Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 10171 - 10200 of 37842

Full-Text Articles in Entire DC Network

เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องสำหรับการวินิจฉัยภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยจากแบบประเมินความคล่องทางภาษา, สุพพัต เมธารักษ์ชีพ Jan 2021

เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องสำหรับการวินิจฉัยภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยจากแบบประเมินความคล่องทางภาษา, สุพพัต เมธารักษ์ชีพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แบบทดสอบความคล่องแคล่วทางภาษาของหน่วยเสียงเป็นแบบประเมินสำหรับภาวะความรู้คิดบกพร่อง โดยให้ผู้เข้าร่วมทำการทดสอบพูดคำที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรที่กำหนดให้ได้มากที่สุดเป็นเวลา 1 นาที มีงานวิจัยจำนวนมากนำกลวิธีการเรียนรู้ของเครื่องซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย และใช้กันอย่างแพร่หลายร่วมกับเทคนิคการสกัดคุณลักษณะในเสียงเพื่อวินิจฉัยภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย เช่น คุณลักษณะที่ขึ้นอยู่กับส่วนเงียบ การจัดกลุ่มคำ การเปลี่ยนกลุ่มคำ และคุณลักษณะทางความหมาย คุณลักษณะเหล่านี้จะถูกนำไปเป็นชุดข้อมูลสำหรับฝึกฝนและทดสอบในกระบวนการของการเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อคัดแยกภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยต่อไป ปัจจุบันมีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับแบบทดสอบความคล่องแคล่วทางภาษาของหน่วยเสียงในหลายภาษาแต่ยังคงไม่พบการศึกษาในภาษาไทย การประยุกต์วิธีการที่ใช้ในปัจจุบันกับแบบทดสอบความคล่องทางภาษาฉบับภาษาไทยให้ผลลัพธ์ไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากภาษาไทยมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากภาษาอังกฤษ เป็นผลให้วิธีการที่ใช้ปัจจุบัน เช่น การสกัดคุณลักษณะ จะต้องปรับวิธีการคำนวนให้เหมาะสม งานวิจัยของเรามีเป้าหมายที่จะแยกแยะภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยจากแบบประเมินความคล่องทางภาษาฉบับภาษาไทย งานวิจัยของเรายังนำเสนอเทคนิคใหม่สำหรับการจัดกลุ่มคำสำหรับภาษาไทย และการใช้คุณลักษณะแบบผสมผสานโดยคัดเลือกจากผลลัพธ์ทางสถิติ โดยอาศัยข้อมูลจากโปรแกรมประยุกต์โมคาจำนวน 100 ตัวอย่าง โดยแบ่งเป็น 41 คน ที่มีภาวะความรู้คิดบกพร่อเล็กน้อยและ 59 คน ที่เป็นกลุ่มควบคุม ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าการใช้คุณลักษณะที่คัดเลือกจากผลลัพธ์ทางสถิติช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคัดแยกผู้ป่วยได้ดีอย่างมีนัยสำคัญ และคุณลักษณะแต่ละประเภทมีประสิทธิภาพต่อของตัวจำแนกประเภทไม่เท่ากัน


การประยุกต์ใช้กากหม้อกรองเหลือทิ้งจากโรงงานน้ำตาลด้วยกระบวนการไฮโดรเทอร์มอลคาร์บอไนเซชันเพื่อบำบัดน้ำเสียของโรงงาน, รัชมล วิธูวัฒนา Jan 2021

การประยุกต์ใช้กากหม้อกรองเหลือทิ้งจากโรงงานน้ำตาลด้วยกระบวนการไฮโดรเทอร์มอลคาร์บอไนเซชันเพื่อบำบัดน้ำเสียของโรงงาน, รัชมล วิธูวัฒนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กากหม้อกรองเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงานน้ำตาลซึ่งมีจำนวนมาก และมีปริมาณคาร์บอนที่สูง งานวิจัยนี้ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำกากหม้อกรอง มาผลิตเป็นวัสดุดูดซับด้วยกระบวนการไฮโดรเทอร์มอลคาร์บอไนเซชัน โดยศึกษาปัจจัยที่มีผล ได้แก่ อุณหภูมิ (200, 250, 300 °C) ระยะเวลาทำปฏิกิริยา (1, 2, 3 ชั่วโมง) และอัตราส่วนกากหม้อกรองต่อน้ำ (1:5, 1:10, 1:15) โดยผลผลิตที่ได้เรียกว่า ไฮโดรชาร์ และนำไฮโดรชาร์ที่ได้มาทดสอบการดูดซับสีในน้ำเสียจริงจากโรงงานน้ำตาลที่สภาวะค่าความเป็นกรด-ด่างจริง (pH = 4.18) และ ±2 จากค่าความเป็นกรด-ด่างจริง (pH = 6.18, 2.18) ผลการศึกษาพบว่า ไฮโดรชาร์ที่อุณหภูมิ 300 องศาเซลเซียส เวลาทำปฏิกิริยา 1 ชั่วโมง และอัตราส่วนชีวมวลต่อน้ำกลั่น 1:10 สามารถใช้เป็นตัวดูดซับที่ดี โดยไฮโดรชาร์ดังกล่าวมีค่าผลผลิตที่ได้ร้อยละ 57.73 โดยน้ำหนัก ค่าไอโอดีนนัมเบอร์เท่ากับ 273.37 มิลลิกรัมต่อกรัม และค่าไอโอดีนนัมเบอร์สุทธิเท่ากับ 153.09 มิลลิกรัมต่อกรัม ในส่วนของการศึกษาการดูดซับ พบว่า เวลาเข้าสู่สมดุลการดูดซับสีของไฮโดรชาร์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว (น้อยกว่า 1 นาที) และประสิทธิภาพในการกำจัดสีในน้ำเสียจริงจากโรงงานน้ำตาลในสภาวะปกติได้ร้อยละ 70.84 นอกจากนี้ได้ทำการทดลองในคอลัมน์จำลอง พบว่าปริมาตรน้ำเสียที่ไฮโดรชาร์สามารถดูดซับสีได้ค่าสีต่ำกว่ามาตรฐานน้ำทิ้งเท่ากับ 40 มิลลิลิตร ที่อัตราการไหล 0.5 มิลลิลิตรต่อนาที โดยมีค่าสีเท่ากับ 274 ADMI


ความสัมพันธ์เชิงอัลโลเมตริกระหว่างความหนาของกระพี้และเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกของชนิดพันธุ์ไม้เด่นในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่, ศิริพงศ์ แย้มพุ่ม Jan 2021

ความสัมพันธ์เชิงอัลโลเมตริกระหว่างความหนาของกระพี้และเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกของชนิดพันธุ์ไม้เด่นในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่, ศิริพงศ์ แย้มพุ่ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการสร้างสมการอัลโลเมตริกระหว่างความหนากระพี้กับเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกของพันธุ์ไม้เด่นจำนวน 14 ชนิดพันธุ์ ในป่าปฐมภูมิและป่าทุติยภูมิ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยวัดความหนาของกระพี้ไม้และเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก และใช้เทคนิควิเคราะห์การถดถอย เพื่อหารูปแบบสมการที่เหมาะสมในการสร้างสมการอัลโลเมตริก ผลการศึกษาพบว่า ชนิดพันธุ์ไม้เหล่านี้มีความหนาของกระพี้โดยเฉลี่ย 7.6 – 24.8 เซนติเมตร คิดเป็น 46.7% – 99.3% ของรัศมีของลำต้น เมื่อวิเคราะห์โดยแยกชนิดพันธุ์ พบว่า สมการยกกำลังและสมการเส้นตรงเป็นสมการอัลโลเมตริกที่เหมาะกับชนิดพันธุ์ที่ทำการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ มีค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (r2) ในช่วง 0.46 -0.99 มีค่า p น้อยกว่าหรือเท่ากับ 0.04 และเมื่อวิเคราะห์ข้อมูลทุกชนิดพันธุ์ยกเว้น ยางเสียน (Dipterocarpus gracilis blume ) พบว่าสามารถสร้างสมการอัลโลเมตริกเพื่อใช้กับทุกชนิดพันธุ์ได้ (r2 = 0.86, p < 0.0001) โดยมีรูปแบบสมการดังนี้ y= 0.57x0.91 นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบความเหมาะสมของสมการเพิ่มเติมโดยใช้การวิเคราะห์เศษเหลือ (Residual analysis) เพื่อยืนยันความแม่นยำของสมการ โดยสมการอัลโลเมตริกของกระพี้ไม้ที่ได้จากงานวิจัยนี้จะช่วยในการประเมินอัตราการคายน้ำในระดับพื้นที่ของป่าเขตร้อนในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่


การเร่งสลายเมทิลีนบลูด้วยแสงโดยใช้อนุภาคนาโนคอปเปอร์ซิงค์ทินซัลไฟด์ที่สังเคราะห์จากวิธีโซลเจลและวิธีไฮโดรเทอร์มอล, กิตติยา ทองอ่อน Jan 2021

การเร่งสลายเมทิลีนบลูด้วยแสงโดยใช้อนุภาคนาโนคอปเปอร์ซิงค์ทินซัลไฟด์ที่สังเคราะห์จากวิธีโซลเจลและวิธีไฮโดรเทอร์มอล, กิตติยา ทองอ่อน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

น้ำเสียจากอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหาสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบันกระบวนการเร่งสลายด้วยแสงโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาแสงดูดซับแสงอาทิตย์และสลายสารอินทรีย์ได้รับความสนใจสำหรับการสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย คอปเปอร์ซิงค์ทินซัลไฟด์ (CZTS) เป็นสารกึ่งตัวนำที่มีค่าสัมประสิทธิ์การดูดซับสูงและมีศักยภาพในการใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาแสง อนุภาคนาโน CZTS สามารถเตรียมได้จากหลายวิธี อย่างไรก็ตามวิธีโซล-เจลไม่เคยถูกใช้ในการสังเคราะห์อนุภาค CZTS เพื่อนำมาใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาแสงสำหรับกระบวนการเร่งสลายด้วยแสง ในงานวิจัยนี้สังเคราะห์อนุภาคนาโน CZTS ด้วยวิธีโซล-เจลและวิธีไฮโดรเทอร์มอลเพื่อทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบ CZTS ที่สังเคราะห์โดยวิธีไฮโดรเทอร์มอลมีความเป็นผลึกสูงและมีขนาดผลึกประมาณ 20 นาโนเมตร ในขณะที่ CZTS ที่สังเคราะห์โดยวิธีโซล-เจลมีขนาดผลึกประมาณ 5 นาโนเมตร กิจกรรมการเร่งสลายด้วยแสงของ CZTS วิเคราะห์ได้จากการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของเมทิลีนบลูภายใต้การฉายแสงในช่วงที่มองเห็น 94.62% และ 51.13% ของเมทิลีนบลูถูกย่อยสลายหลังจากเวลาผ่านไป 15 ชั่วโมงโดยใช้ CZTS ที่สังเคราะห์ด้วยวิธีไฮโดรเทอร์มอลและวิธีโซล-เจล ตามลำดับ เพื่อเพิ่มกิจกรรมการเร่งสลายด้วยแสง ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ถูกใช้ร่วมกับ CZTS ทำให้สามารถสลายเมทิลีนบลูได้ถึง 96.93% และ 42.87% โดยใช้ CZTS ที่สังเคราะห์ด้วยวิธีไฮโดรเทอร์มอลและวิธีโซล-เจล ตามลำดับ ภายในเวลา 3 ชั่วโมง ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์จะช่วยเพิ่มปริมาณอนุมูลไฮดรอกซิลสำหรับการสลายเมทิลีนบลู


หุ่นยนต์ 3 มิติชนิดจับที่ปลายแบบรับรู้แรงเพื่อการฟื้นฟูรยางค์ส่วนบน, เกวลี อัศวะไพฑูรย์เสริฐ Jan 2021

หุ่นยนต์ 3 มิติชนิดจับที่ปลายแบบรับรู้แรงเพื่อการฟื้นฟูรยางค์ส่วนบน, เกวลี อัศวะไพฑูรย์เสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบต้นแบบหุ่นยนต์ 3 มิติชนิดจับที่ปลายแบบรับรู้แรงที่มีระบบควบคุมทางพลศาสตร์และโปรแกรมควบคุมการทำงาน เพื่อการประยุกต์ใช้ในการฟื้นฟูรยางค์ส่วนบน โดยงานวิจัยนี้ได้ออกแบบและพัฒนาต้นแบบหุ่นยนต์ที่มีชื่อว่าหุ่นยนต์ 3DEE (3D End-effector Manipulator Arm) ซึ่งเป็นหุ่นยนต์กายภาพบำบัดชนิดจับที่ปลายที่มีจุดสัมผัสอยู่ที่บริเวณข้อมือ มีลักษณะโครงสร้างเป็น 3-dimensional five-bar linkage manipulator ซึ่งสามารถเคลื่อนไหวใน 3 มิติได้และมีโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อน อีกทั้งหุ่นยนต์ยังถูกออกแบบให้เหมาะสำหรับหุ่นยนต์กายภาพบำบัดและคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้เป็นหลัก ระบบควบคุมที่ใช้ในงานวิจัยนี้เป็นระบบควบคุมกำแพงเสมือนแบบสปริงและตัวหน่วงสำหรับโปรแกรมอุโมงค์เสมือนที่เหมาะสำหรับให้ผู้ป่วยได้ออกแรงเคลื่อนไหวเองโดยมีหุ่นยนต์ประคองให้อยู่ในเส้นทางเท่านั้น โปรแกรมถูกออกแบบให้สามารถปรับค่าพารามิเตอร์ต่างๆ บันทึกข้อมูลและแสดงผลข้อมูลได้ การทดสอบหุ่นยนต์เริ่มจากการทดสอบความแม่นยำของส่วนชดเชยน้ำหนักของแขนหุ่นยนต์ก่อนซึ่งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของระบบควบคุม ซึ่งผลที่ได้นำมาสรุปได้ว่าส่วนชดเชยน้ำหนักของแขนหุ่นยนต์มีความแม่นยำที่มาก ตามด้วยการทดสอบประสิทธิภาพของระบบควบคุม ซึ่งผลที่ได้แสดงให้เห็นว่าระบบควบคุมนี้สามารถช่วยให้เคลื่อนไหวในเส้นทางที่กำหนดได้อย่างสะดวก อีกทั้งยังออกนอกเส้นทางได้ยาก


พฤติกรรมการไหลของสารละลายโพลิเมอร์ในดินทรายกรุงเทพฯ, เบญจพล เบญจวรางกูล Jan 2021

พฤติกรรมการไหลของสารละลายโพลิเมอร์ในดินทรายกรุงเทพฯ, เบญจพล เบญจวรางกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารละลายโพลิเมอร์พีเอชพีเอ นิยมนำมาใช้ในการรักษาเสถียรภาพของหลุมเจาะในการก่อสร้างเสาเข็มเจาะในชั้นดินกรุงเทพฯ แต่เนื่องจากสารละลายโพลิเมอร์พีเอชพีเอสามารถไหลซึมเข้าไปในชั้นทรายได้ง่ายจึงเกิดการสูญเสียเป็นปริมาณมากในระหว่างการก่อสร้าง โดยค่าอัตราการไหลจะเปลี่ยนแปลงไปตามค่าความเข้มข้นของสารละลายโพลิเมอร์ และอัตราการปนเปื้อนฝุ่นดินเหนียวในระหว่างการขุดเจาะผ่านชั้นดินเหนียวกรุงเทพฯ ผลการทดสอบจากงานวิจัยฉบับนี้แสดงให้เห็นว่าค่าอัตราการไหลของสารละลายโพลิเมอร์แปรผันตามค่าความเข้มข้นของสารละลายโพลิเมอร์ ในขณะที่ค่าอัตราการไหลของของสารละลายโพลิเมอร์แปรผกผันกับอัตราการปนเปื้อนฝุ่นดินเหนียวในสารละลายโพลิเมอร์ นอกจากนี้ค่าความเข้มข้นของสารละลายโพลิเมอร์ และอัตราการปนเปื้อนฝุ่นดินเหนียวยังส่งผลต่อความสามารถในการไหลผ่านดินทรายของสารละลาย โดยการปนเปื้อนฝุ่นดินเหนียวจะลดค่าความหนืดของสารละลายโพลิเมอร์ลง ดังนั้นปริมาณการไหลของสารละลายโพลิเมอร์เข้าไปในดินทรายมีค่าแปรผันตามอัตราการปนเปื้อนของฝุ่นดินเหนียวในสารละลายโพลิเมอร์ ในขณะที่ปริมาณการไหลของสารละลายโพลิเมอร์เข้าไปในดินทรายมีค่าแปรผกผันกับค่าความเข้มข้นของสารละลายโพลิเมอร์


ระเบียบวิธีการเรียนรู้กลุ่มอนุภาคสำหรับการกำหนดตำแหน่งข้อต่อที่น้อยที่สุด ในการออกแบบบ้านโมดูลาร์สำเร็จรูป, ธมลวรรณ สุวรรณศรี Jan 2021

ระเบียบวิธีการเรียนรู้กลุ่มอนุภาคสำหรับการกำหนดตำแหน่งข้อต่อที่น้อยที่สุด ในการออกแบบบ้านโมดูลาร์สำเร็จรูป, ธมลวรรณ สุวรรณศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่อยู่อาศัยโมดูลาร์สำเร็จรูปได้รับความนิยมมากขึ้นในหลายประเทศด้วยการก่อสร้างที่รวดเร็วและประหยัดพื้นที่ที่ใช้สำหรับเตรียมการก่อสร้าง เทคโนโลยีการก่อสร้างสำเร็จรูปนี้มีข้อได้เปรียบในด้านความสามารถในการจัดเก็บและสามารถขนส่งไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ง่าย ด้วยความหลากหลายของโครงสร้างโครงข้อแข็งทั่วไป ที่อยู่อาศัยโมดูลาร์สำเร็จรูปจะประกอบด้วยชุดแผงเหล็กสำเร็จรูปน้ำหนักเบาที่มีการออกแบบการเชื่อมต่ออย่างแม่นยำ (น็อตและสลักเกลียว และ/หรือ การเชื่อม) ต้นทุนการก่อสร้างและระยะเวลาที่ใช้ในการประกอบติดตั้งมีความสัมพันธ์กับจำนวนของการเชื่อมต่อที่มีการออกแบบไว้ ในงานวิจัยนี้นำเสนอระเบียบวิธีการเรียนรู้กลุ่มอนุภาคอย่างครอบคลุม (Comprehensive Learning Particle Swarm Optimization: CLPSO) ในการหาตำแหน่งข้อต่อที่น้อยที่สุดที่จำเป็นต่อการประกอบที่อยู่อาศัยโมดูลาร์แบบกึ่งแยกส่วนภายใต้แรงกระทำที่กำหนดและข้อกำหนดตามมาตรฐานการออกแบบ AISC-LRFD การเชื่อมต่อต่างๆ ใช้การผสมผสานรูปแบบการเชื่อมต่อที่ถูกออกแบบไว้ห้ารูปแบบโดยกำหนดตำแหน่งที่เป็นไปได้ไว้ล่วงหน้า พฤติกรรมของโครงสร้างจะถูกอธิบายด้วยเงื่อนไขความสอดคล้องของระยะกระจัดที่เปลี่ยนไปของแต่ละองศาเสรี (ในระบบสามมิติ) ที่เชื่อมระหว่างจุดที่เชื่อมต่อแต่ละแผงเหล็ก ระเบียบวิธี CLPSO จะกำหนดตัวแปรเงื่อนไขของการเชื่อมต่อที่จุดต่างๆ ทั้งหมด และทำการหาคำตอบการวางตำแหน่งของการเชื่อมต่อในตำแหน่งต่างๆ ที่เหมาะสมอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่ต้นทุนการก่อสร้างที่ต่ำที่สุด การประยุกต์ใช้ CLPSO ดังกล่าวจะนำเสนอผ่านแบบบ้านพักอาศัยของการเคหะแห่งชาติ


การเปรียบเทียบความแม่นยำการจำแนกประเภทข้อมูลอนุกรมเวลาในปริภูมิเวกเตอร์ระหว่างวิธีแซ็คและวิธีบอส: กรณีศึกษา ข้อมูลคลื่นไฟฟ้าหัวใจ, นภัสสร แก้วกล้า Jan 2021

การเปรียบเทียบความแม่นยำการจำแนกประเภทข้อมูลอนุกรมเวลาในปริภูมิเวกเตอร์ระหว่างวิธีแซ็คและวิธีบอส: กรณีศึกษา ข้อมูลคลื่นไฟฟ้าหัวใจ, นภัสสร แก้วกล้า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นหัตถการสำคัญที่ใช้วินิจฉัยความผิดปกติของหัวใจ แต่การตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจนั้นก็อาจมีสัญญาณรบกวนแบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งอาจทำให้ผลการวินิจฉัยทางการแพทย์ผิดพลาด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอัลกอริทึมสำหรับการจำแนกประเภทข้อมูลคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่มีสัญญาณรบกวนด้วย Symbolic Aggregate Approximation in Vector Space (SAXVSM) และ Bag of Symbolic Fourier Approximation Symbols in Vector Space (BOSSVS) เพื่อให้สามารถเลือกใช้อัลกอริทึมในการจำแนกประเภทข้อมูลคลื่นไฟฟ้าหัวใจได้อย่างเหมาะสม โดยใช้ข้อมูลคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ECG5000 ซึ่งอยู่ในฐานข้อมูล Physionet ซึ่งข้อมูลชุดนี้ถูกบันทึกโดยศูนย์การแพทย์ Beth Israel Deaconess Medical Center (BIDMC) ที่เมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา และผู้วิจัยได้จำลองการสัญญาณรบกวนในคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 4 แบบ ได้แก่ 1) Electromyography (EMG) 2) Powerline Interference 3) Baseline Wander และ 4) Composite ที่ระดับ 25% 50% และ 100% เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการจำแนกประเภทจังหวะการเต้นของหัวใจปกติและผิดปกติด้วย SAXVSM และ BOSSVS จากการวิจัยสามารถสรุปได้ว่า สำหรับข้อมูลทั้ง 13 ชุด ทั้ง SAXVSM และ BOSSVSM มีประสิทธิภาพดีใกล้เคียงกัน โดยมีค่าความถูกต้องและคะแนน F1 อยู่ที่ 97-99% ค่าความแม่นยำอยู่ที่ 95-99% และค่าความระลึกอยู่ที่ 97-100% แต่ BOSSVS ใช้เวลาในการประมวลผลนานกว่า SAXVSM


การพัฒนาโมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, อักษราภัคส์ โกสินรุ่งเรือง Jan 2021

การพัฒนาโมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, อักษราภัคส์ โกสินรุ่งเรือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) ศึกษาสภาพของทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียน 2) ตรวจสอบความตรงของโมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษากับข้อมูลเชิงประจักษ์ ตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 893 คน และครูผู้สอนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 78 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ซึ่งเก็บข้อมูลจากโรงเรียนจำนวน 39 แห่ง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดกรุงเทพมหานคร สุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามสำหรับนักเรียน และแบบสอบถามสำหรับครู การวิเคราะห์สถิติบรรยายด้วยโปรแกรม SPSS 22.0 และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับ (The Multilevel Structural Equation Model: MSEM) ด้วยโปรแกรม Mplus 8.8 ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพของทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียนอยู่ในระดับปานกลาง เพศหญิงและเพศชายมีระดับทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมไม่แตกต่างกัน 2) โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษามีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square = 86.903, df = 71, p-value = 0.0966 และ RMSEA = 0.016) โดยระดับนักเรียน พบว่า การอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย เจตคติต่อการเรียน และความเชื่ออำนาจภายในตน มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียน อีกทั้งการอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตยยังส่งอิทธิพลทางอ้อมต่อทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียนโดยส่งผ่านความเชื่ออำนาจภายในตนของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับระดับโรงเรียนพบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และบรรยากาศในชั้นเรียน มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ตัวแปรทำนายทั้งหมดในระดับนักเรียนและระดับโรงเรียนสามารถอธิบายความแปรปรวนของทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมได้ร้อยละ 71 และ 95 ตามลำดับ


สุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะติดกาเฟอีนของพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร, นิศาชล อัศวธาระกุล Jan 2021

สุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะติดกาเฟอีนของพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร, นิศาชล อัศวธาระกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของภาวะติดกาเฟอีน สุขภาพจิต คุณภาพการนอนหลับ รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะติดกาเฟอีนของพนักงานบริษัท กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครซึ่งเก็บข้อมูลผ่านการส่งออกแบบสอบถามออนไลน์แก่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,406 คน และได้รับแบบสอบถามคืนจำนวน 347 ชุด จากนั้นเมื่อพิจารณาตามเกณฑ์การคัดออกและความสมบูรณ์ของข้อมูลแล้ว พบว่าเหลือชุดข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 321 ชุด ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 92.51 ซึ่งทำให้กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้เป็นผู้ที่บริโภคกาแฟทั้งหมด โดยเก็บข้อมูลระหว่างเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ถึง กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 จากกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้า เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามข้อมูลการบริโภคกาแฟ แบบสอบถามภาวะติดกาเฟอีน แบบสอบถามสุขภาพจิต แบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับ แบบสอบถามการสูบบุหรี่ แบบสอบถามการดื่มสุรา และแบบสอบถามการใช้สารเสพติดอื่น ๆ ข้อมูลที่รวบรวมได้มาจากกลุ่มที่บริโภคกาแฟทั้งหมดโดยถูกนำมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด และค่าสูงสุด และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square, Independent t-test, Pearson’s correlation coefficient และ Logistic regression เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสุขภาพจิต คุณภาพการนอนหลับ กับภาวะติดกาเฟอีน ผลการศึกษาพบว่า จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 321 คน พบว่า ร้อยละ 55.44 ไม่มีอาการของสุขภาพจิตและโรคซึมเศร้า ร้อยละ 29.91 มีอาการในระดับน้อย ร้อยละ 13.40 มีอาการระดับปานกลาง และร้อยละ 1.25 มีอาการอยู่ในระดับสูง ตามลำดับ ด้านคุณภาพการนอนของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีคุณภาพการนอนในระดับที่ไม่ดี คิดเป็นร้อยละ 94.08 อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากแบบสอบถามภาวะติดกาเฟอีน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 248 คน ถูกพิจารณาว่าเป็นผู้ติดกาเฟอีน และ 73 คน เป็นผู้ที่ไม่ติดกาเฟอีน อีกทั้งคะแนนสุขภาพจิตและคุณภาพการนอนมีความสัมพันธ์กัน (r=0.578, p<0.001) ด้านปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะติดกาเฟอีนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ได้แก่ เพศหญิง ดื่มกาแฟ 2 – 4 แก้ว/วัน ดื่มกาแฟสด ดื่มเมนูคาปูชิโน ดื่มกาแฟ 4 – 7 วัน/สัปดาห์ ดื่มกาแฟเพราะเคยชินกับการดื่มเป็นประจำ ดื่มเพื่อแก้ง่วง คุณภาพการนอนไม่ดี และมีอาการของสุขภาพจิตโรคซึมเศร้า สามารถทำนายภาวะติดกาแฟของพนักงานบริษัทในทิศทางบวก ผลจากการวิจัยนี้จะช่วยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการดำเนินการของบริษัทหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมคุณภาพทางกายและทางจิตใจให้แก่พนักงานออฟฟิศ เนื่องจากผลลัพธ์จากการส่งเสริมนี้จะยังผลต่อการปฏิบัติหน้าที่และคุณภาพของงานด้วย


โปรแกรมส่งเสริมความตระหนักรู้และพฤติกรรมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยใช้ทฤษฎีการกระทำด้วยเหตุผลร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้ปัญญาทางสังคมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, อานนท์ กองสุวรรณ Jan 2021

โปรแกรมส่งเสริมความตระหนักรู้และพฤติกรรมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยใช้ทฤษฎีการกระทำด้วยเหตุผลร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้ปัญญาทางสังคมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, อานนท์ กองสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความตระหนักรู้และพฤติกรรมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างใช้การสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความตระหนักรู้และพฤติกรรมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยใช้ทฤษฎีการกระทำด้วยเหตุผลร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้ปัญญาทางสังคมจำนวน 20 คน และกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับโปรแกรมจำนวน 20 คน โดยวิธีการจับคู่ (Matching Method) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ โปรแกรมส่งเสริมความตระหนักรู้และพฤติกรรมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยใช้ทฤษฎีการกระทำด้วยเหตุผลร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้ปัญญาทางสังคม มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวม 0.98 แบบวัดความตระหนักรู้และแบบวัดพฤติกรรมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.99 และ 0.95 มีค่าความเที่ยง 0.84 และ 0.82 ระยะเวลาในการวิจัย 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที่ ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความตระหนักรู้และพฤติกรรมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความตระหนักรู้และพฤติกรรมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019หลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05


การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดรูปแบบการปรับมโนทัศน์และรูปแบบการแปลงของเลช เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, สุธารัตน์ สมรรถการ Jan 2021

การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดรูปแบบการปรับมโนทัศน์และรูปแบบการแปลงของเลช เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, สุธารัตน์ สมรรถการ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบ การเรียนการสอนตามแนวคิดรูปแบบการปรับมโนทัศน์และรูปแบบการแปลงของเลช เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น การดำเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐานเพื่อใช้ในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน 2) การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน 3) การศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น และ 4) การนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนฉบับสมบูรณ์ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 40 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ระยะเวลาในการดำเนินการทดลอง 7 สัปดาห์ รวม 35 คาบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที (t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมีหลักการสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ 1) การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนพบปัญหาหรือสถานการณ์ที่มโนทัศน์ของผู้เรียนไม่สามารถแก้ไขหรืออธิบายได้ 2) การมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมโดยการสังเกต รวบรวมข้อมูล หรือศึกษาจากทฤษฎีต่าง ๆ 3) การนำเสนอความรู้ทางคณิตศาสตร์โดยใช้รูปแบบตัวแทนทางคณิตศาสตร์ที่หลากหลายและมีความสัมพันธ์กับมโนทัศน์นั้น 4) การที่ผู้เรียนใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์เพื่อนำเสนอความรู้ทางคณิตศาสตร์ และ 5) การนำเสนอขั้นตอนวิธีการหาคำตอบได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การกระตุ้นความสงสัย 2) การวางแผนเพื่อปรับมโนทัศน์ 3) การปรับมโนทัศน์โดยใช้ตัวแทนที่หลากหลาย 4) การสรุปความหมายของมโนทัศน์ใหม่ และ 5) การนำไปใช้ 2. ประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอน พบว่า คะแนนเฉลี่ยของมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ในภาพรวมสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คะแนนเฉลี่ยของมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์จำแนกตามองค์ประกอบ พบว่า การบอกลักษณะเฉพาะ การบอกคำจำกัดความ และการบอกตัวอย่าง สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้มโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น


การศึกษาระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ในผู้ป่วยโควิด-๑๙ ที่ยืนยันการติดเชื้อด้วยปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรส แยกตามความรุนแรงของโรค, ฐาปกรณ์ ศิระวัฒนชัย Jan 2021

การศึกษาระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ในผู้ป่วยโควิด-๑๙ ที่ยืนยันการติดเชื้อด้วยปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรส แยกตามความรุนแรงของโรค, ฐาปกรณ์ ศิระวัฒนชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ด้วยวิธี sVNT ในผู้ป่วยโควิด-19 ที่กลุ่มอายุและความรุนแรงของโรคแตกต่างกัน วิธีการวิจัย ตัวอย่างเลือดผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่ยืนยันการวินิจฉัยด้วยปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรส หลังจากป่วยที่ 1, 3, 6 และ 12 เดือนตามลำดับ นำมาทดสอบหาค่าปฏิกิริยาลบล้างฤทธิ์ด้วยวิธี sVNT และนำไปทดสอบหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์กับค่าปฏิกิริยาลบล้างฤทธิ์ด้วยวิธี cVNT ผลการศึกษา ระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์หลังจากผู้ป่วยติดเชื้อมีค่าลดลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่ยังพบผลบวก (มีระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์มากกว่า 30%) ได้หลังจากติดเชื้อนานกว่า 12 เดือน โดยกลุ่มผู้ป่วยอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 50 ปี มีระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์สูงกว่าผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 50 ปี แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้ป่วยที่มีระดับความรุนแรงของโรคปานกลาง และรุนแรง/วิกฤติ มีระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ที่ 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือน สูงกว่าผู้ป่วยที่มีระดับความรุนแรงโรคน้อยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และได้นำตัวอย่างที่ตรวจระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ด้วยวิธี sVNT มาตรวจซ้ำด้วยวิธี cVNTพบว่า มีความสัมพันธ์กันในระดับสูง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ที่ 0.835 สรุป ระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ที่ตรวจด้วยวิธี sVNT สามารถตรวจพบได้หลังจากป่วยมาแล้วกว่า 1 ปี กลุ่มผู้ป่วยที่มีระดับความรุนแรงโรคปานกลาง และรุนแรง/วิกฤติ มีแนวโน้มจะมีระดับระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์สูงกว่าผู้ป่วยความรุนแรงของโรคน้อย


การประยุกต์ใช้คะแนนการตั้งเป้าความสำเร็จโดยมีผู้ป่วยเป็นศูนยกลางสำหรับผู้ป่วยโรคคอบิดเกร็ง, ปิยะณัฐ วงศ์วรรณ Jan 2021

การประยุกต์ใช้คะแนนการตั้งเป้าความสำเร็จโดยมีผู้ป่วยเป็นศูนยกลางสำหรับผู้ป่วยโรคคอบิดเกร็ง, ปิยะณัฐ วงศ์วรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความเป็นมา: โรคคอบิดเกร็งมีลักษณะสำคัญคือกล้ามเนื้อบริเวณคอที่หดเกร็งโดยไม่สามารถควบคุมได้อันเป็นเหตุให้เกิดการเคลื่อนไหวและตำแหน่งของคอและศีรษะที่ผิดปรกติไป ผลกระทบจากโรคคอบิดเกร็งมีทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวซึ่งซับซ้อนและแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ดังนั้นหากผู้ป่วยสามารถที่จะระบุปัญหาสำคัญและเป้าหมายในการรักษาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับตัวผู้ป่วยแต่ละรายเองได้ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการรักษามากขึ้น วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาแบบประเมินคะแนนการตั้งเป้าความสำเร็จ (goal attainment scale) ของการรักษาโรคคอบิดเกร็ง โดยเปรียบเทียบคะแนนของอาการกลุ่มต่างๆ ก่อนและหลังการรักษาด้วยการฉีดยาโบทูลินั่มท็อกซินในผู้ป่วยโรคคอบิดเกร็ง รูปแบบการศึกษา: การศึกษาไปข้างหน้าเชิงพรรณนาโดยการสังเกต วิธีดำเนินการวิจัย: ผู้ป่วยโรคคอบิดเกร็งปฐมภูมิแต่ละรายทำการระบุปัญหาสำคัญหรือเป้าหมายในการรักษาจำนวน 3 ข้อก่อนการฉีดยาโบทูลินั่มท็อกซิน โดยแต่ละปัญหาแบ่งคะแนนความคาดหวังออกเป็น 5 ระดับ จาก -2 ถึง +2 ในการประเมิน โดยคะแนน “0” หมายถึงผลหลังการรักษาพอดีกับที่คาดหวังไว้ คะแนนบวก “+1,+2” หมายถึงผลหลังการรักษาดีกว่าที่คาดหวังไว้ คะแนนลบ “-1,-2” บ่งชี้ถึงผลการรักษาน้อยกว่าที่คาดหวังไว้ ซึ่งปัญหาสำคัญ 3 ข้อที่แบ่งออกเป็น 5 ระดับคะแนนในแต่ละข้อจะใช้ในการประเมินผู้ป่วยก่อนการรักษาและหลังการรักษา 6 สัปดาห์ ร่วมกับนำคะแนนจากทั้งสามข้อมาคำนวณเป็น T-Score เพื่อสะท้อนถึงภาพรวมของปัญหาหลังทำการรักษา ผลการทดลอง: ผู้ป่วยโรคคอบิดเกร็งทั้งหมด 22 รายเป็นชาย 8 ราย หญิง 14 ราย ทำการระบุปัญหาสำคัญหรือเป้าหมายในการรักษารวม 66 ข้อ (รายละ 3 ข้อ) ก่อนการรักษาผู้ป่วยทั้งหมดมีคะแนน GAS T-Score น้อยกว่า 50 โดยหลังการรักษา 6 สัปดาห์ พบว่า ร้อยละ 59.09 (13 จาก 22 ราย) ของผู้ป่วยมี GAS T-Score มากกว่า 50 ร้อยละ 27.27 (6 จาก 22 ) ของผู้ป่วยมี GAS T-Score เท่ากับ 50 และร้อยละ 13.64 (3 จาก 22 ราย) ของผู้ป่วยยังคงมี GAS T-Score …


การเปรียบเทียบการรับความรู้สึกของไส้ตรงระหว่างผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการขับถ่ายร่วมกับมีและไม่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำเมื่อปวดถ่ายอุจจาระโดยใช้เครื่องบาโรแสตท, สลิล สมุทรรังสี Jan 2021

การเปรียบเทียบการรับความรู้สึกของไส้ตรงระหว่างผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการขับถ่ายร่วมกับมีและไม่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำเมื่อปวดถ่ายอุจจาระโดยใช้เครื่องบาโรแสตท, สลิล สมุทรรังสี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสำคัญและที่มา: ภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำเมื่อปวดถ่ายอุจจาระสามารถพบได้ในประชากรทั่วไปแต่จะมีอุบัติการณ์เพิ่มมากขึ้นในผู้ป่วยที่มีการขับถ่ายอุจจาระที่ผิดปกติไม่ว่าจะเป็นภาวะกลั้นอุจจาระไม่ได้ หรือ ภาวะท้องผูก แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาที่ครอบคลุมกลไกในการเกิดภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำเมื่อปวดถ่ายอุจจาระ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาระดับการรับความรู้สึกของไส้ตรงในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการขับถ่ายร่วมกับมีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการขับถ่ายแต่ไม่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำโดยใช้เครื่องบาโรสแตท ระเบียบวิธีการวิจัย: งานวิจัยนี้มีการเปรียบเทียบข้อมูลพื้นฐาน คือ เพศ อายุ ดัชนีมวลกาย ซึ่งไม่แตกต่างระหว่างอาสาสมัครที่ไม่มีความผิดปกติในการขับถ่าย และผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการขับถ่ายร่วมกับมีและไม่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำ โดยนิยามของภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำคือ มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำ อย่างน้อย 1 ครั้ง/สัปดาห์ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ระดับความรู้สึกของไส้ตรงแบ่งออกเป็น 8 ระดับ คือ 0 ไม่มีความรู้สึกในไส้ตรง 1 รู้สึกภายในไส้ตรงแต่ไม่ใช่ลมและอุจจาระ 2 รู้สึกว่ามีลมในไส้ตรง 3 รู้สึกอยากผายลม 4 รู้สึกว่ามีอุจจาระในไส้ตรงแต่ไม่ปวดอยากถ่าย 5 รู้สึกปวดอยากถ่ายอุจจาระ 6 รู้สึกต้องรีบเข้าห้องน้ำแต่สามารถกลั้นอุจจาระได้ 7 รู้สึกปวดอยากถ่ายมากไม่สามารถกลั้นอุจจาระได้ โดยใช้เครื่องบาโรสแตทในการตรวจวัดระดับการรับความรู้สึกของไส้ตรงและค่าความยืดหยุ่นของผนังไส้ตรง แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ การตรวจโดยเพิ่มความดันครั้งละ 4 มม.ปรอท เริ่มต้นที่ 4 มม.ปรอท คงไว้ที่ 1 นาที จากนั้นปล่อยออก มีระยะเวลาห่างกัน 1 นาที และเพิ่มความดันขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึง 50 มม.ปรอท และขั้นที่ 2 ตรวจโดยการเพิ่มความดันขึ้นเรื่อย ๆ จาก 4 มม.ปรอท ทุก 1 นาที โดยไม่มีการปล่อยลมออกจนกระทั่ง 50 มม.ปรอท ผลการวิจัย: ผู้ป่วยที่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำมีจำนวนการขับถ่ายต่อสัปดาห์มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำเฉลี่ย 7 (4-14) vs 5(2-7) นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำมีลักษณะของอุจจาระที่เหลวมากกว่า พบว่ามีโรคประจำตัวคือลำไส้แปรปรวน ชนิดท้องเสีย และกลั้นอุจจาระไม่ได้มากกว่าผู้ป่วยที่มีไม่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำ ผู้ป่วยที่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำจำนวน 8 ราย (57.14%) ไม่มีความรู้สึกปวดอยากถ่ายอุจจาระ แต่จะมีความรู้สึกต้องรีบเข้าห้องน้ำทันทีหลังจากที่รู้สึกว่ามีอุจจาระในไส้ตรงซึ่งแตกต่างจากผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำซึ่งพบเพียง 2 ราย (14.25%) และ อาสาสมัครที่ไม่มีความผิดปกติในการขับถ่ายซึ่งพบเพียง …


ประสิทธิภาพของการฉีดยาโบทูลินัมท็อกซินชนิดเอด้วยเข็มฉีดยาขนาดเล็กในผู้ป่วยโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก, สุพพตา เมธารักษ์ชีพ Jan 2021

ประสิทธิภาพของการฉีดยาโบทูลินัมท็อกซินชนิดเอด้วยเข็มฉีดยาขนาดเล็กในผู้ป่วยโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก, สุพพตา เมธารักษ์ชีพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: การฉีดโบทูลินัมท็อกซินชนิดเอถือเป็นการรักษาทางเลือกแรกในผู้ป่วยที่มีอาการกระตุกที่ซีกหน้า แต่ผลการรักษาเป็นเพียงชั่วคราว ส่งผลให้เกิดการฉีดยาซ้ำซึ่งเกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดและความรู้สึกไม่สบาย แม้ว่าการใช้เข็มขนาดเล็ก (microneedle) จะเป็นวิธีปฏิบัติทั่วไปสำหรับการทำหัตถการบนใบหน้าในเวชศาสตร์ความงาม และมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสามารถลดความเจ็บปวดและลดรอยฟกช้ำ แต่ยังไม่มีหลักฐานการศึกษาในโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก วัตถุประสงค์: จุดมุ่งหมายของการศึกษานี้คือเพื่อเปรียบเทียบความรุนแรงและลักษณะของความเจ็บปวดและรอยฟกช้ำจากการฉีดยาโบทูลินัมท็อกซินชนิดเอในผู้ป่วยใบหน้ากระตุกครึ่งซีกด้วยเข็มขนาดเล็ก (34-G) กับเข็มมาตรฐาน (30-G) วิธีการศึกษาวิจัย: รูปแบบการวิจัยเป็นการทดลองแบบ cross-over, double-blind, randomized controlled trial ศึกษาในผู้ป่วยโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีกทั้งหมด 62 ราย โดยอาสาสมัครจะได้รับการฉีดโบทูลินัมท็อกซินชนิดเอสองครั้ง ห่างกัน 12 สัปดาห์ด้วยเข็มมาตรฐานและ microneedle อาสาสมัครทุกคนได้รับการฉีดยาด้วยโดยผู้วิจัยคนเดียวกันโดยใช้เทคนิคการฉีดแบบเดียวกัน ปริมาณยาและจำนวนบริเวณที่ฉีดเท่ากันทั้งสองรอบ การวัดผลลัพธ์หลัก ได้แก่ ความรุนแรงและลักษณะของความเจ็บปวด ซึ่งวัดจากแบบสอบถามหลังจากการฉีดด้วย Visual Analogue Scale (VAS) และแบบสอบถาม Short-form McGill Pain Questionnaire (SF-MPQ-2) สำหรับผลลัพธ์รองคือคะแนนรอยฟกช้ำ ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ และประสิทธิภาพของการฉีดโบทูลินัมท็อกซินชนิดเอโดยใช้ Global rating scale และ Comprehensive scale โดยมีการวัดผลที่หนึ่งสัปดาห์และหนึ่งเดือนหลังการฉีด ผลการศึกษา: อาสาสมัครโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีกจำนวน 62 รายได้เข้าร่วมการศึกษา ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (72.6%) โดยมีอายุเฉลี่ย 60.18 ± 11.12 ปีและระยะเวลาเป็นโรคเฉลี่ย 5.64 ± 3.98 ปี เมื่อเทียบกับการฉีดเข็มแบบมาตรฐาน การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของ VAS (p<0.001), SF-MPQ-2 ทั้งหมด (p<0.001) และคะแนนรอยช้ำ (p<0.001) ถูกแสดงให้เห็นด้วยการฉีดด้วยเข็มขนาดเล็ก อัตราและประเภทของภาวะแทรกซ้อนไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสองขั้นตอน ประสิทธิภาพระหว่างสองขั้นตอน ซึ่งวัดที่การตรวจวัดพื้นฐาน หนึ่งสัปดาห์ และหนึ่งเดือนหลังการฉีด แสดงให้เห็นถึงผลกระทบด้านเวลาที่มีนัยสำคัญต่อการให้ Global rating scale และ Comprehensive scale ซึ่งบ่งชี้ว่าทั้งการฉีดแบบมาตรฐานและแบบการฉีดด้วยเข็มขนาดเล็กช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ของผู้ป่วย สรุป: การฉีดโบทูลินัมท็อกซินด้วยเข็มขนาดเล็กในผู้ป่วยโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีกสามารถลดอาการปวดและรอยช้ำได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับเข็มขนาดมาตรฐาน โดยที่มีประสิทธิภาพในการรักษาไม่แตกต่างกัน


การตรวจจับโรคมะเร็งตับโดยการตรวจคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสี ในผู้ป่วยโรคตับแข็งที่ได้รับการตรวจคัดกรองเฝ้าระวังโรคมะเร็งตับ, หัตถกาญจน์ นวดุรงค์ Jan 2021

การตรวจจับโรคมะเร็งตับโดยการตรวจคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสี ในผู้ป่วยโรคตับแข็งที่ได้รับการตรวจคัดกรองเฝ้าระวังโรคมะเร็งตับ, หัตถกาญจน์ นวดุรงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เปรียบเทียบความสามารถในการตรวจจับโรคมะเร็งตับของคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสีเทียบกับอัลตราซาวด์ ในผู้ป่วยโรคตับแข็งที่ได้รับการตรวจคัดกรองเฝ้าระวังโรคมะเร็งตับ วิธีการศึกษา: ศึกษาข้อมูลของผู้ป่วยโรคตับแข็งในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่ได้รับการตรวจคัดกรองเฝ้าระวังโรคมะเร็งตับด้วยอัลตราซาวด์แล้วพบว่ามีความผิดปกติ จำนวน 465 ราย ซึ่งได้รับการตรวจคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่มีสารทึบรังสี โดยรังสีแพทย์ 2 ท่านแปลผลภาพถ่ายรังสีคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสี ซึ่งประกอบด้วย T1-weighted, T2-weighted และ diffusion-weighted imaging (DWI) วินิจฉัยโรคมะเร็งตับจากการตรวจคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่มีสารทึบรังสีและหรือพยาธิวิทยาของก้อนมะเร็งตับ ศึกษาความไว ความจำเพาะ ค่าการคาดหมายที่เป็นบวกและลบ ความแม่นยำของการตรวจคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสีและอัลตราซาวด์ ผลการศึกษา: ในผู้ป่วยโรคตับแข็งทั้งสิ้น 465 ราย พบก้อนมะเร็งตับจำนวน 217 ก้อน ในผู้ป่วย 138 ราย พบว่าคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสีมีความไวน้อยกว่าอัลตราซาวด์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยความไวต่อผู้ป่วยของคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสีและอัลตราซาวด์ คือ 68.8% และ 81.1%, p=0.02 ตามลำดับ และความไวต่อรอยโรคของคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสีและอัลตราซาวด์ คือ 49.7% และ 41.4%, p=0.1 ตามลำดับ คลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสีมีความจำเพาะต่อผู้ป่วยและต่อรอยโรคมากกว่าอัลตราซาวด์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โคยความจำเพาะต่อผู้ป่วยของคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสีและอัลตราซาวด์ คือ 92.9% และ 62%, p<0.05 ตามลำดับ และความจำเพาะต่อรอยโรคของคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสีและอัลตราซาวด์ คือ 94.6% และ 75.4%, p<0.05 ตามลำดับ สรุป: คลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสีมีความจำเพาะมากกว่าอัลตราซาวด์ ในการตรวจจับโรคมะเร็งตับในผู้ป่วยโรคตับแข็ง สามารถนำมาใช้ในตรวจคัดกรองเฝ้าระวังโรคมะเร็งตับในผู้ป่วยโรคตับแข็งได้


การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่า, สุรเกียรติ ธาดาวัฒนาวิทย์ Jan 2021

การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่า, สุรเกียรติ ธาดาวัฒนาวิทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับของความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการ (2) พัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่า (3) ทดลองใช้โปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่า และ (4) เสนอแนะแนวทางในการนำโปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่าไปใช้ในการศึกษาระดับอุดมศึกษา ตัวอย่างวิจัย คือ นักศึกษาที่กำลังศึกษาด้านอุตสาหกรรมบริการ จำนวน 532 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่า แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบประเมินผลงานนักศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงบรรยาย สถิติเชิงอ้างอิงโดยใช้การทดสอบที และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษามีค่าเฉลี่ยความฉลาดทางวัฒนธรรมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่ากลุ่ม ตัวอย่างมีความฉลาดทางวัฒนธรรมด้านแรงจูงใจทางวัฒนธรรมสูงที่สุด รองลงมาคือด้านอภิปัญญาทางวัฒนธรรม ด้านพฤติกรรมทางวัฒนธรรมและด้านปัญญาทางวัฒนธรรม 2) โปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่า ประกอบ ด้วยการพัฒนาความฉลาดทางวัฒนธรรม 6 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้างความตระหนักทางวัฒนธรรม การสร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรม การเผชิญกับสถานการณ์ทางวัฒนธรรม การสะท้อนกลับระหว่างผู้เรียน การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิด และการพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติของตนเอง จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการสร้างคุณค่า 5 ขั้นตอน ได้แก่ การทำความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายเชิงลึก กำหนดโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย การระดมความคิดเห็น การสร้างสินค้าหรือบริการต้นแบบ และการทดสอบ โดยมีระยะเวลาในการเข้าร่วมโปรแกรมจำนวน 30 ชั่วโมง แบ่งเป็นครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมงจำนวน 10 ครั้ง 3) ระดับของความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการหลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า นักศึกษาอุตสาหกรรมบริการมีความฉลาดทางวัฒนธรรมภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกองค์ประกอบ โดยองค์ประกอบที่มีความแตกต่างกันมากที่สุด คือ ด้านปัญญาทางวัฒนธรรม รองลงมาคือ ด้านพฤติกรรมทางวัฒนธรรม ด้านอภิปัญญาทางวัฒนธรรม และด้านแรงจูงใจทางวัฒนธรรม ตามลำดับ 4) การนำโปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมเพื่อการสร้างคุณค่าไปปรับใช้กับนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการสามารถนำไปใช้ได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาที่เกี่ยวข้องทั้งความเกี่ยวข้องด้านความฉลาดทางวัฒนธรรมและแนวคิดการพัฒนาคุณค่า การนำไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในองค์กร การนำไปเป็นหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษาด้านอุตสาหกรรมบริการ การนำไปปรับใช้ในรูปแบบของสหกิจศึกษาที่ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งของสถาบันการศึกษาและสถานประกอบการอย่างชัดเจน การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ การเปิดเป็นรายวิชาเฉพาะของระดับอุดมศึกษา รวมไปถึงการเรียนรู้ตามอัธยาศัยตามความสนใจของผู้เรียนเอง และการเรียนเพื่อสะสมหน่วยกิต


The Transfer Of Expressive Meaning In The Translation Of Thai Amplifiers In The Literary Works Into English, Maliwan Bunsorn Jan 2021

The Transfer Of Expressive Meaning In The Translation Of Thai Amplifiers In The Literary Works Into English, Maliwan Bunsorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study explores cross-language intensification in affirmative sentences by examining the translation of standard and strong amplifiers, words that scale upward from an assumed norm to emphasize a quality of any entities, from Thai into English, the types of shifts involved, as well as similarities and differences in the translation of amplifiers by native and non-native translators. The data comprises 1,254 source text amplifiers, which were drawn from a corpus of eight works of fiction in Thai and their English translations translated by professional translators. Research inquiries were made with two translators to identify decisions behind their translations. The analysis …


Effects Of Working Memory On Structural Competition In Processing English Present Tense Morphology By L1 Thai Learners, Sonthaya Rattanasak Jan 2021

Effects Of Working Memory On Structural Competition In Processing English Present Tense Morphology By L1 Thai Learners, Sonthaya Rattanasak

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the course of second language (L2) acquisition, L2 grammatical processing is often found to be dissimilar to that of native speakers, and nonnative processing difficulties have been attributed to various sources. In the realms of agreement processing, whether both first language (L1) and L2 linguistic systems are co-activated simultaneously within a bilingual mind during grammatical processing remains an active question in language sciences. This study examined individual differences in terms of working memory capacity and distance-based complexity in L2 agreement processing. In two word-by-word self-paced reading experiments, a total of 80 agreement-lacking Thai learners of L2 English and 80 …


Sustainable Livelihood Of Fishermen: A Case Study In The City Of Semarang, Indonesia, Adam Prayuda Jan 2021

Sustainable Livelihood Of Fishermen: A Case Study In The City Of Semarang, Indonesia, Adam Prayuda

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The study aims to look at the social and economic circumstances of fishermen in Semarang City, their local livelihoods, and the significant role of the state through Semarang Fisheries Service to improve the economic livelihoods and social welfare of this marginal group. It applies a sustainable livelihood framework to look at the compatibility and empowerment process that can affect the Fishermen's Community. This research used mixed methods to understand the problem and apply narrative techniques for case studies to obtain the data. Different sources of information are used to triangulate information, perspectives, and expected results to increase knowledge in providing …


Effects Of Configuration And Operating Conditions On Turbidity Removal Of Jet Clarifier, Ploypailin Romphophak Jan 2021

Effects Of Configuration And Operating Conditions On Turbidity Removal Of Jet Clarifier, Ploypailin Romphophak

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In water treatment, flocculation creates large and weighty flocs enough to be removed by the downstream processes of sedimentation and filtration. Among the various existing technologies, the jet clarifier is considered as an effective and compact system as it couples flocculation and clarification in a single unit. For the design of jet mixing, much experimental work has been done and many correlations have been proposed. However, these correlations are case specifics, and, to date, there is no comprehensive view for the flocculation aspect. In order to evaluate the performance of the jet clarifier for turbidity removal and understand hydrodynamics to …


A Comparison Of Implant Stability Between Two Dental Implant Designusing Two Different Stability Measuring Technique, Chanikarn Chaksupa Jan 2021

A Comparison Of Implant Stability Between Two Dental Implant Designusing Two Different Stability Measuring Technique, Chanikarn Chaksupa

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objective To investigate the primary stability of aggressive thread design implant comparing to nonaggressive thread design implant and to evaluate the correlation between ISQ values and IST values. Materials and methods 96 implants were used in this study. 48 BLT Straumann® and 48 BLX Straumann® were used. All implants were digitally planned and placed in 3D printed model using computer assisted guided surgery. The edentulous area at models were packed with randomized pattern of four different kinds of polyurethane blocks to replicate mixed cancellous bone. Postoperative implant stability measurement was performed immediately after implant insertion. Implant stability was measured by …


Accuracy Comparison Of Dental Implants Obtained By Dynamic Cais In All-On-4 Edentulous Area Among Different Types Of Bone Density: An In Vitro Study, Jutasinee Pornpolsarun Jan 2021

Accuracy Comparison Of Dental Implants Obtained By Dynamic Cais In All-On-4 Edentulous Area Among Different Types Of Bone Density: An In Vitro Study, Jutasinee Pornpolsarun

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Determination of available bone is particularly important in implant placement quality of bone can affect the accuracy implant placement. Currently, Dynamic navigation system illustrated the improvement of implant accuracy, The accuracy of implant placement using computer-assisted implant placement system (CAIS) is unknown. As a result, the goal of this study was to see how bone density affected implant placement accuracy with Dynamic CAIS. Purpose: To determine the effect of different bone density in the accuracy of implant placement using dynamic navigation system Materials and Methods: The study's overall design includes a single doctor planning each implant using a CBCT …


Clinical Accuracy Between Planned And Placed Posterior Implant Position Of Two Static Implant Planning Software Programs In Inexperienced Operators, Wanwanat Singthong Jan 2021

Clinical Accuracy Between Planned And Placed Posterior Implant Position Of Two Static Implant Planning Software Programs In Inexperienced Operators, Wanwanat Singthong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objective: This study aimed to evaluate and examine the difference in posterior implant positioning between the planned and placed positions when inexperienced operators used two static implant planning software packages following a fully guided implant surgery protocol in the clinical field. Materials and methods: Twenty-four patients who needed single posterior implant placement were randomly divided into two groups based on the used implant planning software (group 1, coDiagnostiX, n=12; group 2, Implant Studio, n=12). The dataset of the placed implant position, generated from digitizing the implant impression, was superimposed on the planned implant position. The number of horizontal, angular, and …


Halloween Effect And Equity Mutual Funds In Thailand, Tunyaporn Wiriyadee Jan 2021

Halloween Effect And Equity Mutual Funds In Thailand, Tunyaporn Wiriyadee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This paper investigates one of the most famous seasonal anomalies, namely Halloween effect. It is based on the observation that return during November to April so-called winter period tend to perform better than return during May to October so-called summer period. Using a sample of 97 Thailand equity funds during 2012-2021, we extend previous research by focusing on the Halloween effect in mutual funds market. Our research consists of three main objectives. First, we investigate the existence of Halloween effect in Thailand equity mutual funds. Second, we look into different characteristics of funds by categorizing based on categories from Morningstar …


Nutritional Value And Functional Properties Of Moringa Oleifera Leaf Protein Concentrate, Annelise Ida Halafihi Jan 2021

Nutritional Value And Functional Properties Of Moringa Oleifera Leaf Protein Concentrate, Annelise Ida Halafihi

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Moringa oleifera leaf is considered an inexpensive source of protein. As leaf protein concentrate (LPC), protein content offered is higher and easier for use than in leaf. Therefore, this study aimed to prepare moringa leaf protein concentrate (MoLPC) from dried moringa leaves, compare their physico-chemical and functional properties and determine enhanced nutritional value of pancakes fortified with MoLPC compared to unfortified pancake. Using two varieties (Thai (TMo) and Indian (IMo) moringa from Nan area), LPC from each variety was prepared by alkali solubilization (pH 9) followed by acid-precipitation at pH 4.5. Effects of heat on the protein precipitation was studied …


Preparation Of Encapsulated Konjac Glucomannan-Based Fish Oil And Its Use In High Pressure Processed Goat Milk, Siriwan Suknicom Jan 2021

Preparation Of Encapsulated Konjac Glucomannan-Based Fish Oil And Its Use In High Pressure Processed Goat Milk, Siriwan Suknicom

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study was divided into 3 parts. The objective of first part aims to investigate the effect of konjac glucomannan (KGM) solution (0.02-0.5%, w/w) at different pH (3, 5 and 9) on the stability between 5% fish oil- skim milk with and without casein emulsion. The second part aims to study the effects of konjac glucomannan (KGM) solution (0.02-0.5%, w/w) at different pH (3-10) on the stability of 5%fish oil-milk emulsion. And the last part aims to study the effect of high-pressure (400, 500 and 600 MPa) on the improvement of the stability of 5%fish oil-milk emulsion. The results of …


Arsenic Removal From The Contaminated Soil By Bio-Based Washing Agent In A Combined Mechanical Agitation And Ultrasonication Process, Polwatte Arachchillaya Buddhika Prabath Abeyrathne Jan 2021

Arsenic Removal From The Contaminated Soil By Bio-Based Washing Agent In A Combined Mechanical Agitation And Ultrasonication Process, Polwatte Arachchillaya Buddhika Prabath Abeyrathne

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

A significant amount of arsenic (As) pollution has been found globally, with several health consequences. Soil washing is a cost-effective mix of chemical and physical procedures that have been used to remove heavy metals from polluted soil. This study investigated the possibility of using a lipopeptide biosurfactant from Bacillus subtilis GY19 as a washing agent to remove As from contaminated soil. To improve the effectiveness of biosurfactants, sodium carbonate and ethylenediaminetetraacetic acid (EDTA) were employed as builders to minimize the influence of exchangeable cations in the soil. The agricultural soil utilized in the study was spiked with As at an …


Spray Dried Asiatic Acid-Palm Oil Nanoemulsion With Improved Characteristics And Antihypertensive Effect Study In Rat Model Of Hypertension, Aditya Trias Pradana Jan 2021

Spray Dried Asiatic Acid-Palm Oil Nanoemulsion With Improved Characteristics And Antihypertensive Effect Study In Rat Model Of Hypertension, Aditya Trias Pradana

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Hypertension is a risk factor for premature death worldwide.It is characterized by an increase in blood pressure, so it needs therapy to regulate it and keep the value normal. Asiatic acid (AA) and palm oil (PO) were alternative antihypertensive agents that were promising to be developed. Both were natural compounds obtained from the Centella asiatica and Elaesis guineensis plants. However, low solubility, low absorption, rapid metabolism, low bioavailability and high oxidation were the limitation for both of them as an active compounds. Thus, a combination of nanoemulsion formulation and drying with a spray dryer was necessary to improve the physicochemical …