Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 10441 - 10470 of 37842

Full-Text Articles in Entire DC Network

การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การและความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การ โดยมีความคล่องตัวของพนักงานเป็นตัวแปรกำกับ, รุ้งรัชนี ลีวงศ์เจริญ Jan 2021

การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การและความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การ โดยมีความคล่องตัวของพนักงานเป็นตัวแปรกำกับ, รุ้งรัชนี ลีวงศ์เจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษาวิจัยเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การและความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การ โดยมีความคล่องตัวของพนักงานเป็นตัวแปรกำกับ ผู้เข้าร่วมการวิจัยในครั้งนี้คือ พนักงานปฎิบัติงานในกลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์ของไทยสาขาต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครทั้งหมด 5 องค์การ โดยมีผู้เข้าร่วมการวิจัยทั้งสิ้น 306 คน เก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ และทำการวิเคราะห์สมมติฐานด้วยการทดสอบตัวแปรกำกับ ผ่านการวิเคราะห์การถดถอยพหุเชิงชั้นในโปรแกรม SPSS ซึ่งผลการวิจัยในครั้งนี้พบว่า บรรยากาศองค์การด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้านระบบเปิดมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การในบางด้าน ในขณะที่ด้านกระบวนการภายในมีความสัมพันธ์ทางลบกับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การบางด้าน ส่วนด้านการกำหนดเป้าหมายอย่างมีเหตุผลพบว่าไม่มีความสัมพันธ์กับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การแต่อย่างใด นอกจากนี้สำหรับบทบาทการเป็นตัวแปรกำกับของความคล่องตัวของพนักงานพบว่า ความสามารถเชิงรุกเป็นตัวแปรกำกับทางบวกในความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การด้านมนุษยสัมพันธ์และความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การในบางด้าน ส่วนความยืดหยุ่นเป็นตัวแปรกำกับทางบวกในความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การด้านระบบเปิดและความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การในบางด้าน และความคล่องตัวของพนักงานทั้งด้านความสามารถเชิงรุก การปรับตัว และความยืดหยุ่นก็ยังเป็นตัวแปรกำกับที่ช่วยลดความสัมพันธ์ทางลบระหว่างบรรยากาศองค์การด้านกระบวนการภายในและความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การในบางด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติอีกด้วย กล่าวคือพนักงานที่มีความคล่องตัวในระดับสูง มีแนวโน้มที่จะมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การสูงกว่าพนักงานที่มีความคล่องตัวในระดับต่ำ ดังนั้นความคล่องตัวของพนักงานจึงถือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การเช่นกัน


Synthesis And Biological Activities Of Chalcone Derivatives, Ade Danova Jan 2021

Synthesis And Biological Activities Of Chalcone Derivatives, Ade Danova

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Chalcones have drawn attention due to the simple structures and wide spectra of biological activities. Their core structure bearing diaryl rings with α,β-unsaturated ketone was generated easily using Claisen-Schmidt condensation. In this study, one hundred and eight chalcones and their derivatives were synthesized; among them, twenty-five were disclosed as new compounds. All synthesized chalcones were well-characterized by means of spectroscopy and evaluated for their anti-cancer (A549) and anti-inflammatory activities, and α-glucosidase inhibition. For anti-cancer activity, 3',4',5'-trimethoxyphenyl on the A ring, and hydroxy and methoxy groups on the B ring exhibited high potent inhibitory activity against A549 with three best potent …


Synthesis And Evaluation Of Hepatoprotective Effects Of A Tetrahydrocurcumin-Diglutaric Acid Prodrug, Nattapong Jongjitphisut Jan 2021

Synthesis And Evaluation Of Hepatoprotective Effects Of A Tetrahydrocurcumin-Diglutaric Acid Prodrug, Nattapong Jongjitphisut

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Alcoholic liver disease (ALD) is a significant public health problem worldwide. Numerous natural molecules, including curcumin, have been extensively studied as potential treatment agents for ALD. Tetrahydrocurcumin (THC), the reductive metabolite of curcumin, was previously reported to exert the potent antioxidant activity against chemical-induced oxidative stress suggesting the potential of THC to be used as a protective agent for ALD. However, THC has poor water solubility limiting its pharmacological activity. In the present study, tetrahydrocurcumin-diglutaric acid (TDG) was synthesized. The solubility of TDG at pH 6.8 was higher than THC approximately 20 times with a logP value of 3.03. TDG …


Synergistic Effect Of Metal Ion Reduction And Nano-Titania Photocatalysis For Cyanate Degradation And Its Life Cycle Assessment, Atima Dubsok Jan 2021

Synergistic Effect Of Metal Ion Reduction And Nano-Titania Photocatalysis For Cyanate Degradation And Its Life Cycle Assessment, Atima Dubsok

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Environmental consequences of mining are becoming increasingly complex, especially the utilization of toxic chemicals in the mineral process. Specifically, in the gold mining operations, the various species of remaining cyanide in the tailings stream are potentially toxic and hazardous to human health and the environment. Although many studies have spotlighted on cyanide toxicity and their environmental health impacts, the focus on possible treatment techniques that can be applied to treat other toxic species is however limited. Cyanate, for instance, is an intermediate product from the destruction of cyanide in wastewater and known as a neurotoxic substance. Altogether, the remaining of …


A Study Of Work Ability And Associated Factors In Aging Office Workers With Non-Communicable Diseases And Musculoskeletal Disorders, Sara Rawdeng Jan 2021

A Study Of Work Ability And Associated Factors In Aging Office Workers With Non-Communicable Diseases And Musculoskeletal Disorders, Sara Rawdeng

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Aging workers has been linked with high prevalence of both musculoskeletal disorders (MSDs) and non-communicable diseases (NCDs). Health status has a significant impact on work ability. This study compared work ability, using the Work Ability Index (WAI), among aging office workers with and without MSDs and NCDs and determined factors associated with WAI scores. A cross-sectional study was conducted among office workers aged between 45-60 years. An online questionnaire was adopted to collect data. Analyses were conducted using Mann-Whitney U test and multivariable logistic regression model. The results of 689 workers, 34%, 13%, 12%, and 41% reported MSDs, NCDs, MSDs …


Comparison Between The Prevalence Of Probable Post-Traumatic Stress Disorder Among Different Flood Types In Thailand, Natakorn Ritbunyakorn Jan 2021

Comparison Between The Prevalence Of Probable Post-Traumatic Stress Disorder Among Different Flood Types In Thailand, Natakorn Ritbunyakorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Floods are one of the most common natural disasters in Thailand. Floods may have a long-term psychological impact on survivals. Post-traumatic stress disorder (PTSD) usually diagnosed among flood victims. However, there is limited information on PTSD from different flooding events in Thailand. This study aimed to determine the prevalence and associated factors of having probable PTSD among different flood types in Thailand. A secondary data analysis was performed using a dataset from previous cross-sectional survey conducted from 2019 to 2020 in Nakhon Sawan and Nakhon Si Thammarat provinces selected from the expert reviews’ discussion. The analysis was performed on 376 …


การพัฒนาหนังสือการ์ตูนเออาร์ด้วยเทคนิค Pwim เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, พีริยา หาญบำรุงธรรม Jan 2021

การพัฒนาหนังสือการ์ตูนเออาร์ด้วยเทคนิค Pwim เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, พีริยา หาญบำรุงธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหนังสือการ์ตูนเออาร์ด้วยเทคนิค PWIM 2) ศึกษาผลการใช้หนังสือการ์ตูนเออาร์ด้วยเทคนิค PWIM กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาผลการใช้หนังสือการ์ตูนเออาร์ด้วยเทคนิค PWIM คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมอย่างละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน แบบบันทึกการอ่านออกเสียงและการอ่านรู้เรื่อง แผนการจัดการเรียนรู้ หนังสือการ์ตูนเออาร์ด้วยเทคนิค PWIM วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และT-test ผลการวิจัยพบว่า หนังสือการ์ตูนเออาร์มีขั้นตอนการพัฒนาหนังสือการ์ตูนเออาร์ฯ ดังนี้ 1) การศึกษาเอกสารและวิเคราะห์ข้อมูล 2) การออกแบบ 3) การตรวจสอบเนื้อหา 4) การพัฒนาหนังสือ 5) การตรวจสอบสื่อหนังสือ 6) การนำไปใช้ 7) การประเมินผล องค์ประกอบของหนังสือการ์ตูนเออาร์ฯ ประกอบด้วย 1) การ์ตูนแอนิเมชั่น 2 มิติ และการ์ตูนประกอบเรื่อง 2) ตัวชี้วัดภาษาไทย 3) เนื้อเรื่อง 4) ตัวละคร 5) ความเป็นจริงเสริม ขั้นตอนการใช้มี 4 ขั้นตอนดังนี้ 1) การดูรูปภาพและระบุคำศัพท์ 2) การอ่านออกเสียงเพื่อเชื่อมโยงคำและรูป 3) การจัดกลุ่มคำหรือการคิดแบบอุปนัย 4) การนำไปใช้ และผลการวิเคราะห์ความสามารถในการอ่านก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มทดลองเก่ง กลาง อ่อนพบว่ากลุ่มทดลองทุกกลุ่มมีความสามารถในการอ่านหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ผลจากการวิเคราะห์ความสามารถในการอ่านหลังเรียนของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมพบว่ากลุ่มทดลองกลุ่มเก่ง กลาง อ่อนมีความสามารถในการอ่านหลังเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุมกลุ่มเก่ง กลาง อ่อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


สวัสดิการทางเศรษฐกิจและผลกระทบภายนอกของนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ณิชนันทน์ ขันกสิกรรม Jan 2021

สวัสดิการทางเศรษฐกิจและผลกระทบภายนอกของนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ณิชนันทน์ ขันกสิกรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชี้ว่า สัดส่วนของผู้รับผลประโยชน์ของนโยบายนี้ (ผู้ถือบัตร) เป็นคนไม่จนเกือบร้อยละ 90 ของผู้รับผลประโยชน์ทั้งหมด สะท้อนว่า นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีความคลาดเคลื่อนในการเจาะจงกลุ่มเป้าหมายจริง คือ คนจนไม่จริงได้รับประโยชน์ ในขณะที่คนจนจริงกลับไม่ได้รับประโยชน์ รวมถึง ยังไม่มีการติดตามและประเมินผลของนโยบายเชิงลึกในแง่ของพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่กำกับการใช้จ่ายเพื่อบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้น และห้ามใช้จ่ายเพื่อบริโภคสินค้าให้โทษหรือสินค้าฟุ่มเฟือย การศึกษานี้จึงศึกษามาตรการการแจกเงินภายใต้นโยบายดังกล่าว เพื่อวิเคราะห์อุปสงค์การบริโภคและคำนวณสวัสดิการเศรษฐกิจของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงศึกษาสวัสดิการเศรษฐกิจกรณีดำเนินนโยบายแบบจำกัดการบริโภคสินค้าให้โทษเทียบกับต้นทุนด้านสุขภาพจากการบริโภคสินค้าให้โทษ ผ่านแบบจำลอง LES (Linear Expenditure System) โดยใช้ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2562 ทั่วราชอาณาจักร จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ และวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐของผู้บริโภคสินค้าให้โทษจากข้อมูลการสำรวจภาคสนาม โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษาชี้ว่า นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยเพิ่มสวัสดิการเศรษฐกิจสูงขึ้น เนื่องจากได้รับเงินช่วยเหลือผ่านบัตร การบริโภคจึงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขจำกัดการบริโภคสินค้าให้โทษทำให้สวัสดิการทางเศรษฐกิจของผู้ถือบัตรสูญหายไปบางส่วน ซึ่งชดเชยได้ด้วยความสูญเสียทางสุขภาพที่ลดลง แม้โดยรวม ความสูญเสียทางสุขภาพที่ลดลง (275.01 ล้านบาทต่อปี) มีมูลค่าน้อยกว่าสวัสดิการทางเศรษฐกิจที่สูญหาย (389.38 ล้านบาทต่อปี) แต่มูลค่าสวัสดิการทางเศรษฐกิจที่สูญหายของกลุ่มบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ (40.52 ล้านบาทต่อปี) น้อยกว่าความสูญเสียทางสุขภาพที่ลดลง (58.38 ล้านบาทต่อปี) นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้บริโภคสินค้าให้โทษทั้ง 2 ประเภทที่ถือบัตรมีพฤติกรรมสลับกระเป๋าเงินอย่างชัดเจน คือ บริโภคทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์ยาสูบเพิ่มขึ้น แสดงว่า การจำกัดการบริโภคสินค้าให้โทษมิอาจควบคุมการบริโภคสินค้าให้โทษได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่เสพติดสินค้าให้โทษ หรือบริโภคสินค้าให้โทษเป็นประจำ


Deep Learning Approach On Symptom Questionnaire And Abdominal Radiography For Diagnosis Of Dyssynergic Defecation, Sornsiri Poovongsaroj Jan 2021

Deep Learning Approach On Symptom Questionnaire And Abdominal Radiography For Diagnosis Of Dyssynergic Defecation, Sornsiri Poovongsaroj

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Dyssynergic defecation is one of the most common causes of chronic constipation. It is a behavioral problem in which the pelvic floor muscles are unable to coordinate with the surrounding muscles and nerves to evacuate stool. Patients are required to undergo specialized tests only available at tertiary healthcare centers for diagnosis. The aim of this thesis is to develop deep learning-based models to prescreen potential patients from primary and secondary healthcare centers for further diagnostic tests by using easily obtainable data such as symptom questionnaire and abdominal radiography. First, we developed a model which uses symptom questionnaire as an input …


Mitigating Sinkhole Attack On Low-Power And Lossy Networks With Traffic Aware Scheduling Algorithm Using Dual Parent Mechanism, Tay Zar Bhone Maung Jan 2021

Mitigating Sinkhole Attack On Low-Power And Lossy Networks With Traffic Aware Scheduling Algorithm Using Dual Parent Mechanism, Tay Zar Bhone Maung

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Low-Power and Lossy Networks (LLN) are networks where all the routers and IoT devices are working on a limited power, memory, and computational energy. Due to the constrained structures of LLN networks such as limited resources, lossy connection and lack of physical security, security attacks can occur when routing in an LLN network. The Routing Protocol for Low-Power and Lossy Networks (RPL) was developed to meet the needs of multiple applications in the fields of Wireless Sensor Networks (WSN) and Internet of Things (IoT). Some sensor nodes in a RPL network are not strong enough to withstand a variety of …


Integer-Valued Polynomials Over Discrete Valuation Domains, Rattiya Meesa Jan 2021

Integer-Valued Polynomials Over Discrete Valuation Domains, Rattiya Meesa

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The classical theorem of Lucas states that binomial polynomials, which form a basis for integer-valud polynomials, satisfy a congruence relation, modulo a prime, related to their digits in the base prime representation. In this thesis, we define the Lucas property in the setting of discrete-valued structures and investigate when and where the Lucas property holds. General criteria are derived for bases of integervalued polynomials in this setting to satisfy the Lucas property. Examples of bases including those of Lagrange type and of Carlitz-like polynomials are worked out. In addition, one of the best known properties of binomial polynomials in the …


The Development Of A Wearable Device For Relieving The Lower Leg Muscles Fatigue, Warawarin Nitirojntanad Jan 2021

The Development Of A Wearable Device For Relieving The Lower Leg Muscles Fatigue, Warawarin Nitirojntanad

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Standing is considered one of the most practical working postures since our limbs have the greatest range of motion. Standing yields plenty of benefits, however, prolonged standing could lead not only to discomfort but also to musculoskeletal disorders (MSDs). This study aims to design and develop a device that could help relieve muscle fatigue in the lower leg as the effects of prolonged standing as well as to evaluate the proposed device. The basics of fatigue, the consequences of prolonged standing and walking, and a review of the existing interventions to cope with muscle fatigue are used in designing the …


Morphological Analysis And Morphometry Of The Occipital Condyle And Its Relation To Surrounding Structures: Implication In Craniovertebral Junction Surgery, Pakpoom Thintharua Jan 2021

Morphological Analysis And Morphometry Of The Occipital Condyle And Its Relation To Surrounding Structures: Implication In Craniovertebral Junction Surgery, Pakpoom Thintharua

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Anatomical knowledge of the occipital condyle (OC) and its relationships to surrounding structures is important for avoiding injury during craniovertebral junction (CVJ) surgeries such as the far lateral approach (FLA). Therefore, this study was conducted to evaluate the morphology and morphometry of OC and its relationship to digastric point (DP), foramen magnum (FM), jugular foramen (JF), and hypoglossal canal (HC). The study was performed on 100 dry skulls. Oval-like condyle was the most common OC shape, representing for 33.0% of all samples. The OC protruded into FM in 31.5 %. The average length, width and height of the OC were …


การพัฒนาเครื่องมือประเมินคุณภาพชีวิตประจำวันโดยผู้ป่วยหรือผู้ดูแลเพื่อการบริบาลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย, พรทิพย์ ปรีชาไชยวิทย์ Jan 2021

การพัฒนาเครื่องมือประเมินคุณภาพชีวิตประจำวันโดยผู้ป่วยหรือผู้ดูแลเพื่อการบริบาลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย, พรทิพย์ ปรีชาไชยวิทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาเครื่องมือการรายงานผลเกี่ยวกับภาวะสุขภาพด้วยตนเองสำหรับผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง (PROMs-TCP) และทดสอบความตรงและความเที่ยงของเครื่องมือ PROMs-TCP 2) การพยากรณ์สถานะสุขภาพด้วยแบบจำลอง Markov การศึกษาประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การพัฒนาเครื่องมือใช้เทคนิคการทบทวนวรรณกรรม ร่วมกับการประชุมกลุ่มย่อย ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ และกลุ่มพยาบาลที่ปฏิบัติงานในคลินิกดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง และทดสอบความถูกต้องของเนื้อหาโดยการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ 2) การทดสอบความตรงและความเชื่อถือได้ของเครื่องมือ โดยเก็บข้อมูลนาน 10 วัน ในอาสาสมัคร จำนวน 169 ราย ตรวจสอบความถูกต้องตามเกณฑ์ ความตรงเชิงจำแนก ความไวต่อการเปลี่ยนแปลง และความน่าเชื่อถือภายในและภายนอก 3) การพยากรณ์สถานะสุขภาพด้วยแบบจำลอง Markov ผลการศึกษาพบว่า เครื่องมือประเมินคุณภาพชีวิตโดยผู้ป่วยหรือผู้ดูแลเพื่อการบริบาลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย หรือเครื่องมือการรายงานผลเกี่ยวกับภาวะสุขภาพด้วยตนเองสำหรับผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง (PROMs-TCP) ประกอบด้วย 6 ข้อคำถาม ความถูกต้องของเนื้อหารายข้อคำถาม (I-CVI) อยู่ระหว่าง 0.8 ถึง 1 และความถูกต้องของแบบสอบถามทั้งฉบับ (S-CVI) เท่ากับ 0.97 ความสัมพันธ์ระหว่าง PROMs-TCP และ Palliative care Outcome Scale (POS) อยู่ในระดับปานกลางถึงสูง (r = -0.7 ถึง -0.8) เครื่องมือ PROMs-TCP มีจุดตัดที่ 4 คะแนน คัดกรองสถานะสุขภาพไม่ดี ภายใต้พื้นที่ใต้โค้ง Receiver Operating Characteristic (ROC) เท่ากับ 0.91 (95% CI 0.90, 0.93) ความไวร้อยละ 76.91 ความจำเพาะร้อยละ 88.67 การทดสอบความเชื่อถือได้ของเครื่องมือ พบว่ามีความสอดคล้องภายในอยู่ในระดับดี ค่า Cronbach’s alpha coefficient = 0.85 ความสอดคล้องภายนอกระหว่างผู้ป่วยกับผู้ดูแล และระหว่างผู้ป่วยกับพยาบาลที่ให้การดูแล อยู่ในระดับปานกลางถึงดี (Cohen's Weighted …


อิทธิพลของความหลากหลายทางการรู้คิดต่อพฤติกรรมการแบ่งปันความรู้ โดยมีความขัดแย้งในเรื่องงานและความขัดแย้งในเรื่องความสัมพันธ์เป็นตัวแปรส่งผ่าน และมีงานที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันเป็นตัวแปรกำกับ, ชนาพร ประพันธ์กาญจน์ Jan 2021

อิทธิพลของความหลากหลายทางการรู้คิดต่อพฤติกรรมการแบ่งปันความรู้ โดยมีความขัดแย้งในเรื่องงานและความขัดแย้งในเรื่องความสัมพันธ์เป็นตัวแปรส่งผ่าน และมีงานที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันเป็นตัวแปรกำกับ, ชนาพร ประพันธ์กาญจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พฤติกรรมการแบ่งปันความรู้ เป็นพฤติกรรมสำคัญที่นำมาสู่การเพิ่มความสามารถในการแก้ไขปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมในงาน ซึ่งเกิดประโยชน์โดยตรงต่อองค์การในการอาศัยศักยภาพของความรู้จากบุคลากรมาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะในบริบทของการทำงานปัจจุบันที่ผู้คนมีความหลากหลายทางความคิดที่เพิ่มสูงขึ้น งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางการรู้คิดและพฤติกรรมการแบ่งปันความรู้ โดยมีความขัดแย้งในเรื่องงานและความขัดแย้งในเรื่องความสัมพันธ์เป็นตัวแปรส่งผ่านในเส้นทางคู่ขนาน (dual-pathway) และมีงานที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันเป็นตัวแปรกำกับ จากการศึกษาบุคลากรที่ปฏิบัติงานเป็นทีมในองค์การเอกชนในประเทศไทย จำนวน 224 คน ด้วยการทดสอบการเป็นตัวแปรส่งผ่านอย่างมีเงื่อนไข (moderated mediation) ผ่านโปรแกรมเสริม PROCESS ใน SPSS ผลการวิจัยพบว่า ความหลากหลายทางการรู้คิดมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการแบ่งปันความรู้ โดยมีความขัดแย้งทั้งสองรูปแบบเป็นตัวแปรส่งผ่านแบบสมบูรณ์ (full mediation) กล่าวคือ ความขัดแย้งในเรื่องงานเป็นตัวแปรส่งผ่านความสัมพันธ์ทางบวก ในขณะที่ความขัดแย้งในเรื่องความสัมพันธ์เป็นตัวแปรส่งผ่านความสัมพันธ์ทางลบ แต่ไม่พบอิทธิพลทางอ้อมเชิงเงื่อนไขของงานที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันในความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางการรู้คิดและพฤติกรรมการแบ่งปันความรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การศึกษาแสดงให้เห็นว่า ความขัดแย้งในเรื่องงานเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้บุคลากรที่มีการรับรู้ถึงความแตกต่างทางการรู้คิดภายในทีมระดับสูงมีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมการแบ่งปันความรู้ขึ้น ซึ่งองค์การควรตระหนักถึงความสำคัญของแลกเปลี่ยนประเด็นปัญหาในงานและการบริหารทีมทำงานเพื่อสนับสนุนการแบ่งปันความรู้ให้เกิดขึ้นในการทำงานร่วมกันของบุคลากรที่มีความหลากหลายในองค์การ


การพัฒนากระแสงานเชิงคอมพิวเตอร์เพื่อการระบุอาร์เอ็นเอที่เติมพอลิอะดีนีนในโพรคาริโอตจากข้อมูลลำดับเบสอาร์เอ็นเอที่เติมพอลิยูรีดีนด้วยนาโนพอร์โดยตรง, จิรโชติ กรัณยากรณ์ Jan 2021

การพัฒนากระแสงานเชิงคอมพิวเตอร์เพื่อการระบุอาร์เอ็นเอที่เติมพอลิอะดีนีนในโพรคาริโอตจากข้อมูลลำดับเบสอาร์เอ็นเอที่เติมพอลิยูรีดีนด้วยนาโนพอร์โดยตรง, จิรโชติ กรัณยากรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กระบวนการเติมพอลิอะดีนีนเป็นการดัดแปรอาร์เอ็นเอที่ปลาย 3' หลังการถอดรหัสหรือเรียกว่าหางพอลิอะดีนีน ซึ่งหางพอลิอะดีนีนมีหน้าที่ในการควบคุมเสถียรภาพของอาร์เอ็นเอและนำไปสู่การควบคุมการแสดงออกของยีน ปัจจุบันการศึกษาความยาวและหน้าที่ของหางพอลิอะดีนีนในอาร์เอ็นเอของโพรแคริโอตมีน้อยมาก เนื่องจากความยาวของหางพอลิอะดีนีนในอาร์เอ็นเอของโพรแคริโอตสั้นมาก และทำหน้าที่เป็นสัญญาณการย่อยสลายอาร์เอ็นเอ ส่งผลให้ตรวจพบได้ยาก ในการศึกษานี้ได้ทำการพัฒนาวิธีทางคอมพิวเตอร์เพื่อศึกษาหางพอลิอะดีนีนความยาวสั้นในอาร์เอ็นเอของโพรแคริโอต โดยใช้ข้อมูลอาร์เอ็นเอจากการหาลำดับเบสยุคที่สามด้วยอ็อกซ์ฟอร์ดนาโนพอร์ที่สามารถหาลำดับเบสอาร์เอ็นเอสายยาวได้โดยตรง โดยทำการปรับปรุงขั้นตอนการเตรียมไลบรารี่สำหรับการหาลำดับเบสโดยใช้เอนไซม์เพื่อสังเคราะห์พอลิยูริดินที่ปลาย 3' ของสายลำดับเบส เพื่ออนุรักษ์ความยาวหางพอลิอะดีนีนดั้งเดิมไว้ และใช้สำหรับการเชื่อมต่อกับพอลิอะดีนีนอะแดปเตอร์สำหรับการหาลำดับเบส วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรม หรือถอดรหัสย้อนกลับ ที่อาจส่งผลต่อความยาวดั้งเดิมของหางพอลิอะดีนีน จากการศึกษาด้วยอาร์เอ็นเอสังเคราะห์ที่มีการกำหนดความยาวหางพอลิอะดีนีนไว้คงที่ พบว่าโปรแกรมสำหรับการประมาณความยาวหางพอลิอะดีนีน (nanopolish และ tailfindr) มีความคลาดเคลื่อนในการประมาณความยาวของหางพอลิอะดีนีนสายสั้น โดยมีค่าคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ยอยู่ในช่วง 0.33 ถึง 7.49 นิวคลีโอไทด์ สำหรับ nanopolish และ 6.38 ถึง 16.89 นิวคลีโอไทด์ สำหรับ tailfindr หลังจากการปรับปรุงข้อมูลด้วยการกำจัดสัญญาณไม่ปกติและใช้ข้อมูลจากการลำดับเบสเข้าช่วยพบว่าโปรแกรมสามารถหาความยาวของหางพอลิอะดีนีนสายสั้นได้ใกล้เคียงมากขึ้น โดยมีค่าคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ยลดลงอยู่ในช่วง 0.43 ถึง 7.28 นิวคลีโอไทด์ สำหรับ nanopolish และ 3.28 ถึง 5.96 นิวคลีโอไทด์ สำหรับ tailfindr และเมื่อนำวิธีการศึกษาดังกล่าวไปประยุกต์ในอาร์เอ็นเอของ Escherichia coli K-12 ได้ตรวจพบหางพอลิอะดีนีนในยีนซึ่งเคยมีรายงานจากงานวิจัยก่อนหน้า เช่น rpsO, rplQ และ ompA เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบยีนที่มีความเป็นไปได้ที่จะมีหางพอลิอะดีนีน แต่ยังไม่มีรายงานมาก่อน เช่น apt และ ppa เป็นต้น การศึกษาความยาวหางพอลิอะดีนีนในโพรแคริโอตสามารถเชื่อมโยงกับการควบคุมการแสดงออกของยีนซึ่งจะช่วยพัฒนาองค์ความรู้ด้านการควบคุมการแสดงออกของยีนในแบคทีเรีย และสามารถนำไปประยุกต์ได้ในอนาคต


Development Of Fenofibrate/Cyclodextrin Complex Loaded Eudragit Nanoparticles For Ocular Delivery, Soe Yadanar Khin Jan 2021

Development Of Fenofibrate/Cyclodextrin Complex Loaded Eudragit Nanoparticles For Ocular Delivery, Soe Yadanar Khin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The purpose of this study was to develop Eudragit® -nanoparticles (NPs) eye drop formulations containing fenofibrate (FE) for diabetic retinopathy and age-related macular degeneration. Due to the limited aqueous solubility of FE, it may hamper the ocular bioavailability and results in low efficiency to treat such diseases. Hence, the increased solubility of FE was determined by complexation with cyclodextrins (CDs) and CD derivatives The solubility determination was evaluated by phase-solubility technique with heating method. Among CD tested, randomly methylated-b-CD (RMbCD) exhibited the best solubilizer with the highest complexation efficiency for FE. Moreover, the water-soluble polymer i.e., Soluplus® (SOL), poloxomer 407 …


ผลของการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัว ต่ออาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, ณัฐิรา ทิวาโต, จินตนา ยูนิพันธุ์, สุนิศา สุขตระกูล Jan 2021

ผลของการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัว ต่ออาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, ณัฐิรา ทิวาโต, จินตนา ยูนิพันธุ์, สุนิศา สุขตระกูล

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนก่อนและหลังได้รับการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัว และเปรียบเทียบอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนระหว่างกลุ่มที่ได้รับการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัวกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กออทิสติกอายุ 3-6 ปี และครอบครัวที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยใน สถาบันราชานุกูล ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ โดยได้รับการจับคู่ (Matched pair) และการสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวนกลุ่มละ 20 คู่ กลุ่มทดลองได้เข้าร่วมการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัวต่ออาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ คู่มือการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัวสำหรับพยาบาล และคู่มือการดูแลเด็กออทิสติกสำหรับครอบครัว เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินอาการรุนแรงของโรคออทิสซึม แบบประเมินความสามารถของครอบครัวในการเลี้ยงดูเด็กออทิสติก มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .87 และ .88 ตามลำดับ และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ .92 และ .89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test)

ผลการวิจัย: 1) อาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนหลังได้รับการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัวน้อยกว่าก่อนได้รับการสอนแนะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .00 และ 2) อาการออทิสติกหลังการทดลองของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนที่ได้รับการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัวลดลงมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติแต่ไม่แตกต่างกัน

สรุป: การสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัวช่วยให้อาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนลดลงได้


การศึกษาประสิทธิภาพการใช้สัญญาณเตือนภาวะวิกฤตระบบ Search Out Severity และ National Early Warning Score ต่อภาวะใส่ท่อช่วยหายใจหรือการเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักโดยไม่ได้วางแผนของผู้ป่วยสูงอายุ ในหอผู้ป่วยอายุรกรรม, สุณี สุวรรณพสุ, วีรภัทรา ประภาพักตร์, สุกัญญา พูลทรัพย์ Jan 2021

การศึกษาประสิทธิภาพการใช้สัญญาณเตือนภาวะวิกฤตระบบ Search Out Severity และ National Early Warning Score ต่อภาวะใส่ท่อช่วยหายใจหรือการเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักโดยไม่ได้วางแผนของผู้ป่วยสูงอายุ ในหอผู้ป่วยอายุรกรรม, สุณี สุวรรณพสุ, วีรภัทรา ประภาพักตร์, สุกัญญา พูลทรัพย์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของระบบการให้คะแนนสัญญาณเตือนภาวะวิกฤตของระบบ Search out severity (SOS) และ National Early Warning Score (NEWS) ในการทำนายภาวะใส่ท่อช่วยหายใจหรือการเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักโดยไม่ได้วางแผนของผู้ป่วยสูงอายุ

แบบแผนงานวิจัย: การศึกษาเชิงวิเคราะห์ไปข้างหน้า

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยอายุร กรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ถึง วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน  85 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินสัญญาณเตือนภาวะวิกฤตตามระบบ NEWS และระบบ SOS นำข้อมูลมาคำนวณหาค่าความไว ความจำเพาะ และความแม่นยำ และทดสอบประสิทธิภาพโดยใช้พื้นที่ใต้กราฟ (Area under the curve: AUC)

ผลการวิจัย: ระบบ NEWS และ SOS ณ ที่ 4 ชั่วโมงก่อนเหตุการณ์มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยค่า cut-off ของ NEWS > 7 และ SOS > 4 ให้ผลถูกต้องตามความจริงดีที่สุด (ความไว 71.4%,  64.3% ความจำเพาะ 98.2%, 98.2% ตามลำดับ) โดยมีพื้นที่ใต้กราฟ (AUC) เท่ากับ 0.90 (95%CI 0.81-0.99) และ 0.86 (95%CI 0.75 -0.97) ตามลำดับ และพบว่าประสิทธิภาพในการทำนายลดลงเมื่อเวลาก่อนที่เหตุการณ์ไม่พึ่งประสงค์เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ณ ที่ 8, 12, 24 ชั่วโมงก่อนเกิดเหตุการณ์ก็ยังคงให้ผลถูกต้องตามความจริงในระดับดี-พอใช้ (AUC 0.82, 0.82, …


ปัจจัยทำนายสภาวะส่วนบุคคล ความทุกข์ทรมานจากอาการ และพฤติกรรมการจัดการอาการต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเนื้องอกสมอง, พิมพญาภรณ์ ทรัพย์มีชัย, สุนทรา เลี้ยงเชวงวงศ์, ภัทรวิทย์ รักษ์กุล Jan 2021

ปัจจัยทำนายสภาวะส่วนบุคคล ความทุกข์ทรมานจากอาการ และพฤติกรรมการจัดการอาการต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเนื้องอกสมอง, พิมพญาภรณ์ ทรัพย์มีชัย, สุนทรา เลี้ยงเชวงวงศ์, ภัทรวิทย์ รักษ์กุล

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์ทั่วไป: เพื่อศึกษาอำนาจการทำนาย ได้แก่ สภาวะส่วนบุคคล ความทุกข์ทรมานจากอาการและพฤติกรรมการจัดการอาการต่อคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยเนื้องอกสมอง

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงทำนาย

วิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเนื้องอกสมองปฐมภูมิที่มาติดตามการรักษาในโรงพยาบาลรัฐบาลในเขตบริการสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร 2 แห่ง จำนวน 143 ราย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) ข้อมูลสภาวะส่วนบุคคล 2) ความทุกข์ทรมานจากอาการ 3) พฤติกรรมการจัดการอาการ และ 4) คุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ความสัมพันธ์และหาปัจจัยทำนายด้วยสถิติไคสแควร์ สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณ

ผลการวิจัย: ผู้ป่วยเนื้องอกสมองมีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับดี ความทุกข์ทรมานจากอาการโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง พฤติกรรมการจัดการอาการโดยรวมอยู่ในระดับน้อย และพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเนื้องอกสมองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ความทุกข์ทรมานจากอาการ พฤติกรรมการจัดการอาการ ตำแหน่งเนื้องอกสมองที่ Frontal lobe ตำแหน่งเนื้องอกสมองที่ Temporal lobe

สรุป: ผลการวิจัยทำให้ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ สามารถนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับวางแผนส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการอาการของผู้ป่วยโรคเนื้องอกสมอง เพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมาน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตได้ต่อไป


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมให้ญาติมีส่วนร่วมในการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกต่อการฟื้นสภาพสมองในผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ ระดับรุนแรง, พัทนินทร์ สันตยากร, ธีรนุช ห้านิรัติศัย, เรวัฒน์ น้อยพิทักษ์, ศิริลักษณ์ แก้วศรีวงค์ Jan 2021

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมให้ญาติมีส่วนร่วมในการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกต่อการฟื้นสภาพสมองในผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ ระดับรุนแรง, พัทนินทร์ สันตยากร, ธีรนุช ห้านิรัติศัย, เรวัฒน์ น้อยพิทักษ์, ศิริลักษณ์ แก้วศรีวงค์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมให้ญาติมีส่วนร่วมในการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกต่อการฟื้นสภาพสมองในผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะระดับรุนแรง

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: การศึกษานี้ใช้แนวคิดการมีส่วนร่วมของครอบครัวของ Schepp และ Pai ร่วมกับกรอบแนวคิดทฤษฎีการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกในผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวของ Sosnowski และ Ustik กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บาดเจ็บที่ศีรษะรุนแรง ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก จำนวน 26 ราย โปรแกรมประกอบด้วย 1) การให้ข้อมูลแก่ญาติ และ 2) การฝึกทักษะและการส่งเสริมให้ญาติมีส่วนร่วมในการกระตุ้น เป็นเวลา 14 วัน มีเครื่องมือ ดังนี้ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินระดับความรู้สึกตัวของกลาสโกว์ 3) โปรแกรมการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึก 4) คู่มือการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกของญาติ 5) แบบประเมินพฤติกรรมการตอบสนองและการรับรู้ แรนโชลอส อะมิกอส และ 6) แบบประเมินการฟื้นสภาพสมองสมาร์ท ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และสถิติวิลคอกซัน

ผลการวิจัย: ภายหลังการส่งเสริมให้ญาติมีส่วนร่วมในการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกมีค่าคะแนนเฉลี่ยการฟื้นสภาพสมองมากกว่าก่อนการกระตุ้น (p<.01)

ข้อสรุป: พยาบาลสามารถนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อการฟื้นสภาพสมองในผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะระดับรุนแรงที่เกิดจากอุบัติเหตุจราจรได้


ผลของโปรแกรมการจัดการอาการทางลบต่อการทำหน้าที่ของ ผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรัง, วฤณดา อธิคณาพร, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์ Jan 2021

ผลของโปรแกรมการจัดการอาการทางลบต่อการทำหน้าที่ของ ผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรัง, วฤณดา อธิคณาพร, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: 1) เพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ของผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการทางลบ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ของผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการทางลบกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังที่รับการรักษาในแผนกผู้ป่วยใน สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ จำนวน 40 ราย ได้รับการจับคู่ (Matched pair) และสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 ราย กลุ่มทดลองได้รับการดูแลตามโปรแกรมการจัดการอาการทางลบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วย 7 กิจกรรม เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมการจัดการอาการทางลบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบวัดทักษะชีวิต และแบบประเมินอาการทางจิตโรคจิตเภทฉบับภาษาไทย เฉพาะอาการทางลบ ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ .92 และ 1 ตามลำดับ และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .88 และ .85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test)

ผลการวิจัย: 1) คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ของผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการทางลบสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ของผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรัง กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการทางลบสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุป: การใช้โปรแกรมการจัดการอาการทางลบในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังสามารถทำให้การทำหน้าที่ของผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังดีขึ้นได้ ซึ่งเป็นไปตามมติฐานที่ตั้งไว้


บทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการดูแลผู้ป่วย Covid-19 ที่ได้รับ การใส่เครื่องช่วยพยุงการทำงานของปอดและหัวใจ, ภิญโญ เจริญสุข Jan 2021

บทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการดูแลผู้ป่วย Covid-19 ที่ได้รับ การใส่เครื่องช่วยพยุงการทำงานของปอดและหัวใจ, ภิญโญ เจริญสุข

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

โรคติดเชื้อโคโรนา 2019 (Coronavirus diseases 2019: COVID-19) เป็นโรคอุบัติใหม่ที่กำลังระบาดไปทั่วโลก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว ไอแห้ง การรับกลิ่น รับรส ผิดปกติ ในรายที่มีอาการรุนแรงจะเกิดอาการปอดอักเสบ หายใจลำบาก และหอบเหนื่อย ทำให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute respiratory distress syndrome: ARDS) การรักษาด้วยการใช้เครื่องช่วยการพยุงการทำงานของปอดและหัวใจ (Extracorporeal membrane oxygenation: ECMO) จะสามารถช่วยรักษาผู้ป่วยได้ เพื่อช่วยพยุงการทำงานของปอดชั่วคราว ระหว่างการรักษาพื้นฟูปอดของผู้ป่วยให้กลับมาเป็นปกติ พยาบาลปริศัลยกรรมต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความสามารถในการที่จะดูแลผู้ป่วยโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 ที่ต้องได้รับการใส่ ECMO ทั้ง 3 ระยะคือ ก่อน ขณะ และหลังผ่าตัด เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความปลอดภัยและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน อีกทั้งยังต้องมีการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ การแพร่กระจายเชื้อโคโรนา 2019 ได้อีกด้วย


ผลของโปรแกรมการพยาบาลเน้นการลดความเจ็บปวดต่อความกลัว การใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำของเด็กวัยก่อนเรียน, กรองแก้ว ทรัพย์ประเสริฐ, วราภรณ์ ชัยวัฒน์, สุวิมล โรจนาวี Jan 2021

ผลของโปรแกรมการพยาบาลเน้นการลดความเจ็บปวดต่อความกลัว การใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำของเด็กวัยก่อนเรียน, กรองแก้ว ทรัพย์ประเสริฐ, วราภรณ์ ชัยวัฒน์, สุวิมล โรจนาวี

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพยาบาลเน้นการลดความเจ็บปวดต่อความกลัวการใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำในเด็กวัยก่อนเรียน

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียนที่ได้รับการรักษาโดยการใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำ ณ หอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี จำนวน 60 คน โดยการสุ่มเข้ากลุ่มทดลองหรือกลุ่มควบคุมและจับเข้าคู่กันด้วยการพิจารณาจากอายุและประสบการณ์การใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำ ผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียนในกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลเพื่อลดความกลัวตามปกติ ขณะที่กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการพยาบาลเน้นการลดความเจ็บปวด เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมความกลัวการใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำของผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียน โดยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .98 และค่าความเที่ยงของการสังเกตเท่ากับ .94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและใช้สถิติทดสอบที (t-test)

ผลการวิจัย: ความกลัวการใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำของเด็กวัยก่อนเรียนกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการพยาบาลเน้นการลดความเจ็บปวดน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุป: ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการพยาบาลเน้นการลดความเจ็บปวดสามารถลดความกลัวการใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำของเด็กวัยก่อนเรียนได้


The Determinants Of Export Performance And The Perspective To Improve International Competitiveness For Thai Fisheries Sector., Phatcharaphorn Kantasen Jan 2021

The Determinants Of Export Performance And The Perspective To Improve International Competitiveness For Thai Fisheries Sector., Phatcharaphorn Kantasen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Thailand has been one of the major exporters in the global fish market. As globalization and economic integrations continue to increase, the Thai fisheries industry is facing increasingly tough competition from other competitors. Understanding Thailand's global competitiveness is important for the fisheries industry there to compete successfully. The study seeks to determine whether significant indicators have a significant relationship to export value and to explore ways to improve Thai fisheries sector export competitiveness. This study of export performance as the competitiveness in the fisheries sector is obtained through Porter’s diamond model and multiple regression method. The results clarify the determinants …


The Application Of Marketing Analysis : A Case Study Of Starbucks In The Us, Norke Lama Sherpa Jan 2021

The Application Of Marketing Analysis : A Case Study Of Starbucks In The Us, Norke Lama Sherpa

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Starbucks Corporation is an American multinational with coffee stores all across the world and is the leading market share in a retail coffee stores. In this Individual Study I will be assessing the marketing strategy of Starbucks in the USA by applying SWOT analysis, Marketing Mix 4ps, and Porter's 5 forces. A qualitative Literature Review of previous studies was used as a methodology to assess the marketing strategies of Starbucks. Furthermore, in order to find which marketing strategy Starbucks can implement to increase its market share, I used the Quantitative Strategic Planning Matrix (QSPM), and External and Internal Factor Evaluation …


A Case Study Of Brunch Time Co.Ltd On Marketing Analysis Toward Diamond Grain Product, Kodchakorn Trangkasan Jan 2021

A Case Study Of Brunch Time Co.Ltd On Marketing Analysis Toward Diamond Grain Product, Kodchakorn Trangkasan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Brunch time Company Limited has been in the granola products industry since 2012. The company value contributed to 167 million baht within three years, during 2014 to 2017. This paper mainly focuses on marketing analysis of Diamond Grains Granola products. It observes the decision in which Diamond Grains has made to launch ready-to-eat products in Thailand. SWOT analysis is used to analyze the company’s strengths, weaknesses, opportunities, and threats. The results of the analysis explain how the company has come to this business decision. The study found that Diamond Grains has a strong and first brand in the Thai’s granola …


An Investigation Of English Language Speaking And Writing Anxieties And Anxiety-Reducing Strategies In An Online Language Classroom Of Thai Undergraduates, Teaka Sowaprux Jan 2021

An Investigation Of English Language Speaking And Writing Anxieties And Anxiety-Reducing Strategies In An Online Language Classroom Of Thai Undergraduates, Teaka Sowaprux

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study seeks to understand how the online classroom apparatus within the context of the COVID-19 pandemic affects the degree of foreign language anxiety (FLA) towards productive skills (i.e., classroom speaking and writing) among Thai learners of English in two universities. This study was based on two frameworks, namely, the Foreign Language Classroom Anxiety Scale (FLCAS) (Horwitz, Howitz & Cope, 1986) measuring classroom speaking anxiety and the Second Language Writing Anxiety Inventory (SLWAI) (Cheng, 2004), which investigates writing anxiety across three factors (i.e., somatic anxiety, avoidance behavior, cognitive anxiety). The field work took place over a period of 4 months. …


Portfolio Construction Under Group Risk Parity Strategy In The Stock Exchange Of Thailand, Warintorn Sornpradit Jan 2021

Portfolio Construction Under Group Risk Parity Strategy In The Stock Exchange Of Thailand, Warintorn Sornpradit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Risk parity strategy has been commonly applied to construct a portfolio with multiple asset classes. For single asset class, group risk parity is introduced such that risks from each group are equally contributed. This study investigates and compares performances of group risk parity strategy in Thai market under two different grouping methods which are sector and size with non-group risk parity, minimum-variance, and equal-weight strategies. The study mainly focus on two periods which are during 2016-2020 and in years with highly volatile down market. The analysis indicates that there is no clear evidence that group risk parity strategy outperforms others …


ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทที่อยู่อาศัย, อรณิชา ศิริลักษณาพร Jan 2021

ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทที่อยู่อาศัย, อรณิชา ศิริลักษณาพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทที่อยู่อาศัยตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 นั้นได้มีการออกพระราชบัญญัติแทนกฎหมายเดิมซึ่งก็คือ พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 โดยหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการจัดเก็บภาษีนั้นมีลักษณะแตกต่างจากเดิม โดยตามกฎหมายเดิมนั้นจะมีฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวณเพื่อจัดเก็บภาษี คือ ค่ารายปีหรือค่าเช่าจากทรัพย์สินนั้น ส่วนตามกฎหมายปัจจุบันนั้นจะมีฐานภาษีจากมูลค่าประเมินทุนทรัพย์ของทรัพย์สินนั้น โดยจากการบังคับใช้กฎหมายฉบับปัจจุบันนั้นส่งผลให้เจ้าของทรัพย์สินในส่วนของที่อยู่อาศัย เช่น บ้าน คอนโดมิเนียม เป็นต้น ต้องมีการรับภาระในการจ่ายชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพิ่ม ทั้งที่ถ้าตามกฎหมายเดิมเจ้าของทรัพย์สินในส่วนของที่อยู่อาศัยจะไม่มีภาระในการจ่ายชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเนื่องจากเป็นการอยู่อาศัยโดยเจ้าของทรัพย์สินเอง ไม่ได้มีการให้ผู้อื่นเช่าจึงไม่มีค่ารายปีที่ต้องนำมาคำนวณเป็นฐานภาษี การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในปัจจุบันฐานภาษีนั้นเกิดจากมูลค่าประเมินทุนทรัพย์ของทรัพย์สิน และอัตราภาษีของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในแต่ละประเภทไม่เท่ากัน คือ มีการจัดประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ที่อยู่อาศัย การใช้ประโยชน์อื่น หรือที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่า เป็นต้น ซึ่งประเภทของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่แตกต่างกันก็จะทำให้มีการจัดเก็บอัตราภาษีไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงเกิดปัญหาในการตีความนิยามของคำว่าประเภทของที่อยู่อาศัยนั้นว่ามีความเหมาะสมและแน่นอนหรือไม่ เช่น ที่อยู่อาศัยที่มีการให้เช่าเพื่ออยู่อาศัย หรือ โฮมสเตย์ควรจะมีการจัดประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นที่อยู่อาศัย หรือเพื่อการใช้ประโยชน์อื่นในทางพาณิชยกรรม เนื่องจากการจัดประเภทที่แตกต่างกันย่อมส่งผลถึงอัตราภาษีที่ใช้ในการคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างด้วยเช่นกัน ซึ่งหากถูกจัดประเภทเป็นที่อยู่อาศัยอัตราภาษีย่อมต่ำกว่าการจัดประเภทเพื่อการใช้ประโยชน์อื่น อีกทั้ง การประเมินมูลค่าทุนทรัพย์เพื่อใช้เป็นฐานภาษีในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นสามารถทำได้หลายวิธี เช่น วิธีต้นทุน วิธีเปรียบเทียบราคาตลาดและวิธีรายได้ เป็นต้น ซึ่งวิธีการประเมินทุนทรัพย์แต่ละวิธีนั้นย่อมมีมูลค่าในการประเมินทุนทรัพย์ที่แตกต่างกัน ซึ่งหากทางหน่วยงานที่รับผิดชอบในการประเมินมูลค่าทุนทรัพย์ใช้วิธีในการประเมินที่ไม่เหมาะสม คือ ทำให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต้องรับภาระภาษีมากหรือน้อยเกินสมควรย่อมเป็นการประเมินที่ไม่เป็นธรรม เช่น หากประเมินมูลค่าอาคารที่มีต้นทุนการก่อสร้างที่สูง เนื่องจากอาจซื้อวัสดุก่อสร้างมาด้วยราคาที่แพงเกินสมควรจะทำให้การใช้วิธีต้นทุนในการประเมินมูลค่าทุนทรัพย์อาจจะไม่เหมาะสม เนื่องจากหากประเมินด้วยวิธีเปรียบเทียบราคาตลาดแล้วมูลค่าที่ประเมินได้ย่อมอาจมีมูลค่าต่ำกว่าค่อนข้างมาก และจะส่งผลต่อฐานภาษีเพื่อนำไปใช้ในการคำนวณภาษีต่อไป โดยหากฐานภาษียิ่งมีมูลค่าสูงย่อมทำให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีต้องรับภาระภาษีมากขึ้นและหากฐานภาษีมีมูลค่าน้อยกว่าสมควรก็ย่อมทำให้รายได้ของรัฐในการจัดเก็บภาษีนั้นต่ำลง โดยพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ประกอบกับพระราชบัญญัติการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พ.ศ.2562 นั้นมีการเปลี่ยนวิธีจากการกำหนดค่ารายปีเป็นการประเมินมูลค่าของทรัพย์สินเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งกรณีที่ดินจะใช้ราคาตลาดเป็นหลักในการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ส่วนสิ่งปลูกสร้างจะใช้ราคาประเมินโดยวิธีต้นทุนเป็นหลัก แต่จากการศึกษานั้นพบว่าประเภทของบ้านนั้นมีหลายประเภท เช่น บ้านไม้ บ้านปูน หรือบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ แต่กรมธนารักษ์หรือผู้ประเมินทุนทรัพย์นั้นได้จำแนกประเมินในการกำหนดราคาประเมินเพียง 2 ประเภท คือ บ้านเดี่ยวและบ้านทาวน์โฮมซึ่งไม่สอดคล้องกับประเภทบ้านที่มีอยู่อย่างหลากหลายในปัจจุบัน และบ้านแต่ละประเภทก็ย่อมมีต้นทุนไม่เท่ากัน จะประเมินบ้านแต่ละประเภทมีต้นทุนที่เท่ากันเพื่อใช้ในการคำนวณเป็นฐานภาษีนั้นย่อมไม่เหมาะสมและไม่เท่าเทียม ดังนั้น จากปัญหาข้างต้นจึงได้มีการศึกษามาตรการทางภาษีของต่างประเทศ คือ ประเทศญี่ปุ่นและประเทศเกาหลีใต้เพื่อที่จะทำการเปรียบเทียบกับกฎหมายของประเทศไทย และนำมาเสนอแนวทางในการลดหรือขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นจากปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทที่อยู่อาศัยในเรื่องของการตีความนิยามของคำว่าประเภทของที่อยู่อาศัย และการกำหนดประเภทของที่อยู่อาศัยในการประเมินมูลค่าทุนทรัพย์เพื่อเป็นฐานในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562