Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11405)
- Veterinary Medicine (2805)
- Life Sciences (2000)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
-
- Social and Behavioral Sciences (1351)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Medical Sciences (861)
- Engineering (776)
- Physical Sciences and Mathematics (680)
- Education (436)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (389)
- Arts and Humanities (378)
- Public Health (333)
- Environmental Sciences (323)
- Business (301)
- Civil and Environmental Engineering (293)
- Sports Sciences (288)
- Sociology (267)
- Architecture (264)
- Economics (226)
- Environmental Studies (208)
- Chemistry (191)
- Law (169)
- Psychology (163)
- Mental and Social Health (152)
- Health and Physical Education (145)
- Other Mental and Social Health (143)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (140)
- Keyword
-
- Thailand (142)
- Dog (123)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (39)
- Immunohistochemistry (35)
- Cat (29)
- Risk factors (28)
- Anxiety (27)
- COVID-19 (27)
- Quality of life (27)
- Stress (27)
- Elderly (25)
- Antioxidant (24)
- Children (24)
- Rat (23)
- Indonesia (22)
- Diagnosis (21)
- Oxidative stress (21)
- Escherichia coli (20)
- Histopathology (20)
- Knowledge (20)
- PCR (20)
- Attitude (19)
- Breast cancer (19)
- Efficacy (19)
- Pigs (19)
- Reliability (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (6481)
- Chulalongkorn Medical Journal (4166)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2584)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1642)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
-
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Journal of Health Research (222)
- Applied Environmental Research (208)
- Journal of Urban Culture Research (107)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (104)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (83)
- Halal Insight (58)
- PASAA (41)
- Manusya, Journal of Humanities (32)
- Journal of Education Studies (30)
- Journal of Social Sciences (30)
- Journal of Demography (25)
- Thai Environment (23)
- Asian Review (17)
- Journal of Letters (15)
- Chulalongkorn University Law Journal (12)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (5)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (1)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (1)
- Publication Type
Articles 5731 - 5760 of 17385
Full-Text Articles in Entire DC Network
การศึกษาปริมาตรสมองที่ขาดเลือดโดยใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรมอัตโนมัติทำนายการเกิดเลือดออกในสมองหลังได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำในผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดเฉียบพลันภายใน 7 วัน ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, วรรณภา รักสุจริต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปริมาตรของสมองที่ขาดเลือดโดยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรมอัตโนมัติสามารถใช้ทำนายการเกิดเลือดออกในสมองร่วมกับอาการทางระบบประสาทที่เลวลงหลังให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำในผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดเฉียบพลันภายใน 7 วันได้หรือไม่ วิธีการวิจัย การศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดเฉียบพลันในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตั้งแต่ เดือนมกราคม พ.ศ.2561 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ.2563 ที่ได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำและได้รับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง perfusion CT ภายหลังการได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำและติดตามเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองภายหลังการได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำภายใน 36 ชั่วโมง ผลการศึกษา มีผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่ได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำและมีเลือดออกในสมองจำนวน 33 ราย (19.07%) โดยมีผู้ป่วยที่มีเลือดออกในสมองแต่ไม่มีอาการ 28 ราย (16.2%) และ ผู้ป่วยที่มีเลือดออกในสมองที่มีอาการทางระบบประสาทที่เลวลง 5 ราย (2.9%) โดยปริมาตรสมองที่ขาดเลือดที่ใช้ทำนายการเกิดเลือดออกในสมองคือ มากกว่าหรือเท่ากับ 3.5 มิลลิลิตร มีความไว 75.8% และความจำเพาะ 82.1% สรุปการศึกษา ปริมาตรของสมองที่ขาดเลือดโดยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรมอัตโนมัติสามารถทำนายการเกิดเลือดออกในสมองได้ แต่ไม่สามารถทำนายการเกิดเลือดออกในสมองที่มีอาการทางระบบประสาทที่เลวลงได้
การศึกษาเปรียบเทียบอัตราการถอดท่อช่วยหายใจสำเร็จ ระหว่างวิธีการทดสอบการหายใจด้วยแรงดันบวก และวิธีการทดสอบการหายใจด้วยการให้ออกซิเจนผ่านท่อวงจรรูปตัวที ในผู้ป่วยที่มีการไหลของอากาศถูกจำกัดในช่วงหายใจออก, ญาณิศา เกลื่อนวัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: การไหลของอากาศถูกจำกัดในช่วงหายใจออก คือภาวะที่ผู้ป่วยไม่สามารถเพิ่มอัตราการไหลของอากาศช่วงหายใจออกได้ แม้จะมีความแตกต่างของระดับความดันภายในหลอดลม ซึ่งสามารถพบได้ในผู้ป่วยที่มีภาวะการหายใจล้มเหลวหลังการหย่าเครื่องช่วยหายใจได้ถึง 60% อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีข้อแนะนำหรือแนวทางการประเมินเพื่อหย่าเครื่องช่วยหายใจในผู้ป่วยกลุ่มนี้อย่างชัดเจน วัตถุประสงค์ของการศึกษา: เพื่อเปรียบเทียบอัตราการถอดท่อช่วยหายใจได้สำเร็จ และสามารถถอดท่อช่วยหายใจได้เป็นเวลาอย่างน้อย 72ชั่วโมง ในผู้ป่วยที่มีการไหลของอากาศถูกจำกัดในช่วงหายใจออก ระหว่างวิธีการทดสอบการหายใจด้วยแรงดันบวก (SBT with Pressure Support Ventilation) และวิธีการทดสอบการหายใจด้วยการให้ออกซิเจนผ่านท่อวงจรรูปตัวที (SBT with T-piece) วิธีศึกษา: การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม และไม่ด้อยกว่า โดยศึกษาในผู้ป่วยที่มีภาวะการหายใจล้มเหลวซึ่งได้รับการช่วยหายใจผ่านทางท่อช่วยหายใจเป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง และเข้าได้กับเกณฑ์ความพร้อมเพื่อการหย่าเครื่องช่วยหายใจ ทำการสุ่มด้วยระบบคอมพิวเตอร์เพื่อแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้การทดสอบการหายใจด้วยแรงดันบวกในระยะเวลา 30 นาที และกลุ่มที่ได้การทดสอบการหายใจด้วยออกซิเจนผ่านท่อวงจรรูปตัวทีในระยะเวลา 30 นาที วัตถุประสงค์หลักของการศึกษานี้ คืออัตราการถอดท่อช่วยหายใจได้สำเร็จ และสามารถถอดท่อช่วยหายใจได้เป็นเวลาอย่างน้อย 72 ชั่วโมง และวัตถุประสงค์รองของการศึกษา ได้แก่ อัตราของภาวะการหายใจล้มเหลวหลังการถอดท่อช่วยหายใจในช่วง 7 วัน, ระยะเวลาที่ต้องมีการใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำหลังการหย่าเครื่องช่วยหายใจและถอดท่อช่วยหายใจ, อัตราการผ่านขั้นตอนการทดสอบการหายใจ เป็นต้น ผลการศึกษา: ผู้ป่วยที่เข้าสู่การศึกษาทั้งสิ้น 99 ราย เป็นเพศชาย 50.5% มีค่ามัธยฐานของอายุที่ 70 [23] ปี และมีสาเหตุที่นำมาสู่ภาวะการหายใจล้มเหลวจากระบบทางเดินหายใจเป็นส่วนใหญ่ (68.7%) เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติแล้ว พบว่าอัตราการหย่าเครื่องช่วยหายใจและถอดท่อช่วยหายใจได้สำเร็จเป็นเวลาอย่างน้อย 72 ชั่วโมงของกลุ่มที่ได้การทดสอบการหายใจด้วยแรงดันบวก ไม่ด้อยกว่ากลุ่มที่ได้การทดสอบการหายใจด้วยออกซิเจนผ่านท่อวงจรรูปตัวที คิดเป็น 82% และ 81.63% ตามลำดับ (95%CI -0.148 to 0.156, p=0.0475) รวมถึงอัตราการผ่านขั้นตอนการทดสอบการหายใจ (96% และ 93.9% ตามลำดับ; 95%CI -0.065 to 0.108, p<0.001) พบว่าไม่ด้อยกว่าด้วยเช่นกัน ส่วนอัตราของภาวะการหายใจล้มเหลวหลังการถอดท่อช่วยหายใจในช่วง 7 วันของกลุ่มที่ได้การทดสอบการหายใจด้วยแรงดันบวก และกลุ่มที่ได้การทดสอบการหายใจด้วยออกซิเจนผ่านท่อวงจรรูปตัวที พบว่าไม่สามารถสรุปผลได้ (22.9% และ 15.2% ตามลำดับ; 95%CI -0.081 to 0.235, p=0.369) นอกจากนี้ยังไม่มีความแตกต่างทางสถิติของระยะเวลาที่ต้องมีการใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำหลังการหย่าเครื่องช่วยหายใจและถอดท่อช่วยหายใจอีกด้วย (55 [95.5] ชั่วโมง และ 25.33 [48] ชั่วโมงตามลำดับ, p=0.683) สรุป: อัตราการหย่าเครื่องช่วยหายใจและถอดท่อช่วยหายใจได้สำเร็จ ด้วยวิธีการทดสอบการหายใจด้วยแรงดันบวก ไม่ด้อยกว่าการทดสอบการหายใจด้วยออกซิเจนผ่านท่อวงจรรูปตัวทีในผู้ป่วยที่มีการไหลของอากาศถูกจำกัดในช่วงหายใจออก และการศึกษานี้ยังเป็นการศึกษาแรกที่แสดงถึงความไม่แตกต่างของผลการทดสอบการหายใจระหว่าง 2 วิธีดังกล่าว ในแง่ของอัตราการหย่าเครื่องช่วยหายใจและถอดท่อช่วยหายใจสำเร็จในผู้ป่วยที่มีภาวะการไหลของอากาศถูกจำกัดในช่วงหายใจออกนี้
ผลของการพยาบาลตามแนวคิดของนิวแมนต่อพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อของมารดาเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ได้รับยาเคมีบำบัด, วารีรัตน์ วรรณโพธิ์
ผลของการพยาบาลตามแนวคิดของนิวแมนต่อพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อของมารดาเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ได้รับยาเคมีบำบัด, วารีรัตน์ วรรณโพธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการพยาบาลตามแนวคิดของนิวแมนต่อพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อของ มารดาเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ได้รับยาเคมี กลุ่มตัวอย่าง คือ มารดาของผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ในโรงพยาบาลรามาธิบดี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive samping) จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 15 คน กลุ่มทดลองได้รับการพยาบาลตามแนวคิดของนิวแมน เพื่อป้องกันการติดเชื้อภายหลังได้รับยาเคมีบำบัด เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อของมารดาเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่ได้รับยาเคมีบำบัด มีค่าความตรงตามเนื้อหา 1.0 และค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยงของเครื่องมือ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติ Mann-Whitney U ผลการวิจัยพบว่า มารดาผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด กลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามแนวคิดของนิวแมน มีพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
แนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์เชิงบวกให้แก่นักศึกษาพิการ, รัตนลักษณ์ มณีรัตนโชติวงศ์
แนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์เชิงบวกให้แก่นักศึกษาพิการ, รัตนลักษณ์ มณีรัตนโชติวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ของนักศึกษาพิการในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอัตลักษณ์เชิงบวกของนักศึกษาพิการ เพื่อวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์เชิงบวกให้แก่นักศึกษาพิการ และเพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์เชิงบวกให้แก่นักศึกษาพิการ ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมผสานวิธี (Mixed Methods Research) โดยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากนักศึกษาพิการที่กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันอุดมศึกษากลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 6 แห่ง จำนวน 128 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) นักศึกษาพิการที่มีอัตลักษณ์เชิงบวก จำนวน 12 คน สัมภาษณ์และสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 44 คน และสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 11 คนเพื่อวิเคราะห์แนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์เชิงบวกให้แก่นักศึกษาพิการ ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาพิการในสถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่ คือจำนวนร้อยละ 75.00 เป็นผู้มีอัตลักษณ์เชิงบวก แบ่งเป็นนักศึกษาพิการที่มีอัตลักษณ์ในระดับดีมากร้อยละ 18.75 และนักศึกษาพิการที่มีอัตลักษณ์ในระดับดี ร้อยละ 56.25 และพบว่าไม่มีนักศึกษาพิการที่มีอัตลักษณ์ในระดับน้อยและระดับน้อยที่สุด โดยพบว่ามีนักศึกษาพิการมีอัตลักษณ์อยู่ในขั้นที่ 3 ยอมรับและเข้าใจในความพิการของตนเอง (Acceptance Stage) มากที่สุด ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอัตลักษณ์เชิงบวกของนักศึกษาพิการ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือปัจจัยภายใน ได้แก่ ประเภทความพิการ, ระดับความพิการ, อายุที่ได้รับความพิการ และสาเหตุของความพิการ ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ประสบการณ์ในชีวิตที่ได้รับ, วิธีการเลี้ยงดูจากครอบครัว, รูปแบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ระบบความช่วยเหลือและส่งเสริมการเรียนรู้ในสถาบันอุดมศึกษา, สวัสดิการและความช่วยเหลือจากรัฐและหน่วยงานต่าง ๆ และแนวคิดการพัฒนาอัตลักษณ์คนพิการของบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยพบว่ากระบวนการพัฒนาอัตลักษณ์เชิงบวกของนักศึกษาพิการเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่แบ่งเป็น 5 ขั้น คือขั้นที่ 1 ค้นหาบทบาททางสังคมของตนเอง, ขั้นที่ 2 ทำความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตน, ขั้นที่ 3 ผสานตนเองกับสังคมกลุ่มเล็กที่ใกล้ชิดที่สุด, ขั้นที่ 4 ขยายตัวสู่สังคมกลุ่มใหญ่และกว้างขึ้น และขั้นที่ 5 เห็นคุณค่าในตนเองและมีจิตสำนึกที่ต้องการทำประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ผลการวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์เชิงบวกให้แก่นักศึกษาพิการพบว่า กระบวนการเรียนรู้ทั้ง 6 ด้านของสถาบันอุดมศึกษากลุ่มตัวอย่างมีความสอดคล้องกับรูปแบบของการดูแลและช่วยเหลือนักศึกษาพิการของแต่ละสถาบัน แนวทางทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์เชิงบวกให้แก่นักศึกษาพิการ แบ่งออกเป็นแนวทางระดับประเทศ ได้แก่ แนวทางเกี่ยวกับนโยบายด้านคุณภาพชีวิตและสวัสดิการของคนพิการและแนวทางเกี่ยวกับนโยบายด้านการศึกษา ส่วนแนวทางระดับสถาบันแบ่งเป็นแนวทางสำหรับสถาบันอุดมศึกษาที่มีระบบการดูแลช่วยเหลือนักศึกษาพิการหรือมีศูนย์ DSS หรือศูนย์การศึกษาพิเศษ และสถาบันอุดมศึกษาที่กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักศึกษาพิการหรือศูนย์ DSS
การเปิดรับสื่อ การรับรู้ ความรู้ และพฤติกรรมด้านการป้องกันในสถานการณ์การระบาดใหญ่ทั่วโลกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น: กรณีโควิด 19, กัลยภัฏร์ ศรีไพโรจน์
การเปิดรับสื่อ การรับรู้ ความรู้ และพฤติกรรมด้านการป้องกันในสถานการณ์การระบาดใหญ่ทั่วโลกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น: กรณีโควิด 19, กัลยภัฏร์ ศรีไพโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปิดรับสื่อ การรับรู้ ความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด 19 และพฤติกรรมด้านการป้องกันในสถานการณ์การระบาดใหญ่ทั่วโลกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น: กรณีโควิด 19 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นจาก 10 โรงเรียนในประเทศไทย จำนวน 540 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามออนไลน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.99 ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการเปิดรับสื่อ การรับรู้ ความรู้ และพฤติกรรมด้านการป้องกันในสถานการณ์การระบาดใหญ่ทั่วโลก: กรณีโควิด 19 อยู่ในระดับปานกลางถึงระดับมาก โดยสื่อสังคมออนไลน์ (เฟซบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์ ฯลฯ) เป็นแหล่งข้อมูลที่มีการเปิดรับสื่อมากที่สุด ส่วนประเด็นที่มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารมากที่สุด คือ การดู ฟัง พูดคุย อ่าน หรือสืบค้นข้อมูลสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทย เนื้อหาสาระด้านที่มีความรู้มากที่สุด คือ ด้านอาการและการดำเนินโรค และพฤติกรรมด้านการป้องกันที่ปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมมากที่สุด คือ การสวมหน้ากากอนามัย ส่วนด้านความสัมพันธ์พบว่า การเปิดรับสื่อ การรับรู้ และความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด 19 มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมด้านการป้องกันในสถานการณ์การระบาดใหญ่: กรณีโควิด 19 (r = 0.58, 0.61 และ 0.20 ตามลำดับ) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการเปิดรับสื่อ การรับรู้ และความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด 19 มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมด้านการป้องกันในสถานการณ์การระบาดใหญ่ทั่วโลก: กรณีโควิด 19 ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น
การพัฒนาทักษะกีฬาฟุตบอลและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาโดยใช้การเรียนรู้โดยสมองเป็นฐาน, บุญโต ศรีจันทร์
การพัฒนาทักษะกีฬาฟุตบอลและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาโดยใช้การเรียนรู้โดยสมองเป็นฐาน, บุญโต ศรีจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการพัฒนาทักษะกีฬาฟุตบอลและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาโดยใช้การเรียนรู้โดยสมองเป็นฐานโดย 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะกีฬาฟุตบอลและความคิดสร้างสรรค์ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะกีฬาฟุตบอลและความคิดสร้างสรรค์หลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 40 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การเรียนรู้โดยสมองเป็นฐาน จำนวน 20 คนและกลุ่มควบคุมได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติจำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การเรียนรู้สมองเป็นฐาน จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.88 ถึง 0.92 และแบบวัดทักษะกีฬาฟุตบอล และความคิดสร้างสรรค์ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.86 และ 1.00 ระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยสถิติ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะพื้นฐานกีฬาฟุตบอล และความคิดสร้างสรรค์หลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะกีฬาฟุตบอล และความคิดสร้างสรรค์หลังการทดลอง ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
The Promise Of Artistic Research In The Asia Pacific, Danny Butt
The Promise Of Artistic Research In The Asia Pacific, Danny Butt
Manusya, Journal of Humanities
Artistic research has sought to gain academic legitimacy through adapting to scientific methods, while also retaining the mandate of the humanities in the reproduction of culture. In both cases, Western epistemologies have structured what constitutes knowledge and how it is circulated and shared. The contemporary university is far more connected to its local environment, bringing the potential of engaging broad publics in the life of the institution. Innovation and experimentation with local artistic forms is one way that artistic research can powerfully animate the 21st century university mission in the Asia Pacific.
Performance Research Seen Through The Lens Of Cultural Ecology : A Case Study Of An Innovative Production At Chiang Mai’S Lanna Wisdom School, Pornrat Damrhung
Performance Research Seen Through The Lens Of Cultural Ecology : A Case Study Of An Innovative Production At Chiang Mai’S Lanna Wisdom School, Pornrat Damrhung
Manusya, Journal of Humanities
This paper examines a performance project called Kita Natakan Lanna (Lanna Music and Dance) done by the artist, Saran Suwanachote, or Khru Nick, a dancer in the Northern martial dance form of “Choeng,” at the local arts and culture center known as the Lanna Wisdom School in Chiang Mai. By working with Khru Nick and observing how he produced a new work for this project, I learned that he used an approach based on a local form of cultural life made of interconnected parts, and used the concept of Rabob Niwet or “ecology.” This system is used to …
ระบบแบบสวมใส่สำหรับประเมินฟุเกิลเมเยอร์ของรยางค์ส่วนบนในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง, วรพงษ์ ณรงค์วงศ์วัฒนา
ระบบแบบสวมใส่สำหรับประเมินฟุเกิลเมเยอร์ของรยางค์ส่วนบนในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง, วรพงษ์ ณรงค์วงศ์วัฒนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แบบประเมินฟุเกิลเมเยอร์ เป็นแบบประเมินผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เป็นที่ยอมรับกันในสากล เนื่องจากแบบประเมินมีความน่าเชื่อถือและครอบคลุมผู้ป่วยทุกระดับอาการ อย่างไรก็ตามแบบประเมินดังกล่าวนั้นใช้เวลาในการประเมินนาน และผู้ประเมินต้องมีความเชี่ยวชาญสูง ทางผู้วิจัยจึงได้สร้างระบบประเมินแบบใหม่ขึ้น โดยระบบสามารถประเมินผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอ้างอิงตามแบบประเมิน ส่วนการสั่งการ ของฟุเกิลเมเยอร์รยางค์บน งานวิจัยได้ทดสอบความแม่นยำในการตรวจวัดมุมการเคลื่อนที่ ให้ค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยที่ ± 2.24 องศา จากนั้นทดสอบการใช้งานระบบประเมินกับคนสุขภาพดี มีความแม่นยำในการประเมินคะแนนตามฟุเกิลเมเยอร์อยู่ที่ 96% และได้ทดสอบเปรียบเทียบกันระหว่าง การประเมินคะแนนฟุเกิลเมเยอร์ด้วยนักกิจกรรมบำบัด กับการประเมินด้วยระบบประเมินที่ออกแบบนี้ ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 20 ราย พบว่าให้ผล R=0.888 ที่ P=0.001 , นักกิจกรรมบำบัดใช้เวลาในการประเมินเฉลี่ย 6.25±1.57 นาที/ราย ในขณะที่ระบบประเมินนี้ใช้ระยะเวลา 9.25±1.50 นาที/ราย จากผลการทดลองพบว่ามีค่าคลาดเคลื่อนสูงสุดอยู่ที่ 5.9 องศาซึ่งความเห็นของแพทย์เชี่ยวชาญถือว่ายอมรับได้ ในขณะที่ผลการทดสอบในผู้ป่วยพบว่าระบบสามารถประเมินคะแนนเปรียบเทียบกับแบบประเมินฟุเกิลเมเยอร์ มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญ สามารถใช้ระบบประเมินได้อย่างอัตโนมัติทั้งระบบ 27 กิจกรรมย่อย จากทั้งหมด 33 กิจกรรมย่อย ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการประเมินได้ง่ายยิ่งขึ้น
Factors Influencing The Acceptance For Adoption Of Innovative Medical Self-Test, Sumontida Sayachak
Factors Influencing The Acceptance For Adoption Of Innovative Medical Self-Test, Sumontida Sayachak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
There are multiple barriers of health self-care. Self-testing and information technology would empower self-care and medical industry. In addition, it may reduce the country’s public health burden cost. However, there is very limited research on IT related to health care and customer belief in Thailand. This study, alternate innovative mixed models in software was developed to understand individual’s characteristics and influencing factors for the adoption of medical self-testing. A cross-sectional survey was conducted using self-administrated questionnaires that constructed based on Health belief model (HBM), Extending the unified theory of acceptance and use of technology (UTAUT2) including related significant psychological determinants. …
Association Between Homophobia And Perceived Discrimination In Health Care Services Among Lesbians In Chengdu, China, Linghong Liao
Association Between Homophobia And Perceived Discrimination In Health Care Services Among Lesbians In Chengdu, China, Linghong Liao
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The lesbians and its unique subculture have always been excluded by the heterosexual society. In Chinese society, they are an invisible and neglected minority group. Internalized homophobia is common where they tend to reject themselves and afraid that the people will discriminate them because they are lesbians. This situation might occur in health care service which could lead into lower healthcare utilization by the lesbians. This study aimed to assess whether the internalized homophobia has an association with the perceived discrimination while receiving health care service among lesbians in China. A cross-sectional online survey was conducted in Chengdu, China from …
Chemosensitizing Effect Of Streptomyces Crude Extract On Cisplatin-Induced Apoptosis In Human Lung Cancer H460 Cells, Theint Myat Noe Paing
Chemosensitizing Effect Of Streptomyces Crude Extract On Cisplatin-Induced Apoptosis In Human Lung Cancer H460 Cells, Theint Myat Noe Paing
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Although cisplatin has been considered as a first-line chemotherapeutic drug for the treatment strategy of lung cancer, its curative efficacy is limited by the occurrence of drug resistance and adverse effects. The application of non-toxic natural products for sensitization of cancer cells to conventional drugs is a recent novel strategy for cancer management to tackle these problems. This study aims to investigate effective chemosensitizer produced by Streptomyces sp. on the growth inhibition of human H460 lung cancer cells. Herein, three of eight strains isolated from peat swamp forest, Yala Province, Thailand which showed good purity analyzed by 16S rRNA sequencing …
Effect Of Different Surface Treatments On The Shear Bond Strength Between Lithium Disilicate Glass-Ceramic And Resin Cement, Siripan Simasetha
Effect Of Different Surface Treatments On The Shear Bond Strength Between Lithium Disilicate Glass-Ceramic And Resin Cement, Siripan Simasetha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Objective: The study aimed to evaluate the shear bond strength (SBS) of lithium disilicate glass-ceramic and resin cement using different surface treatments. Methods: Lithium disilicate blocks (Vintage LD Press ®) were prepared, etched with 4.5 % hydrofluoric acid, and randomly divided into seven groups (n=10), depending on the surface treatments: 1) no surface treatment (control), 2) Silane Primer (KS), 3) Signum® Ceramic Bond I (SGI), 4) Signum® Ceramic Bond II (SGI/SGII), 5) experimental silane (EXP), 6) experimental-silane/Signum® Ceramic Bond II (EXP/SGII), and 7) Experimental/Adper™ Scotchbond Multi-purpose Adhesive (EXP/ADP). The specimens were cemented to resin composite blocks with resin cement and …
Forecasting The Thailand Housing Price Indexa Case Study On Condo Hpi During The Covid-19, Pengfei Chen
Forecasting The Thailand Housing Price Indexa Case Study On Condo Hpi During The Covid-19, Pengfei Chen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
HPI (house price index) measures the price development of houses sold to households. And it measures the price as a percentage change from some specific start date, which is treated as the benchmark with the index at 100. In another word, HPI reflects the housing market fluctuation in some respects. Moreover, real estate is a good type of investment for people for avoiding various risks. Hence, under the global rampant of COVID-19, forecasting the possible short-term floating of HPI would offer some foresight to the residential market both on individual and policy sides. In this paper, five kinds of models …
โครงการวิจัยแนวทางการแปลถ้อยคำที่สะท้อนอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในตัวบทโฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบนเว็บไซต์จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย, อรสุรางค์ แสงสมสุรศักดิ์
โครงการวิจัยแนวทางการแปลถ้อยคำที่สะท้อนอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในตัวบทโฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบนเว็บไซต์จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย, อรสุรางค์ แสงสมสุรศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในตัวบทโฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง รวมถึงศึกษากลวิธีการถ่ายทอดอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์จากต้นฉบับไปยังฉบับแปล การวิจัยนี้รวบรวมข้อมูลผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องสำอางสำหรับตกแต่งทั้งหมด 240 ผลิตภัณฑ์จากเว็บไซต์ตราสินค้าที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ผู้วิจัยศึกษาแนวคิดอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ตามแนวภาษาศาสตร์ปริชานของ Lakoff และ Johnson (2003) แนวทางการระบุรูปภาษาแสดงอุปลักษณ์จากกลุ่มนักวิชาการ Pragglejaz Group (2007) และการจัดประเภทกลุ่มคำศัพท์ตามวงความหมายจากงานวิจัยเกี่ยวกับอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในตัวบทประเภทต่าง ๆ รวมถึงการศึกษาลักษณะภาษาโฆษณาและประเภทอุปลักษณ์ที่พบในโฆษณาเครื่องสำอางในภาษาอังกฤษและภาษาไทย และจากการศึกษาแนวทางการแปลอุปลักษณ์ตามแนวคิดแบบดั้งเดิมและตามแนวภาษาศาสตร์ปริชาน ผู้วิจัยได้เลือกใช้กรอบการวิเคราะห์กลวิธีการแปลที่ผสมผสานกันของ Deignan et al. (1997) Schäffner (2004) และ Toury (1995) ผลการวิจัยพบว่า ในตัวบทโฆษณาเครื่องสำอางภาษาอังกฤษที่คัดเลือกมามีอุปลักษณ์ทั้งหมด 29 ประเภท มีจำนวนรูปภาษาที่แสดงอุปลักษณ์ทั้งหมด 1,391 ตัวอย่าง ผู้วิจัยเลือกอุปลักษณ์ที่พบสูงสุดใน 10 อันดับแรก ได้แก่ อุปลักษณ์สงคราม แสง มนุษย์ สุขภาพ พืชและการเพาะปลูก สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เครื่องจักร ศิลปะ อาหารและโภชนาการ และภาชนะ ซึ่งจำนวนรูปภาษาที่แสดงอุปลักษณ์ทั้งหมด 1,166 ตัวอย่าง นำมาวิเคราะห์อุปลักษณ์ที่พบในฉบับแปลและกลวิธีการแปล พบว่าภาษาไทยและภาษาอังกฤษมีอุปลักษณ์ทั้งหมดนี้เหมือนกัน ผลการวิเคราะห์กลวิธีการแปลเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ กล่าวคือ พบว่ากลวิธีการแปลที่พบมากที่สุดคือ 1) การแปลโดยรักษามโนทัศน์เดิม แต่รูปภาษาแสดงอุปลักษณ์ต่างจากต้นฉบับ ร้อยละ 51.41 ตามด้วย 2) การแปลโดยรักษามโนทัศน์เดิม และรูปภาษาแสดงอุปลักษณ์ตรงตามต้นฉบับ ร้อยละ 26.90 3) การแปลโดยไม่รักษามโนทัศน์ (ไม่มีรูปภาษาแสดงอุปลักษณ์) ร้อยละ 12.93 4) การแปลโดยใช้มโนทัศน์ที่แตกต่างกัน ร้อยละ 4.62 และ 5) การละไม่แปล ร้อยละ 4.11 นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการเพิ่มมโนทัศน์ที่ไม่ปรากฏในต้นฉบับเข้ามาในฉบับแปลด้วย โดยสรุป การถ่ายทอดอุปลักษณ์เชิง มโนทัศน์ในตัวบทโฆษณาเครื่องสำอางจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทแทบไม่พบปัญหาในการแปลที่มาจากปัจจัยทางวัฒนธรรมซึ่งอาจเป็นเพราะวัฒนธรรมปลายทางรับค่านิยมและวัฒนธรรมจากต่างชาติโดยเฉพาะเรื่องความงามมาอย่างยาวนาน จึงสามารถรักษามโนทัศน์เดิมในต้นฉบับได้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนกลวิธีการแปลอื่น ๆ แสดงให้เห็นการปรับบทแปลในตัวบทโฆษณาเครื่องสำอาง
Influence Of Online Shopping Channel On Sales Volume Of Beauty Products During Covid-19, Vichayada Vorapongpisut
Influence Of Online Shopping Channel On Sales Volume Of Beauty Products During Covid-19, Vichayada Vorapongpisut
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Increasing numbers of online shopping users during COVID-19 have accelerated the growth of e-commerce, especially in the beauty sector in Thailand. The Uses and Gratifications Theory (UGT) and the Technology Acceptance Model (TAM) are combined in this study to produce an integrated model that predicts beauty product online sales, measured by a behavioral usage of online shopping for the purchase of beauty products in the context of COVID-19. The total number of respondents from the online survey is from 365 online beauty shoppers in Bangkok, aged 16 and above. By conducting a multiple linear regression analysis, the empirical results support …
การพัฒนาวิธี Real-Time Quantitative Rt-Pcrสำหรับตรวจหาลีดเดอร์อาร์เอ็นเอซับจีโนมิกของเชื้อไวรัส Sars-Cov-2, สินินาถ เพชราช
การพัฒนาวิธี Real-Time Quantitative Rt-Pcrสำหรับตรวจหาลีดเดอร์อาร์เอ็นเอซับจีโนมิกของเชื้อไวรัส Sars-Cov-2, สินินาถ เพชราช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรคอุบัติใหม่ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เกิดจากการติดเชื้อ Severe Acute Respiratory Syndrome Coronavirus 2 (SARS-CoV-2) โรคนี้ติดต่อกันได้ง่ายจากคนสู่คน ทำให้ไวรัสแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องไปทั่วโลก การตรวจติดตามและการประเมินไวรัสที่ปลดปล่อยเชื้อ (viral shedding) เป็นระยะเวลานานหลายสัปดาห์ จึงมีความสำคัญต่อการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการทางการแพทย์ รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง ดังนั้นการตรวจพบ SARS-CoV-2 subgenomic RNA leader (sgRNA) เป็นตัวบ่งบอกสถานะของไวรัสในระยะ active มีความสามารถเพิ่มจำนวนได้ ในงานวิจัยนี้ได้ตรวจติดตามระยะเวลาการปลดปล่อย SARS-CoV-2 sgRNA leader และ genomic RNA (gRNA) จากตัวอย่างระบบทางเดินหายใจ 111 ตัวอย่าง (ของผู้ป่วย COVID-19 จำนวน 10 ราย) ด้วยวิธี real-time quantitative RT-PCR (qRT-PCR) ผลการทดลองพบว่า E-sgRNA leader สามารถตรวจพบได้นานถึง 15 วัน และตรวจพบในตัวอย่างที่มีปริมาณไวรัส (viral load) มากกว่า 100,000 copies/ml (≥1E+05 virus E gene copies/ml) ในขณะที่ gRNA ยังตรวจพบได้นานถึง 24 วัน นอกจากนี้ยังค้นพบว่ามีผู้ป่วย COVID-19 จำนวน 2 ใน 10 ราย ที่ E-sgRNA leader ปรากฏตัวอีกครั้งหลังจากที่ตรวจไม่พบแล้วเป็นเวลา 2 วัน ถึง 8 วัน ด้วยเหตุนี้เพื่อความปลอดภัย จึงแนะนำให้ผู้ป่วยกักตัวหรือแยกตัวอย่างน้อย 14 วันหลังจากได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน ดังนั้นการประเมิน E-sgRNA leader เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19
ผลของการฝึกการรับรู้และตอบสนองที่ข้อต่อร่วมกับการออกกำลังกายแบบสั่นสะเทือนทั้งร่างกายต่อการทรงตัวและการทำงานของระบบประสาทกล้ามเนื้อในนักกีฬาที่มีภาวะข้อเท้าไม่มั่นคง, ณภัทร เครือทิวา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกการรับรู้และตอบสนองที่ข้อต่อร่วมกับการออกกำลังกายแบบสั่นสะเทือนทั้งร่างกายที่มีต่อความสามารถในการทรงตัวและการทำงานของระบบประสาทกล้ามเนื้อในนักกีฬาที่มีภาวะข้อเท้าไม่มั่นคง ผู้เข้าร่วมงานวิจัยเป็นนักกีฬาระดับมหาวิทยาลัย ทั้งเพศชายและหญิงที่มีภาวะข้อเท้าไม่มั่นคง จำนวน 52 คน มีอายุระหว่าง 18-27 ปี โดยผ่านการตรวจร่างกายและเกณฑ์การคัดเข้าก่อนเข้าร่วมงานวิจัย จากการตอบแบบสอบถามประเมินตนเอง CAIT ได้คะแนนน้อยกว่าหรือเท่ากับ 24 คะแนน โดยแบ่งผู้เข้าร่วมวิจัยออกเป็น 4 กลุ่มๆ ละ 13 คน ได้แก่ กลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการฝึกการรับรู้และตอบสนองที่ข้อต่อร่วมกับการออกกำลังกายแบบสั่นสะเทือนทั้งร่างกาย (Control) กลุ่มทดลอง 1 ที่ได้รับการฝึกการรับรู้และตอบสนองที่ข้อต่อเพียงอย่างเดียว (PPT) กลุ่มทดลอง 2 ที่ได้รับการออกกำลังกายแบบสั่นสะเทือนทั้งร่างกายเพียงอย่างเดียว (WBV) และกลุ่มทดลอง 3 ที่ได้รับการฝึกการรับรู้และตอบสนองที่ข้อต่อร่วมกับการออกกำลังกายแบบสั่นสะเทือนทั้งร่างกายต่อเนื่องกัน (PPT+WBV) โดยกลุ่มทดลองทั้ง 3 กลุ่มได้รับโปรแกรมการฝึกที่กำหนด 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ในช่วงการทดลองทุกกลุ่มจะได้รับการฝึกซ้อมทักษะตามปกติภายใต้การควบคุมดูแลของผู้ฝึกสอน ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการฝึก ได้แก่ ข้อมูลคุณลักษณะทั่วไป การทดสอบความสามารถในการทรงตัวขณะอยู่นิ่งโดยเครื่องไบโอเด็กซ์ (Biodex stability system) และการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวโดยการทดสอบการทรงตัวตามแนวเส้นรูปดาว (Star excursion balance test) วัดการรับรู้ความรู้สึกที่ข้อต่อ (Joint position senses, JPS) วัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อข้อเท้า ทดสอบการทำงานของข้อเท้าโดยการกระโดดลงสู่พื้น (Time to stability, TTS) และฮอฟแมนรีเฟล็กซ์ (H-reflex) ที่กล้ามเนื้อน่องด้านใน (Soleus muscle) ผลการวิจัยพบว่า ในกลุ่มควบคุม ไม่พบความแตกต่างของทุกตัวแปรก่อนและหลังการทดสอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) ขณะที่ทั้ง 3 กลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยความสามารถในการทรงตัวทั้งขณะอยู่นิ่ง เวลาที่ผู้ทดสอบอยู่นิ่งหลังจากที่กระโดดลงมาสู้พื้นด้วยขาข้างเดียว และค่าเฉลี่ยความสูงของ H-reflex ที่กล้ามเนื้อ Soleus ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ยกเว้นบางตัวแปรในกลุ่ม WBV ที่มีค่าความสามารถในการการรับรู้ตำแหน่งของข้อต่อที่ไม่เปลี่ยนแปลง (p>0.05) ส่วนกลุ่ม PPT ไม่พบความแตกต่างก่อนและหลังการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) ของค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อข้อเท้าและความสามารถในการทรงตัวขณะเคลื่อนไหว และกลุ่ม PPT+WBV ไม่พบความแตกต่างของความแข็งแรงของกล้ามเนื้อข้อเท้าที่ก่อนและหลังการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p …0.05)>
Covid–19 กับการตีตราทางสังคม: บทบาทพยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อ, อำพวรรณ์ ยวนใจ
Covid–19 กับการตีตราทางสังคม: บทบาทพยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อ, อำพวรรณ์ ยวนใจ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
โรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 หรือ COVID-19) เป็นโรคติดต่ออันตรายที่กำลังแพร่ระบาดทั่วโลก สามารถแพร่เชื้อผ่านทางลมหายใจ ละอองฝอย และจากการสัมผัสโดยตรงบริเวณเยื่อบุของตา จมูกหรือช่องปาก ทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อได้ง่ายและรวดเร็ว เมื่อมีการติดเชื้อจากคนใดคนหนึ่งมักมีการกล่าวโทษว่าเกิดจากคน ๆ นั้น ทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวโทษถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของการแพร่เชื้อ ถูกสังคมรอบข้างรังเกียจ เกิดความวิตกกังวลและไม่กล้าเผชิญชีวิตในสังคมได้ เหมือนเป็นตราบาปในใจว่าตนเป็นต้นเหตุของการแพร่กระจายเชื้อในสังคม พยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคติดต่ออันตราย และช่วยเหลือบุคคลที่ถูกตราบาปในสังคมให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ โดยการประสานงานกับผู้นำชุมชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบเพื่อร่วมกันวางแผนและดูแลช่วยเหลือผู้ที่ถูกตราบาปทางสังคม
ปัจจัยทำนายความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารก ในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น, พรทิพย์ ชอบตรง, ศิริวรรณ แสงอินทร์, วรรณี เดียวอิศเรศ
ปัจจัยทำนายความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารก ในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น, พรทิพย์ ชอบตรง, ศิริวรรณ แสงอินทร์, วรรณี เดียวอิศเรศ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารก และปัจจัยทำนายความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารกในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น
แบบแผนการวิจัย: การวิจัยแบบหาความสัมพันธ์เชิงทํานาย
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ หญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นที่มารับบริการฝากครรภ์ ที่แผนกฝากครรภ์ โรงพยาบาลชลบุรี และโรงพยาบาลบางละมุง จำนวน 170 ราย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามความรักใคร่ผูกพันที่หญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นไทยมีต่อทารกในครรภ์ 3) แบบสอบถามสัมพันธภาพระหว่างคู่สมรส 4) แบบสอบถามการถูกกระทำรุนแรงจากคู่สมรส และ 5) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามที่ 2-5 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .94, .87, .93 และ .82 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบนำเข้า
ผลการวิจัย: หญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นมีความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารกระดับดี ปัจจัยที่สามารถทำนายความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารกในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ สัมพันธภาพระหว่างคู่สมรส การวางแผนการตั้งครรภ์ ประสบการณ์การถูกกระทำรุนแรงจากคู่สมรส อายุครรภ์ และการสนับสนุนทางสังคม โดยปัจจัยทั้งหมดสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารกในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นได้ร้อยละ 37.9 (F(5, 164) = 20.046, p < .001)
สรุป: พยาบาลควรนำไปใช้เป็นแนวทางพัฒนารูปแบบการพยาบาล โดยมีการประเมินปัจจัยดังกล่าว และส่งเสริมให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสนับสนุน เพื่อส่งเสริมความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารกในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นให้ดียิ่งขึ้น
ประสบการณ์การดูแลตนเองในการป้องกันการหกล้มซ้ำของผู้สูงอายุ, กนกพร สมตระกูล, ศิริพันธุ์ สาสัตย์
ประสบการณ์การดูแลตนเองในการป้องกันการหกล้มซ้ำของผู้สูงอายุ, กนกพร สมตระกูล, ศิริพันธุ์ สาสัตย์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อบรรยายและตีความหมายของประสบการณ์การดูแลตนเองในการป้องกันการหกล้มซ้ำของผู้สูงอายุ
รูปแบบการวิจัย: วิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาการตีความของ Martin Heidegger
วิธีดำเนินการวิจัย: คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 12 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกและบันทึกเทป นำข้อมูลมาถอดความแบบคำต่อคำ วิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีการของ Benner
ผลการวิจัย: ประสบการณ์การดูแลตนเองในการป้องกันการหกล้มซ้ำของผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก คือ 1) เหตุที่หกล้มเป็นเพราะประมาทหรือถึงคราวเคราะห์ 2) หลากหลายความรู้สึก ทำให้เข็ดไม่อยากล้มซ้ำ 3) ล้มแล้วเร่งจัดการ ประเมินอาการและดูแลรักษา 4) ป้องกันไม่ให้หกล้มซ้ำ ต้องมีสติกำกับทุกย่างก้าว ต้องระวังพร้อมปรับตัว และ 5) ครอบครัว มีส่วนร่วมช่วยป้องกันล้ม
สรุป: ผลการวิจัยนี้ นำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานให้บุคลากรทางสุขภาพส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สูงอายุและครอบครัวตระหนักรู้วิธีดูแลตนเองในการป้องกันการหกล้มซ้ำเพื่อนำไปสู่การดูแลตนเองที่ยั่งยืน
การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก, สิริณัฏฐ์ โภคพัชญ์ภูเบศ, สมสมร เรืองวรบูรณ์, ชลินดา คำศรีพล, อัจฉราพร ปิติพัฒน์
การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก, สิริณัฏฐ์ โภคพัชญ์ภูเบศ, สมสมร เรืองวรบูรณ์, ชลินดา คำศรีพล, อัจฉราพร ปิติพัฒน์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: 1) เพื่อศึกษาและพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนายอ ตำบลนางาม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความรู้และทักษะของกลุ่มตัวอย่างภายหลังได้รับการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนายอ ตำบลนางาม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม
แบบแผนงานวิจัย: การวิจัยเชิงปฏิบัติการ
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กอายุ 2-5 ปี ครูพี่เลี้ยง และผู้ปกครอง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์ และ 2 ) แบบวัดความรู้และทักษะด้านปฏิบัติการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม การสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา
ผลการวิจัย: รูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่พัฒนาขึ้น ใช้กลยุทธ์หลัก 3 ข้อ คือ 1) การพัฒนาศักยภาพ 2) การมีส่วนร่วม และ 3) การเสริมแรงทางบวก ภายหลังการนำรูปแบบไปใช้ ครูพี่เลี้ยงและผู้ปกครองมีความรู้ในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กเพิ่มขึ้น อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 24.17 ระดับปานกลาง ร้อยละ 48.27 ตามลำดับ ส่วนทักษะการประเมินพัฒนาการเด็ก พบว่า อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 41.38 และระดับปานกลาง ร้อยละ 58.62 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยของความรู้ภายหลังการพัฒนา พบว่ามีค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้สูงขึ้นกว่าก่อนการพัฒนา ( =12.60 S.D.=2.53) และคะแนนเฉลี่ยของทักษะปฏิบัติการประเมินและส่งเสริมพัฒนาการเด็กก็มีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าก่อนการพัฒนา ( =14.71 S.D.=2.54) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) จนส่งให้เด็กมีพัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้น ถึงร้อยละ 96.30 และได้รับการติดตามช่วยเหลือ ร้อยละ 100
ข้อสรุป: ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนาคือการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคนให้มีความรู้ที่ถูกต้องเพื่อนำไปสู่การส่งเสริมพัฒนาการเด็กที่มีคุณภาพที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กในอนาคต การให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและสร้างพลังผลักดันให้เกิดรูปแบบอย่างเป็นรูปธรรมสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้ทุกช่วงวัย
ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจของมารดาต่อการรับรู้ความสามารถ และปริมาณน้ำนมที่บีบเก็บได้ของมารดา ในการให้นมบุตรที่คลอดก่อนกำหนด, ไฉไล ผาเงิน, ทศา ชัยวรรณวรรต, ธนันต์พร ตรีบุตรดี, ณัฐธิราภรณ์ พูลเพิ่ม, กมลธิดา เหล่าบุตรสา
ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจของมารดาต่อการรับรู้ความสามารถ และปริมาณน้ำนมที่บีบเก็บได้ของมารดา ในการให้นมบุตรที่คลอดก่อนกำหนด, ไฉไล ผาเงิน, ทศา ชัยวรรณวรรต, ธนันต์พร ตรีบุตรดี, ณัฐธิราภรณ์ พูลเพิ่ม, กมลธิดา เหล่าบุตรสา
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจของมารดาต่อการรับรู้ความสามารถ และปริมาณน้ำนมที่บีบเก็บได้ ของมารดาในการให้นมบุตรที่คลอดก่อนกำหนด
แบบแผนการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ มารดาที่คลอดทารกก่อนกำหนด จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ โปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจในการให้นมแม่ในมารดาที่มีทารกคลอดก่อนกำหนด ตึกเด็ก 1-2 โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถในการให้นมแม่ในมารดาที่มีทารกคลอดก่อนกำหนด แบบสอบถามพลังอำนาจในการให้นมแม่ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .92 และ .92 วิเคราะห์ข้อมูล ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Pair t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05
ผลการวิจัย: หลังได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจในการให้นมแม่ในมารดาที่มีทารกคลอดก่อนกำหนด พบว่า การรับรู้ความสามารถในการให้นมแม่ในมารดาที่มีทารกคลอดก่อนกำหนด และความสามารถในการบีบเก็บน้ำนมได้สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
สรุป: โปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจในการให้นมแม่ในมารดาที่มีทารกคลอดก่อนกำหนด ตึกเด็ก 1-2 โรงพยาบาลสรรพประสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพิ่มการรับรู้ความสามารถในการให้นมแม่ในมารดาที่มีทารกคลอดก่อนกำหนด และความสามารถในการบีบเก็บน้ำนมสูงขึ้นได้
ผลของโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาและผลการตรวจเสมหะในผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่, เมฑามาศ สมยา, ศิริลักษณ์ กิจศรีไพศาล, เบญญพร บรรณสาร
ผลของโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาและผลการตรวจเสมหะในผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่, เมฑามาศ สมยา, ศิริลักษณ์ กิจศรีไพศาล, เบญญพร บรรณสาร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยวัณโรคปอด
แบบแผนการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ที่มารับการรักษาที่คลินิกวัณโรคปอด โรงพยาบาลสระบุรีและโรงพยาบาลพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี จำนวน 90 ราย คัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนด แบ่งกลุ่มโดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 45 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) โปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาวัณโรค 2) วีดีทัศน์เกี่ยวกับความรู้เรื่องวัณโรคปอด และประสบการณ์ของผู้ป่วยวัณโรคปอด 3) คู่มือวัณโรคปอดและการปฏิบัติตัว 4) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 5) แบบประเมินพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษา และ 6) แบบบันทึกผลการตรวจเสมหะ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติไคสแควร์ สถิติแมน-วิทนีย์ ยู และสถิติวิลคอกซัน
ผลการวิจัย: 1) พฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยวัณโรคปอดหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจมีมากกว่าก่อนได้รับโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2)พฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยวัณโรคปอดกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจมีมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผลการตรวจเสมหะหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจของกลุ่มทดลองมีผลลบมากกว่ากลุ่มควบคุม ร้อยละ 4.44
สรุป: ผลการวิจัยนี้สามารถนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานให้แก่บุคคลากรทางด้านสุขภาพในการส่งเสริมแรงจูงใจของผู้ป่วยวัณโรคปอดให้มีพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษา เพื่อนำไปสู่อัตราความสำเร็จในการรักษาเพิ่มขึ้นต่อไป
แนวทางการนำกีฬาบิลเลียดออกจากบัญชี ข. ตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478, นภัสรัญชน์ ไชยวรุตย์
แนวทางการนำกีฬาบิลเลียดออกจากบัญชี ข. ตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478, นภัสรัญชน์ ไชยวรุตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บิลเลียดเป็นการเล่นที่ใช้ทักษะต้องอาศัยการฝึกฝน ความแม่นยำ สมาธิ รวมถึงความสามารถทางกายภาพเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์เป็นสำคัญ การบัญญัติให้บิลเลียดเป็นการพนันในบัญชี ข. ตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 เป็นผลผลิตจากแนวคิดเรื่องความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนในอดีตที่มองว่าเป็นการเล่นที่สร้างความเสียหายต่อสังคม เพาะนิสัยให้เพลิดเพลินฝักใฝ่ในในการพนันไม่สนใจต่อการอาชีพและการเล่าเรียน บั่นทอนความเจริญก้าวหน้าและเศรษฐกิจของชาติ อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาและสภาพสังคมเปลี่ยนไป บิลเลียดถูกมองว่าเป็นกีฬามากกว่าสร้างปัญหาให้แก่สังคม บิลเลียดได้รับการยอมรับในระดับประเทศและนานาชาติ แต่การที่กฎหมายยังควบคุมบิลเลียดและการเล่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันส่งผลกระทบต่อบิลเลียดในฐานะกีฬาซ้ำยังขัดต่อหลักพื้นฐานเรื่องการกำหนดความรับผิดทางอาญาและหลักในเรื่องการลงโทษตามกฎหมายอาญา เป็นการจำกัดเสรีภาพในการเข้าถึงบิลเลียดในประเทศไทย ในขณะที่ต่างประเทศนั้นมุ่งจะเอาผิดแก่ผู้ฝ่าฝืนประกอบกิจการบิลเลียดโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยเป็นความผิดทางปกครอง การควบคุมกีฬาบิลเลียดตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 จึงไม่เหมาะสม วิทยานิพนธ์นี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการนำกีฬาบิลเลียดออกจากบัญชี ข. ตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 โดยมุ่งศึกษาถึงสาเหตุและผลกระทบของพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 ต่อบิลเลียดและการเล่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในประเทศไทย นอกจากนั้นยังศึกษาเชิงเปรียบเทียบกับบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบิลเลียดในต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบและเสนอแนวทางในการนำกีฬาบิลเลียดดออกจากบัญชี ข. ตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478
การประเมินผลระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่แบบวีอาร์เอฟภายหลังการติดตั้งสำหรับการรักษาเสถียรภาพและลดค่าไฟฟ้า : กรณีศึกษาโรงพยาบาลทั่วไป, ธีระศักดิ์ วาทโยธา
การประเมินผลระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่แบบวีอาร์เอฟภายหลังการติดตั้งสำหรับการรักษาเสถียรภาพและลดค่าไฟฟ้า : กรณีศึกษาโรงพยาบาลทั่วไป, ธีระศักดิ์ วาทโยธา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โดยทั่วไปการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่เพื่อสำรองไฟฟ้านั้น มักจะมีการประเมินโครงการก่อนการติดตั้งเสมอ ในส่วนของงานศึกษานี้จะเป็นการประเมินผลการทำงานที่เกิดขึ้นภายหลังการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาของโรงพยาบาล เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าและการนำแบตเตอรี่ Vanadium Redox Flow (VRF) มาใช้ในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ซึ่งโรงพยาบาลที่ศึกษาตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลสภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูง อยู่ในพื้นที่ปลายระบบสายส่งจึงมีเหตุการณ์ไฟตกไฟดับบ่อย รวมทั้งมีภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าที่สูง โรงพยาบาลจึงได้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าและนำแบตเตอรี่มาใช้กักเก็บพลังงานเพื่อสำรองในยามฉุกเฉินกรณีการเกิดไฟตกไฟดับ โดยแบตเตอรี่จะจ่ายไฟในส่วนที่สำคัญคือ ห้องฉุกเฉิน ห้อง Lab ห้องคลอด ห้องผ่าตัด ในการศึกษาจะทำการจัดเก็บข้อมูลจากระบบตรวจวัดและบริหารจัดการพลังงานภายในอาคารของโรงพยาบาลผ่านระบบออนไลน์ ได้แก่ ข้อมูลผลการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ความเข้มแสงอาทิตย์ สถานะการทำงานของแบตเตอรี่ และปริมาณการใช้ไฟฟ้าของโรงพยาบาล ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2561 ถึงเดือน เมษายน 2562 จากการศึกษาพบว่า ระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 175,255.1 kWh/ปี สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าที่อัตราค่าไฟเฉลี่ยที่ 4.04 บาท คิดเป็นเงินประมาณ 708,030 บาท คิดเป็นผลประหยัดพลังงานเทียบเท่าพันตันน้ำมันดิบได้เท่ากับ 0.0151 (ktoe/ปี) ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าของโรงพยาบาลได้ประมาณ 56.2% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาดังกล่าว และระบบกักเก็บพลังงานของแบตเตอรี่มีวงรอบการชาร์จและดิสชาร์จทั้งหมด 115 ครั้ง ซึ่งหมายถึงมีเหตุการณ์ไฟตกไฟดับจำนวน 115 ครั้ง โดยแบตเตอรี่จะทำงานอย่างต่อเนื่องทันทีโดยไม่รู้สึกว่าเกิดไฟตกหรือไฟดับ สามารถช่วยรักษาเสถียรภาพทางไฟฟ้าให้เกิดความมั่นคงทางไฟฟ้า ในห้องที่มีความสำคัญ ในกรณีไฟตกไฟดับ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ยาหรือวัคซีน รวมทั้งการรักษาในกรณีฉุกเฉินได้อย่างต่อเนื่อง
การพัฒนารูปแบบการคัดเลือกพยาบาลเข้าสู่แผนกการพยาบาล : การประยุกต์ใช้แนวคิดการวัดความสนใจในอาชีพของฮอลแลนด์, เรณู ขวัญยืน
การพัฒนารูปแบบการคัดเลือกพยาบาลเข้าสู่แผนกการพยาบาล : การประยุกต์ใช้แนวคิดการวัดความสนใจในอาชีพของฮอลแลนด์, เรณู ขวัญยืน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนารูปแบบการคัดเลือกพยาบาลเข้าสู่แผนกการพยาบาล การประยุกต์ใช้แนวคิดการวัดความสนใจในอาชีพของฮอลแลนด์ ตัวอย่างการวิจัยประกอบด้วย นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 จำนวน 1,556 คน พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 433 คน และพยาบาลวิชาชีพจบใหม่กลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม จำนวน 100 คนและ 112 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบวัดความสนใจของพยาบาลในการเลือกแผนกการพยาบาล แบบประเมินระดับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของพยาบาลวิชาชีพต่อแผนกการพยาบาล และแบบประเมินผลการปฏิบัติงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย สถิติการทดสอบที (t-test) วิเคราะห์การถดถอยโลจิสติค และสถิติ MANOVA ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) รูปแบบการคัดเลือกพยาบาลเข้าสู่แผนกการพยาบาล การประยุกต์ใช้แนวคิดการวัดความสนใจในอาชีพของฮอลแลนด์ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียมความพร้อม ขั้นดำเนินการ และขั้นติดตามผล พบว่าคุณภาพของรูปแบบอยู่ในระดับดีมาก 2) จากผลการทดสอบสามารถสร้างสมการทำนายโอกาสเกิดความพึงพอใจและโอกาสความสำเร็จในงานของพยาบาล 4 แผนก ได้แก่ แผนกสูติกรรม และให้ความแม่นยำร้อยละ 88.3 พยาบาลแผนกศัลยกรรม และให้ความแม่นยำร้อยละ 76.3 พยาบาลอายุรกรรม และให้ความแม่นยำร้อยละ 85.8 และพยาบาลแผนกเด็ก และให้ความแม่นยำร้อยละ 85.6 3) ผลการทดสอบความแปรปรวนสองทางพบว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างแผนกการพยาบาลและการเลือกใช้รูปแบบการคัดเลือกต่อผลการประเมินผลการปฏิบัติงานของพยาบาลวิชาชีพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนปฏิสัมพันธ์ระหว่างแผนกการพยาบาลและการเลือกใช้รูปแบบการคัดเลือกต่อระดับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานต่อแผนกการพยาบาลไม่แตกต่างกัน สรุปได้ว่ารูปแบบการคัดเลือกพยาบาลเข้าสู่แผนกการพยาบาล การประยุกต์ใช้แนวคิดการวัดความสนใจในอาชีพของฮอลแลนด์ส่งผลต่อความพึงพอใจและโอกาสความสำเร็จในงานของพยาบาลวิชาชีพได้
ผลของเครื่องดื่มไฮลี่บรานซ์ไซคลิกเด็กซ์ตรินที่มีต่อสมรรถภาพทางกายแบบทนทานในนักกีฬาวิ่งมาราธอนชาย, จุฑามาศ ฉุยฉาย
ผลของเครื่องดื่มไฮลี่บรานซ์ไซคลิกเด็กซ์ตรินที่มีต่อสมรรถภาพทางกายแบบทนทานในนักกีฬาวิ่งมาราธอนชาย, จุฑามาศ ฉุยฉาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นงานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มชนิดปกปิดสองทางและสลับกลุ่ม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของเครื่องดื่มไฮลี่บรานซ์ไซคลิกเด็กซ์ตริน (Highly branched cyclic dextrin; HBCD) ที่มีต่อสมรรถภาพทางกายแบบทนทานในนักกีฬาวิ่งมาราธอนชาย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาวิ่งมาราธอน เพศชาย อายุระหว่าง 30-39 ปี จำนวน 13 คน กลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมการทดสอบสมรรถภาพการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2max) โดยวิธีของแรมป์ (Ramp protocol) เพื่อหาจุดเริ่มล้าที่ 1 (VT1) และจุดเริ่มล้าที่ 2 (VT2) กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดถูกสุ่มเพื่อดื่มเครื่องดื่ม 2 ชนิด คือ เครื่องดื่ม HBCD และเครื่องดื่มกลูโคส ปริมาณ 1.5 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ละลายน้ำ 500 มิลลิลิตร วิ่งบนลู่วิ่งในความเร็วที่จุดเริ่มล้าที่ 1 (VT1) 30 นาที และวิ่งที่ความเร็วที่จุดเริ่มล้าที่ 2 (VT2) จนเหนื่อยหมดแรง ก่อนและหลังการทดสอบ เก็บข้อมูลปริมาณการสูญเสียน้ำ และก่อนการทดสอบ ระหว่างการทดสอบนาทีที่ 15 และ 30 และหลังการทดสอบทำการเก็บข้อมูลระดับน้ำตาลในเลือด ระดับแลคเตทในเลือด อัตราการเต้นของหัวใจ และการรับรู้ความรู้สึกเหนื่อย ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแปรปรวนสองทาง (Two-Way Repeated measures ANOVA) และทดสอบความแตกต่างแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (Paired samples t-test) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษา ไม่พบความแตกต่างของระดับน้ำตาลในเลือด ระดับแลคเตทในเลือด อัตราการเต้นของหัวใจ และการรับรู้ความรู้สึกเหนื่อยระหว่างกลุ่มตัวอย่างที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสม HBCD และกลุ่มที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกลูโคสอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ระยะเวลาการออกกำลังกายจนเหนื่อยหมดแรงของกลุ่มที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสม HBCD จะนานกว่ากลุ่มที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกลูโคสอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีปริมาณน้ำที่สูญเสียไปในระหว่างการออกกำลังกายน้อยกว่ากลุ่มที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกลูโคส อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของ HBCD สามารถรักษาปริมาณน้ำที่สูญเสียไประหว่างการออกกำลังกายได้ดีกว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกลูโคส และทำให้มีระยะเวลาการออกกำลังกายยาวนานขึ้น
Pharmacokinetics, Pharmacodynamics And Dosing Regimen Of Long-Acting Oxytetracycline In Nile Tilapia (Oreochromis Niloticus), Kananuch Vasuntrarak
Pharmacokinetics, Pharmacodynamics And Dosing Regimen Of Long-Acting Oxytetracycline In Nile Tilapia (Oreochromis Niloticus), Kananuch Vasuntrarak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Antimicrobial resistance has become a serious global problem and is steadily increasing worldwide. In aquaculture, there are limited antimicrobial options for treatment. Thus, there are growing needs for more specific dosing regimens of existing antimicrobial drugs that are not only to obtain therapeutic efficacy but also to minimize the resistance of pathogens. The purposes of this study were to determine pharmacokinetics (PK) of long-acting oxytetracycline (OTC) after intraperitoneal (IP) administration in Nile tilapia. One hundred and twenty healthy male tilapia (450±37.47 g) were divided into two experimental groups (60 fish/group). Each group received OTC-LA single IP injection at dosage of …
Osteogenic Differentiation Potential By Mouse Bone Marrow-Derived Mesenchymal Stemcells (Mbm-Mscs) Derived From Gut Leak-Induced Diabetes Type Ii Mouse Model, Nabila Syarifah Jamilah
Osteogenic Differentiation Potential By Mouse Bone Marrow-Derived Mesenchymal Stemcells (Mbm-Mscs) Derived From Gut Leak-Induced Diabetes Type Ii Mouse Model, Nabila Syarifah Jamilah
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Diabetes type II were known to affect several organs in the body including bone, thus diabetes type II patients have higher risk of bone fracture. One of the important features in diabetes type II is low level of anti-inflammatory cytokine Interleukin-10 (IL-10) and gut leak condition. Both of these conditions have the role in diabetes induction, progression and exacerbation. Autogenous Mesenchymal stem cells (MSCs) have been widely utilized for enhancing bone healing treatment. Due to the diabetes condition affecting one of the most common and widely used MSCs source, the bone, this study was done to investigate the effect of …