Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11402)
- Veterinary Medicine (2802)
- Life Sciences (1999)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
-
- Social and Behavioral Sciences (1299)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Medical Sciences (861)
- Engineering (776)
- Physical Sciences and Mathematics (680)
- Education (436)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (389)
- Arts and Humanities (378)
- Public Health (333)
- Environmental Sciences (323)
- Civil and Environmental Engineering (293)
- Sports Sciences (288)
- Sociology (267)
- Architecture (264)
- Business (249)
- Economics (226)
- Environmental Studies (208)
- Chemistry (191)
- Law (169)
- Psychology (163)
- Mental and Social Health (152)
- Health and Physical Education (145)
- Other Mental and Social Health (143)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (140)
- Keyword
-
- Thailand (141)
- Dog (123)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (39)
- Immunohistochemistry (35)
- Cat (29)
- Risk factors (28)
- Anxiety (27)
- COVID-19 (27)
- Quality of life (27)
- Stress (27)
- Elderly (25)
- Antioxidant (24)
- Children (24)
- Rat (23)
- Indonesia (22)
- Diagnosis (21)
- Oxidative stress (21)
- Escherichia coli (20)
- Histopathology (20)
- Knowledge (20)
- PCR (20)
- Attitude (19)
- Breast cancer (19)
- Efficacy (19)
- Pigs (19)
- Reliability (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (6481)
- Chulalongkorn Medical Journal (4166)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2581)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1642)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
-
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Journal of Health Research (221)
- Applied Environmental Research (208)
- Journal of Urban Culture Research (107)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (104)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (83)
- PASAA (41)
- Manusya, Journal of Humanities (32)
- Journal of Education Studies (30)
- Journal of Social Sciences (30)
- Journal of Demography (25)
- Thai Environment (23)
- Asian Review (17)
- Journal of Letters (15)
- Chulalongkorn University Law Journal (12)
- Halal Insight (6)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (5)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (1)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (1)
- Publication Type
Articles 4831 - 4860 of 17329
Full-Text Articles in Entire DC Network
A Case Study Of Brunch Time Co.Ltd On Marketing Analysis Toward Diamond Grain Product, Kodchakorn Trangkasan
A Case Study Of Brunch Time Co.Ltd On Marketing Analysis Toward Diamond Grain Product, Kodchakorn Trangkasan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Brunch time Company Limited has been in the granola products industry since 2012. The company value contributed to 167 million baht within three years, during 2014 to 2017. This paper mainly focuses on marketing analysis of Diamond Grains Granola products. It observes the decision in which Diamond Grains has made to launch ready-to-eat products in Thailand. SWOT analysis is used to analyze the company’s strengths, weaknesses, opportunities, and threats. The results of the analysis explain how the company has come to this business decision. The study found that Diamond Grains has a strong and first brand in the Thai’s granola …
Portfolio Construction Under Group Risk Parity Strategy In The Stock Exchange Of Thailand, Warintorn Sornpradit
Portfolio Construction Under Group Risk Parity Strategy In The Stock Exchange Of Thailand, Warintorn Sornpradit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Risk parity strategy has been commonly applied to construct a portfolio with multiple asset classes. For single asset class, group risk parity is introduced such that risks from each group are equally contributed. This study investigates and compares performances of group risk parity strategy in Thai market under two different grouping methods which are sector and size with non-group risk parity, minimum-variance, and equal-weight strategies. The study mainly focus on two periods which are during 2016-2020 and in years with highly volatile down market. The analysis indicates that there is no clear evidence that group risk parity strategy outperforms others …
ความท้าทายในการวางแผนบริหารการจัดการศึกษาในยุคปกติใหม่: สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย, มนธีร์จุฑา ศักดิ์เมือง
ความท้าทายในการวางแผนบริหารการจัดการศึกษาในยุคปกติใหม่: สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย, มนธีร์จุฑา ศักดิ์เมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการศึกษาภายในสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย และเพื่อศึกษาผลที่เกิดขึ้นภายหลังการบริหารจัดการศึกษาของสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัวโควิด-19 ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการดำเนินงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้น มีผลกระทบต่อการบริหารจัดการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ของสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ ส่งผลให้ 1) สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์มีการปรับแนวทางการบริหารจัดการเรียนการสอนจากการเรียนในห้องเรียนจริงเป็นรูปแบบออนไลน์ทั้งหมดในระยะแรกของการแพร่ระบาด ซึ่งสามารถตอบรับการสถานการณ์ได้เหมาะสมในรายวิชาทฤษฎี แต่มีข้อจำกัดในรายวิชาปฏิบัติ 2) เกิดการปรับตัวของอาจารย์ นักศึกษา บุคลากรและผู้เกี่ยวข้องต่อรูปแบบการบริการจัดการศึกษารูปแบบใหม่และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่สามารถปรับตัวได้ มีนักศึกษาบางกลุ่มที่รู้สึกพอใจกับการเรียนในห้องเรียนจริงมากกว่า 3) มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอนที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเต็มรูปแบบ พบข้อจำกัดคือยังไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอต่อความต้องการได้ และได้มีการแก้ไขโดยการให้ผู้ที่ไม่มีอุปกรณ์มาใช้งานในสถาบัน 4) มีการปรับเปลี่ยนวิธีการวัดและประเมินผลการศึกษาให้เหมาะสมกับรูปแบบการจัดการเรียนการสอน คณะผู้สอนมีอิสระในการกำหนดการวัดและประเมินผลการศึกษาให้เหมาะสมกับการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ภายใต้บริบทของรายวิชาและหลักสูตร 5) ผู้บริหารร่วมกับอาจารย์มีการวางแผนจัดการบริหารความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้าและปรับแก้ตามสถานการณ์ได้
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยทั่วไปในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยท่าช้าง ตำบลห้วยท่าช้าง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี, จีรนันท์ ทูลธรรมวรคุณ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยทั่วไปในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยท่าช้าง ตำบลห้วยท่าช้าง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี, จีรนันท์ ทูลธรรมวรคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยทั่วไปในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยท่าช้าง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี 2) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ในการพัฒนาการบริการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยท่าช้าง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยทั่วไป ได้แก่ อายุ 2) ปัจจัยด้านความสามารถในการเข้าถึงบริการที่ส่งผลต่อการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยทั่วไป ได้แก่ สิทธิการรักษาพยาบาล 3) ความเห็นของผู้ป่วยทั่วไปที่มีต่อคุณภาพการให้บริการ ประกอบด้วย 4 ด้าน โดยผลการศึกษา พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านบุคลากร รองลงมา คือ ด้านขั้นตอนกระบวนการให้บริการ ด้านความสัมพันธ์ของเจ้าหน้าที่ รพ.สต. กับประชาชนในตำบล และด้านความพร้อมของสถานที่ อุปกรณ์การแพทย์ตามลำดับ ทั้งนี้ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการให้บริการรักษาพยาบาล รพ.สต. บ้านห้วยท่าช้าง ควรจัดหาบุคลากรเพิ่มในรูปแบบของอาสาสมัครควรแสวงหาแหล่งงบประมาณสนับสนุนจากภายนอก รวมถึงสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย และมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
การพัฒนาและปรับปรุงช่องว่างขีดความสามารถ (Competency Gap) ของหัวหน้าเวรและพยาบาลวิชาชีพ เพื่อเข้าสู่ตำแหน่งหัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤต กรณีศึกษา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, ปภาวดี คณะสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาสมรรถนะการทำงาน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน ให้บุคคลากรพร้อมต่อการเข้าสู่ตำแหน่งในอนาคต และปฏิบัติงานได้บรรลุผลตามเป้าประสงค์ขององค์การ การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนากรอบสมรรถนะพยาบาลหัวหน้าหอผู้ป่วย โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ (2) เพื่อศึกษาการพัฒนาบุคลากรเข้าสู่ตำแหน่ง และช่องว่างขีดความสามารถ (Competency gap) ที่พยาบาลหัวหน้าเวร และพยาบาลวิชาชีพควรพัฒนาเพื่อขึ้นสู่ตำแหน่งพยาบาลหัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤต ในบริบทของงานวิจัยนี้ ผู้ให้ข้อมูลคือพยายาบาลหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จำนวน 9 คน ได้แก่ หัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤต จำนวน 1 ราย หัวหน้าเวร จำนวน 6 ราย และพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 2 ราย โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยการเลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ผลการศึกษาพบว่า โดยภาพรวมแล้วพยาบาลหัวหน้าเวรและพยาบาลวิชาชีพทั้ง 9 คน มีความพร้อมที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤต โดยได้รับสมรรถนะทั้ง 5 หมวด อยู่ในระดับผู้เชี่ยวชาญ (Expert) แต่ยังมีรายละเอียดบางประการที่ต้องมีการพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่ สมรรถนะด้านการวิจัยและการสื่อสารกับผู้ร่วมงานและสหวิชาชีพในการปฏิบัติงานร่วมกันให้เป็นไปตามหลักการเพื่อการให้บริการทางการพยาบาลเป็นไปตามหลักวิธีที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังพบข้อเสนอแนะ การพัฒนาระดับบุคลากรควรมีการพัฒนาเกณฑ์ด้านสมรรถนะในการเข้าสู่ตำแหน่งเพิ่มขึ้น อาทิ ด้านการบริหารจัดการ และการพัฒนาระดับโรงพยาบาลให้มีความสามารถของหอผู้ป่วยวิกฤตที่สอดคล้องต่อบริบทความต้องการของพื้นที่ เป็นต้น
การคาดการณ์การติดเชื้อซีเอ็มวีโดยการวัดระดับควอนติเฟอร์รอนซีเอ็มวีในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะที่มีซีเอ็มวีซีโรโลยีเป็นบวก ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, กมลาสน์ อำนวย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: ในประเทศไทยการดูแลผู้ป่วยที่มีซีเอ็มวีซีโรโลยีให้ผลบวกในผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ จะใช้วิธีการตรวจระดับซีเอ็มวีไวรัสในเลือดอย่างใกล้ชิดซึ่งเป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายสูง วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสามารถในการวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสซีเอ็มวีในช่วง 3 เดือนหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ โดยใช้วิธีทดสอบภูมิคุ้มกันชนิด ควอนติเฟอร์รอนซีเอ็มวี วิธีการศึกษา: งานวิจัยรูปแบบการศึกษาไปข้างหน้า รวบรวมประชากรตัวอย่างที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ และมีซีเอ็มวีซีโรโลยีให้ผลบวก ได้รับการตรวจติดตามระดับไวรัสซีเอ็มวี ในเลือดทุก1-2 สัปดาห์ ควบคู่กับการตรวจ ควอนติเฟอร์รอนซีเอ็มวี ก่อนการปลูกถ่ายอวัยวะ, 1 และ 3 เดือนหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ ผลการศึกษา: ผู้ป่วยตัวอย่างได้รับการปลูกถ่ายไตทั้งหมด 41 คน พบมีภาวะการติดเชื้อไวรัสซีเอ็มวี 25 คน คิดเป็นร้อยละ 61 จากงานวิจัยพบว่า ควอนติเฟอร์รอนซีเอ็มวีที่ 1 เดือนหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ มีความไวและความจำเพาะต่ำ คิดเป็นร้อยละ 48 และ 62.5 ตามลำดับ และ พบควอนติเฟอร์รอนซีเอ็มวีที่ 3 เดือนหลังการปลูกถ่ายอวัยวะมีค่า Negative predictive value ร้อยละ 91.7 สรุปผลการวิจัย: ควอนติเฟอร์รอนซีเอ็มวีที่ 1 เดือน มีความสามารถในการคาดกาณ์การเกิดการติดเชื้อไวรัสซีเอ็มวีต่ำทั้งความไวและความจำเพาะ อย่างไรก็ตาม ผลบวกที่ 3 เดือน อาจมีประโยชน์ในแง่การเริ่มยารักษาการติดเชื้อซีเอ็มวี
Development Of Turmeric Oil-Loaded Folic Acid-Grafted Chitosan/Alginate Nanocapsules For Targeted Delivery To Breast Cancer, Htet Htet Moe San
Development Of Turmeric Oil-Loaded Folic Acid-Grafted Chitosan/Alginate Nanocapsules For Targeted Delivery To Breast Cancer, Htet Htet Moe San
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Folate receptors that are overexpressed in various cancer cells including breast cancers have become a promising strategy in targeted delivery of chemotherapeutics. In this study, the folic acid (FA)-conjugated chitosan/alginate nanocapsules loaded with turmeric oil (TO-FA-CS/Alg NC) were developed by ionotropic gelation technique to target folate receptors in MBA-MB-231 and MCF-7 breast cancer cell lines. The successful conjugation of FA with CS was confirmed with 1H-NMR and FT-IR, and Box-Behnken design was utilized in optimizing the formulation. The optimized TO-FA-CS/Alg NC rendered suitable particle size (189 nm) with homogenous distribution and high encapsulation efficiency (35.9%) and loading capacity (1.82%). The …
การนำระบบดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพิษเหตุติดเชื้อของโรงพยาบาลรามาธิบดีมาใช้เพื่อพัฒนา ผลลัพธ์ในผู้ป่วยที่มีภาวะพิษเหตุติดเชื้อ, ปวัสดา ท่ามตระกูล
การนำระบบดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพิษเหตุติดเชื้อของโรงพยาบาลรามาธิบดีมาใช้เพื่อพัฒนา ผลลัพธ์ในผู้ป่วยที่มีภาวะพิษเหตุติดเชื้อ, ปวัสดา ท่ามตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบระยะเวลาที่ผู้ป่วยได้รับยาต้านจุลชีพแบบคาดการณ์ครั้งแรกก่อนและหลังการเริ่มใช้ระบบดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพิษเหตุติดเชื้อของโรงพยาบาลรามาธิบดี (Ramathibodi Sepsis System : RSS) รวมไปถึงเพื่อศึกษาระยะเวลาในการได้รับยาต้านจุลชีพที่เหมาะสมกับผลเพาะเชื้ออัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาล อัตราการเสียชีวิตใน 28 วัน และระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาล วิธีวิจัย : เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental study) เปรียบเทียบช่วงก่อนและหลังการใช้ระบบ RSS ศึกษาในผู้ป่วยที่มีภาวะพิษเหตุติดเชื้อที่อายุมากกว่า 18 ปีและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรามาธิบดี ระหว่างวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2564 – 30 เมษายน พ.ศ. 2565 ระบบ RSS เป็นการพัฒนาระบบที่จัดให้มีการทำงานร่วมกันของสหสาขาวิชาชีพประกอบด้วย แพทย์ เภสัชกร และพยาบาล พัฒนาการให้บริการแบบองค์รวมเพื่อการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพิษเหตุติดเชื้อ โดยประกอบด้วย (1) การกำหนดแนวทางการวินิจฉัยผู้ป่วยที่มีภาวะพิษเหตุติดเชื้อที่เป็นรูปแบบมาตรฐาน เป็นระบบ รวดเร็ว และมีการระบุเวลาวินิจฉัยที่ชัดเจน (2) มีการกำหนดรายการยาต้านจุลชีพเพื่อบรรจุในเครื่องจ่ายยาอัตโนมัติซึ่งจัดตั้งอยู่ ณ บริเวณหอผู้ป่วย เพื่อให้ขั้นตอนการตรวจสอบคำสั่งใช้ยา การจ่ายยา รวดเร็ว (3) การติดตามตรวจสอบผลความไวของเชื้อต่อยาต้านจุลชีพที่ผู้ป่วยได้รับเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาต้านจุลชีพที่เหมาะสมกับเชื้อก่อโรค ผลการวิจัย : ผู้ป่วยที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกเข้าร่วมการศึกษาจำนวน 137 คนแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มก่อนใช้ระบบ RSS 50 คน (กลุ่มควบคุม) และกลุ่มหลังใช้ระบบ RSS 87 คน (กลุ่มศึกษา) พบว่ากลุ่มศึกษามีระยะเวลาในการบริหารยาต้านจุลชีพแบบคาดการณ์ครั้งแรกของผู้ป่วยเร็วกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ: 42 นาที (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 21.5, 57.5) เทียบกับ 76 นาที (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 35.0, 319.8; p < 0.001) และมีระยะเวลาในการบริหารยาต้านจุลชีพที่เหมาะสมตามผลเพาะเชื้อที่เร็วกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ: 48 ชั่วโมง (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 0.9, 84.0) เทียบกับ 96 ชั่วโมง (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 54.0,312.0 p = 0.009) นอกจากนั้นยังพบอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาล เสียชีวิตใน 28 วัน และระยะเวลาในการนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลลดลง ในกลุ่มศึกษาเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุป : การใช้ระบบ RSS มาใช้ในการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพิษเหตุติดเชื้อ ช่วยลดระยะเวลาในการบริหารยาต้านจุลชีพแบบคาดการณ์ครั้งแรก ลดระยะเวลาในการบริหารยาต้านจุลชีพที่เหมาะสมตามผลเพาะเชื้อ และ มีแนวโน้มส่งผลลดอัตราการเสียชีวิต
ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะเลือดออกในผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ได้รับยาไรวาร็อกซาแบน, ภัทรพร สิริภัทรชัย
ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะเลือดออกในผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ได้รับยาไรวาร็อกซาแบน, ภัทรพร สิริภัทรชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อหาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะเลือดออกในผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิด จังหวะที่ได้รับยาไรวาร็อกซาแบน วิธีการ: งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์ชนิดย้อนหลังจาก ผลไปหาเหตุแบบหลายศูนย์ รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ได้รับยาไรวาร็อกซาแบน ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลรามาธิบดี ระหว่าง 1 ตุลาคม 2556 ถึง 30 กันยายน 2564 วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะเลือดออกด้วยสถิติการถดถอยโลจิสติค พหุคูณ ผลการวิจัย : กลุ่มตัวอย่าง 455 คน แบ่งเป็นกลุ่มศึกษาคือผู้ที่เกิดภาวะเลือดออก 91 คน ประกอบด้วยภาวะเลือดออกรุนแรง 20 คน ภาวะเลือดออกไม่รุนแรงที่มีความสำคัญทางคลินิก 45 คน และภาวะเลือดออกไม่รุนแรง 26 คน กลุ่มควบคุมคือผู้ที่ไม่เกิดภาวะเลือดออก 364 คน ผลการ วิเคราะห์พบปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะเลือดออกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ประวัติการเกิด ภาวะเลือดออก (adjusted OR: 20.29, p<0.001) ระดับอัลบูมินในเลือดต่ำ (adjusted OR: 2.19, p=0.020) ภาวะโลหิตจาง (adjusted OR: 2.03, p=0.026) และอันตรกิริยาระหว่างยา (adjusted OR: 2.40, p=0.007) เมื่อพิจารณาปัจจัยด้านอายุ น้ำหนัก ขนาดยาไรวาร็อกซาแบนต่อวัน การทำงานของไต ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือด และประวัติโรคหลอดเลือดสมองร่วมด้วย สรุป : ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะเลือดออกในผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ได้รับยาไรวาร็อกซาแบน ได้แก่ ประวัติการเกิดภาวะเลือดออก ระดับอัลบูมินในเลือดต่ำ ภาวะโลหิตจาง อันตรกิริยาระหว่าง ยา ผู้ป่วยที่มีปัจจัยดังกล่าวจึงควรได้รับการดูแลติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะเลือดออกและเพิ่มความปลอดภัยจากการใช้ยาไรวาร็อกซาแบน
การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิศักดิ์ของการฟอกเลือดด้วยตัวกรองรูใหญ่พิเศษระหว่างการใช้ครั้งแรกและการนำกลับมาใช้ซ้ำ, ปิยพันธ์ ประพันธ์วัฒนะ
การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิศักดิ์ของการฟอกเลือดด้วยตัวกรองรูใหญ่พิเศษระหว่างการใช้ครั้งแรกและการนำกลับมาใช้ซ้ำ, ปิยพันธ์ ประพันธ์วัฒนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความสำคัญและที่มาของปัญหา : การฟอกเลือดด้วยตัวกรองรูใหญ่พิเศษ (super high flux, SHF) ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้มีประสิทธิศักดิ์ในการกำจัดสารยูรีมิกขนาดกลางตั้งแต่ขนาดค่อนข้างเล็กจนขนาดใหญ่ เช่น β2-microglobulin (β2M, 11.8 กิโลดาลตัน) α1-microglobulin (α1M, 31 กิโลดาลตัน) และ λ-free light chain (λFLC, 45 กิโลดาลตัน) ได้ดีใกล้เคียงกับวิธีฮีโมไดอะฟิวเตรชั่น อย่างไรก็ตามตัวกรองรูใหญ่พิเศษถูกออกแบบมาสำหรับใช้ครั้งเดียวทำให้มีค่าใช้จ่ายต่อการฟอกเลือดค่อนข้างสูง จึงเป็นที่มาของการศึกษานี้ที่ศึกษาประสิทธิศักดิ์และความปลอดภัยของการนำตัวกรองรูใหญ่พิเศษกลับมาใช้ซ้ำว่าตัวกรองมีคุณสมบัติในการกำจัดสารยูรีมิกเปลี่ยนไปหรือไม่ ระเบียบวิธีวิจัย : การศึกษานี้เป็นการศึกษาจากเหตุไปหาผลแบบไปข้างหน้าในสถาบันเดียวในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง 5 รายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ทำการฟอกเลือดด้วยวิธีมาตรฐานโดยใช้ตัวกรองรูใหญ่พิเศษ ELISIO-21HX ที่นำกลับมาใช้ซ้ำด้วยกรดเปอร์อะซิติกรวม 15 ครั้งต่อตัวกรอง เปรียบเทียบความสามารถในการกำจัด β2M และอัตราการลดลงของ β2M, α1M, λFLC และ indoxyl sulfate เปรียบเทียบระหว่างการใช้ตัวกรองครั้งแรกและครั้งที่ 2, 5, 10 และ 15 รวมถึงวัดการสูญเสียอัลบูมินในน้ำยาไตเทียม และระดับอัลบูมินในเลือด ผลการศึกษา : การศึกษานี้มีการใช้ตัวกรองรูใหญ่พิเศษจำนวน 15 ตัวกรอง อัตราการกำจัดสาร β2M เทียบระหว่างการใช้ตัวกรองครั้งแรกกับการใช้ครั้งที่ 15 ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (127.2 ± 18.3 มล./นาที เทียบกับ 114.4 ± 17.2 มล./นาที, p 0.926, ตามลำดับ) อัตราการลดลงของ β2M และ α1M ระหว่างการใช้ตัวกรองครั้งแรกกับการใช้ครั้งที่ 15 ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 85.5 ± 5.9 เทียบกับ 82.5 ± 3.5, p 1.000 และร้อยละ 27.1 ± 15.5 เทียบกับ …
การตรวจจับโรคมะเร็งตับโดยการตรวจคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสี ในผู้ป่วยโรคตับแข็งที่ได้รับการตรวจคัดกรองเฝ้าระวังโรคมะเร็งตับ, หัตถกาญจน์ นวดุรงค์
การตรวจจับโรคมะเร็งตับโดยการตรวจคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสี ในผู้ป่วยโรคตับแข็งที่ได้รับการตรวจคัดกรองเฝ้าระวังโรคมะเร็งตับ, หัตถกาญจน์ นวดุรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เปรียบเทียบความสามารถในการตรวจจับโรคมะเร็งตับของคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสีเทียบกับอัลตราซาวด์ ในผู้ป่วยโรคตับแข็งที่ได้รับการตรวจคัดกรองเฝ้าระวังโรคมะเร็งตับ วิธีการศึกษา: ศึกษาข้อมูลของผู้ป่วยโรคตับแข็งในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่ได้รับการตรวจคัดกรองเฝ้าระวังโรคมะเร็งตับด้วยอัลตราซาวด์แล้วพบว่ามีความผิดปกติ จำนวน 465 ราย ซึ่งได้รับการตรวจคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่มีสารทึบรังสี โดยรังสีแพทย์ 2 ท่านแปลผลภาพถ่ายรังสีคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสี ซึ่งประกอบด้วย T1-weighted, T2-weighted และ diffusion-weighted imaging (DWI) วินิจฉัยโรคมะเร็งตับจากการตรวจคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่มีสารทึบรังสีและหรือพยาธิวิทยาของก้อนมะเร็งตับ ศึกษาความไว ความจำเพาะ ค่าการคาดหมายที่เป็นบวกและลบ ความแม่นยำของการตรวจคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสีและอัลตราซาวด์ ผลการศึกษา: ในผู้ป่วยโรคตับแข็งทั้งสิ้น 465 ราย พบก้อนมะเร็งตับจำนวน 217 ก้อน ในผู้ป่วย 138 ราย พบว่าคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสีมีความไวน้อยกว่าอัลตราซาวด์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยความไวต่อผู้ป่วยของคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสีและอัลตราซาวด์ คือ 68.8% และ 81.1%, p=0.02 ตามลำดับ และความไวต่อรอยโรคของคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสีและอัลตราซาวด์ คือ 49.7% และ 41.4%, p=0.1 ตามลำดับ คลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสีมีความจำเพาะต่อผู้ป่วยและต่อรอยโรคมากกว่าอัลตราซาวด์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โคยความจำเพาะต่อผู้ป่วยของคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสีและอัลตราซาวด์ คือ 92.9% และ 62%, p<0.05 ตามลำดับ และความจำเพาะต่อรอยโรคของคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสีและอัลตราซาวด์ คือ 94.6% และ 75.4%, p<0.05 ตามลำดับ สรุป: คลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กที่ไม่มีสารทึบรังสีมีความจำเพาะมากกว่าอัลตราซาวด์ ในการตรวจจับโรคมะเร็งตับในผู้ป่วยโรคตับแข็ง สามารถนำมาใช้ในตรวจคัดกรองเฝ้าระวังโรคมะเร็งตับในผู้ป่วยโรคตับแข็งได้
การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่า, สุรเกียรติ ธาดาวัฒนาวิทย์
การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่า, สุรเกียรติ ธาดาวัฒนาวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับของความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการ (2) พัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่า (3) ทดลองใช้โปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่า และ (4) เสนอแนะแนวทางในการนำโปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่าไปใช้ในการศึกษาระดับอุดมศึกษา ตัวอย่างวิจัย คือ นักศึกษาที่กำลังศึกษาด้านอุตสาหกรรมบริการ จำนวน 532 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่า แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบประเมินผลงานนักศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงบรรยาย สถิติเชิงอ้างอิงโดยใช้การทดสอบที และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษามีค่าเฉลี่ยความฉลาดทางวัฒนธรรมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่ากลุ่ม ตัวอย่างมีความฉลาดทางวัฒนธรรมด้านแรงจูงใจทางวัฒนธรรมสูงที่สุด รองลงมาคือด้านอภิปัญญาทางวัฒนธรรม ด้านพฤติกรรมทางวัฒนธรรมและด้านปัญญาทางวัฒนธรรม 2) โปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่า ประกอบ ด้วยการพัฒนาความฉลาดทางวัฒนธรรม 6 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้างความตระหนักทางวัฒนธรรม การสร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรม การเผชิญกับสถานการณ์ทางวัฒนธรรม การสะท้อนกลับระหว่างผู้เรียน การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิด และการพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติของตนเอง จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการสร้างคุณค่า 5 ขั้นตอน ได้แก่ การทำความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายเชิงลึก กำหนดโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย การระดมความคิดเห็น การสร้างสินค้าหรือบริการต้นแบบ และการทดสอบ โดยมีระยะเวลาในการเข้าร่วมโปรแกรมจำนวน 30 ชั่วโมง แบ่งเป็นครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมงจำนวน 10 ครั้ง 3) ระดับของความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการหลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า นักศึกษาอุตสาหกรรมบริการมีความฉลาดทางวัฒนธรรมภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกองค์ประกอบ โดยองค์ประกอบที่มีความแตกต่างกันมากที่สุด คือ ด้านปัญญาทางวัฒนธรรม รองลงมาคือ ด้านพฤติกรรมทางวัฒนธรรม ด้านอภิปัญญาทางวัฒนธรรม และด้านแรงจูงใจทางวัฒนธรรม ตามลำดับ 4) การนำโปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมเพื่อการสร้างคุณค่าไปปรับใช้กับนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการสามารถนำไปใช้ได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาที่เกี่ยวข้องทั้งความเกี่ยวข้องด้านความฉลาดทางวัฒนธรรมและแนวคิดการพัฒนาคุณค่า การนำไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในองค์กร การนำไปเป็นหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษาด้านอุตสาหกรรมบริการ การนำไปปรับใช้ในรูปแบบของสหกิจศึกษาที่ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งของสถาบันการศึกษาและสถานประกอบการอย่างชัดเจน การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ การเปิดเป็นรายวิชาเฉพาะของระดับอุดมศึกษา รวมไปถึงการเรียนรู้ตามอัธยาศัยตามความสนใจของผู้เรียนเอง และการเรียนเพื่อสะสมหน่วยกิต
นโยบายรัฐบาลอัฟกานิสถานต่อการพัฒนาสิทธิสตรีในสมัยประธานาธิบดีฮามิด คาร์ไซ ระหว่าง ค.ศ. 2001 - 2014, มุกขรินทร์ ลาวัณลักขณา
นโยบายรัฐบาลอัฟกานิสถานต่อการพัฒนาสิทธิสตรีในสมัยประธานาธิบดีฮามิด คาร์ไซ ระหว่าง ค.ศ. 2001 - 2014, มุกขรินทร์ ลาวัณลักขณา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความวิจัยนี้ศึกษาและวิเคราะห์นโยบายรัฐบาลอัฟกานิสถานต่อการพัฒนาสิทธิสตรีในสมัยประธานาธิบดีฮามิด คาร์ไซ ภายหลังการล่มสลายของตาลีบันระหว่าง ค.ศ. 2001 – 2014 โดยใช้หลัก “วัฏจักรของบรรทัดฐาน” (Norm Life Cycle) ภายใต้แนวคิดพลวัตรของบรรทัดฐานระหว่างประเทศ (International Norm Dynamics) เป็นกรอบวิเคราะห์นโยบายของรัฐบาลอัฟกานิสถานต่อการพัฒนาสิทธิสตรี ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านการดำเนินชีวิตในสังคมและสิทธิทางการเมือง ด้านการศึกษาและการทำงาน และด้านสาธารณสุข เพื่อวิเคราะห์ว่า อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลอัฟกานิสถานในสมัยประธานาธิบดีฮามิด คาร์ไซ ระหว่าง ค.ศ. 2001 – 2014 ไม่สามารถดำเนินนโยบายส่งเสริมสิทธิสตรีได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความวิจัยนี้ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจากข้อตกลงระหว่างประเทศ เอกสารราชการของอัฟกานิสถาน หนังสือและบทความจากวารสารทางวิชาการที่นำเสนอเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลอัฟกานิสถานต่อการพัฒนาสิทธิสตรีในสมัยประธานาธิบดีฮามิด คาร์ไซ ระหว่าง ค.ศ. 2001 – 2014 รวมถึงรายงานสรุปสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อสนับสนุนข้อเสนอของบทความวิจัยนี้ คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลอัฟกานิสถานไม่สามารถดำเนินนโยบายพัฒนาสิทธิสตรีได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ ปัจจัยระดับรัฐบาลและระดับสังคม
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์เนื้อเลียนแบบจากโปรตีนทางเลือกจากพืชที่มีสมบัติเชิงหน้าที่, พรชนก ฉายฉันท์
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์เนื้อเลียนแบบจากโปรตีนทางเลือกจากพืชที่มีสมบัติเชิงหน้าที่, พรชนก ฉายฉันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์เนื้อเลียนแบบจากโปรตีนทางเลือกจากพืชที่มีสมบัติเชิงหน้าที่ ซึ่งปัจจุบัน Plant-based Foods เป็นอาหารในกลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) เป็นนวัตกรรมอาหารที่ได้รับความสนใจ เนื่องจากตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเทรนด์รักสุขภาพ และกระแสรักษ์โลกที่ให้ความสนใจในสวัสดิภาพสัตว์ด้วยความตระหนักถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์เนื้อเลียนแบบจากโปรตีนทางเลือกที่ผู้บริโภคเป้าหมายต้องการ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างที่มีความสนใจในเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จำนวน 12 ราย และนำผลการศึกษาดังกล่าวมาออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อเลียนแบบจากโปรตีนทางเลือกเพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์ โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบร่วม (Conjoint analysis) ในการวิเคราะห์ส่วนประสมทางการตลาด (Marketing mix) ได้แก่ แนวคิดผลิตภัณฑ์ (Product) ราคา (Price) ช่องทางกาารจัดจำหน่าย (Place) และกิจกรรมส่งเสริมการขาย (Promotion) จากการสอบถามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 100 ราย ผลการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่า กลุ่มผู้ปริโภคเป้าหมายคาดหวังให้ผลิตภัณฑ์เนื้อเลียนแบบจากโปรตีนทางเลือกมีรสชาติ กลิ่นรสและเนื้อสัมผัสใกล้เคียงเนื้อสัตว์เสมือนจริง รับประทานหรือจัดเตรียมง่าย มีช่องทางการจำหน่ายหลากหลาย ราคาเทียบเท่าเนื้อสัตว์ปกติหรือแพงกว่าไม่เกิน 10-15% เมื่อพิจารณาการให้คะแนนอรรถประโยชน์รวม (Total utility) พบว่า กลยุทธ์การตลาดที่ได้รับค่าอรรถประโยชน์รวมมากที่สุด คือ ผลิตภัณฑ์ไส้กรอกไก่จากพืชพร้อมทาน มีแหล่งโปรตีนจากพืชตระกูลถั่วและมีแหล่งใยอาหารจากขนุนอ่อนเหมาะสำหรับผู้รักสุขภาพ (Healthy Food) และผู้ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ จำหน่ายในราคาเท่ากับไส้กรอกไก่ปกติ ทางช่องทางออนไลน์ ผลศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินจากการจ้างผลิต (OEM) แทนการจัดตั้งโรงงานผลิต ซึ่งจากการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางการเงินในกรณีปกติ (Base case) โดยการคาดคะเนส่วนแบ่งตลาดที่ร้อยละ 7 พบว่า คุ้มค่าในการเลือกลงทุน เนื่องจากธุรกิจสามารถสร้างกำไร มีค่าอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) เป็นบวก และมีระยะเวลาในการคืนทุน (Payback Period) ในปีที่สอง
การออกแบบเรขศิลป์เพื่อให้ความรู้โฮมีโอพาธีย์, มณิภา วัฒกีกุล
การออกแบบเรขศิลป์เพื่อให้ความรู้โฮมีโอพาธีย์, มณิภา วัฒกีกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาแนวทางในการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสมเพื่อให้คนกลุ่มเจนเนอเรชั่น วาย เกิดความรู้และความเข้าใจได้ง่ายเกี่ยวกับการแพทย์ทางเลือกโฮมีโอพาธีย์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้คือ กลุ่มคนเจนเนอเรชั่น วาย ช่วงอายุระหว่าง 20 - 39 ปี เก็บรวบรวมข้อมูลสถิติจากเว็บไซต์ เอกสารงานวิจัย หนังสือ บทความทางวิชาการ และสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย นำมารวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลในการออกแบบ ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า กลุ่มคนเจนเนอเรชั้น วาย นั้น มีสุขภาพทรุดโทรมจากการทำงานหนัก จึงเริ่มมีการหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นแต่ไม่มีเวลา อีกทั้งพฤติกรรมของกลุ่มกลุ่มคนเจนเนอเรชั่น วาย ใช้สมาร์ทโฟนและเล่นโซเชียลมีเดียเป็นหลัก ชอบสื่อสารและแสดง ออกผ่านสื่อใหม่และสื่อออนไลน์ต่างๆ ชอบเสพสื่อบันเทิงและชอบอ่านการ์ตูนดิจิตอลที่เป็นสื่อออนไลน์ กลุ่มเป้าหมายนั้นให้ความสนใจและพึงพอใจในการ์ตูนดิจิตอล จึงได้ผลสรุปว่าการ์ตูนดิจิตอลเป็นสื่อที่สามารถถ่ายองค์ความรู้โฮมีโอพาธีย์ที่เหมาะสมต่อกลุ่มคนเจนเนอเรชั่น วาย โดยการ์ตูนมีโครงสร้างในการเล่าเรื่องที่ละเอียดซับซ้อน สามารถถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆได้อย่างละเอียดและมีความน่าสนใจ รวมถึงสารที่ต้องการจะสื่อสำหรับการออกแบบเรขศิลป์เพื่อให้ความรู้โฮมีโอพาธีย์คือ ชีวิตที่ดีคือการเปลี่ยนแปลง และกลุ่มบุคลิกภาพที่เหมาะคือ สบายๆไม่มีกฎเกณฑ์ (Casual), เป็นธรรมชาติ (Natural), ทันสมัย (Modern)
การใช้ทฤษฎีสะกิดในการวิเคราะห์รูปแบบและเนื้อหาเกี่ยวกับโควิด 19 ในแอปพลิเคชันซียูเน็กซ์และทัศนคติของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นัทธี สุวรรณจินดา
การใช้ทฤษฎีสะกิดในการวิเคราะห์รูปแบบและเนื้อหาเกี่ยวกับโควิด 19 ในแอปพลิเคชันซียูเน็กซ์และทัศนคติของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นัทธี สุวรรณจินดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1.) รูปแบบและเนื้อหาเพื่อการสื่อสารเกี่ยวกับวัคซีนโควิด 19 ของแอปพลิเคชันซียูเน็กซ์ในกรอบของทฤษฎีสะกิด 2.) ทัศนคติของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อแอปพลิเคชันซียูเน็กซ์ ในฐานะเครื่องมือสื่อสารในการสื่อสารเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจฉีดวัคซีนโควิด 19 โดยเครื่องมือในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก กับบุคคล 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้พัฒนาและออกแบบแอปพลิเคชัน และ กลุ่มผู้ใช้งานแอปพลิเคชันซียูเน็กซ์ ซึ่งใช้งานแอปพลิเคชันยูเน็กซ์และเข้าถึงประกาศและข่าวสารประชาสัมพันธ์ผ่านแอปพลิเคชันซียูเน็กซ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบและเนื้อหาเพื่อการสื่อสารของแอปพลิเคชันซียูเน็กซ์แบ่งออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ 1) รูปแบบในการสื่อสารที่ปรากฎ ประกอบด้วย 1.1) ข่าวสารและประชาสัมพันธ์ คือ Icon และ Banner ที่ภาพประกอบกับเนื้อหาข้อความ 1.2) การแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชันซียูเน็กซ์ 2) เนื้อหา ประกอบด้วย 2.1) ข้อมูลที่เป็นเนื้อหาส่งโดยตรงจากส่วนกลางทั้งหมดจากกิจการนิสิตแต่ละคณะ 2.2) เนื้อหาที่ส่งผ่าน CU NEX Club 2.3) เนื้อหาที่มีการย่อยทำให้เข้าใจง่ายและเป็นกันเองกับผู้ใช้งาน พบว่าการสะกิดกระตุ้นให้นิสิตจุฬาลงกรณ์เข้ารับบริการฉีดวัคซีนผ่านแอปพลิเคชันซียูเน็กซ์เป็นในทางที่คาดหวังได้โดยไม่มีการบังคับ 2. ทัศนคติต่อแอปพลิเคชันซียูเน็กซ์ ในฐานะเครื่องมือสื่อสารในการสื่อสารเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจฉีดวัคซีนโควิด 19 พบว่า 1) ก่อนการเข้ารับบริการฉีดวัคซีนผ่านแอปพลิเคชันซียูเน็กซ์มีความกังวลใจเกี่ยวกับข้อมูลของการฉีดวัคซีน และส่วนใหญ่ไม่กังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายวัคซีนที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากมองว่าเป็นสิทธิ์พื้นฐานที่ควรได้รับ แต่จะมีความกังวลเกี่ยวกับปฏิกิริยาอาการหลังฉีดวัคซีนเข้าสู่ร่างกาย 2) ด้านทัศนคติต่อแอปพลิเคชันซียูเน็กซ์ 2.1) ความคิดเห็นเกี่ยวกับความง่ายและสะดวกต่อการจองวัคซีนในแอปพลิเคชันซียูเน็กซ์ส่วนใหญ่พบว่า แอปพลิเคชันซียูเน็กซ์สามารถเข้าถึงได้ง่ายและมีความสะดวก รวดเร็ว มีข่าวสารและรายละเอียดการลงทะเบียนและการรับวัคซีนครบถ้วน และง่ายต่อการใช้งาน 2.2) ความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานที่ที่จัดให้บริการรับวัคซีนจากการโดยเลือกในแอปพลิเคชันซียูเน็กซ์ ส่วนใหญ่เห็นว่า เป็นสถานที่ที่มีความสะดวก และคุ้นเคยกับตัวนิสิต ไม่ต้องเดินทางไปสถานที่อื่น 2.3) ความคิดเห็นเกี่ยวกับการให้บริการของแอปพลิเคชันซียูเน็กซ์ ส่วนใหญ่เห็นว่า เป็นบริการที่ดีที่สามารถเป็นตัวกลางระหว่างมหาวิทยาลัยกับนิสิต รวมไปถึงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีความรวดเร็วในการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์เรื่องราวต่างๆ ที่จำเป็น 2.4) ความคิดเห็นเกี่ยวกับการให้คำแนะนำในแอปพลิเคชันซียูเน็กซ์ ส่วนใหญ่เห็นว่า มีความน่าเชื่อถือ และเป็นตัวกลางในการนำเสนอข้อมูล อย่างไรก็ตามควรมีการเพิ่มเติมข้อมูลในส่วนของ เพิ่มลิงก์ การเข้าถึงช่องทางต่างๆ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน รวมถึงแจ้งเตือนถึงวันที่เริ่มฉีด-นับถอยหลังก่อนหมดเขตการฉีดวัคซีน
การเปิดรับข่าวสาร และรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคกลุ่ม "ยังก์โอลด์" (Young Old), วรารัตน์ วัฒนเลิศพงศ์
การเปิดรับข่าวสาร และรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคกลุ่ม "ยังก์โอลด์" (Young Old), วรารัตน์ วัฒนเลิศพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจการเปิดรับข่าวสาร และเพื่ออธิบายรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคกลุ่ม “ยังก์โอลด์” (Young Old) ซึ่งเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทย เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2496 - 2505 ยังใช้ชีวิตด้วยความคล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม รู้สึกว่าตนเองไม่แก่ อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 60 - 69 ปี จำนวน 450 คน วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยวิธีการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive analysis) และการวิเคราะห์องค์ประกอบ (Factor analysis) ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคกลุ่ม “ยังก์โอลด์” (Young Old) มีการเปิดรับข่าวสารผ่านสื่อบุคคลอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ลูกหลาน ญาติ และเพื่อน ขณะที่มีการเปิดรับข่าวสารผ่านสื่อใหม่ในระดับปานกลาง โดย 3 อันดับแรก ได้แก่ ไลน์ เฟซบุ๊ก และยูทูบ และมีการเปิดรับข่าวสารผ่านสื่อดั้งเดิมในระดับปานกลาง โดย 3 อันดับแรก ได้แก่ โทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ รูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคกลุ่ม “ยังก์โอลด์” (Young Old) สามารถแบ่งได้เป็น 5 กลุ่ม ดังนี้ 1. กลุ่มหัวสมัยใหม่ ใส่ใจคุณภาพชีวิตที่ดี 2. กลุ่มไม่สนใจใคร ใส่ใจเพียงตนเอง 3. กลุ่มตามกระแสและแคร์ภาพลักษณ์ 4. กลุ่มใช้ชีวิตให้สุด ไม่หยุดอยู่ที่บ้าน 5. กลุ่มสังคมมิตรภาพและธรรมชาติกลมเกลียว
Efl Teachers' Job Satisfaction And Burnout In Iran, Maryam Soleimani, Amin Bolourchi
Efl Teachers' Job Satisfaction And Burnout In Iran, Maryam Soleimani, Amin Bolourchi
PASAA
This study was an attempt to examine the relationship between EFL (English as a Foreign Language) teachers' job satisfaction and burnout in public schools and private institutes in Iran. Participants in this study were 120 EFL teachers (60 from public schools and 60 from private institutes) in Urmia, Iran. The researchers administered Ho and Au's (2006) job satisfaction questionnaire and Maslach, Jackson, and Leiter's (1996) burnout questionnaire, containing 22 items each, to measure the teachers' job satisfaction and burnout levels, respectively. Having collected the quantitative data, the researchers interviewed 10 participants to find out the sources of teachers' job dissatisfaction …
Synthesis, Molecular Docking, And Biological Evaluation Of Novel 2-(3-Chlorophenyl) Quinoline-4-Carboxamide Derivatives As Potent Anti-Breast Cancer And Antibacterial Agents, Kailas W. Shinde, Prashant S. Kharkar, Chetan P. Shah, Shrimant V. Rathod
Synthesis, Molecular Docking, And Biological Evaluation Of Novel 2-(3-Chlorophenyl) Quinoline-4-Carboxamide Derivatives As Potent Anti-Breast Cancer And Antibacterial Agents, Kailas W. Shinde, Prashant S. Kharkar, Chetan P. Shah, Shrimant V. Rathod
The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences
Objectives: The study aims to synthesize and to evaluate the anti-breast cancer and antibacterial activity of some novel quinoline-4-carboxamide derivatives. Materials and Methods: A series of novel quinoline analogs 6a-6j with varied substituent (X = H, F, OCH3, NO2) were synthesized from aniline through multi-step reactions in good yields. All analogues were confirmed by spectral characterization, namely, FT-IR, MS, 1H-NMR, and 13C-NMR. All the molecules were evaluated for their anticancer activity against a breast cancer cell line, MDA-MB-231 by MTT assay, and antibacterial activity against Gram-positive bacteria (Staphylococcus aureus 6538p and Bacillus subtilis) and Gram-negative bacteria (Escherichia coli and Pseudomonas …
Doxorubicin Modulates P-Glycoprotein Transcription Differently During Caco-2 Differentiation, Udomsak Udomnilobol, Suree Jianmongko
Doxorubicin Modulates P-Glycoprotein Transcription Differently During Caco-2 Differentiation, Udomsak Udomnilobol, Suree Jianmongko
The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences
P-glycoprotein (P-gp) is an efflux transporter protecting cells from various chemical threats. Upregulation of P-gp expression, mediated by reactive oxygen species (ROS), has been reported in doxorubicin-treated cells. However, during cell differentiation cellular redox status may vary. This study investigated the influence of cell differentiation on doxorubicin-mediated P-gp expression in Caco-2 cells, and its relation to cellular redox status. During 21-day culture, Caco-2 cells were divided into pre-, during-, and post-differentiation, based on total cell numbers, percentage of G0/G1 cells, and alkaline phosphatase activity. Our study demonstrated that Caco-2 cells were in a more reduced state on differentiation. At low …
Evaluation Of Acute Oral Toxicity Of Methanolic Fractions Of Sesbania Grandiflora Linn. Roots In Albino Mice, N. S. Vinay, S. Babitha, R. Nandeesh, S. Paramesh, E. Manjunath, J. P. Geetha, V. P. Veerapur, B. Swetha, H. V. Keerthi Prasanth
Evaluation Of Acute Oral Toxicity Of Methanolic Fractions Of Sesbania Grandiflora Linn. Roots In Albino Mice, N. S. Vinay, S. Babitha, R. Nandeesh, S. Paramesh, E. Manjunath, J. P. Geetha, V. P. Veerapur, B. Swetha, H. V. Keerthi Prasanth
The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences
Introduction: Although Sesbania grandiflora Linn. roots have valuable pharmacological effects, the comprehensive awareness about its toxicity potential has been lacking. Objectives: The objectives of the study were to assess the acute oral toxicity of methanolic fraction of S. grandiflora root (MFSGR). Materials and Methods: The female albino mice were divided into two groups (n = 5), one group served as normal control while the other treated with MFSGR (2000 mg/kg, p.o). Both the groups of mice were observed for 14 days for various parameters according to the Organization for Economic Cooperative and Development guidelines 425 TG. Results: Oral administration of …
Pharmacognostic And Chromatographic Evaluation Of Male And Female Flowers Of Coscinium Fenestratum For Berberine Content And Its Effect On Antioxidant Activity, T. S. Roopashree, Kuntal Das, N. Prashanth, K. Rakesh Kumar
Pharmacognostic And Chromatographic Evaluation Of Male And Female Flowers Of Coscinium Fenestratum For Berberine Content And Its Effect On Antioxidant Activity, T. S. Roopashree, Kuntal Das, N. Prashanth, K. Rakesh Kumar
The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences
Coscinium fenestratum (CF) (Gaertn.) Colebr., [Family: Menispermaceae] is an endangered species of dioecious liana found in Western Ghats of India. The present investigation aimed with systematic analytical studies on the macroscopic, microscopic examination of male and female CF flowers, various solvent extractions, accompanied by phytochemical screening through chemical tests, identification of Berberine alkaloids, antioxidant activity, and Berberine quantification byhigh-performance thin-layer chromatography (HPTLC) process. Two different amounts of solvents (10 ml and 20 ml) with two different time intervals, that is, 15 min and 25 min, respectively, were used for extraction. Results revealed that both flowers had their own unique characters. …
Anthraquinones Extracted From Rubia Cordifolia Linn As Potential Ligands To Treat Alzheimer’S Disease, Pottella Srinivasulu, Janga Ramesh Babu, T.N.V. Ganesh Kumar, Padarthi Pavan Kumar, S. Vidyadhara
Anthraquinones Extracted From Rubia Cordifolia Linn As Potential Ligands To Treat Alzheimer’S Disease, Pottella Srinivasulu, Janga Ramesh Babu, T.N.V. Ganesh Kumar, Padarthi Pavan Kumar, S. Vidyadhara
The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences
Objective: The present investigation aims to predict the pharmacokinetic aspects and assessing the anti-Alzheimer’s activity using both molecular docking platform and ex vivo pharmacological studies on muscle contraction. Materials and Methods: 2-Methyl Anthraquinone (MAQ) and Quinizarine (QNZ) were isolated from Rubia cordifolia L., and evaluated for absorption, distribution, metabolism, excretion, and toxicity. Molecular docking was performed with the help of Mcule software on five drug targets acetylcholinesterase enzyme (AChE), cyclin-dependent kinase5 (CDK5), glycogen synthase kinase 3β (GSK3β), monoamine oxidase (MAO-B), and β-secretase enzyme (BACE). The pharmacological activity was screened by recording the muscle contractions of chick ileum. Results: The selected …
Current Perspectives On The Therapeutic Potential Of Mitragyna Speciosa And Its Derivatives On Animal Model, Norsyifa Harun, Illa Syafiqah Johari, Rima Atria Japarin, Farah Wahida Suhaimi, Zurina Hassan, Mohammed Shoaib
Current Perspectives On The Therapeutic Potential Of Mitragyna Speciosa And Its Derivatives On Animal Model, Norsyifa Harun, Illa Syafiqah Johari, Rima Atria Japarin, Farah Wahida Suhaimi, Zurina Hassan, Mohammed Shoaib
The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences
The plant Mitragyna speciosa Korth. is receiving increased attention as a therapeutic substitution for opioid use disorder (OUD). The active alkaloids constituents of the plant, particularly mitragynine and 7-hydroxymitragynine, have been shown to modulate opioid receptors, acting as agonists at mu-opioid receptors. Given this pharmacology, several studies have examined the abuse and dependence potential of M. speciosa and its alkaloids in various animal models of dependence. In addition to action on opioid receptors, the Mitragyna alkaloids also appear to exert diverse activities at other receptors in the central nervous system which may explain the complex pharmacological profile of these alkaloids. …
Evidence For Intravenous Self-Administration Of Mitragynine In Fentanyl-Dependent Rats, Norsyifa Harun, Zurina Hassan, Surash Ramanathan, Mohammed Shoaib
Evidence For Intravenous Self-Administration Of Mitragynine In Fentanyl-Dependent Rats, Norsyifa Harun, Zurina Hassan, Surash Ramanathan, Mohammed Shoaib
The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences
Introduction: Kratom (Mitragyna speciosa Korth) is currently used as an alternative for the self-treatment of pain and management of opioid dependence and withdrawal. Due to the opioid-like effect of the plant’s active alkaloid, mitragynine (MG), the evaluation of its ability to maintain self-administration in animal models of opioid dependence appears to be great significance. Objectives: Here, the ability of MG to cross-substitute to the reinforcing effects of the synthetic narcotic fentanyl is investigated. Methods: Rats with implanted catheters were allowed to self-administer fentanyl (2.0 μg/kg/infusion) on a fixed-ratio 1 of schedule of reinforcement. Results: A significant increase in lever pressing …
Synthesis And Anti-Inflammatory Effects Evaluation Of 1,3 Substituted Isatin Derivatives, Farshid Hassanzadeh, Elham Jafari, Nahal Khayambashi, Valiollah Hajhashemi
Synthesis And Anti-Inflammatory Effects Evaluation Of 1,3 Substituted Isatin Derivatives, Farshid Hassanzadeh, Elham Jafari, Nahal Khayambashi, Valiollah Hajhashemi
The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences
Objectives: Inflammation is a pathophysiological response of the body to a variety of agents including infections and physical injury leading to local accumulation of plasma fluid and blood cells. Isatin as a promising heterocyclic molecule has shown interesting biological profile. In this study, some derivatives of isatin containing both Schiff and mannich base fragments were synthesized in a three-step procedure. Methods: Benzohydrazide derivatives were prepared by reaction of benzoat derivatives with hydrazine hydrate. The Schiff bases were formed by treatment isatin with the benzo hydrazide derivatives. The corresponding mannich bases have been synthesized by the reaction of the Schiff bases …
Present Clinical Trial Regulatory System And Strategies For Improvement In Thailand, Charunee Krisanaphan, Rungpetch Sakulbumrungsil
Present Clinical Trial Regulatory System And Strategies For Improvement In Thailand, Charunee Krisanaphan, Rungpetch Sakulbumrungsil
The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences
The study aimed to identify gaps and to develop strategies for improving the clinical trial regulatory system in Thailand. Two-step cross-sectional survey was conducted. The first questionnaire addressed the present situation and the expected system sent by mail. The participants were from the lists of ethics committee (EC) members available online and others obtained from Food and Drug Administration (FDA). The second questionnaire determined the strategies and methods to improve the regulatory system. The participants were the attendees at the Thailand Toward Excellence in Clinical Trials meeting. The first questionnaire with response rate of 26.9% showed that the present situation …
In Vitro Antioxidants And Anticancer Activity Of Crude Extract Isolates From Euphorbiaceae In Northern Thailand, Siwalee Rattanapunya, Wiriyaporn Sumsakul, Akharasit Bunsongthae, Samart Jaitia
In Vitro Antioxidants And Anticancer Activity Of Crude Extract Isolates From Euphorbiaceae In Northern Thailand, Siwalee Rattanapunya, Wiriyaporn Sumsakul, Akharasit Bunsongthae, Samart Jaitia
The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences
The properties of Croton persimilis Müll.Arg. and Antidesma puncticulatum Miq.— interesting plant in the family Euphorbiaceae were investigated. The ethanol crude plant extracts were established for phytochemicals screening, antioxidants activities, anticancer in five important human cancer cell lines (MCF-7, MDA-MB-231, HeLa, HepG2, and NCI-H187), and cytotoxic activity in normal cell line (hTERT-HME1). The leaves extracts of C. persimilis Müll. Arg. contained flavonoids, saponins, terpenoids, and tannins. The total phenolic content properties were found in 43.40 ± 1.36 mg Gallic Acid Equivalents (GAE)/g crude extract. They also showed lowest antioxidant activity through 2, 2-diphenyl-1-picrylhydrazyl (DPPH) assay (IC50>1,000 μg/ml) and 2.4.2 …
Incidence Of Pneumocystis Carinii Pneumonia In Treatment-Naïve Hiv-Infected Adult Patients Receiving Primary Pneumocystis Carinii Pneumonia Chemoprophylaxis With 48-Week Antiretroviral Initiation, Piroon Khamlee, Peerawong Werarak, Chankit Puttilerpong
Incidence Of Pneumocystis Carinii Pneumonia In Treatment-Naïve Hiv-Infected Adult Patients Receiving Primary Pneumocystis Carinii Pneumonia Chemoprophylaxis With 48-Week Antiretroviral Initiation, Piroon Khamlee, Peerawong Werarak, Chankit Puttilerpong
The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences
Objective: The objective of the study was to determine the incidence of primary Pneumocystis carinii pneumonia (PCP) between patients who received and did not receive primary PCP chemoprophylaxis and investigate adverse drug reactions (ADRs) related to the chemoprophylaxis use. Method: A retrospective study was conducted in Siriraj Hospital, Thailand. Data were collected from HIV-infected adults, initiated with highly active antiretroviral therapy (HAART) with initial CD4+ <200 cells/mm3. Results: Overall, 217 patients had a median initial CD4+ of 83 cells/mm3 (interquartile range: 33.5–150.5) (range: 0–199), most of the initial HAART regimen was non-nucleoside reverse transcriptase inhibitors based containing tenofovir disoproxil fumarate (94.94%), and 104 patients (47.93%) received chemoprophylaxis. The incidence between patients who received and did not receive prophylaxis found no statistically significant difference (p = 0.133). Only one event was found in a severely immunocompromised patient who did not receive the prophylaxis. The absolute risk reduction of primary PCP incidence, and rate of ADRs was 0.89% (95% confidence interval, −0.84, 2.61) and 10.58% in patients who received the chemoprophylaxis, respectively. Conclusion: The initiation of HAART in HIV-infected patients who had the initial CD4+ cell count <200 cells/mm3 may impact on reducing the risk of developing primary PCP. Aside from the patients who received the prophylaxis, most of the adverse reactions were skin disorders.
Synthesis, Docking, And Molecular Dynamic Study Of Hydrazones Compounds To Search Potential Inhibitor For Breast Cancer Mcf-7, Jasril, Yuana Nurulita, Nur Afriana, Ihsan Ikhtiarudin, Neni Frimayanti
Synthesis, Docking, And Molecular Dynamic Study Of Hydrazones Compounds To Search Potential Inhibitor For Breast Cancer Mcf-7, Jasril, Yuana Nurulita, Nur Afriana, Ihsan Ikhtiarudin, Neni Frimayanti
The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences
Introduction: Hydrazones have been reported for various biological activities, such as anticancer. The presence of the azomethine group (-NHN=CH-) makes these compounds as one of the important classes in many synthetic products. Objective: The aim of this work is to explore the potential of halogenated hydrazones series as breast cancer inhibitors. Methods: In this study, some series of halogenated hydrazones have been synthesized through condensation reaction between halogenated benzaldehydes and phenylhydrazine under microwave irradiation. The structures of the halogenated hydrazoes were confirmed by ultraviolet, fourier-transform infrared, NMR, and gas chromatography-mass spectrometry spectroscopic data. The in silico studies i.e. docking and …