Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11388)
- Social and Behavioral Sciences (7208)
- Education (4053)
- Engineering (3655)
- Arts and Humanities (3578)
-
- Physical Sciences and Mathematics (3117)
- Veterinary Medicine (2798)
- Life Sciences (2352)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
- Environmental Sciences (1440)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1047)
- Law (937)
- Materials Science and Engineering (906)
- Architecture (872)
- Medical Sciences (860)
- Business (841)
- Sociology (801)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Environmental Studies (777)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Computer Sciences (618)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Reading and Language (543)
- Environmental Design (518)
- Engineering Science and Materials (502)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Keyword
-
- Thailand (163)
- Dog (123)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (40)
- Immunohistochemistry (34)
- COVID-19 (28)
- Cat (28)
- Risk factors (28)
- Stress (28)
- Anxiety (27)
- Elderly (27)
- Quality of life (27)
- Indonesia (26)
- Children (25)
- Antioxidant (24)
- Rat (23)
- Oxidative stress (22)
- Attitude (21)
- Diagnosis (21)
- Escherichia coli (21)
- Knowledge (21)
- Bangkok (20)
- Histopathology (20)
- PCR (20)
- Reliability (20)
- Breast cancer (19)
- Efficacy (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15281)
- Chulalongkorn Medical Journal (4158)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2584)
- Journal of Education Studies (2472)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1665)
-
- Journal of Social Sciences (1282)
- Thai Environment (1023)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
- PASAA (876)
- Journal of Letters (864)
- Jamjuree Journal (816)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (789)
- Applied Environmental Research (777)
- Manusya, Journal of Humanities (598)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (441)
- Journal of Urban Culture Research (426)
- Asian Review (360)
- Journal of Demography (353)
- Halal Insight (292)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (290)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (220)
- Journal of Health Research (217)
- วารสารวิทยบริการ Academic Resources Journal (203)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (94)
- Chulalongkorn University Law Journal (39)
- Publication Type
Articles 1471 - 1500 of 37618
Full-Text Articles in Entire DC Network
การพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่, ปราบดา สุขสุนทรีย์
การพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่, ปราบดา สุขสุนทรีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษามาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน (2) วิเคราะห์สถานการณ์ สภาพปัญหา จุดแข็ง และจุดอ่อนของมาตรการดังกล่าว และ (3) พัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมต่อบริบทจังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยใช้วิธีการเชิงคุณภาพผ่าน การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 23 คน ประกอบด้วยข้าราชการ ภาคเอกชน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้ง การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมที่เกิดกับนักท่องเที่ยวในช่วงปี พ.ศ. 2563–2568ผลการศึกษาพบว่า มาตรการด้านความปลอดภัยในอดีตมุ่งเน้นการใช้กำลังคนและการตั้งจุดตรวจในพื้นที่ท่องเที่ยว ขณะที่ปัจจุบันพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการเชิงรุกและการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน โดยมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น กล้อง AI ระบบ Biometric แอปพลิเคชัน CM-CHANA ระบบขนส่งสาธารณะประเภทไฟฟ้าความเร็วต่ำ รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยว การทำ MOU กับผู้ประกอบการ และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน เช่น หอการค้า สมาคมมัคคุเทศก์ และสมาคมโรงแรมจุดแข็งสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ ความร่วมมือภาคเอกชนและชุมชนที่เข้มแข็ง นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยที่ดี และการมีส่วนร่วมของสถาบันการศึกษา อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญ ได้แก่ การทำงานแบบแยกส่วนฐานข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ช่องโหว่ด้านกฎหมายที่ทำให้การดำเนินคดีในกรณีผู้เสียหายเป็นชาวต่างชาติดำเนินการได้ยาก การสื่อสารความปลอดภัยเชิงรุกยังไม่ถึงนักท่องเที่ยว และความคลาดเคลื่อนของนิยาม “ความปลอดภัย” ระหว่างรัฐและนักท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับอุบัติเหตุและมลพิษ PM2. 5 มากกว่าอาชญากรรมแนวทางพัฒนาที่เสนอ ได้แก่ การจัดตั้ง “ศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยวเชียงใหม่” เพื่อบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การพัฒนาแอปพลิเคชันที่รองรับการสื่อสารหลายภาษาและระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน การขยายอาสาสมัครความปลอดภัยสู่ชุมชนรอง การนำแนวคิด Tourism Risk Governance มาประยุกต์เพื่อให้ความปลอดภัยครอบคลุมสุขภาพและภัยพิบัติ รวมทั้งพัฒนามาตรการเพื่อกลุ่มเปราะบาง พร้อมทั้งเสนอให้ตราข้อบัญญัติท้องถิ่นและจัดตั้งกองทุนด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านงบประมาณและการบริหารจัดการ รวมถึงความร่วมมือระดับภูมิภาคในการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ
เส้นทางสู่วาระท้ายของชีวิตผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ, วิกานดา แหชัย
เส้นทางสู่วาระท้ายของชีวิตผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ, วิกานดา แหชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่อง “เส้นทางสู่วาระท้ายของผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่มุ่งสะท้อนประสบการณ์ของผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายผ่านการสร้างเรื่องเล่า (Narrative) เพื่อทำความเข้าใจสภาวะและความหมายของการดำรงอยู่ในช่วงวาระสุดท้ายภายใต้ข้อจำกัดของเรือนจำ ผู้วิจัยดำเนินการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Study) ทั้งหนังสือ บทความทางวิชาการ รายงานการวิจัย และวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นประเด็นด้านแนวคิดและทฤษฎีการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังตามหลักสิทธิมนุษยชน มาตรฐานสากลด้านสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องขัง ตลอดจนกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเป็นฐานในการวิเคราะห์ นอกจากนี้ งานวิจัยยังพิจารณาปัจจัยเชิงระบบที่มีผลต่อการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้าย เช่น ความแออัดของเรือนจำ โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข ความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ และข้อจำกัดด้านทรัพยากร ตลอดจนศึกษาแนวปฏิบัติในต่างประเทศซึ่งมีการพัฒนาระบบการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า ได้แก่ ประเทศสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีรูปแบบบริการด้านการดูแลประคับประคองในเรือนจำตั้งแต่การจัดตั้งหน่วยดูแลเฉพาะทาง การพัฒนาอาสาสมัครผู้ต้องขัง ไปจนถึงกลไกการปล่อยตัวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม การเก็บข้อมูลภาคสนามใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ได้แก่ แพทย์ พยาบาลวิชาชีพ นักทัณฑวิทยาที่มีประสบการณ์ดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้าย และผู้ต้องขังจำนวน 2 นายที่กำลังเผชิญภาวะป่วยระยะสุดท้าย ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างภาพรวมของประสบการณ์ในวาระสุดท้ายของผู้ต้องขังในด้านร่างกาย จิตใจ จิตสังคม และจิตวิญญาณ รวมถึงอุปสรรคที่พบในการเข้าถึงบริการสุขภาพภายในเรือนจำ ผลการศึกษาคาดว่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญของการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร โครงสร้างพื้นที่ และระบบบริการสาธารณสุขในเรือนจำ อาทิ การดูแลรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง การขาดบริการเฉพาะทางด้านประคับประคอง และความจำกัดในการตอบสนองความต้องการทางจิตใจและจิตวิญญาณของผู้ต้องขัง นอกจากนี้ การศึกษายังมุ่งเสนอแนวทางพัฒนาระบบการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายในเรือนจำไทยให้มีลักษณะครอบคลุมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเน้นความสำคัญของการดูแลแบบองค์รวม การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการสนับสนุนให้ผู้ต้องขังมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต
การกำหนดกรอบประเด็นเรื่องไต้หวันให้เป็นวาระด้านความมั่นคงของญี่ปุ่น, สิทธา ตันรักษา
การกำหนดกรอบประเด็นเรื่องไต้หวันให้เป็นวาระด้านความมั่นคงของญี่ปุ่น, สิทธา ตันรักษา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ว่าญี่ปุ่นทำให้เรื่องไต้หวันเป็นวาระด้านความมั่นคงอย่างไร เพื่อตอบคำถามดังกล่าวผู้เขียนใช้กรอบแนวคิดเรื่องการกำหนดกรอบประเด็น (issue framing) โดยศึกษาเนื้อหาของเอกสารรัฐบาลญี่ปุ่น คำแถลงในที่สาธารณะหรือสุนทรพจน์ ผลการศึกษาพบว่าการกำหนดกรอบประเด็นเพื่อที่จะสร้างวาระความร่วมมือด้านความมั่นคงกับไต้หวันมี 3 ด้าน ได้แก่ 1) การกำหนดกรอบประเด็นให้ปัญหาไต้หวันเป็นเรื่องสำคัญต่อความอยู่รอดและความมั่นคงโดยตรงของญี่ปุ่น โดยเน้นย้ำว่าญี่ปุ่นทางตะวันตกเฉียงใต้กับช่องแคบไต้หวันเป็นยุทธบริเวณเดียวกัน ทั้งนี้ยังทำให้ปัญหาไต้หวันเชื่อมโยงกับสิทธิป้องกันตนเองร่วมกัน 2) การกำหนดกรอบประเด็นว่าญี่ปุ่นและไต้หวันมีค่านิยมร่วมกัน อันเชื่อมโยงกับการทำให้ญี่ปุ่นและไต้หวันเป็นกลุ่มก้อน ตัวตน และร่วมอุดมการณ์เดียวกัน รวมถึงใช้ประเด็นดังกล่าวเชื่อมโยงกับการสร้างวาระความร่วมมือด้านความมั่นคงกับไต้หวัน และ 3) การกำหนดกรอบประเด็นให้เรื่องไต้หวันเป็นปัญหาความมั่นคงที่กระทบเสถียรภาพในภูมิภาคและระเบียบโลก ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการทำให้ประชาคมโลกตระหนักร่วมกันถึงสันติภาพและเสถียรภาพบริเวณช่องแคบไต้หวัน ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกับชาติที่มีความคิดอุดมการณ์เดียวกัน (like-minded countries) เข้ามาสอดส่องดูแลสันติภาพและเสถียรภาพบริเวณช่องแคบไต้หวัน โดยการกำหนดกรอบประเด็นทั้งสามด้านมีนัยสำคัญเพื่อลดข้อจำกัดด้านการป้องกันประเทศและด้านความมั่นคงที่จะทำให้ญี่ปุ่นสามารถสร้างแนวร่วมในการป้องปรามจีนไม่ให้รุกรานไต้หวัน
มาตรการป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, นาทชนก อายุคง
มาตรการป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, นาทชนก อายุคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและลักษณะการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และแนวทางการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับการป้องกันการฉ้อโกงดังกล่าว เพื่อนำมาพิจารณาสำหรับการออกมาตรการหรือแนวนโยบายสำหรับป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เหมาะสมภายใต้บริบทของประเทศไทย โดยอาศัยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการค้นคว้าเชิงเอกสาร การศึกษาผ่านกรณีศึกษา รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาคการเงินและธนาคาร หน่วยงานรัฐ หน่วยงานกำกับดูแล รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผลการศึกษาพบว่า รูปแบบและลักษณะการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังคงอาศัยเทคนิคพื้นฐานอย่าง Social Engineering โดยอาศัยเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาเทคนิคการฉ้อโกงใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในลักษณะขององค์กรอาชญากรรม ทำให้รูปแบบและลักษณะการฉ้อโกงมีแนวโน้มซับซ้อนมากขึ้น การพิจารณาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่มีศักยภาพในการประมวลผลและการตรวจจับความผิดปกติแบบ Real-time จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครจนกระทั่งจบขั้นตอนการทำธุรกรรม โดยอาศัยโมเดลแบบผสมผสาน (Hybrid Model) ที่มีประสิทธิภาพในการตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนได้ ทั้งนี้ การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ต้องคำนึงถึงจริยธรรมทั้งในด้านช่องว่างความรับผิด ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล รวมไปถึงอคติและความโปร่งใสของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ดังนั้น การออกมาตรการควรมีการกำหนดหลักเกณฑ์ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เหมาะสม รวมไปถึงสนับสนุนหรือแนะนำให้มีการใช้เทคนิคอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่คำนึงถึงจริยธรรมและความรับผิดชอบ เช่น Federated Training และ Explainable AI รวมไปถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้การป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ทั้งในแง่ของการป้องกันการฉ้อโกงและในแง่ของจริยธรรมอย่างแท้จริง
ความเข้าใจและการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรม: กรณีศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัด, สหภัค จันทศร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาแนวโน้มความเข้าใจพระราชบัญญัติมาตรฐาทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ที่ประกอบด้วยความรู้เชิงจริยธรรมจากมิติความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงและการตีความกฎหมาย และเหตุผลเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด 2) เพื่อศึกษาแนวโน้มการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ที่ประกอบด้วยทัศนคติเชิงจริยธรรม และปัจจัยการกำหนดตนเอง (Self-Determination Theory: SDT) ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัด 3) เพื่อศึกษาแนวโน้มพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัดต่อพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 4) เพื่อศึกษาแนวโน้มพัฒนาการจริยธรรมของ Kohlberg จากเหตุผลเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 5) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความรู้เชิงจริยธรรมจากมิติความรู้ ที่เป็นข้อเท็จจริงและการตีความกฎหมาย ด้านเหตุผลเชิงจริยธรรม และด้านปัจจัยการกำหนดตนเอง (Self-Determination Theory: SDT) ที่มีผลต่อทัศนคติเชิงจริยธรรม และ 6) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความรู้เชิงจริยธรรม ด้านทัศนคติเชิงจริยธรรม และด้านเหตุผลเชิงจริยธรรมที่มีผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัดต่อพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณจากการสำรวจจากแบบสอบถามเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 18 แห่งทั่วประทศ โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 543 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการทบทวนวรรณกรรมและเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เจาะลึก จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 คน ผลการวิจัย มีดังนี้ 1) แนวโน้มเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ตอบแบบสอบมีความเข้าใจพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 จากความรู้เชิงจริยธรรมที่มาจากมิติความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถตอบข้อคำถามถูกมากกว่าร้อยละ 70 ทุกข้อ และเจ้าหน้าที่ของรัฐส่วนใหญ่ร้อยละ 96.13 มีผลคะแนนผ่านเกณฑ์การทดสอบความรู้ความสามารถทั่วไป (ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60) ด้านการตีความกฎหมายส่วนใหญ่คิดว่าพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มีความชัดเจน สามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ ร้อยละ 57.09 ไม่มีความซ้ำซ้อนของเนื้อหา ร้อยละ 76.06 และสามารถอธิบายความหมายได้ทั้งหมด ส่วนด้านเหตุผลเชิงจริยธรรมภาพรวมต่อการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ร้อยละ 80.48 คือ เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐพึงปฏิบัติ 2) แนวโน้มการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 จากทัศนคติเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐทัศนคติที่ค่อนข้างเห็นด้วย …
ข้อพิจารณาการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังป่วยระยะสุดท้าย, สุชัญญา คันศร
ข้อพิจารณาการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังป่วยระยะสุดท้าย, สุชัญญา คันศร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระบบข้อพิจารณาในการปล่อยตัวผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย 2) ศึกษาระบบการดูแลผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย และ 3) เสนอแนะแนวทางระบบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 6 คน ที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับระบบราชทัณฑ์และการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ได้แก่ นักทัณฑวิทยา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ นักทัณฑปฏิบัติ นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาลวิชาชีพ จากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และศูนย์มิตรอาทร โรงพยาบาลตำรวจ ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบการพิจารณาการปล่อยตัวผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย หลักเกณฑ์นี้ช่วยให้ผู้ต้องขังได้รับโอกาสกลับไปอยู่กับครอบครัวและชุมชน ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเป้าหมายด้านความปลอดภัยของสังคมผ่านกระบวนการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม 2) ระบบการดูแลผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย มีเป้าหมายหลักในการบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ การดูแลนี้ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยจนถึงวาระท้ายชีวิต และยังรวมถึงการดูแลครอบครัวในช่วงการสูญเสีย แต่ยังเผชิญกับข้อจำกัดในเชิงโครงสร้าง ทรัพยากรบุคคล 3) แนวทางระบบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย ในด้านกายภาพของสถานพยาบาลในเรือนจำ ออกแบบจัดสรรพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Palliative Care Zone) ปรับรูปแบบการเยี่ยมที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าผู้ต้องขังทั่วไป และการสร้างทีม Palliative care ให้แข็งแรงในการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)
แนวทางการพัฒนาระบบการดําเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา, สิรภัทร คัยนันทน์
แนวทางการพัฒนาระบบการดําเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา, สิรภัทร คัยนันทน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่อง “แนวทางการพัฒนาระบบการดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา” มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาสภาพปัญหา และผลกระทบในการดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 รวมถึงการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาที่ยังไม่สอดคล้องตามปฏิญญาว่าด้วยหลักยุติธรรมพื้นฐานสำหรับเหยื่ออาชญากรรมและการใช้อำนาจโดยมิชอบ เพื่อนำไปสู่การเสนอแนวทางการพัฒนาระบบการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 23 ราย ประกอบการวิเคราะห์บทความและบทสัมภาษณ์ในสื่อออนไลน์ ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาในการดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา มีหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อผู้เสียหาย ครอบครัว ญาติ และบุคคลใกล้ชิดผู้เสียหาย และผลกระทบต่อรัฐ อีกทั้งยังมีประเด็นการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาที่ยังไม่สอดคล้องตามปฏิญญาสากลในหลายส่วน ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ คือ การแก้ไขพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้เสียหาย ลดขั้นตอนการดำเนินงาน สร้างความชัดเจนในภารกิจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบริหารจัดการข้อมูลระหว่างหน่วยงานในประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว รวมถึงการจัดวางกลไกการชดเชยความเสียหายระหว่างผู้กระทำผิดและรัฐใหม่ พร้อมจัดตั้งกองทุนเหยื่ออาชญากรรม ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เสริมด้วยการปลูกฝังเรื่องสิทธิมนุษยชนในระบบการศึกษา ควบคู่กับการวางนโยบายเพื่อป้องกันอาชญากรรมในสังคม เพื่อเป็นปราการปกป้อง คุ้มครองสิทธิแก่ประชาชนอย่างยั่งยืน
การวิเคราะห์เมตาโบโลมิกส์ในน้ำนมเหลืองและน้ำนมจากแม่สุกรที่ได้รับอาหารเสริมซินไบโอติก, เมธาพร เจือจันทร์
การวิเคราะห์เมตาโบโลมิกส์ในน้ำนมเหลืองและน้ำนมจากแม่สุกรที่ได้รับอาหารเสริมซินไบโอติก, เมธาพร เจือจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันมีการใช้สารเสริมอาหารสัตว์ในกลุ่มจุลินทรีย์โพรไบโอติกและซินไบโอติกเพื่อทดแทนการใช้สารปฏิชีวนะและลดปัญหาการเกิดเชื้อดื้อยาในอุตสาหกรรมการผลิตสุกร ซึ่งสารเสริมชีวนะดังกล่าวส่งผลในเชิงการส่งเสริมสุขภาพของแม่สุกร เพิ่มประสิทธิภาพในการสังเคราะห์องค์ประกอบและสารภูมิคุ้มกันในน้ำนม รวมทั้งช่วยลดอัตราการเกิดโรคท้องเสียในลูกสุกร อย่างไรก็ตาม การศึกษาข้อมูลสารชีวโมเลกุลขนาดเล็กหรือสารเมตาบอไลต์ในน้ำนมจากแม่สุกรที่ได้รับอาหารเสริมซินไบโอติกยังมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลสารชีวโมเลกุลในน้ำนมจากแม่สุกรที่ได้รับอาหารที่มีการเสริมซินไบโอติก โดยพิจารณาร่วมกับอิทธิพลของระยะการให้นมและอิทธิพลจากลำดับครอกที่แตกต่างกันของแม่สุกร ผลการวิจัยพบว่าสามารถระบุชนิดของสารเมตาบอไลต์และกรดไขมันในตัวอย่างน้ำนมสุกรได้ทั้งหมด 47 และ 23 สาร โดยใช้เทคนิค 1H-NMR และ GC-FID ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ทางสถิติพหุตัวแปรแสดงให้เห็นว่าอิทธิพลจากระยะการให้นมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงข้อมูลสารชีวโมเลกุลในน้ำนมสุกรอย่างชัดเจน เมื่อพิจารณาตัวอย่างน้ำนมที่เก็บในระยะเดียวกัน พบว่าอิทธิพลของการได้รับอาหารเสริมซินไบโอติกส่งผลต่อความแตกต่างของข้อมูลสาร เมตาบอไลต์ในตัวอย่างน้ำนมเหลืองและน้ำนมในวันที่ 10 เท่านั้น แต่อิทธิพลดังกล่าวส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงข้อมูลกรดไขมันตลอดทุกช่วงระยะการให้นม โดยสามารถใช้การเปลี่ยนแปลงปริมาณสัมพัทธ์ของ adenine, hypoxanthine, taurine, linolenic acid, linoleic acid และ lauric acid เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพเพื่อระบุความแตกต่างของน้ำนมจากแม่สุกรที่ได้รับอาหารเสริมซินไบโอติกได้ ทั้งนี้อิทธิพลจากลำดับครอกของแม่สุกรไม่ส่งผลต่อความแตกต่างของข้อมูลสารเมตาบอไลต์ แต่ส่งผลต่อความแตกต่างของข้อมูลกรดไขมันอย่างชัดเจนตลอดทุกช่วงระยะการให้นม โดยเฉพาะในแม่สุกรกลุ่มที่ได้รับอาหารเสริมซินไบโอติก ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเมตาโบโลมิกส์ในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงข้อมูลสารชีวโมเลกุลในน้ำนมสุกร และระบุชนิดของตัวบ่งชี้ทางชีวภาพต่ออิทธิพลของการได้รับอาหารเสริมซินไบโอติกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อปะการังดอกกะหล่ำ Pocillopora Damicornis (Linnaeus, 1758) ในแต่ละช่วงอายุ, กลวัชร จันทร์หอม
ผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อปะการังดอกกะหล่ำ Pocillopora Damicornis (Linnaeus, 1758) ในแต่ละช่วงอายุ, กลวัชร จันทร์หอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไมโครพลาสติก (Microplastics) คือ พลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ไมโครพลาสติกเกิดการสะสมได้ในบริเวณแนวชายฝั่ง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศที่สำคัญในบริเวณ คือ ระบบนิเวศปะการัง งานวิจัยนี้ได้ทำการทดลองผลของไมโครพลาสติกต่อปะการังดอกกะหล่ำ Pocillopora damicornis (Linnaeus, 1758) ซึ่งปะการังที่พบได้ทั่วไปตามแนวปะการังและเป็นปะการังที่มีส่วนสำคัญในการสร้างแนวปะการัง ทำการศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติก PVC (polyvinyl chloride) ขนาด 100-250 และ 251-400 ไมโครเมตร ที่ความเข้มข้น 5 ระดับ ได้แก่ 0 (ชุดควบคุม), 0.0005, 0.001, 0.005 และ 0.01 กรัมต่อลิตร ที่มีต่อตัวอ่อนของปะการัง ทั้งนี้ เมื่อสิ้นสุดการทดลอง (96 ชั่วโมง) พบว่า ปะการังในชุดการทดลองไมโครพลาสติกขนาด 251-400 ไมโครเมตรที่ระดับความเข้มข้น 0. กรัม/ลิตร มีอัตรารอดต่ำที่สุด (85±5 เปอร์เซ็นต์) และมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับชุดควบคุม ในส่วนอัตราการลงเกาะพบว่า แต่ละชุดทดลองมีอัตราการลงเกาะของตัวเกาะใกล้เคียงกันและไม่ต่ำกว่า 67 เปอร์เซ็นต์ และไม่พบความแตกต่างทางสถิติในแต่ละชุดทดลอง สำหรับผลของไมโครพลาสติกต่อปะการังโตเต็มวัย เมื่อสิ้นสุดการทดลอง (96 ชั่วโมง) พบว่า ไมโครพลาสติกไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตรารอดของปะการัง (ชิ้นส่วนของกิ่งปะการัง) แต่เมื่อนำชิ้นส่วนปะการังมาย่อย พบไมโครพลาสติกชนิดที่นำมาทดลองสะสมภายในเนื้อเยื่อปะการังเท่านั้น โดยพบไมโครพลาสติกขนาด 100-250 ไมโครเมตร สะสมในชุดทดลองที่ความเข้มข้น 0.005 และ 0.01 กรัม/ลิตร โดยปริมาณของไมโครพลาสติกที่พบเท่ากับ 0.06±0.12 และ 0.80±0.34 ชิ้นต่อ 100 โพลิป ตามลำดับ
ผลของสารสกัดหยาบจากเปลือกของประดู่ป่า Pterocarpus Macrocarpus Kurz ต่อฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระและความมีชีวิตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่, ฐิติกานต์ เกตุทอง
ผลของสารสกัดหยาบจากเปลือกของประดู่ป่า Pterocarpus Macrocarpus Kurz ต่อฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระและความมีชีวิตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่, ฐิติกานต์ เกตุทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยทั่วโลก มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่ส่งผลต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนแปลงระดับอนุมูลอิสระของออกซิเจน แม้ว่าการรักษาด้วยเคมีบำบัดจะมีประสิทธิภาพ แต่อัตราความสำเร็จก็ยังค่อนข้างต่ำเนื่องจากเกิดผลข้างเคียงด้านลบหลังการรักษา ประดู่ป่าได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งของสารสำคัญในด้านการรักษาโรค สารสกัดจากแก่นของประดู่ป่ามีสารประกอบสำคัญคือ homopterocarpin ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านมะเร็งตับ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ยังไม่ชัดเจน ในการศึกษานี้ ผู้วิจัยศึกษาผลของสารสกัดหยาบจากเปลือกของประดู่ป่าต่อฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและความมีชีวิตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตัวอย่างประดู่ป่าถูกเก็บและระบุชนิดในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2568 จากนั้นแช่ตัวอย่างแห้งของเปลือกของประดู่ป่าใน methanol เป็นเวลา 48 ชั่วโมง ตัวอย่าง 20 กรัม ให้สารสกัด 3.79 กรัม การวิเคราะห์ TLC ปรากฏจุดสีแดงเด่นชัดในทุกครั้งของการทดสอบ คาดว่าเป็นสารประกอบหลักของสารสกัดคือ homopterocarpin ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดถูกวิเคราะห์ด้วยวิธี DPPH assay และคำนวณค่า IC50 เพื่อประเมินความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระ ซึ่งอยู่ที่ 45 µg/ml การทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดต่อเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่คือ HCT116 และ SW620 และเซลล์ไตตัวอ่อนของมนุษย์คือ HEK293 ด้วยวิธี MTT assay คำนวณค่า IC50 เพื่อประเมินความสามารถในการกำจัดเซลล์มะเร็งและความเป็นพิษต่อไต ซึ่งมีค่า 91, 32 และ 87 µg/ml ตามลำดับ สารสกัดจากเปลือกของประดู่ป่าแสดงคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่โดดเด่น อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของสารประกอบแต่ละชนิดในสารสกัดนี้
แบบจำลองเชิงตัวเลขการกระจายและการสะสมตัวของขยะพลาสติกลอยน้ำบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกของประเทศไทย, จิราภา อังศุวรพฤกษ์
แบบจำลองเชิงตัวเลขการกระจายและการสะสมตัวของขยะพลาสติกลอยน้ำบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกของประเทศไทย, จิราภา อังศุวรพฤกษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ขยะทะเลเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจชายฝั่ง ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีการปล่อยขยะลงสู่ทะเลในปริมาณสูง โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออกของอ่าวไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านอุสาหกรรม การท่องเที่ยว การประมง และการตั้งถิ่นฐานตามแนวชายฝั่ง ปัจจุบันปริมาณขยะในทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะขยะพลาสติกซึ่งมีคุณสมบัติย่อยสลายยากและมีน้ำหนักเบา ส่งผลให้ขยะสามารถแพร่กระจายและสะสมตัวในบริเวณกว้าง โดยมีกระแสน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่ควบคุมการเคลื่อนที่ ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการกระจายและการสะสมตัวของขยะพลาสติกที่ลอยอยู่บนผิวน้ำในบริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ภายใต้กระแสน้ำที่ได้รับแรงขับจากน้ำขึ้นน้ำลง ลม และคลื่น โดยใช้แบบจำลองเชิงตัวเลข Delft3D แบบสองมิติ วิธีการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ (1) การจำลองการไหลเวียนของกระแสน้ำในอ่าวไทยด้วยแบบจำลองอุทกพลศาสตร์ (Delft3D-FLOW) ร่วมกับแบบจำลองคลื่น (Delft3D-WAVE) (2) การจำลองการเคลื่อนที่ของทุ่นลอย (drogue) เพื่อวิเคราะห์จุดปล่อยทุ่นที่มีแนวโน้มเคลื่อนที่เข้าสู่ชายฝั่งด้านตะวันออกของอ่าวไทย โดยพิจารณาแหล่งกำเนิดของขยะที่ปากแม่น้ำในบริเวณอ่าวไทยและประเทศใกล้เคียง และ (3) การจำลองการกระจายตัวและการสะสมตัวของขยะพลาสติกลอยน้ำด้วยแบบจำลองการติดตามอนุภาค (Delft3D-PART) ผลการศึกษาพบว่า การไหลเวียนของกระแสน้ำในอ่าวไทยมีความสอดคล้องกับฤดูมรสุม โดยในช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ กระแสน้ำมีลักษณะการไหลแบบตามเข็มนาฬิกา ส่วนช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ กระแสน้ำไหลแบบทวนเข็มนาฬิกา และในช่วงเปลี่ยนฤดูมรสุม กระแสน้ำมีลักษณะการไหลที่แปรปรวนและมีกระแสน้ำหมุนวนขนาดเล็ก (gyre) ในหลายพื้นที่ ซึ่งกระแสน้ำจะส่งผลโดยตรงต่อการกระจายและการสะสมตัวของขยะพลาสติกลอยน้ำ โดยขยะที่มีแหล่งกำเนิดจากปากแม่น้ำบริเวณอ่าวไทยตอนในและพื้นที่บางส่วนของอ่าวไทยฝั่งตะวันตก ส่วนใหญ่มีการกระจายตัวอยู่ในบริเวณอ่าวไทยตอนใน และเคลื่อนที่ไปตามแนวชายฝั่งด้านตะวันออก โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดชลบุรี ในขณะที่ขยะจากอ่าวไทยฝั่งตะวันออกจะเคลื่อนที่ตามแนวชายฝั่งด้านตะวันออก โดยมีขยะบางส่วนถูกพัดเข้าสู่อ่าวไทยตอนในในช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และสำหรับการสะสมตัวของขยะพบว่าขยะที่ถูกปล่อยจากอ่าวไทยตอนในมีการสะสมตัวสูงในบริเวณชายฝั่งจังหวัดชลบุรี ส่วนขยะจากฝั่งตะวันออกจะมีการสะสมตลอดแนวชายฝั่งด้านตะวันออก ขณะที่ขยะจากปากแม่น้ำในประเทศใกล้เคียงพบการกระจายตัวและการสะสมตัวในบริเวณอ่าวไทยน้อยมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าขยะส่วนใหญ่ที่มีจุดปล่อยจากปากแม่น้ำในอ่าวไทยจะมีการกระจายและการสะสมตัวอยู่ภายในอ่าวไทยเป็นหลัก และมีเพียงบางส่วนที่เคลื่อนที่มาจากพื้นที่นอกอ่าวไทย
การติดตามการวางไข่ของปลาในพื้นที่บริเวณอ่าวไทยโดยใช้วิธีดีเอ็นเอบาร์โค้ดของไข่ปลา, ปฐมวรรธ แซ่ตั้ง
การติดตามการวางไข่ของปลาในพื้นที่บริเวณอ่าวไทยโดยใช้วิธีดีเอ็นเอบาร์โค้ดของไข่ปลา, ปฐมวรรธ แซ่ตั้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดการประมงอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้เกี่ยวกับการวางไข่ของปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด ซึ่งประเทศไทยในปัจจุบันยังขาดข้อมูลที่ครอบคลุมในด้านนี้ การศึกษานี้จึงสำรวจการวางไข่ของปลาหลากหลายสปีชีส์โดยใช้เทคนิคดีเอ็นเอบาร์โค้ด เพื่อระบุสปีชีส์ของไข่ปลา ตัวอย่างไข่ปลาถูกเก็บทุก ๆ 3 เดือน เป็นระยะเวลา 1 ปีจากสามพื้นที่ในอ่าวไทย ได้แก่ อ่าวไทยตอนใน จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดชุมพร จากนั้นจึงทำการเพิ่มจำนวนชิ้นส่วนยีน COI (710 คู่เบส) และ 16S rRNA (570 คู่เบส) ด้วยเทคนิค PCR และนำไปหาลำดับนิวคลีโอไทด์เปรียบเทียบกับฐานข้อมูล GenBank เพื่อระบุสปีชีส์ของปลา โดยสามารถระบุสปีชีส์ได้เมื่อลำดับนิวคลีโอไทด์ตรงกับฐานข้อมูลมากกว่า 97% ขึ้นไป ผลการศึกษาพบรูปแบบการวางไข่ของปลาที่หลากหลาย และสามารถระบุสปีชีส์ของปลาได้มากกว่า 34 วงศ์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของสปีชีส์ปลาในอ่าวไทย นอกจากนี้ ยังพบว่าปลาบางชนิดวางไข่ตลอดทั้งปี ในขณะที่บางชนิดวางไข่เฉพาะช่วงฤดูกาล สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในกลยุทธ์การสืบพันธุ์ของปลาแต่ละชนิด อีกทั้งยังพบว่าปลาหลายชนิดมีแหล่งวางไข่เฉพาะพื้นที่ ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพที่สูงในอ่าวไทย และให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแหล่งวางไข่ของปลา ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการหารือเกี่ยวกับแนวทางการจัดการประมงในอนาคต
การสังเคราะห์แกรฟีนควอนตัมดอตฐานกรดฮิวมิกและการประยุกต์เป็นสารเคลือบเซนเซอร์ตรวจจับความเครียด, ปริตตา จูฑาภักติ
การสังเคราะห์แกรฟีนควอนตัมดอตฐานกรดฮิวมิกและการประยุกต์เป็นสารเคลือบเซนเซอร์ตรวจจับความเครียด, ปริตตา จูฑาภักติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แกรฟีนควอนตัมดอต (GQDs) ถูกสังเคราะห์จากกรดฮิวมิก (HA) ที่เป็นสารตั้งต้นด้วยการใช้หม้อทอดไฟฟ้าด้วยวิธีไฮโดรเทอร์มอล ซึ่งในงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษาตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ GQDs ด้วยการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนของกรดฮิวมิกที่ใช้สังเคราะห์และศึกษาผลของตัวโดป จากผลการศึกษาพบว่าตัวโดปที่ใช้ในการะบวนการสังเคราะห์ GQDs ที่เหมาะสมคือ เอทิลีนไดเอมีน (EDA) และจากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า GQDs ที่ใช้ EDA มีความเข้มแสงฟลูออเรสเซนต์สูงสุดที่ 66 หน่วยที่ความยาวคลื่น 467 นาโนเมตร (ช่วงแสงเขียวอมฟ้า) เมื่ออัตราส่วนกรดฮิวมิกต่อเอทิลีนไดอะมีนเท่ากับ 10 : 0.5 (มิลลิกรัม : มิลลิลิตร) ขนาดเฉลี่ยของอนุภาคอยู่ที่ 6.68 นาโนเมตร ซึ่งถูกวิเคราะห์โดยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน และการวัดขนาดอนุภาค เทคนิคสเปกตรัมฟลูออเรสเซนซ์ และการดูดกลืนรังสี ตามลำดับ โครงสร้างกราฟิติกของ GQDs ถูกยืนยันด้วยสเปกโทรสโกปีรามาน ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงสนใจที่จะนำ GQDs ที่ใช้ EDA เป็นตัวโดปไปประยุกต์ใช้งานเป็นสารเคลือบเรืองแสงที่นำไปเคลือบลงบนยางซิลิโคนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้เป็นสารเคลือบเซนเซอร์ตรวจจับความเครียด พบว่า ความเข้มของแสงฟลูออเรสเซนต์ของสารเคลือบเรืองแสง GQDs มีแนวโน้มลดลงเมื่อเวลาเวลาผ่านไป แต่สามารถหดกลับคืนใกล้เคียงสภาพเดิมเมื่อปล่อยการให้แรง และเมื่อเทียบค่าความเข้มของแสงฟลูออเรสเซนต์ของแต่ละอัตราส่วน พบว่า ที่อัตราส่วนกรดฮิวมิกต่อเอทิลีนไดอะมีนเท่ากับ 50 : 0.5 (มิลลิกรัม : มิลลิลิตร) มีค่าเข้มแสงของแสงฟลูออเรสเซนต์สูงที่สุด
ฮอร์โมนเอกไดสเตียรอยด์ในวงจรการลอกคราบของปูขาว Scylla Paramamosain Estampador, 1949, พีรเดช ใจมั่น
ฮอร์โมนเอกไดสเตียรอยด์ในวงจรการลอกคราบของปูขาว Scylla Paramamosain Estampador, 1949, พีรเดช ใจมั่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ฮอร์โมนกลุ่มเอกไดสเตียรอยด์ (ecdysteroids) เป็นฮอร์โมนสเตียรอยด์ที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมกระบวนการลอกคราบ การเจริญเติบโต และการพัฒนาในสัตว์ขาปล้อง โดยเฉพาะในกลุ่มครัสเตเชียน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ชนิดฮอร์โมนและระดับฮอร์โมนกลุ่ม ecdysteroids ในวงจรการลอกคราบของปูขาว (Scylla paramamosain) โดยเลี้ยงปูในระบบน้ำหมุนเวียนเป็นเวลา 2 เดือน ครอบคลุมวงจรลอกคราบอย่างน้อย 1 รอบ และเก็บตัวอย่างเลือดทุก 2 วัน ปริมาณ 100 µL เพื่อตรวจวัดฮอร์โมน Ecdysone (E), 20-hydroxyecdysone (20-HE) และ Ponasterone A (PoA) ด้วยเทคนิค High Performance Liquid Chromatography (HPLC) ผลการวิเคราะห์พบว่า ฮอร์โมน PoA มีความเข้มข้นสูงในระยะ premolt (445.18 ± 54.64 ng/mL, n=11) มากกว่าระยะ intermolt อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (78.46 ± 9.9 ng/mL, n=11; p
การเตรียมคาร์บอนแบคทีเรียเซลลูโลสและควอนตัมดอตจากน้ำหมึกของหมึกกระดองสำหรับใช้งานตกแต่งสำเร็จสิ่งทอ, มณฑิชา สันติภาพมณฑล
การเตรียมคาร์บอนแบคทีเรียเซลลูโลสและควอนตัมดอตจากน้ำหมึกของหมึกกระดองสำหรับใช้งานตกแต่งสำเร็จสิ่งทอ, มณฑิชา สันติภาพมณฑล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาวัสดุนาโนคาร์บอนและควอนตัมดอต เพื่อประยุกต์ใช้เป็นสารตกแต่งสำเร็จสิ่งทอเพื่อเพิ่มคุณสมบัติพิเศษ คาร์บอนนาโนไฟเบอร์และคาร์บอนควอนตัมดอตเป็นวัสดุนาโนที่มีสมบัติเด่นด้านความแข็งแรง การนำไฟฟ้า และการเรืองแสง ขอบเขตของงานวิจัยนี้ประกอบด้วยการเตรียม คาร์บอนนาโนไฟเบอร์จากแบคทีเรียเซลลูโลส (BC-CNF) และการสังเคราะห์ควอนตัมดอต (QDs) จากน้ำหมึกของหมึกกระดอง ซึ่งเป็นการสังเคราะห์ทางชีวภาพ ในส่วนของการเตรียม BC-CNF ได้มีการดัดแปรงโครงสร้างด้วยปฏิกิริยาซัลโฟเนต เพื่อให้ได้สาร BC-CNF-SO3- ซึ่งผลการวิเคราะห์ยืนยันการเกิดหมู่ฟังก์ชันซัลโฟเนต และอนุภาคในระดับซับไมครอน โดยมีขนาดอนุภาคเฉลี่ย 1.6218 ไมโครเมตร และสามารถกระจายตัวในน้ำได้ดี เมื่อนำ BC-CNF-SO3- มาตกแต่งสำเร็จบนผ้าพอลิเอสเทอร์ พบว่าความสามารถในการดูดซึมน้ำของผ้าเพิ่มขึ้น โดยผ้าที่ใช้ความเข้มข้นร้อยละ 3 ให้ประสิทธิภาพดีที่สุด ด้วยเวลาดูดซึมน้ำเฉลี่ยเพียง 2 วินาทีหลังการซัก ซึ่งแสดงถึงความคงทนต่อการซักที่ดี ในส่วนของการสังเคราะห์ QDs จากน้ำหมึกของหมึกกระดอง พบว่าอนุภาคมีขนาดอยู่ในช่วง 4-6 นาโนเมตร และแสดงความสามารถในการเรืองแสงภายใต้แสงอัลตราไวโอเลต โดยการเติมเอทิลีนไดเอมีน (EDA) ในปริมาณ 2 มิลลิลิตร ให้ค่าความเข้มของการเรืองแสงสูงสุด เมื่อนำ สารละลายควอนตัมดอตจากน้ำหมึกที่สังเคราะห์โดยเติมเอทิลีนไดเอมีน 2 มิลลิลิตร (EDA 2) ที่สังเคราะห์มาตกแต่งสำเร็จบนผ้าไนลอน พบว่าปริมาณ สารละลายควอนตัมดอตจากน้ำหมึกของหมึกกระดองที่สังเคราะห์โดยเติมเอทิลีนไดเอมีน 2 มิลลิลิตร (EDA 2) โดยใช้สารละลายปริมาตร 1 มิลลิลิตร ให้ความเข้มการเรืองแสงสูงสุด โดยก่อนซัก ค่าโดยประมาณ 180–190 a.u. และหลังซัก ค่าโดยประมาณ 110–120 a.u. โดยมีความคงทนต่อการซักดี ผลการวิจัยสรุปได้ว่า การประยุกต์ใช้ในการตกแต่งสำเร็จสิ่งทอ สามารถเพิ่มความสามารถในการดูดซึมน้ำของผ้าพอลิเอสเทอร์ และความสามารถในการเรืองแสงบนผ้าไนลอน
ผลการสอนซ่อมเสริมภาษาไทยโดยใช้วิธีดิกโทกลอสที่มีต่อการฟังเพื่อความเข้าใจของนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์, กุลสตรี มันทิกะ
ผลการสอนซ่อมเสริมภาษาไทยโดยใช้วิธีดิกโทกลอสที่มีต่อการฟังเพื่อความเข้าใจของนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์, กุลสตรี มันทิกะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจของนักเรียน ก่อนและหลังได้รับการสอนซ่อมเสริมภาษาไทยโดยใช้วิธีดิกโทกลอสทั้งในภาพรวมและจำแนกตามระดับการฟัง และ 2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจของนักเรียนระหว่างได้รับการสอนซ่อมเสริมภาษาไทยโดยใช้วิธีดิกโทกลอส ตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จำนวน 25 คน โดยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการฟัง เพื่อความเข้าใจและแผนการจัดกิจกรรม ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจโดยภาพรวมหลังได้รับการสอนซ่อมเสริมสูงกว่าก่อนได้รับการสอนซ่อมเสริมอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาจำแนกตามระดับการฟังเพื่อความเข้าใจ พบว่า ทั้ง 5 ระดับ มีคะแนนเฉลี่ยหลังได้รับการสอนซ่อมเสริมสูงกว่าก่อนได้รับการสอนซ่อมเสริมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนระหว่างได้รับการสอนซ่อมเสริมภาษาไทยโดยใช้วิธีดิกโทกลอส พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจหลังการสอนสูงกว่าก่อนการสอนในทุกระดับการฟัง
แนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาละครชาตรีของจังหวัดเพชรบุรี, จิณห์จุฑา สุวรรณ์คัมภีระ
แนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาละครชาตรีของจังหวัดเพชรบุรี, จิณห์จุฑา สุวรรณ์คัมภีระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง แนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาละครชาตรีของจังหวัดเพชรบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์คุณค่าภูมิปัญญาละครชาตรีของจังหวัดเพชรบุรี 2) วิเคราะห์การสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาละครชาตรีของจังหวัดเพชรบุรี และ 3) นำเสนอแนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาละครชาตรีของจังหวัดเพชรบุรี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตภาคสนาม ผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยครูละครชาตรี ศิลปินท้องถิ่น ผู้สืบสาน ผู้เรียน และผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปวัฒนธรรม รวมจำนวน 30 คน ผลการวิจัยพบว่า ละครชาตรีเพชรบุรีมีคุณค่าภูมิปัญญาหลัก 3 ด้าน ได้แก่ (1) คุณค่าด้านสุนทรียศาสตร์ สะท้อนความงามของท่ารำ เสียงดนตรี และภาษาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ (2) คุณค่าด้านจริยศาสตร์ ถ่ายทอดผ่านพิธีไหว้ครู ครอบครู และบทละครที่สอนคุณธรรม ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และการรู้จักตน (3) คุณค่าวัฒนธรรม ซึ่งละครชาตรีทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้คนในชุมชน เป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม และเป็นเวทีในการอนุรักษ์อัตลักษณ์ของจังหวัดเพชรบุรี การสืบสานดำเนินการผ่านระบบ ครูสู่ศิษย์ และการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ในพิธีกรรมจริง ส่งผลให้ผู้เรียนได้รับทั้งทักษะทางศิลปะและคุณธรรมทางใจ รวมถึงการบูรณาการเข้ากับระบบการศึกษาและสื่อร่วมสมัยเพื่อขยายฐานผู้เรียนและผู้ชม แนวทางการสืบสานที่เหมาะสมประกอบด้วย 3 มิติ คือ (1) การอนุรักษ์อย่างมีชีวิต (2) การพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ และ (3) การมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งทั้งหมดมุ่งสู่การธำรงคุณค่าและพัฒนาศิลปะการแสดงพื้นบ้านให้คงอยู่ได้อย่างยั่งยืน
นวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผูู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย, ชรินรัตน์ ทองเป็นใหญ่
นวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผูู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย, ชรินรัตน์ ทองเป็นใหญ่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความเข้มแข็งทางจิตใจ (resilience) เป็นกระบวนการที่เด็กและเยาวชนในปัจจุบันจำเป็นจะต้องมีเพื่อที่จะรับมือกับความยากลำบากและความท้าทายในชีวิต ความเข้มแข็งทางจิตใจสามารถส่งเสริมได้ตั้งแต่ปฐมวัยและผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดคือผู้ปกครองซึ่งมักจะถูกจำกัดบทบาทการมีส่วนร่วมในโรงเรียน จากสภาพปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย และ 3) พัฒนานวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาระดับความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้ปกครองนักเรียนชั้นอนุบาลของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 381 คน โดยได้กลุ่มตัวอย่างเริ่มจากการสุ่มแบบง่าย (simple random sampling) และเพิ่มเติมด้วยการได้กลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (convenience sampling) เพื่อให้ครบจำนวนที่กำหนด เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินระดับความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน ครูอนุบาล และผู้ปกครองนักเรียนชั้นของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 603 คน โดยได้กลุ่มตัวอย่างเริ่มจากการสุ่มแบบง่าย (simple random sampling) และเพิ่มเติมด้วยการได้กลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (convenience sampling) เพื่อให้ครบจำนวนที่กำหนด เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามความต้องการจำเป็นในการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองฯ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 3 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยใช้ทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เพื่อพัฒนานวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย โดยใช้การทดสอบนวัตกรรมเชิงกระบวนการและสื่อการเรียนรู้ และการสนทนากลุ่มจาก ผู้บริหารโรงเรียน ครูอนุบาล และผู้ปกครองนักเรียนชั้นของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 1 โรง จำนวน 7 คน ใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง ระยะเวลาทดสอบ 4 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา การจัดกลุ่มข้อมูลและการสังเคราะห์บทสรุป และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความเข้มแข็งทางจิตใจ ด้านการกำกับตนเอง อยู่ในระดับค่อนข้างมาก 2) ความต้องการจำเป็นของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง พบว่า …
ผลของวิธีการสอนโดยการใช้เทคนิคการตั้งคำถามที่มีต่อการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ณัฐดนัย นิรุตติ์เมธีกุล
ผลของวิธีการสอนโดยการใช้เทคนิคการตั้งคำถามที่มีต่อการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ณัฐดนัย นิรุตติ์เมธีกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถาม และ (2) วิเคราะห์ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถาม ที่มีต่อทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งอยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ภาคการศึกษาต้น ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้องเรียน 29 คน ระยะเวลาในการวิจัย คือ 15 คาบเรียน คาบเรียนละ 50 นาที โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที และการจัดกลุ่มข้อมูล เพื่อเสนอข้อค้นพบของการวิจัยผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้(1) นักเรียนที่่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการใช้เทคนิคการตั้งคำถาม พบว่า คะแนนเฉลี่ยของทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเฉพาะทักษะด้านการวิเคราะห์และการประเมิน อย่างไรก็ตามทักษะด้านการแปลความ การอนุมาน และการอธิบาย ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(2) การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถาม ที่มีต่อทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน แบ่งเป็น 2.1) ขั้นการตั้งคำถาม ไม่สามารถส่งเสริมทักษะการแปลความของนักเรียนได้ หากปราศจากความรู้พื้นฐานในประเด็นที่ศึกษา 2.2) ขั้นการพัฒนาคำถาม สามารถส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ผ่านกิจกรรมการจำแนกประเภทคำถามปลายเปิดและปลายปิด 2.3) ขั้นการจัดลำดับความสำคัญของคำถาม สามารถส่งเสริมทักษะการประเมินของนักเรียน ผ่านกิจกรรมการคัดเลือกคำถามที่มีคุณภาพ ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ แต่ไม่สามารถส่งเสริมทักษะการอธิบาย อย่างเป็นเหตุเป็นผลได้ 2.4) ขั้นการสะท้อนความคิดและการนำไปใช้ สามารถส่งเสริมทักษะการควบคุมตนเองได้ ผ่านกิจกรรมการสะท้อนการเรียนรู้ของตนเอง
การจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามแนวคิดการสร้างความรู้เชิงสังคม เพื่อเสริมสร้างการอ่านเพื่อความเข้าใจและความผูกพันกับการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฏฐภัทร มูลหิลัญจน์เดชา
การจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามแนวคิดการสร้างความรู้เชิงสังคม เพื่อเสริมสร้างการอ่านเพื่อความเข้าใจและความผูกพันกับการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฏฐภัทร มูลหิลัญจน์เดชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามแนวคิดการสร้างความรู้เชิงสังคม 2) เพื่อเปรียบเทียบความผูกพันกับการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนและหลังได้รับ การจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามแนวคิดการสร้างความรู้เชิงสังคม ตัวอย่างวิจัย ได้แก่ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชลบุรี จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบการอ่านเพื่อความเข้าใจ แบบวัดความผูกพันกับการอ่าน และแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านวรรณคดีไทยเพื่อความเข้าใจตามแนวคิดการสร้างความรู้เชิงสังคม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามแนวคิดการสร้างความรู้เชิงสังคม หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ทั้งในภาพรวมและจำแนกตามระดับการอ่านสูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) คะแนนเฉลี่ยความผูกพันกับการอ่านของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามแนวคิดการสร้างความรู้เชิงสังคม หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ทั้งในภาพรวมและจำแนกตามองค์ประกอบสูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05
แนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา, ณัฐพรรษ สอนประสาร
แนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา, ณัฐพรรษ สอนประสาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพ และปัญหาการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนรวมวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา 2) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการคำนวณโดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) และการสุ่มแบบเป็นชั้นภูมิ (แบ่งชั้น) (Stratified Sampling) โดยจำแนกโรงเรียนตามภูมิภาคทั้ง 4 ภาค และใช้การจัดสรรกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วน (Proportional Allocation) ดำเนินการส่งแบบสอบถามไปยังครูที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด 285 ฉบับ และได้รับการตอบกลับมาอย่างสมบูรณ์จำนวน 228 ฉบับ คิดเป็น ร้อยละ 80 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสอบถามเกี่ยวกับแนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.6-1.0 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) โรงเรียนส่วนใหญ่มีความตั้งใจจัดการเรียนรวมวิชาพลศึกษา แต่ยังขาดบุคลากรเฉพาะทางและระบบการบริหารจัดการที่ชัดเจน จึงต้องพึ่งพารูปแบบที่ยืดหยุ่นมากกว่ารูปแบบมาตรฐาน (SEAT Framework) 2) แนวทางการเรียนรวมตาม SEAT Framework มีจุดเด่นด้านการจัดการเรียนรวมวิชาพลศึกษาให้กับผู้เรียนและกิจกรรมการเรียนการสอน ที่ได้รับการสนับสนุนจากครูผู้สอนเป็นอย่างดี แต่ยังมีจุดด้อยด้านสภาพสิ่งแวดล้อม ด้านเครื่องมือ โดยเฉพาะอุปกรณ์เฉพาะในการเรียนวิชาพลศึกษาของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ และด้านครูการศึกษาพิเศษที่มีจำนวนน้อย บางโรงเรียนไม่มีครูเหล่านี้ จึงเป็นแนวทางที่ควรปรับปรุงอย่างเร่งด่วน
การพัฒนารูปแบบการสอนภาษาโดยใช้ภาระงานเป็นฐานร่วมกับการให้ข้อมูลป้อนกลับด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงวิพากษ์และการมีส่วนร่วมของนักเรียน, ณัฐวุฒิ จิโนวัฒน์
การพัฒนารูปแบบการสอนภาษาโดยใช้ภาระงานเป็นฐานร่วมกับการให้ข้อมูลป้อนกลับด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงวิพากษ์และการมีส่วนร่วมของนักเรียน, ณัฐวุฒิ จิโนวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนภาษาโดยใช้ภาระงานเป็นฐานร่วมกับการให้ข้อมูลป้อนกลับด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงวิพากษ์และการมีส่วนร่วมของนักเรียน 2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการสอนฯ และ 3) เพื่อรับรองรูปแบบการสอนฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ คือ ผู้เชี่ยวชาญ 2 ด้าน ได้แก่ ด้านภาษาไทย จำนวน 3 คน และด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จำนวน 2 คน รวมจำนวน 5 คน โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นสำหรับผู้เชี่ยวชาญ 2) แบบประเมินรูปแบบการสอนฯ 3) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนฯ 4) แบบประเมินทักษะการเขียนเชิงวิพากษ์ 5) แบบประเมินตนเองในการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และ 6) แบบประเมินรับรองรูปแบบการสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติ Repeated Measurement ANOVA และ Post-Hocผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบสำคัญ 7 ประการ ได้แก่ ภาระงานการเขียน ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง ข้อมูลป้อนกลับ เกมมิฟิเคชัน ผู้สอน ผู้เรียน และการประเมิน และมีขั้นตอนสำคัญ 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นก่อนปฏิบัติภาระงาน ขั้นปฏิบัติภาระงาน และขั้นหลังปฏิบัติภาระงาน ผลการทดลองใช้รูแบบการสอนฯ พบว่า คะแนนทักษะการเขียนเชิงวิพากษ์ของผู้เรียนหลังเรียนมีค่าสูงกว่าทั้งช่วงก่อนเรียน และระหว่างเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และผลการสังเกตพฤติกรรมทั้ง 4 ด้าน พบว่านักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ มีทักษะการคิดวิเคราะห์และสามารถนำข้อมูลป้อนกลับจากปัญญาประดิษฐ์ไปพัฒนางานเขียนของตนเองได้อย่างสร้างสรรค์ ทั้งยังมีส่วนร่วมกับเพื่อนและกิจกรรมในระดับสูง
พหุกรณีศึกษาเชิงเปรียบเทียบเกี่ยวกับความเชื่อทางญาณวิทยาวิทยาศาสตร์และแนวปฏิบัติของครูวิทยาศาสตร์ชาวไทยและชาวต่างชาติ, ณิชา ทีทา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อเปรียบเทียบความเชื่อทางญาณวิทยาวิทยาศาสตร์ของครูวิทยาศาสตร์ไทยและครูชาวต่างชาติและ 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อทางญาณวิทยาวิทยาศาสตร์และแนวปฏิบัติของครูแต่ละกลุ่ม กลุ่มที่ศึกษาคือ ครูไทย 5คน และครูชาวต่างชาติ 4 คน ในจังหวัดขอนแก่น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกตชั้นเรียน แบบวิเคราะห์แผน และแบบสอบถาม ซึ่งเครื่องมือทั้งหมดมีค่า IOC 0.50 ขึ้นไป เมื่อ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาโดยนำผลจากข้อมูลมาเปรียบเทียบเพื่อหาความคล้ายคลึงและความแตกต่างระหว่างครูไทยและครูชาวต่างชาติ ผลการวิจัยพบว่า (1) ครูไทยมีความเชื่อทางญาณวิทยาซับซ้อนน้อยกว่าครูชาวต่างชาติที่มีความเชื่อที่ซับซ้อนกว่าเกือบทุกองค์ประกอบ (2) แนวปฏิบัติของครูไทยค่อนข้างเน้นครูเป็นศูนย์กลางและถูกจำกัดด้วยบริบทโรงเรียน ในขณะที่ครูชาวต่างชาติเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและใช้วิธีการสืบสอบมากกว่า (3) ความเชื่อของครูไทยไม่ส่งผลต่อแนวปฏิบัติโดยตรง เนื่องจากข้อจำกัดด้านหลักสูตร เวลา และการประเมินผล แสดงให้เห็นความไม่สอดคล้องระหว่างความเชื่อและการปฏิบัติ ในขณะที่ครูชาวต่างชาติระบุว่าความเชื่อส่งผลต่อแนวปฏิบัติ และมีความสอดคล้องสูงกว่า การวิจัยชี้ให้เห็นว่าบริบทมีอิทธิพลสำคัญต่อการนำความเชื่อไปสู่การปฏิบัติของครูไทย
วิถีวชิราวุธ : รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์, พรธิวา พรมน้ำฉ่า
วิถีวชิราวุธ : รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์, พรธิวา พรมน้ำฉ่า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าของวิถีวชิราวุธที่เสริมสร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามพลวัตการจัดการศึกษาในบริบทไทย และ 2) เพื่อนำเสนอรูปแบบการจัดการศึกษาของวิถีวชิราวุธเพื่อเสริมสร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย การวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์เชิงพรรณนา การวิเคราะห์เชิงตีความ และการสังเคราะห์เชิงอุปนัย การรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย การศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ผู้บริหาร ครู ผู้กำกับคณะ กลุ่มที่ 2 นักเรียนเก่า ผู้ปกครอง และกลุ่มที่ 3 นักเรียนวชิราวุธวิทยาลัย การวิจัยภาคสนามโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย และการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการวิจัยพบว่า วชิราวุธวิทยาลัยอบรมนักเรียนตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว 3 ประการ ได้แก่ ผู้มีศาสนา หมายถึง บุคคลที่มีศีลธรรมเป็นหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจและมีคุณธรรมในการดำเนินชีวิต ผู้ดี หมายถึง บุคคลที่มีความประพฤติดี สะอาดทั้งกาย วาจา ใจ และรู้จักกาลเทศะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ผู้มีความรู้ หมายถึง บุคคลที่มีสติปัญญาความรู้ในการดำรงชีวิตและ คุณค่าของวิถีวชิราวุธประกอบด้วย 3 ประการ คือ 1) คุณค่าด้านประวัติศาสตร์ สะท้อนพลวัตการจัดการศึกษา แบ่งเป็น 5 ยุคของผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ได้แก่ ยุคที่ 1 ได้มีการวางรากฐานการศึกษาที่ผสานวิชาการ คุณธรรม และภาวะผู้นำตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยุคที่ 2 เน้นการพัฒนาคุณธรรม ความรับผิดชอบ และทักษะชีวิต เพื่อรองรับสังคมประชาธิปไตยและการปรับตัวหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคที่ 3 เสริมสร้างทักษะด้านเทคโนโลยีและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เพื่อเตรียมผู้เรียนสู่สังคมโลกที่เปลี่ยนแปลง ยุคที่ 4 การจัดการศึกษาที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี โดยเน้นความรู้ คุณธรรม และทักษะสังคม เพื่อเตรียมผู้เรียนสู่ยุคโลกาภิวัตน์และยุคดิจิทัล ยุคที่ 5 เสริมสร้างทักษะดิจิทัลควบคู่คุณธรรม การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้สอดรับกับสังคมในศตวรรษที่ 21 2) คุณค่าด้านจริยศาสตร์ พบจากการฝึกจรรยาและการปลูกฝังคุณธรรมผ่านกิจวัตรประจำวัน การใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำ หลักสูตรและกิจกรรม ซึ่งหล่อหลอมความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ …
ความชุกและความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บในนักดนตรีซอไทย, พฤฒิธเรศ แสงศิรินาวิน
ความชุกและความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บในนักดนตรีซอไทย, พฤฒิธเรศ แสงศิรินาวิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาปัญหาความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและโครงกระดูกที่เกี่ยวข้องกับการเล่นดนตรี (Playing-Related Musculoskeletal Disorders: PRMDs) ในกลุ่มนักดนตรีซอไทย (ซออู้ ซอด้วง และซอสามสาย) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอีกทั้งยังมีข้อมูลเชิงประจักษ์ด้านการบาดเจ็บเฉพาะกลุ่มนักดนตรีซอในประเทศไทยค่อนข้างจำกัด งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาความชุกของอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในนักดนตรีซอไทย และ 2) เพื่อประเมินความเสี่ยงทางกายรศาสตร์ต่อการบาดเจ็บจากท่าทางการบรรเลงใช้ระเบียบวิธีวิจัยพหุวิธีแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional Multimethod Design) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่าน 3 เครื่องมือหลัก ได้แก่ 1) การสำรวจความชุกด้วยแบบสอบถามที่ประยุกต์จาก Nordic Questionnaire ในกลุ่มตัวอย่างนักดนตรีซอไทยจำนวน 61 คน 2) การสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มผู้ที่มีประวัติการรักษาทางการแพทย์จำนวน 9 คน เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยและผลกระทบเชิงลึก และ 3) การประเมินความเสี่ยงทางกายรศาสตร์ด้วยวิธี Rapid Entire Body Assessment (REBA) ในกลุ่มตัวอย่างผู้เรียนจำนวน 19 คน เพื่อวิเคราะห์ท่าทางการบรรเลง พร้อมทั้งวิเคราะห์เปรียบเทียบความเสี่ยงกับท่าทางขณะนั่งเก้าอี้ ที่ปรากฏในกลุ่มตัวอย่างบางส่วน จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลความชุก (Prevalence) ด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ด้วย thematic analysis และสรุประดับความเร่งด่วนในการปรับปรุงจากเกณฑ์ Action level ของ REBAผลการวิจัยพบว่า นักดนตรีซอไทยมีอัตราความชุกของอาการบาดเจ็บสูงถึงร้อยละ 98.4 โดยเฉพาะในกลุ่มนักดนตรีซอด้วงและซอสามสายที่พบประวัติอาการบาดเจ็บถึงร้อยละ 100 บริเวณร่างกายที่พบอาการบาดเจ็บสูงสุดขณะบรรเลง คือ นิ้วมือ (ร้อยละ 91.8) รองลงมาคือ ขา (ร้อยละ 85.2) และมือ (ร้อยละ 83.6) ทั้งนี้ "ขา" เป็นตำแหน่งที่พบระดับความเจ็บปวดรุนแรงที่สุด ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับวัฒนธรรมการนั่งพับเพียบผลการประเมินความเสี่ยงด้วย REBA ชี้ให้เห็นว่า ท่าทางการนั่งพับเพียบขณะบรรเลงมีความเสี่ยงอยู่ในระดับ "สูงมาก" (Very High Risk) มีคะแนนเฉลี่ย 11.00 คะแนน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขทันที สาเหตุหลักเกิดจากการนั่งพับเพียบและการรับน้ำหนักแบบคงที่ (Static Loading) …
นวัตกรรมการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม, พฤฒยา เลิศมานพ
นวัตกรรมการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม, พฤฒยา เลิศมานพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงคุณธรรมของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม และ 3) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงคุณธรรมของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัด สพฐ. จำนวน 380 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือวิจัยคือแบบวัดระดับภาวะผู้นำเชิงคุณธรรมของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 62 เขต ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและครูที่ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัด สพฐ. จำนวน 760 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือวิจัยคือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 3 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยใช้ทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เพื่อพัฒนานวัตกรรมการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาและตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม โดยใช้การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่มและการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 17 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา การจัดกลุ่มข้อมูลและการสังเคราะห์บทสรุป และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงคุณธรรมของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.85, SD = 0.37) 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม พบว่า ด้านการเรียนรู้แบบกลุ่ม (PNImodified = 0.158) มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงที่สุด 3) นวัตกรรมการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ได้เป็นนวัตกรรมเชิงกระบวนการ ซึ่งประกอบด้วย 3 นวัตกรรมย่อย ได้แก่ (1) นวัตกรรมค่ายผู้นำเชิงคุณธรรม (Virtuous Camp) (2) นวัตกรรม E-Virtuous Interactive และ …
กิจกรรมการอ่านตามรูปแบบการเรียนการสอนแบบสืบสอบเป็นกลุ่ม เพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้การอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, พีระวัฒน์ วิบูลย์กุล
กิจกรรมการอ่านตามรูปแบบการเรียนการสอนแบบสืบสอบเป็นกลุ่ม เพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้การอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, พีระวัฒน์ วิบูลย์กุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการอ่านตามรูปแบบการเรียนการสอนแบบ สืบสอบเป็นกลุ่มที่มีต่อความฉลาดรู้การอ่านของผู้เรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างวิจัยได้แก่ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษแห่งหนึ่งในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร จำนวน 38 คน ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 คาบ รวม 16 คาบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ตามกิจกรรมการอ่านตามรูปแบบการเรียนการสอนแบบสืบสอบเป็นกลุ่มร่วมกับ แนวทางการพัฒนาความฉลาดรู้การอ่าน แบบสอบกระบวนการอ่านและการนำผลการอ่านไปใช้ และแบบวัด ความผูกพันกับการอ่าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยความฉลาดรู้การอ่านของผู้เรียนหลังได้รับการจัดกิจกรรมการอ่านตามรูปแบบการเรียนการสอนแบบสืบสอบเป็นกลุ่มทั้งในภาพรวมและจำแนกตามองค์ประกอบสูงกว่าก่อนได้รับ การจัดกิจกรรมการอ่านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนากิจกรรมสตรีทอาร์ตเชิงปฏิสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าอัตลักษณ์ชุมชนสำหรับนักศึกษาวิจิตรศิลป์, พิมพ์ชนก ขัติยะ
การพัฒนากิจกรรมสตรีทอาร์ตเชิงปฏิสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าอัตลักษณ์ชุมชนสำหรับนักศึกษาวิจิตรศิลป์, พิมพ์ชนก ขัติยะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาวิเคราะห์องค์ความรู้และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากิจกรรมสตรีทอาร์ตเชิงปฏิสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าอัตลักษณ์ชุมชนสำหรับนักศึกษาวิจิตรศิลป์ 2. เพื่อพัฒนากิจกรรมสตรีทอาร์ตเชิงปฏิสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าอัตลักษณ์ชุมชนสำหรับนักศึกษาวิจิตรศิลป์ และ 3. เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้กิจกรรมสตรีทอาร์ตเชิงปฏิสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าอัตลักษณ์ชุมชนสำหรับนักศึกษาวิจิตรศิลป์ งานวิจัยฉบับนี้เป็นงานวิจัยและพัฒนา โดยแบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาข้อมูลวิเคราะห์องค์ความรู้และพัฒนากิจกรรม โดยการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับการสัมภาษณ์ ก่อนจะนำมาพัฒนาเป็นกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาวิจิตรศิลป์ 4 คน อาจารย์วิจิตรศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย 1 คน ศิลปินสตรีทอาร์ต 1 คน และคนในชุมชนฝั่งหมิ่น จํานวน 2 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ ระยะที่ 2 การศึกษาผลการทดลองใช้กิจกรรม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพด้านวิจิตรศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ระดับปวช.2 19 คน อาจารย์วิจิตรศิลป์วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย 1 คน ศิลปินสตรีทอาร์ต 2 คน และคนในชุมชนฝั่งหมิ่น 10 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินการเห็นคุณค่าอัตลักษณ์ชุมชน แบบสังเกตพฤติกรรม แบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อกิจกรรม และ แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นที่มีต่อกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ว่า องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย ศิลปศึกษาที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ศิลปะสาธารณะ การคิดเชิงออกแบบ การเห็นคุณค่าและสตรีทอาร์ตเชิงปฏิสัมพันธ์ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย ชุมชน พื้นที่ และเครือข่าย กิจกรรมที่พัฒนาขึ้นมีแนวทาง 5 ข้อ คือ 1) การเรียนรู้เชิงคุณค่าผ่านประสบการณ์ตรง 2) การใช้ความต้องการของชุมชนเป็นโจทย์ในการสร้างสรรค์ผลงาน 3) การคัดสรรพื้นที่สร้างงานสตรีทอาร์ตเชิงปฏิสัมพันธ์ที่เหมาะสม 4) ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเครือข่าย และ 5) ถ่ายทอดผลการเรียนรู้อัตลักษณ์ชุมชนผ่านสตรีทอาร์ตเชิงปฏิสัมพันธ์ กระบวนการจัดกิจกรรมมี 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) เรียนรู้สตรีทอาร์ต รู้จักชุมชน …
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้เรื่องเศรษฐกิจสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, รณจักร ยั่งยืน
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้เรื่องเศรษฐกิจสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, รณจักร ยั่งยืน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความฉลาดรู้เรื่องเศรษฐกิจสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้เรื่องเศรษฐกิจสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น การวิจัยแบ่งเป็นสองระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะห์เอกสาร หลักสูตรและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และการเรียนการสอน จำนวน 5 คน ใช้แบบวิเคราะห์เอกสารและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา และตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ ระยะที่ 2 การพัฒนาและทดลองใช้แนวทางการจัดการเรียนการสอนตามกรอบแนวคิด PACE (Practice, Analyze, Create, Empower) โดยเสนอร่างต่อผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน เพื่อประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความตรงเชิงเนื้อหา และปรับปรุงก่อนนำไปใช้กับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์ 6 แห่ง จำนวน 144 คน เป็นเวลา 7 คาบเรียน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยชุดกิจกรรม แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินผลงาน และแบบสะท้อนคิด ผลการวิจัยพบว่า 1) ความฉลาดรู้เรื่องเศรษฐกิจสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านระบบเศรษฐกิจ (2) ด้านการผลิต (3) ด้านการบริโภค และ (4) ด้านการเงินและการลงทุน 2) แนวทางการจัดการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ตามกรอบ PACE เป็นแนวทาง 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) P (Practice) พัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ และการทำงานเป็นทีม (2) A (Analyze) พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ โดยเฉพาะการประเมินข้อมูลและตัวชี้วัด (3) C (Create) พัฒนาทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการแก้ปัญหา และ (4) E (Empower) พัฒนาทักษะการสื่อสารและการเป็นผู้นำ 3) ผลการทดลองใช้แนวทางการจัดการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ตามกรอบ PACE แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีพัฒนาการด้านความฉลาดรู้เรื่องเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ วางแผน และตัดสินใจทางเศรษฐกิจบนฐานเหตุผลอย่างมีวิจารณญาณ รวมถึงแสดงพฤติกรรมเชิงประจักษ์ เช่น การวางแผนการใช้เงินอย่างมีเหตุผลและการอธิบายเหตุผลทางเศรษฐกิจได้
การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์, รุ่งรัตน์ ผลสวัสดิ์
การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์, รุ่งรัตน์ ผลสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและความต้องการในการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ 2) พัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ 3) นำเสนอปัจจัยแห่งความสำเร็จและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้โปรแกรมการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ที่พัฒนาขึ้น ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานวิธี ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยใช้การทดลองแบบกลุ่มทดลองเดียว มีการวัดผลก่อนและหลังการทดลอง ซึ่งครอบคลุมการวิจัย 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาปัญหาและความต้องการ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่มกับผู้เข้าร่วม 7 คน ประกอบไปด้วย ผู้บริหาร อาจารย์แพทย์ แพทย์ประจำบ้าน เพื่อระบุประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะการวิจัย ระยะที่ 2 พัฒนาและทดลองโปรแกรม โดยโปรแกรมพัฒนาขึ้นด้วยบูรณาการร่วมกัน 3 แนวคิด ประกอบไปด้วย แนวคิดการศึกษานอกระบบโรงเรียนของ Boyle (1981) แบบจำลองการศึกษานอกระบบโรงเรียนของ Boyle (1981) โดยใช้แนวคิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยนการชี้นำตนเอง 7 ขั้นตอนของ Knowles (1975;1980) และแนวคิดหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแแพทย์ของ Sackett (1997;2000) เป็นเนื้อหา กลุ่มทดลองประกอบด้วย อาจารย์แพทย์ และแพทย์ประจำบ้าน จำนวน 30 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินทักษะการวิจัย และแบบสอบถามความพึงพอใจ ระยะที่ 3 ศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จและปัจจัยที่เป็นอุปสรรค ใช้การสัมภาษณ์เพื่อระบุปัจจัยแห่งความสำเร็จและอุปสรรคที่พบในระหว่างการใช้งานโปรแกรม ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัญหาและความต้องการ โดยปัญหาถูกจัดประเภทเป็น 3 บริบทที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ 1) หลักสูตรและการเรียนการสอน 2) ผู้เรียน และกระบวนการเรียนรู้ 3) สภาพแวดล้อม และแหล่งเรียนรู้ ส่วนความต้องการประกอบด้วยแนวคิดพื้นฐานด้านการวิจัย วิธีการวิจัยที่เหมาะสม และการใช้การวิจัยบนพื้นฐานเชิงประจักษ์อย่างมีเหตุผล ขณะที่การพัฒนาทักษะวิจัยจำเป็นต้องอาศัยการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ 2. โปรแกรมการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1) วัตถุประสงค์ 2) ผู้เรียน 3) ผู้สอน 4) เนื้อหาสาระ 5) กิจกรรมการเรียนรู้ 6)แหล่งเรียนรู้ด้วยตนเอง 7) การติดตามและการประเมินผลการเรียนรู้ ผลการใช้โปรแกรมพบว่า ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ของกลุ่มทดลอง คะแนนความรู้การวิจัยหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง โดยพบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้การวิจัยมีนัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ …