิดการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า ด้วยสถิติ paired-sample t-test และ one-way ANOVA with repeated measures ที่ระดับนัยสำคัญ .05 ผลการวิจัยพบว่า ผู้เข้าร่วมงานวิจัยสามารถเพ่งความตั้งใจไปยังตำแหน่งที่กำหนดได้อย่างถูกต้องตามเงื่อนไขการเพ่งความตั้งใจที่ได้รับ อย่างไรก็ตาม ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของระยะทาง ความเร็ว และตัวแปรทาง ชีวกลศาสตร์ภายใต้เงื่อนไขการเพ่งความตั้งใจที่ต่างกัน ส่วนคะแนน CMAS ของขาข้างที่ไม่ถนัดภายใต้การเพ่งความตั้งใจแบบภายนอก (3.25±1.15) มีค่าต่ำที่สุด (p = 0.07) แสดงถึงคุณภาพการเคลื่อนไหวที่ดีและความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่ลดลงสรุปผลการวิจัย การเพ่งความตั้งใจแบบภายนอกแม้ไม่ส่งผลต่อผลลัพธ์ด้านความสามารถในการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางและตัวแปรทางชีวกลศาสตร์โดยรวม แต่แสดงแนวโน้มที่ช่วยให้คุณภาพการเคลื่อนไหวของขาข้างที่ไม่ถนัดดีขึ้น โดยสะท้อนผ่านคะแนน CMAS ที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเงื่อนไขอื่น ชี้ให้เห็นว่าคำชี้แจงการเพ่งความตั้งใจแบบภายนอกอาจมีศักยภาพในการพัฒนารูปแบบการเคลื่อนไหวในขาข้างที่ไม่ถนัด ทั้งนี้ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมด้วยการเพิ่มขนาดของกลุ่มตัวอย่างและศึกษาผลของการเพ่งความตั้งใจในระยะยาวเพื่อยืนยันผลลัพธ์ของการใช้คำชี้แจงการเพ่งความตั้งใจ
การประยุกต์ใช้การเรียนรู้ของเครื่องร่วมกับดัชนีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในการพยากรณ์ความผันผวนของราคาฟิวเจอร์สสินค้าเกษตร, เจตณัฐ รอดประเสริฐ
การประยุกต์ใช้การเรียนรู้ของเครื่องร่วมกับดัชนีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในการพยากรณ์ความผันผวนของราคาฟิวเจอร์สสินค้าเกษตร, เจตณัฐ รอดประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของดัชนีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk Index: GPR) ต่อความผันผวนของราคาฟิวเจอร์สสินค้าเกษตร และเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแบบจำลองทางสถิติและแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องในการพยากรณ์ โดยใช้ข้อมูลรายเดือนของราคาฟิวเจอร์สข้าวโพดและถั่วเหลืองจากตลาดซื้อขายล่วงหน้าระดับโลก 3 แห่ง ได้แก่ Chicago Mercantile Exchange (CME), Brasil Bolsa Balcão (B3) และ Dalian Commodity Exchange (DCE) ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2558 ถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2568 แบบจำลองที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ SARIMAX, GARCHX และ Long Short-Term Memory (LSTM) โดยมีดัชนี Geopolitical Risk (GPR), Geopolitical Threats (GPRT), Geopolitical Acts (GPRA), Country-Specific GPR (GPRC) และปริมาณการซื้อขายของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าข้าวโพดและถั่วเหลืองเป็นตัวแปรภายนอกในการอธิบายความผันผวนของราคา ทั้งนี้ใช้ค่าความคลาดเคลื่อนเปอร์เซ็นต์สัมบูรณ์เฉลี่ย (Mean Absolute Percentage Error: MAPE) เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพหลัก ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าแบบจำลอง LSTM ที่มีการรวมตัวแปรภายนอกนั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการคาดการณ์ความผันผวนของราคาฟิวเจอร์สสินค้าการเกษตร โดยในฟิวเจอร์สข้าวโพด แบบจำลอง LSTM (lookback = 12) ให้ผลการคาดการณ์ที่แม่นยำที่สุด ในตลาด CME ตัวแปรภายนอกที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดคือ GPRC BRAZIL ในขณะที่ตลาด B3 มีตัวแปรภายนอกที่ดีที่สุดคือ GPRC USA และสำหรับตลาด DCE ตัวแปรภายนอกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือ GPRC RUSSIA ขณะที่ในฟิวเจอร์สถั่วเหลือง แบบจำลอง LSTM (lookback = 6) แสดงถึงความแม่นยำสูงสุด โดยตลาด B3 นั้นมีตัวแปรภายนอกที่ได้ผลดีที่สุดคือ GPRA และสำหรับตลาด DCE ตัวแปรภายนอกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือ GPRC …
Enhancing Acetone Gas Sensor Performance With Cobalt Oxide Doping In Lafeo3 Prepared By Co-Precipitation, Andhy Setiawan, Farah Aprisza Sheelmarevaa, Muhamad Taufik Ulhakim, Dani Gustaman Syarif, Endi Suhendi
Enhancing Acetone Gas Sensor Performance With Cobalt Oxide Doping In Lafeo3 Prepared By Co-Precipitation, Andhy Setiawan, Farah Aprisza Sheelmarevaa, Muhamad Taufik Ulhakim, Dani Gustaman Syarif, Endi Suhendi
Journal of Metals, Materials and Minerals
Semiconductor-based gas sensors frequently encounter difficulties in attaining optimal performance due to challenges such as temporal stability and low sensitivity, stemming from their insulating properties at room temperature. To address these limitations, this study proposes a novel approach by preparing cobalt-doped LaFeO3 (LaFeO3-Co) using the co-precipitation method, with doping concentrations of 2.5 mol% and 5.0 mol%. The acetone gas sensors were fabricated into thick films via the screen-printing technique, and their performance was thoroughly characterized. X-ray diffraction (XRD) analysis confirmed a cubic crystal structure, and the addition of 2.5 mol% cobalt was found to reduce the particle size of LaFeO3, …
Enhanced Photocatalytic Reduction Of Cr(Vi) Under Visible Light A Magnetically Separable Tio2-Fe/Fe3o4 Photocatalyst Prepared From Iron Rusty Waste, Khoirunisa Khoirunisa, Novianti Dwi Lestari, Endang Tri Wahyuni, Taufik Abdillah Natsir
Enhanced Photocatalytic Reduction Of Cr(Vi) Under Visible Light A Magnetically Separable Tio2-Fe/Fe3o4 Photocatalyst Prepared From Iron Rusty Waste, Khoirunisa Khoirunisa, Novianti Dwi Lestari, Endang Tri Wahyuni, Taufik Abdillah Natsir
Journal of Metals, Materials and Minerals
This research deals with enhancing the visible activity and generating the magnetic property of TiO2 by Fe doping and Fe3O4 impregnation respectively, using rusty iron waste as Fe source. The prepared TiO2-Fe/Fe3O4 photocatalysts were characterized by SR-UV/Visible, FTIR, XRD, and SEM-EDX instruments. The resulting photocatalysts are responsive to visible light and can be separated magnetically and used for photoreduction of Cr (VI) ions. In the photoreduction of Cr(VI) over TiO2-Fe/Fe3O4 photo-catalysts with various amounts of Fe dopant and alteration of Fe3O4 fraction, the photocatalyst mass, irradiation time, and solution pH were optimized. The research results assign that doping Fe to …
Hydroxyl Combined With Nitrogen On Biomass Carbon Promotes The Electrocatalytic H2o2 Selectivity, Jiabi Jiang, Danni Deng, Yuchao Wang, Yingbi Chen, Yu Bai, Meng Wang, Xiang Xiong, Yongpeng Lei
Hydroxyl Combined With Nitrogen On Biomass Carbon Promotes The Electrocatalytic H2o2 Selectivity, Jiabi Jiang, Danni Deng, Yuchao Wang, Yingbi Chen, Yu Bai, Meng Wang, Xiang Xiong, Yongpeng Lei
Journal of Metals, Materials and Minerals
Elevating the selectivity of two-electron oxygen reduction reaction (2e‒ ORR) is challenging. Herein, the hydroxyl combined with nitrogen on biomass carbon exhibits a high H2O2 selectivity over a wide potential range of 0 V to 0.5 V vs. RHE, which is nearly 97% at 0.3 V vs. RHE. The combination of hydroxyl and nitrogen improves the adsorption and desorption of intermediates, finally changing the reaction pathway and promoting the selectivity of 2e‒ ORR. The Faradaic efficiency (FE) reaches 98% at 0.3 V vs. RHE. Furthermore, the typical organic pollutants were degraded on site in flow cell. This work illustrates the …
Elucidating The Corrosion Of Carbon Steel In Hybrid Monoethanolamine Solutions Containing Methanol Or N-Methyl-2-Pyrrolidone, Pui Yee Tan, Lian See Tan, Swee Pin Yeap, Peck Loo Kiew, Mee Kee Wong, Azmi Mohd Shariff
Elucidating The Corrosion Of Carbon Steel In Hybrid Monoethanolamine Solutions Containing Methanol Or N-Methyl-2-Pyrrolidone, Pui Yee Tan, Lian See Tan, Swee Pin Yeap, Peck Loo Kiew, Mee Kee Wong, Azmi Mohd Shariff
Journal of Metals, Materials and Minerals
Corrosion has been a persistent issue in carbon dioxide (CO2) absorption unit that needs to be resolved in order to prolong the life span of the absorber unit. In this regard, understanding the corrosion behaviour, particularly in hybrid monoethanolamine (MEA) solutions, is crucial. This study aims to give detail information on the role of different process parameters, encompassing types of amine solution, temperature, and CO2 loading on the corrosion behaviour of carbon steel in system containing hybrid solution of monoethanolamine (MEA) and methanol (MeOH) or N-methyl-2-pyrrolidone (NMP). Here, the corrosion extent of the carbon steel was evaluated using gravimetric experiments. …
High-Binding Affinity Nanobody Against Sars-Cov-2 Xbb.1.5: Computational-Based Protein Engineering, Phoomintara Longsompurana, Napat Kongtaworn, Rungtiva P. Poo-Arporn, Thanyada Rungrotmongkol
High-Binding Affinity Nanobody Against Sars-Cov-2 Xbb.1.5: Computational-Based Protein Engineering, Phoomintara Longsompurana, Napat Kongtaworn, Rungtiva P. Poo-Arporn, Thanyada Rungrotmongkol
Journal of Metals, Materials and Minerals
The emergence of the SARS-CoV-2 variant XBB.1.5 has triggered a global health crisis by enhancing viral entry into cells via its spike protein. This study addresses the urgent need to develop neutralizing nanobodies (Nbs) to counteract the SARS-CoV-2 virus. Our aim was to identify a lead Nb and enhance its binding affinity to the receptor-binding motif (RBM) on the receptor-binding domain (RBD) of the SARS-CoV-2 spike protein (S-protein) using computational methods. A total of 29 Nbs were screened against the XBB.1.5 RBD using the HDOCK server to select a lead Nb. This investigation revealed that Nb_7KGK exhibited the highest binding …
Electrochemical Study Of Zn-Fe Alloy Coatings On Mild Steel For Automotive Applications, Ramesh Bhat, A. Chitharanjan Hegde
Electrochemical Study Of Zn-Fe Alloy Coatings On Mild Steel For Automotive Applications, Ramesh Bhat, A. Chitharanjan Hegde
Journal of Metals, Materials and Minerals
This study investigates the electrochemical behavior of Zn-Fe alloy deposited on mild steel (MS) substrates for automotive applications. The electrodeposition of a Zn-Fe alloy onto MS using an acid chloride bath, with 1,2,4-Triazole as an additive to enhance the uniformity of the deposit. The hull cell method was used to optimize the bath composition and operating conditions. The coatings were produced using electrodeposition at varying current densities, with 3 A∙dm‒2 identified as the optimal current density (CD) for achieving uniform coatings. The microstructural properties, including crystallite size and micro-strain, were analyzed using X-ray diffraction (XRD) and Williamson-Hall (W-H) analysis, revealing …
Influence Of The Casting Processes And Aging Times On The Microstructure And Hardness Of Alsi12 Cu Cast Alloys, Said Beroual, Pascal Paillard, Yann Borjon-Piron
Influence Of The Casting Processes And Aging Times On The Microstructure And Hardness Of Alsi12 Cu Cast Alloys, Said Beroual, Pascal Paillard, Yann Borjon-Piron
Journal of Metals, Materials and Minerals
The present study investigated the effects of the casting processes and aging times on the micro-structure and hardness of commercial AlSi12Cu alloys. The primary goal was to assess how various aging times affect the maximum hardness of the alloy and to evaluate the influence of cooling rates on hardness values obtained from sand casting (SC) and High-pressure die casting (HPDC). For both casting alloys, the solution heat treatment was performed at 540℃, followed by quenching. The alloys were then aged at 180℃ for various durations, ranging from 10 min to 50 h. The results reveal significant microstructural changes in the …
Photodegradation Of Malachite Green Using 2d G-C3n5 Nanosheet: A Promising Metal Free Catalyst, Sonali Biswal, Swayam Aryam Behera, Asima Subhadarshini, P. Ganga Raju Achary, Binita Nanda
Photodegradation Of Malachite Green Using 2d G-C3n5 Nanosheet: A Promising Metal Free Catalyst, Sonali Biswal, Swayam Aryam Behera, Asima Subhadarshini, P. Ganga Raju Achary, Binita Nanda
Journal of Metals, Materials and Minerals
Environmental issues have become more serious these days due to the growth of modern industries. The paper and textile industries, in particular, were heavily dependent on the printing and discharge of dye, which constantly leaked into the water ecology and constituted a serious risk to public health. Organic wastewater treatment and remediation for its associated risks have received a lot of attention lately. This work explored the potential of the g-C3N5 nanostructure as a novel photocatalyst for malachite green degradation in aqueous solution while exposed to visible light. The nanocomposite was fabricated through an ultrasonicate-assisted technique. A number of analysis …
Regulating Copx/Co Heterostructures For Enhanced Electrocatalytic Activity Toward Hydrazine Oxidation Reaction, Qinquan Lin, Rui Zhang, Changli Yan, Qizhao Hu, Shangbin Sang, Qiumei Wu, Kaiyu Liu, Hongtao Liu
Regulating Copx/Co Heterostructures For Enhanced Electrocatalytic Activity Toward Hydrazine Oxidation Reaction, Qinquan Lin, Rui Zhang, Changli Yan, Qizhao Hu, Shangbin Sang, Qiumei Wu, Kaiyu Liu, Hongtao Liu
Journal of Metals, Materials and Minerals
Hydrazine hydrate (N2H4∙H2O) is considered an ideal fuel for fuel cells. Constructing a cobalt phosphide/cobalt (CoPx/Co) heterostructure can achieve efficient electrocatalytic activity for hydrazine oxidation reaction. Traditional strategies for constructing CoPx/Co heterostructures took less consideration on the exposure of the active sites. In this study, 3D nanoflower-like nano CoPx/Co heterostructures with highly exposed active sites were obtained on a nickel foam (NF) through a dual-component phosphating strategy, i.e., regulating the relative content of Co and Co(OH)2 with cathodic current density and utilizing the differences in their phosphating behaviors. The potential at 100 mA∙cm‒2 and Tafel slope of the optimized CoPx/Co(375)@NF …
Facile Synthesis Of Bamno3-Zro2 Composite: A Step Towards The Photocatalytic Degradation Of Organic Dye, Kirttimayee Mohanta, Swayam Aryam Behera, Binita Nanda, P. Ganga Raju Achary
Facile Synthesis Of Bamno3-Zro2 Composite: A Step Towards The Photocatalytic Degradation Of Organic Dye, Kirttimayee Mohanta, Swayam Aryam Behera, Binita Nanda, P. Ganga Raju Achary
Journal of Metals, Materials and Minerals
Environmental contamination by synthetic dyes, particularly Methylene Blue (MB), presents a significant threat to aquatic ecosystems and human health due to their chemical stability and toxicity. This study investigates the photocatalytic degradation of MB using a BaMnO3:ZrO2 composite synthesized in a 1:2 ratio via a straightforward wet-chemical method. Structural and optical characterizations were performed using X-ray diffraction (XRD), Scanning electron microscopy (SEM), Fourier-transform infrared spectroscopy (FTIR), and Ultraviolet-visible diffuse reflectance spectroscopy (UV-DRS). The composite exhibited a reduced bandgap of 2.88 eV and uniform nanoscale morphology, both favorable for visible-light-driven photocatalysis. Under visible-light irradiation, the catalyst achieved 89% degradation efficiency within …
The Effects Of Graphene Nanoplatelets And Microcrystalline Cellulose On The Mechanical Properties Of Fiberglass And Carbon Fiber Composites, Duangjai Srisamut, Nathawat Poopakdee, Warut Thammawichai
The Effects Of Graphene Nanoplatelets And Microcrystalline Cellulose On The Mechanical Properties Of Fiberglass And Carbon Fiber Composites, Duangjai Srisamut, Nathawat Poopakdee, Warut Thammawichai
Journal of Metals, Materials and Minerals
This study investigated how graphene nanoplatelets (GNP) and microcrystalline cellulose (MCC) affect the mechanical properties of epoxy (EP), carbon fiber (CF), and fiberglass (FG) composites. The tensile and flexural properties of GNP-EP and MCC-EP of varying reinforcement concentrations were examined. Results indicated significant improvements on tensile and flexural properties by GNP and MCC. At 0.1 wt% GNP, tensile and flexural strengths increased by 10% and 21%, while 2.0 wt% improved flexural modulus by 65%. Similarly, 2.0 wt% MCC improved tensile strength, modulus, and flexural modulus by 11%, 11%, and 46%, respectively, and a 26% increase in flexural strength at 1.0 …
Synthesis Temperature-Driven Enhancements In Bioi Photocatalysis: A Hydrothermal Approach, Sorawit Thueanbangyang, Kittiyaporn Singsumphan, Varunya Atimayulerd, Chutima Nakmuk, Cheewita Suwanchawalit, Montri Aiempanakit
Synthesis Temperature-Driven Enhancements In Bioi Photocatalysis: A Hydrothermal Approach, Sorawit Thueanbangyang, Kittiyaporn Singsumphan, Varunya Atimayulerd, Chutima Nakmuk, Cheewita Suwanchawalit, Montri Aiempanakit
Journal of Metals, Materials and Minerals
Bismuth oxyiodide (BiOI) is a promising photocatalyst for visible-light-driven environmental remediation. However, its photocatalytic efficiency is highly dependent on synthesis conditions, particularly hydrothermal temperature, which governs its structural, optical, and electronic properties. In this study, BiOI was synthesized via a hydrothermal method at temperatures of 120℃, 150℃, 180℃, and 210℃ to investigate the effect of temperature on its photocatalytic performance systematically. Comprehensive characterizations, including X-ray diffraction, field emission scanning electron microscopy, energy-dispersive X-ray spectroscopy, Fourier-transform infrared spectroscopy, UV-vis diffuse reflectance spectroscopy, photoluminescence and photocatalytic degradation studies, were conducted to analyze crystallinity, morphology, band structure and charge transfer properties. The results …
Bagasse Lignin For Single-Used Food Packaging Applications: Uv-Barrier, Antioxidant, Migration And Cytotoxicity, Pawarisa Wijaranakul, Bongkot Hararak, Wanwitoo Wanmoolee, Prapudsorn Wannid, Weerawan Laosiripojana
Bagasse Lignin For Single-Used Food Packaging Applications: Uv-Barrier, Antioxidant, Migration And Cytotoxicity, Pawarisa Wijaranakul, Bongkot Hararak, Wanwitoo Wanmoolee, Prapudsorn Wannid, Weerawan Laosiripojana
Journal of Metals, Materials and Minerals
This study examined PLA biocomposite films made from organosolv lignin extracted from Thai agro-waste, specifically sugarcane bagasse (BG), to assess their suitability for food packaging, focusing on their physical, thermal, optical, UV-shielding, antioxidant, and migration properties. Extracted BG-lignin exhibited free radical scavenging ability with an EC50 value of 400 µg/ml, reducing DPPH absorbance by 50%. PLA composite films with BG-lignin dosage from 0.1 to 1.0 wt.% were successfully fabricated via conventional blown film extrusion. Addition of BG-lignin at 0.5 wt.% and 1.0 wt.% to PLA films decreased UV transmittance from 90% to 30% and 12%, respectively, without compromising optical clarity. …
Coating Of Zinc Substrates With Fluorosilane Molecules Using A Water-Treatment Technique As A Pre-Coating Procedure For The Creation Of Superhydrophobic Surfaces, Renz Ronald R. Prieto, Marvin U. Herrera
Coating Of Zinc Substrates With Fluorosilane Molecules Using A Water-Treatment Technique As A Pre-Coating Procedure For The Creation Of Superhydrophobic Surfaces, Renz Ronald R. Prieto, Marvin U. Herrera
Journal of Metals, Materials and Minerals
Superhydrophobic surfaces were successfully created when zinc substrates were coated with molecules with low surface energy through grafting of fluorosilane molecules. The zinc substrate underwent water-treatment technique as a pre-coating procedure to enhance the reaction sites for the grafting of fluorosilane molecules. The water contact angle of the samples went as high as 161.1° ± 0.8°. At lower fluorosilane-ethanol soaking times, water contact angles have lower values while at higher soaking time, it has higher water contact angle values. At 240 min fluorosilane-ethanol soaking time, optimum value of water contact angle was achieved. Fluorosilane molecules are widely distributed through the …