Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 4651 - 4680 of 17329

Full-Text Articles in Entire DC Network

การพัฒนาหลักการออกแบบและต้นแบบโปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัยเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก, ชามาภัทร สิทธิอำนวย Jan 2021

การพัฒนาหลักการออกแบบและต้นแบบโปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัยเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก, ชามาภัทร สิทธิอำนวย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัยถือเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาความแปลกแยกและลดการพึ่งพาทางสังคมของผู้สูงอายุ และยังสร้างให้เกิดความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างวัยจากการการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในลักษณะต่างตอบแทนของผู้สูงอายุและเด็ก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเด็กผ่านโปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัยที่เหมาะสมกับบริบทไทย 2) พัฒนาหลักการออกแบบและต้นแบบโปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัยเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก และ 3) ทดลองและประเมินผลการใช้ต้นแบบโปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัยเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก และนำเสนอหลักการออกใหม่ที่ได้จากบทเรียนจากการวิจัย แบ่งการดำเนินวิจัยเป็น 3 ระยะตามวัตถุประสงค์การวิจัย โดยตัวอย่างในการวิจัยประกอบด้วยนักปฏิบัติจากในเมืองและนอกเมือง จำนวน 24 คน ตัวอย่างวิจัยระยะที่ 2 ประกอบด้วย นักวิชาการที่มีประสบการณ์ จำนวน 9 คน และ ตัวอย่างวิจัยในระยะที่ 3 ของการดำเนินการวิจัย คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60-69 ปี และเด็กที่มีอายุระหว่าง 10-12 ปี อย่างละ 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ โปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัยเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงบรรยาย ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ ผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเด็กผ่านโปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัยที่เหมาะสมกับบริบทไทย พบว่า นักปฏิบัติควรได้รับการส่งเสริมทั้งสิ้น 4 ประการ คือที่ 1) ความตระหนักรู้ในความสำคัญของการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างวัย 2) ความต้องการจำเป็นด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างวัย 3) ความต้องการจำเป็นด้านทักษะการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างวัย 4) ความต้องการจำเป็นด้านความพร้อมในการจัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์เรียนรู้ระหว่างวัย หลักการออกแบบและต้นแบบโปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัยพัฒนาจากแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ระหว่างวัยและแนวคิดการศึกษานอกระบบ ร่วมกับผลจากการระดมความคิดของนักปฏิบัติ ได้มาซึ่งร่างหลักการออกแบบตามแนวคิดของ Sandoval (2014) ซึ่งมีหลักการออกแบบทั่วไป 10 ประการ คือ 1) การสร้างความรู้สึกปลอดภัยในการเข้าร่วมกิจกรรมโดยให้สมาชิกที่การตัดสินด้วยตนเอง 2) การจัดกิจกรรมที่ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความรู้สึกว่าสามารถทำกิจกรรมได้ง่ายและสนุก 3) การส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างวัย 4) การกำหนดบทบาทของการมีส่วนร่วมของพ่อแม่ในการสร้างการเรียนรู้ระหว่างวัย 5) การจัดกิจกรรมที่ตอบสนองความต้องการของชุมชน 6) การจัดกิจกรรมที่ตอบสนองตามความต้องการของข้อเสนอของผู้สูงอายุและเด็ก 7) การใช้การสื่อสารเชิงบวกในการจัดกิจกรรม 8) การส่งเสริมให้เกิดความเชื่อถือไว้วางใจกันของสมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรม 9) การสร้างเงื่อนไขและสถานการณ์ที่ทำให้ผู้สูงอายุและเด็กมาพบและทำกิจกรรมร่วมกัน 10) การส่งเสริมศักยภาพในการจัดกิจกรรมของนักปฏิบัติในพื้นที่เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองในการจัดโปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัยได้ด้วยตนเองและยั่งยืน ผลการทดลองและประเมินผลการใช้ต้นแบบโปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัย พบว่า ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก โดยส่งผลให้เกิดตัวแปรผลลัพธ์ 7 ตัวแปรย่อย ได้แก่ ความเข้าใจและยอมรับในความแตกต่างระหว่างวัย อันนำมาซึ่งทัศนคติที่ดีต่อคนต่างวัย 2) มุมมองเชิงคุณค่าต่อคนต่างวัย 3) ความผูกพันธ์ระหว่างวัย …


การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับเด็กในสถานสงเคราะห์, พิมพ์ฬัฐช์ โกมลารชุน Jan 2021

การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับเด็กในสถานสงเคราะห์, พิมพ์ฬัฐช์ โกมลารชุน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่จำเป็นสำหรับเด็กในสถานสงเคราะห์ในการเตรียมความพร้อมกลับคืนสู่สังคม 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับเด็กในสถานสงเคราะห์ ใช้ระเบียบวิธีการแบบการวิจัยและพัฒนา เครื่องมือในการวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และประเด็นสนทนากลุ่ม โดยมีวิธีดำเนินการวิจัย (1)เพื่อศึกษาวัตถุประสงค์ที่ 1:ศึกษาเอกสารและสื่อจำนวน 30 รายการ และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ที่เคยเป็นเด็กในสถานสงเคราะห์และประสบความสำเร็จเมื่อออกมาใช้ชีวิตในสังคม นำผลที่ได้มาสร้างเป็นแบบสอบถาม 2 ชุด 1. เพื่อสอบถามเด็กในสถานสงเคราะห์ในขอบเขตของทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต และ 2.เพื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ในสถานสงเคราะห์เด็กเรื่องการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต (2)เพื่อศึกษาวัตถุประสงค์ที่ 2 ทำการสนทนากลุ่ม เพื่อให้ได้รูปแบบการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับเด็กในสถานสงเคราะห์ ผลการวิจัย พบว่า 1. ข้อค้นพบตามวัตถุประสงค์ที่ 1.มี 2 ส่วน คือ 1.1) ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่จำเป็นสำหรับเด็กในสถานสงเคราะห์ มี 10 ทักษะ คือ (1) ทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (2) ทักษะด้านสุขภาพจิต การจัดการกับความเครียด มีจริยธรรม คุณธรรม มีวินัย (3) ทักษะด้านอาชีพ การเรียนรู้ และการจัดการเวลา (4) ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการแก้ปัญหา (5) ทักษะการเขียน (6) ทักษะการอ่าน (7) ทักษะการร่วมมือกับเครือข่ายต่างๆ ทำงานร่วมกับผู้อื่น (8) ทักษะคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารสารสนเทศและรู้เท่าทันสื่อ (9) ทักษะความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (10) ทักษะการเงิน การคิดเลข คำนวณ 1.2) การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสถานสงเคราะห์เด็ก มี 4 ด้าน ดังนี้ (1) ด้านนโยบาย ประกอบด้วย พัฒนาการเรียนรู้แบบนำตนเอง พัฒนาทักษะด้านอาชีพ และพัฒนาตามศักยภาพของผู้เรียนที่แตกต่าง (2) ด้านบุคลากร ประกอบด้วย ผู้อำนวยความสะดวกและสร้างความร่วมมือในการเรียนรู้ ผู้แนะแนวทาง และผู้เรียนร่วม (3) สภาพแวดล้อม ประกอบด้วย ด้านกายภาพคือในห้องเรียน นอกห้องเรียน ภายในบ้าน ด้านจิตวิทยา ประกอบด้วยพฤติกรรม …


การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมตามแนวคิดเซเฟอร์และการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความสามารถทางสังคมของเด็กอนุบาล, รังสิรัศม์ วงศ์อุปราช Jan 2021

การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมตามแนวคิดเซเฟอร์และการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความสามารถทางสังคมของเด็กอนุบาล, รังสิรัศม์ วงศ์อุปราช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมตามแนวคิดเซเฟอร์และการเรียนรู้แบบร่วมมือ และ 2) ศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมฯ ที่มีต่อความสามารถทางสังคมของเด็กอนุบาล ตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ เด็กอนุบาลชั้นปีที่ 3 โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 12 คน การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การเตรียมการ ขั้นที่ 2 การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมฯ (ฉบับตั้งต้น) ขั้นที่ 3 การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมฯ (ฉบับนำร่อง) ขั้นที่ 4 การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมฯ (ฉบับทดลอง) และขั้นที่ 5 การนำเสนอ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินความสามารถทางสังคมของเด็กอนุบาล ประกอบด้วย 2 ด้าน ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และการทำงานร่วมกับผู้อื่น วิเคราะห์ข้อมูลวิจัยโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าขนาดอิทธิพล ผลการวิจัย มีดังนี้ 1) โปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมฯ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความสามารถทางสังคมของเด็กอนุบาลชั้นปีที่ 3 ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีความเป็นระบบ จัดสาระและทักษะให้เด็กเรียนรู้อย่างเป็นลำดับจากเรื่องใกล้ตัวไปสู่ไกลตัว และจากทักษะง่ายไปสู่ทักษะที่ซับซ้อนขึ้น ผ่านการทำกิจกรรมกลุ่มแบบคละความสามารถตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย ควบคู่ไปกับการสะท้อนการเรียนรู้และได้รับข้อมูลย้อนกลับ โปรแกรมนี้มีลักษณะเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตร จัดในช่วงหลังเลิกเรียน 12 สัปดาห์ ๆ ละ 4 วัน ๆ ละ 30 - 45 นาที มีองค์ประกอบ 7 ข้อ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ ระยะเวลา บริบท สาระ ขั้นตอน และการประเมินผล ประกอบด้วย สาระ 5 เรื่อง ได้แก่ การตระหนักรู้ตนเอง การจัดการตนเอง การตระหนักรู้สังคม ทักษะสัมพันธภาพ และการตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ …


อิทธิพลของประสบการณ์การถูกกีดกันต่อภาวะซึมเศร้าในคนกลุ่มน้อยทางเพศวิถีโดยมีการรับเอามุมมองทางลบต่อการรักเพศเดียวกันมาเป็นส่วนหนึ่งของตนเป็นตัวแปรส่งผ่านและความรู้สึกเชื่อมโยงกับชุมชนเป็นตัวแปรกำกับ, ณัชชา ศรีพิบูลพานิช Jan 2021

อิทธิพลของประสบการณ์การถูกกีดกันต่อภาวะซึมเศร้าในคนกลุ่มน้อยทางเพศวิถีโดยมีการรับเอามุมมองทางลบต่อการรักเพศเดียวกันมาเป็นส่วนหนึ่งของตนเป็นตัวแปรส่งผ่านและความรู้สึกเชื่อมโยงกับชุมชนเป็นตัวแปรกำกับ, ณัชชา ศรีพิบูลพานิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์การถูกกีดกัน ภาวะซึมเศร้า การรับเอามุมมองทางลบต่อการรักเพศเดียวกันมาเป็นส่วนหนึ่งของตน และความรู้สึกเชื่อมโยงกับชุมชนในคนกลุ่มน้อยทางเพศวิถี เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามทางช่องทางออนไลน์ในกลุ่มตัวอย่างคนกลุ่มน้อยทางเพศวิถี จำนวน 263 คน มีอายุเฉลี่ย 27.06 ปี (SD = 6.21) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) ข้อคำถามคัดกรอง 2) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 3) แบบวัดภาวะซึมเศร้า 4) แบบวัดประสบการณ์การถูกกีดกัน 5) แบบวัดการรับเอามุมมองทางลบต่อการรักเพศเดียวกันมาเป็นส่วนหนึ่งของตน และ 6) แบบวัดความรู้สึกเชื่อมโยงกับชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และสมการถดถอยเชิงพหุ ตามแนวคิด Conditional PROCESS Model เพื่อทดสอบอิทธิพลส่งผ่านที่มีอิทธิพลกำกับ ผลการวิจัยพบว่าประสบการณ์การถูกกีดกันมีอิทธิพลทางตรงต่อภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (b = .359, p < .05) แต่ไม่พบอิทธิพลทางอ้อมของประสบการณ์การถูกกีดกันต่อภาวะซึมเศร้าผ่านการรับเอามุมมองทางลบต่อการรักเพศเดียวกันมาเป็นส่วนหนึ่งของตน (b = .012, p = .101) และไม่พบอิทธิพลกำกับของความรู้สึกเชื่อมโยงกับชุมชนในความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์การถูกกีดกันกับภาวะซึมเศร้า (b = -.087, p = .114) และความสัมพันธ์ระหว่างการรับเอามุมมองทางลบต่อการรักเพศเดียวกันมาเป็นส่วนหนึ่งของตนกับภาวะซึมเศร้า (b = .098, p = .329)


ความสัมพันธ์ระหว่างการเลือกปฏิบัติต่างเพศในที่ทำงานกับความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานที่มีอัตลักษณ์หลากหลายทางเพศ โดยมีกลยุทธ์การจัดการอัตลักษณ์ทางเพศในที่ทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ณัชนิกข์ เชี่ยวชาญ Jan 2021

ความสัมพันธ์ระหว่างการเลือกปฏิบัติต่างเพศในที่ทำงานกับความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานที่มีอัตลักษณ์หลากหลายทางเพศ โดยมีกลยุทธ์การจัดการอัตลักษณ์ทางเพศในที่ทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ณัชนิกข์ เชี่ยวชาญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลส่งผ่านของกลยุทธ์การจัดการอัตลักษณ์ทางเพศในที่ทำงานต่อความสัมพันธ์ระหว่างการเลือกปฏิบัติต่างเพศในที่ทำงานกับความพึงพอใจในการทำงาน โดยการเก็บข้อมูลจากพนักงาน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มชายรักชาย (gay), พนักงานกลุ่มหญิงรักหญิง (lesbian) และพนักงานกลุ่มรักสองเพศ (bisexual) จำนวน 200 คน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามสมมติฐาน พบว่า การเลือกปฏิบัติต่างเพศในที่ทำงานมีความสัมพันธ์ทางลบต่อความพึงพอใจในการทำงาน (b = -.31, p < .01) และพบว่ากลยุทธ์การปกปิดและกลยุทธ์การเปิดเผยอย่างไม่ได้ตั้งใจมีอิทธิพลส่งผ่านระหว่างการเลือกปฏิบัติต่างเพศ ในที่ทำงานและความพึงพอใจในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติแบบบางส่วน (partial meditation) (bCO = -.08, p < .01) (bIO = -.05, p < .01) หมายความว่า ทั้งกลยุทธ์การปกปิดและกลยุทธ์การเปิดเผยอย่างไม่ได้ตั้งใจไม่สามารถ ทำให้อิทธิพลระหว่างการเลือกปฏิบัติต่างเพศในที่ทำงานและความพึงพอใจในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนกลยุทธ์การข้ามผ่านและกลยุทธ์การเปิดเผยอย่างไม่ได้ตั้งใจไม่มีอิทธิพลส่งผ่านระหว่างการเลือกปฏิบัติต่างเพศในที่ทำงานและความพึงพอใจในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (bPA = -.02, p = .75) (bEO = -.03, p = .70) จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการเลือกปฏิบัติต่างเพศในที่ทำงานมีอิทธิต่อความพึงพอใจในการทำงานเป็นอย่างมากและกลยุทธ์การจัดการอัตลักษณ์ทางเพศในที่ทำงานไม่สามารถมีอิทธิพลส่งผ่านอย่างสมบูรณ์ (fully mediation)ได้ ดังนั้นองค์การควรสนับสนุนให้เกิดการยอมรับและลดการเลือกปฏิบัติต่างเพศในที่ทำงานด้วยการกำหนดนโยบายและมีการปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อเสริมสร้างความรู้สึกปลอดภัยกับพนักงานที่มีอัตลักษณ์หลากหลายทางเพศในที่ทำงาน


การตรวจสอบการกลายพันธุ์บริเวณ Basal Core Promoter ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ด้วยเทคนิคปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรสแบบดรอปเลทดิจิตอล, ชวิศ พลพงษ์ Jan 2021

การตรวจสอบการกลายพันธุ์บริเวณ Basal Core Promoter ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ด้วยเทคนิคปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรสแบบดรอปเลทดิจิตอล, ชวิศ พลพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การกลายพันธุ์บริเวณ Basal core promoter (BCP) ตำแหน่ง A1762T/G1764A ของไวรัสตับอักเสบบี มีความสัมพันธ์กับการดำเนินโรคไวรัสตับอักเสบบีแบบเรื้อรัง(chronic hepatitis B; CHB) อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่เป็นการศึกษาด้วย Sanger sequencing ที่ให้ผลเชิงคุณภาพ แต่การศึกษาด้วยเทคนิคอื่นเช่นเทคนิค droplet digital PCR(ddPCR) ที่สามารถบ่งบอกปริมาณร้อยละการกลายพันธุ์ (mutation percentage) ได้ยังคงมีจำกัด การศึกษานี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการตรวจสอบการกลายพันธุ์บริเวณ BCP โดยใช้ ddPCR เปรียบเทียบกับ Sanger sequencing และ Real- Time PCR และหาความสัมพันธ์ของ mutation percentage กับปัจจัยทางไวรัสและคลินิก ในผู้ป่วย CHB จำนวน 185 คน ผลการศึกษาพบว่าจากจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดมีผู้ป่วย 78 รายที่นำมาศึกษาเปรียบเทียบกันได้ทั้ง 3 วิธี โดยพบว่า ddPCR สามารถตรวจพบการกลายพันธุ์ได้มากกว่าSanger sequence(84.6%vs.43.6%,P<0.001) และReal-time PCR(84.6%vs. 60.3%,P<0.001) และพบการกลายพันธุ์ได้(limit of detection(LOD)ตั้งแต่ร้อยละ0.25 การศึกษาด้วย ddPCR พบว่าผู้ป่วย HBeAg-positive มีร้อยละการกลายพันธุ์ต่ำกว่าผู้ป่วย HBeAg-negative (31.36±33.56vs.46.86±27.88 ,P<0.001) นอกจากนี้ยังพบความสัมพันธ์เชิงลบกับระดับ HBcrAg ในเลือดของผู้ป่วย HBeAg-positive(r=-0.286,P=0.070) และพบว่าผู้ป่วยกลุ่ม wild type มีระดับของ HBcrAg สูงสุด และพบระดับ HBcrAg ลดลงเมื่อมีการกลายพันธุ์เพิ่มขึ้น ส่วนในผู้ป่วย HBeAg-negative พบว่าการกลายพันธุ์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับ HBcrAg(r=0.273,P=0.008) ผลการศึกษาสรุปได้ว่า ddPCR เป็นเทคนิคที่มีประสิทธิภาพและมีความไวในการตรวจสอบการกลายพันธุ์บริเวณ BCP ได้ดีที่สุด นอกจากนี้ยังพบความสัมพันธ์กับระดับของ HBcrAg ในเลือดซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ใหม่ที่ใช้ในทางคลินิก ดังนั้นเทคนิค ddPCR จึงอาจจะสามารถเป็นวิธีทางเลือกหนึ่งในการตรวจสอบการกลายพันธุ์ของไวรัสตับอักเสบบีได้


ความตั้งใจต่อการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็กภายในตัวรถ, ตุลยา อรุณรังสิกุล Jan 2021

ความตั้งใจต่อการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็กภายในตัวรถ, ตุลยา อรุณรังสิกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 1 ในกลุ่มสาเหตุภายนอกของการป่วยและการตายของกลุ่มเด็กอายุ 0 – 14 ปี ในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2558 เป็นต้นมา โดยมีอัตราการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กน้อยกว่าร้อยละ 1 เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความตั้งใจต่อการใช้งาน พฤติกรรมและปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้งานอุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อกำหนดนโยบายและข้อเสนอแนะในการเพิ่มอัตราการใช้งานอุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็ก โดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior: TPB) ซึ่งได้เก็บข้อมูลแบบสอบถามออนไลน์ จากผู้ปกครองของเด็กอายุ 0 – 12 ปี ในโรงเรียนเอกชน 2 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 815 ตัวอย่าง ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster sampling) ผลการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนาและแบบจำลองสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) พบว่า เหตุผลหลักที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็ก คือ เด็กไม่ยอมใช้อุปกรณ์ความปลอดภัย โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจต่อการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็ก ได้แก่ ความสนใจและการแนะนำอุปกรณ์ความปลอดภัย การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง การเข้าถึงอุปกรณ์ความปลอดภัย การบังคับใช้กฎหมายและการจัดโครงการส่งเสริมการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัย และความเคยชินต่อการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัย ซึ่งระดับการศึกษาที่สูงขึ้นและจำนวนเด็กในความดูแลที่มากกว่า 1 คน มีแนวโน้มที่จะมีความตั้งใจต่อการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็กเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามควรจัดโครงการส่งเสริมการเผยแพร่ความรู้การใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อให้ผู้ปกครองตระหนักถึงความสำคัญและเพิ่มการใช้งานอุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็กอย่างถูกต้อง ตลอดจนการรับมือกับพฤติกรรมการปฏิเสธของเด็กอย่างเหมาะสม


การวิเคราะห์ความพึงพอใจของพนักงานขับรถต่อค่าตอบแทน และความพึงพอใจของผู้โดยสารต่อบริการรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพมหานคร, สุชารีย์ รวิธรธาดา Jan 2021

การวิเคราะห์ความพึงพอใจของพนักงานขับรถต่อค่าตอบแทน และความพึงพอใจของผู้โดยสารต่อบริการรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพมหานคร, สุชารีย์ รวิธรธาดา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากข้อมูลปัญหาคุณภาพการบริการของพนักงานขับรถโดยสารประจำทางใกรุงเทพมหานคร และปัจจัยด้านรายได้และสวัสดิการของพนักงานขับรถโดยสารที่แตกต่างกันของกลุ่มผู้ประกอบการ การวิจัยนี้ได้ศึกษาตัวแปร และปัจจัยที่มีผลต่อระดับความพึงพอใจในค่าตอบแทนการทำงานของพนักงานขับรถโดยสารประจำทาง กับปัจจัยที่มีผลต่อระดับความพึงพอใจของผู้โดยสารต่อคุณภาพการบริการและการขับขี่ของพนักงาน เพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของปัจจัยความพึงพอใจต่อรายได้ของพนักงานต่อปัจจัยความพึงพอใจในการบริการที่ผู้โดยสารได้รับ ทำการศึกษาโดยรวบรวมประเด็นข้อร้องเรียนการให้บริการรถโดยสารประจำทางจากฐานข้อมูลของขสมก. เพื่อออกแบบชุดคำถามสำหรับเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างพนักงานขับรถโดยสาร และกลุ่มตัวอย่างผู้โดยสาร โดยเก็บสำรวจข้อมูลเชิงบรรยายปัจจัยเชิงเศรษฐกิจและสังคม และข้อมูลเชิงอันดับของระดับความพึงพอใจต่อปัจจัยต่าง ๆ ของกลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่ม โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองการถดถอยโลจิสติกเชิงอันดับ จากการศึกษาพบว่า ระดับรายได้และสถานะสมรสมีผลต่อระดับความพึงพอใจในรายได้ของพนักงาน ในขณะที่ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงานในอาชีพ และจำนวนชั่วโมงการทำงาน มีผลต่อระดับความพึงพอใจในชั่วการทำงานของพนักงาน โดยในกลุ่มพนักงานเอกชนที่ไม่มีรายได้ขั้นต่ำที่แน่นอน มีระดับความพึงพอใจในรายได้และชั่วโมงการทำงานอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าพนักงานขสมก. ซึ่งมีรูปแบบค่าตอบแทนการทำงานแบบรายเดือนและมีสวัสดิการพื้นฐานให้แก่พนักงาน เช่นเดียวกับผลการวิเคราะห์ในฝั่งผู้โดยสารที่มีระดับความพึงพอใจในการขับขี่และการบริการของพนักงานเอกชนต่ำกว่าพนักงานขสมก. ดังนั้น การพิจารณาค่าตอบแทนการทำงาน ชั่วโมงการทำงาน และสภาพแวดล้อมให้แก่พนักงานขับรถโดยสารอย่างเหมาะสม มีความสำคัญต่อการส่งเสริมให้พนักงานเกิดแรงจูงใจในการผลิตการบริการที่มีคุณภาพและเป็นที่พึงพอใจให้กับผู้โดยสารได้


ความชุกและปัจจัยเสี่ยงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดเฉียบพลันโดยใช้เครื่องวัดระดับออกซิเจนในกระแสเลือดขณะหลับ, ศิริกัญญา รุ่งเรือง Jan 2021

ความชุกและปัจจัยเสี่ยงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดเฉียบพลันโดยใช้เครื่องวัดระดับออกซิเจนในกระแสเลือดขณะหลับ, ศิริกัญญา รุ่งเรือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ : การศึกษานี้เป็นการนำเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วแบบต่อเนื่องโดยใช้การวิเคราะห์ ผลดัชนีการพร่องของออกซิเจนในเลือดมาเพื่อตรวจคัดกรองภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในกลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันที่เข้ารับการรักษาที่หอผู้ป่วยหลอดเลือดสมองโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อที่จะทำให้สามารถวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว นำข้อมูลที่ได้มาคำนวณเป็นค่าความชุกและเพื่อหาปัจจัยเกี่ยวข้องที่สัมพันธ์กับภาวะภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบ วิธีการวิจัย : ศึกษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันอายุมากกว่า 18 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันภายใน 72 ชั่วโมง และเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระหว่างวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564 ถึง วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 โดยติดเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วขณะนอนหลับ โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบต่อเนื่อง ผลการศึกษา : มีผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันที่เข้าเกณฑ์การเข้าร่วมและยินยอมเข้าร่วมการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 83 คน เพศชาย 61.4% ค่ามัธยฐานอายุ 65 ปี และมัธยฐานค่าดัชนีมวลกาย 23.8 กิโลกรัมต่อตารางเมตร พบผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (ดัชนีการพร่องของออกซิเจนในเลือดตั้งแต่ 5 ครั้งต่อชั่วโมงขึ้นไป) 60 ราย คิดเป็น 72% และผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นระดับปานกลางขึ้นไป (ดัชนีการพร่องของออกซิเจนในเลือดตั้งแต่ 15 ครั้งต่อชั่วโมงขึ้นไป) 29 ราย คิดเป็น 35% และเมื่อจำแนกผู้ป่วยออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะหายใจอุดกั้นขณะหลับและกลุ่มที่มีภาวะหายใจอุดกั้นขณะหลับในกลุ่มอาการน้อย (ดัชนีการพร่องของออกซิเจนในเลือดน้อยกว่า 15) กับกลุ่มที่มีภาวะหายใจอุดกั้นขณะหลับในกลุ่มอาการตั้งแต่ปานกลางขึ้นไป (ดัชนีการพร่องของออกซิเจนในเลือดตั้งแต่ 15 ครั้งต่อชั่วโมงขึ้นไป) พบว่า ดัชนีมวลกายที่มากขึ้น, ขนาดเส้นรอบวงคอที่มากขึ้น, คะแนนจากแบบสอบถาม STOP-Bang, ประวัติโรคไขมันในเลือดสูง และคะแนนจากแบบสอบถามเบอร์ลินหมวดหมู่ที่หนึ่งถึงสาม มีความสัมพันธ์กับภาวะหยุดหายใจอุดกั้นขณะหลับในกลุ่มอาการตั้งแต่ปานกลางขึ้นไป (ดัชนีการพร่องของออกซิเจนในเลือดตั้งแต่ 15 ครั้งต่อชั่วโมงขึ้นไป) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลแบบพหุตัวแปรพบว่า มีเพียงคะแนนจากแบบสอบถามเบอร์ลินหมวดหมู่ที่สาม เท่านั้นที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผล : ในกลุ่มผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันในประเทศไทยพบความชุกของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นปริมาณมาก ใกล้เคียงกับประชากรที่มีการศึกษามาในต่างประเทศ และมีปัจจัยที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจอุดกั้นขณะหลับในกลุ่มอาการตั้งแต่ปานกลางขึ้นไป (ดัชนีการพร่องของออกซิเจนในเลือดตั้งแต่ 15 ครั้งต่อชั่วโมงขึ้นไป) คือแบบสอบถามเบอร์ลินหมวดหมู่ที่สาม


รูปแบบการตอบสนองต่อยาในหลอดทดลองจากน้ำในเยื่อหุ้มปอดในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กระยะลุกลามและบทบาททางคลีนิก, อจีรา ณ สวัสดิ์ Jan 2021

รูปแบบการตอบสนองต่อยาในหลอดทดลองจากน้ำในเยื่อหุ้มปอดในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กระยะลุกลามและบทบาททางคลีนิก, อจีรา ณ สวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กระยะลุกลาม (Advanced stage non-small cell lung cancer; NSCLC) เป็นมะเร็งปอดชนิดที่พบบ่อยที่สุด โดยมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 10% การรักษาแบบแม่นยำและจำเพาะบุคคล (Personalized medicine) จะกำหนดวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ข้อมูลก่อนหน้าพบว่าการทดสอบการตอบสนองต่อยาในหลอดทดลองจากชิ้นเนื้อของผู้ป่วยสามารถช่วยเลือกการรักษาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลได้ แต่อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ใช้เป็นการทดสอบมาตรฐานในทางคลินิก วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาเก็บข้อมูลย้อนหลังและไปข้างหน้า ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กและมีการลุกลามไปยังเยื่อหุ้มปอด โดยเก็บน้ำจากช่องเยื่อหุ้มปอดเพื่อทดสอบการตอบสนองต่อยารักษามะเร็งปอดในหลอดทดลอง แพทย์ที่ทำการรักษาจะได้รับการแจ้งผลการทดสอบยาก่อนเริ่มการรักษาตามมาตรฐาน และเปรียบเทียบกับข้อมูลของผู้ป่วยที่แพทย์ทำการรักษาไม่ทราบผลการทดสอบยา ตัวชี้วัดหลักของการศึกษาคืออัตราการยุบตัวของเนื้องอกที่ดีสุดในช่วง 6 เดือน โดยประเมินด้วยการถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และตัวชี้วัดรองของการศึกษาคือมุมมองของแพทย์ต่อผลการทดสอบการตอบสนองต่อยาในหลอดทดลอง ผลการศึกษา: ตั้งแต่เดือน 1 กุมภาพันธ์ 2561 ถึง 30 เมษายน 2565 ผู้ป่วยทั้งหมด 27 ราย (ผู้ป่วย 16 รายในกลุ่มทดลองและผู้ป่วย 11 รายในกลุ่มควบคุม) ผู้ป่วย 14 ราย (87.50%) ในกลุ่มทดลอง และ 8 ราย (72.72%) ในกลุ่มควบคุมได้รับการรักษามะเร็งปอด ผลลัพธ์สุดท้ายผู้ป่วย 22 ราย พบว่าอัตราการยุบตัวเฉลี่ยของเนื้องอกที่ดีสุดในช่วง 6 เดือน คือ 27.17% ในกลุ่มทดลอง และ 25.42% ในกลุ่มควบคุม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.876) ผลการทดสอบการตอบสนองของยาในหลอดทดลองสามารถให้ความมั่นใจแก่แพทย์และช่วยในการตัดสินใจในการรักษาประเมินเป็นคะแนนได้ค่าเฉลี่ย 4.61 จาก 10 สรุปผล: ผู้ป่วยที่ได้รับยาพบว่าอัตราการยุบตัวของเนื้องอกที่ดีสุดในช่วง 6 เดือนแรกในกลุ่มที่ได้รับการแจ้งผลการตอบสนองของยาในหลอดทดลองไม่มีความแตกต่างจากกลุ่มควบคุม ผลลัพธ์จากการทดสอบการตอบสนองต่อยาในหลอดทดลองมีอิทธิพลปานกลางต่อการตัดสินใจในการรักษาของแพทย์


Electroless Cunisn Electrocatalyst Supported On Carbon Fabric For Electrochemical Reduction Of Co2, Atikom Hongmeuan Jan 2021

Electroless Cunisn Electrocatalyst Supported On Carbon Fabric For Electrochemical Reduction Of Co2, Atikom Hongmeuan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the present work, tri-metallic alloy electrocatalysts containing copper (Cu), nickel (Ni), and tin (Sn) supported on Pd-catalyzed carbon fabric substrate were prepared through a simple electroless deposition method. As-deposited Cu-Ni-Sn electrocatalyst was employed in the CO2-ERR in an H-cell type reactor. For the effect of electroless deposition time (15, 30 and 45 mins) on tri-metallic alloy electrocatalyst, the result showed that there is no significant difference for all samples based on the XRD pattern, indicating the deposition time had no effect on the crystalline structure of all catalyst. In addition, the evaluation of the ability of the CO2-ERR on …


Automatic Cardioembolic Stroke Prediction Using Clinical Features And Non-Contrast Ct Images, Pasit Jakkrawankul Jan 2021

Automatic Cardioembolic Stroke Prediction Using Clinical Features And Non-Contrast Ct Images, Pasit Jakkrawankul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Cardioembolic stroke is a dangerous subtype of ischemic stroke. The patients with this subtype need special treatments to prevent recurrent events. The prevention is vital since only one more event could result in fatal damage. Hence, the classification into the categories of cardioembolic and non-cardioembolic subtypes is essential. We developed a multimodal machine learning model that can integrate the basic clinical information and non-contrast CT images to predict the risk of cardioembolic stroke. Our method reached the areas under the receiver operating characteristic curve (ROC-AUC) of 0.840 by using a dataset of only 227 samples of stroke patients. Besides the …


Production Line Process Improvement With Process Reengineering - A Case Study In Garment Factory, Yanin Palasri Jan 2021

Production Line Process Improvement With Process Reengineering - A Case Study In Garment Factory, Yanin Palasri

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The production process concerns in ABC manufacturing are failing to meet daily production targets and having low productivities. Business Process Reengineering (BPR) is a method of employing process redesign heuristics to improve an existing production line process using an evaluation approach and fit-gap analysis. A simulation tool is used to model the production process redesign. After adopting the provided approach and conducting the simulation, the company's production productivity and service level increases by about 45 percent. To get the required simulation results, critical measurements such as manufacturing capacity and lead time are used. This research demonstrates the redesign production process …


Efficacy Of Chitosan Paste As Intracanal Medication Against Enterococcus Faecalis And Candida Albicans Compared To Calcium Hydroxide, Pasika Thien-Ngern Jan 2021

Efficacy Of Chitosan Paste As Intracanal Medication Against Enterococcus Faecalis And Candida Albicans Compared To Calcium Hydroxide, Pasika Thien-Ngern

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Introduction: Enterococcus faecalis and Candida albicans are frequently found in persistent endodontic infection and are resistant to calcium hydroxide (Ca(OH)2), a commonly used intracanal medication. Thus, an effective and safe antimicrobial medication against such refractory infection is necessary in endodontic retreatment, so we aimed to test the efficacy of chitosan paste against these microorganisms compared with Ca(OH)2 in root canals of extracted human teeth. Methods: Thirty-six sterilized human root samples prepared from extracted premolars and upper maxillary incisors were infected with E.faecalis for 14 days, while 32 were infected with C.albicans for 48 hours, for mature biofilm formation. The samples …


Nutritional Value And Functional Properties Of Moringa Oleifera Leaf Protein Concentrate, Annelise Ida Halafihi Jan 2021

Nutritional Value And Functional Properties Of Moringa Oleifera Leaf Protein Concentrate, Annelise Ida Halafihi

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Moringa oleifera leaf is considered an inexpensive source of protein. As leaf protein concentrate (LPC), protein content offered is higher and easier for use than in leaf. Therefore, this study aimed to prepare moringa leaf protein concentrate (MoLPC) from dried moringa leaves, compare their physico-chemical and functional properties and determine enhanced nutritional value of pancakes fortified with MoLPC compared to unfortified pancake. Using two varieties (Thai (TMo) and Indian (IMo) moringa from Nan area), LPC from each variety was prepared by alkali solubilization (pH 9) followed by acid-precipitation at pH 4.5. Effects of heat on the protein precipitation was studied …


Biological Properties Of Marigold Flower Extract And Its Microcapsule, Nilar Oo Jan 2021

Biological Properties Of Marigold Flower Extract And Its Microcapsule, Nilar Oo

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research focuses on the optimization of ultrasound-assisted extraction (UAE) conditions of marigold flower extract (MFE) using response surface methodology (RSM) and to produce microcapsule using spray drying with different wall materials and ratios. The extraction factors including temperature (30-50 ℃), time (5 -15 min), and ethanol concentration (60 - 100% v/v) were investigated. The optimum condition was investigated according to the maximum concentration of total phenolic, total flavonoid, total carotenoid, and antioxidant activity determined by 2,2-diphenyl-1-picrylhydrazyl (DPPH) free radical and ferric reducing antioxidant power (FRAP) assay. The optimized extraction conditions were temperature (40 ℃), time (15 min), and ethanol …


Cost-Effectiveness Analysis Of Managed Care For Osteoporotic Hip Fractures, Benchaporn Kotnarin Jan 2021

Cost-Effectiveness Analysis Of Managed Care For Osteoporotic Hip Fractures, Benchaporn Kotnarin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Osteoporotic fracture patients are still unidentified, untreated for osteoporosis. This group of patients is likely to have recurrent fractures and has more morbidity, these problems put a burden on the high cost of taking care of patients and poor clinical outcomes. The intervention for improving the quality of osteoporosis treatment, King Chulalongkorn Memorial Hospital (KCMH) calls “Managed care”. Managed care has an orthopedist who plays a crucial role in fragility fracture and long-term osteoporosis treatment. The purpose of this study is to access the cost-effectiveness of managed care for patients aged 50 years and over with osteoporotic hip fractures compared …


Health Risk Assessment For Heavy Metals In Chao Phraya River Basin, Natthanicha Nateekhuncharoen Jan 2021

Health Risk Assessment For Heavy Metals In Chao Phraya River Basin, Natthanicha Nateekhuncharoen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Heavy metal contamination has become a serious concern due to its toxicity not only on ecosystems but also directly on human health. The Chao Phraya River Basin is the main area important for commerce, industries, and residence in Thailand. This study aimed to evaluate the impact on human health due to heavy metal contamination and identify the relationship between land use and heavy metal contamination in the Chao Phraya River. Pearson correlation was applied to analyze the relationship between heavy metal concentration and water parameters. The results indicated that during 2009-2013, Fe concentration positively correlated to turbidity (0.640), total phosphate …


The Role Of Neutrophils Against Pythium Insidiosum, Apichaya Sriwarom Jan 2021

The Role Of Neutrophils Against Pythium Insidiosum, Apichaya Sriwarom

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Pythium insidiosum (P. insidiosum) is an oomycetes fungus-like microorganism causing pythiosis infection in humans. The zoospores (infective stage) of this pathogen contaminate aquatic environments such as moist soil and swampy area, which is a natural habitiat. Humans are infected with P. insidiosum via cutaneous route which is the main entry of the zoospores. Recent studies have shown that patients with pythiosis shows high morbidity and mortality rates particularly those with hematologic diseases. As neutrophils are the first line of immune defense during fungal infections, this study therefore investigated the activity of neutrophils in response to P. insidiosum. The neutrophil killing …


Mechanisms Of Colistin Resistance And The Antimicrobial Effects Of Antibiotic And Adjuvant Combination On Colistin-Resistant Klebsiella Pneumoniae, Aye Mya Sithu Shein Jan 2021

Mechanisms Of Colistin Resistance And The Antimicrobial Effects Of Antibiotic And Adjuvant Combination On Colistin-Resistant Klebsiella Pneumoniae, Aye Mya Sithu Shein

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The prevalence of colistin-resistant Klebsiella pneumoniae (ColRkp) has progressively increased globally. The purposes of this study were to characterize the molecular mechanisms responsible for colistin resistance among ColRkp clinical isolates in Thailand, to determine the expression levels of virulence factors associated with ColRkp clinical isolates, and to evaluate in vitro and in vivo synergistic activities of novel combination of antibiotic and adjuvant against ColRkp clinical isolates. A total of 165 carbapenem-resistant K. pneumoniae clinical isolates were obtained from King Chulalongkorn Memorial Hospital between 2016 and 2021. We discovered a rising trend of ColRkp displaying extensively drug-resistant (XDR) and pandrug-resistant (PDR) …


Effects Of Curcumin And B1-6-12 On Alterations In Cell Viability, Oxidative Stress, Expression Of Tight Junction Proteins And Barrier Property Of Endothelial Cell And Pericyte Induced By Cisplatin And Oxaliplatin In Vitro, Amornrat Tothonglor Jan 2021

Effects Of Curcumin And B1-6-12 On Alterations In Cell Viability, Oxidative Stress, Expression Of Tight Junction Proteins And Barrier Property Of Endothelial Cell And Pericyte Induced By Cisplatin And Oxaliplatin In Vitro, Amornrat Tothonglor

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Cisplatin and oxaliplatin are platinum chemotherapeutic drugs that can cause peripheral neuropathy. Nowadays, the pathogenesis of cisplatin/oxaliplatin-induced neuropathy has not been completely elucidated. Emerging evidence revealed that both drugs cause vascular complications. Both drugs might damage nerve capillaries leading to cisplatin/oxaliplatin-induced neuropathy. The objective of this study is to examine the effect of curcumin and B1-6-12 on cisplatin and oxaliplatin-induced alterations in cell viability, apoptosis (caspase-3), oxidative stress (ROS and GSH/GSSG ratio), expression of tight junction proteins (claudin-5, occludin, ZO-1, and ZO-2), and barrier property in endothelial cell and pericyte in vitro. Human umbilical vein endothelial cell (HUVEC) and human …


Alteration Of Extracellular Matrix Components In Anterior Pituitary Gland Of Neonatal Rats Induced By Maternal Bisphenol A (Bpa) Diet During Pregnancy, Bumpenporn Sanannam Jan 2021

Alteration Of Extracellular Matrix Components In Anterior Pituitary Gland Of Neonatal Rats Induced By Maternal Bisphenol A (Bpa) Diet During Pregnancy, Bumpenporn Sanannam

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Bisphenol A (BPA) is a well-known endocrine-disrupting chemical that is widely used in the resin and plastic manufacturing sectors. Prenatal exposure to this chemical results in changes of pituitary hormone-producing cells. However, there have been no reports of the alterations of extracellular matrix (ECM) which play a role in controlling cell activities in the pituitary gland. In the present study, a daily oral dose of 5,000 µg/kg BW of BPA was administered to pregnant rats. ECM-producing cells, i.e., pericytes and folliculostelate cells, ECM products, and ECM regulators were investigated in the neonatal anterior pituitary at day 1 at the histology …


A Retrospective Study In Comparison Of Skeletal Stability And Pharyngeal Airway Changes In Mandibular Prognathism After Correction With Mandibular Setback Surgery Using Two Different Types Of Osteofixation Materials, Phu Hnin Thet Jan 2021

A Retrospective Study In Comparison Of Skeletal Stability And Pharyngeal Airway Changes In Mandibular Prognathism After Correction With Mandibular Setback Surgery Using Two Different Types Of Osteofixation Materials, Phu Hnin Thet

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objectives: This study compared the skeletal stability and pharyngeal airway changes after mandibular setback procedure using the titanium and resorbable plate and screws fixation. Materials and Methods: 28 patients with mandibular prognathism being treated with bilateral sagittal split ramus osteotomy (BSSRO) were randomly selected from titanium and resorbable fixations. Analyses of lateral cephalometric x-rays were performed according to preoperative (T0), 1st week post-surgery (T1), 3-6 months post-surgery (T2) and 1-year post-surgery (T3). The horizontal measurement (BX), vertical measurement (BY), and angle measurement (SNB and Mandibular Plane Angle; MPA) were studied for skeletal stability. The pharyngeal airway changes were observed by …


ผลของการงีบหลับระยะสั้นภายหลังภาวะอดนอนที่มีต่อสมรรถภาพความตั้งใจและการตอบสนองทางการเคลื่อนไหวของนักกีฬาบาสเกตบอลชายระดับมหาวิทยาลัย, สุนิสา ราชิวงค์ Jan 2021

ผลของการงีบหลับระยะสั้นภายหลังภาวะอดนอนที่มีต่อสมรรถภาพความตั้งใจและการตอบสนองทางการเคลื่อนไหวของนักกีฬาบาสเกตบอลชายระดับมหาวิทยาลัย, สุนิสา ราชิวงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการงีบหลับระยะสั้นเป็นเวลา 10 นาที และ 30 นาทีที่มีต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพความตั้งใจ การตอบสนองทางการเคลื่อนไหว และรูปแบบของคลื่นไฟฟ้าสมองภายหลังอดนอนเป็นเวลา 24 ชั่วโมง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักบาสเกตบอล เพศชาย จำนวน 12 คน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา อายุระหว่าง 18-25 ปี ซึ่งกลุ่มตัวอย่างแต่ละคนต้องอดนอนเป็นเวลา 24 ชั่วโมง การเก็บข้อมูลตัวแปร ได้แก่ 1) สมรรถภาพความตั้งใจและความสามารถทางการเคลื่อนไหว; เวลาปฏิกิริยา เวลาในการเคลื่อนที่ ความเร็วสูงสุดของการเอื้อมมือ เวลาในการทดสอบ ความผิดพลาดในการทดสอบ 2) รูปแบบคลื่นไฟฟ้าสมอง; คลื่นเดลต้า คลื่นธีต้า คลื่นอัลฟา และคลื่นเบต้า 3) ทักษะที่เกี่ยวข้องกับกีฬา; แรงสูงสุดของการกระโดด โดยกลุ่มตัวอย่างได้รับการประเมินใน 5 สภาวะ คือ (1) ค่าพื้นฐานก่อนอดนอน (2) หลังอดนอน 24 ชั่วโมง (3) หลังไม่ได้งีบหลับ (4) หลังงีบหลับ 10 นาที และ (5) หลังงีบหลับ 30 นาที จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบภายในกลุ่มด้วยความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำและความแปรปรวนสองทางชนิดวัดซ้ำ ทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีบอนเฟอร์โรนี ใช้ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า การงีบหลับ 10 นาที ภายหลังอดนอนเป็นเวลา 24 ชั่วโมง สามารถฟื้นฟูค่าเฉลี่ยเวลาปฏิกิริยา ลดเวลาในการเคลื่อนที่ และเพิ่มความเร็วสูงสุดของการเอื้อมมือ นอกจากนี้มีการลดลงของคลื่นเดลต้าและคลื่นธีต้า มีการเพิ่มขึ้นของคลื่นอัลฟาและคลื่นเบต้า รวมถึงมีค่าเฉลี่ยแรงสูงสุดของการกระโดดดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับภายหลังอดนอนเป็นเวลา 24 ชั่วโมง และดีกว่าเมื่อเทียบกับการงีบหลับ 30 นาที และการไม่งีบหลับเลย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า การงีบหลับระยะสั้นเป็นวิธีการที่มีศักยภาพในการฟื้นฟูสมรรถภาพความตั้งใจ ความสามารถทางการเคลื่อนไหว รูปแบบของคลื่นไฟฟ้าสมอง และการแสดงทักษะที่เกี่ยวข้องกับกีฬาที่เกิดจากภาวะอดนอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การงีบหลับ 10 นาทีมีประสิทธิภาพในการลดผลกระทบของภาวะอดนอน ในขณะที่การงีบหลับ 30 นาทีส่งผลให้เกิดความเฉื่อยในการนอนหลับที่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงหลังจากตื่นนอน


ผลของเครื่องดื่มกีฬาไฮโปโทนิกและไอโซโทนิกต่อความสามารถทางแอโรบิกและภาวะน้ำในร่างกายในผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ, ชัยพฤกษ์ สุวรรณจักร์ Jan 2021

ผลของเครื่องดื่มกีฬาไฮโปโทนิกและไอโซโทนิกต่อความสามารถทางแอโรบิกและภาวะน้ำในร่างกายในผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ, ชัยพฤกษ์ สุวรรณจักร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อเปรียบเทียบผลของเครื่องดื่มกีฬาไฮโปโทนิกและไอโซโทนิกต่อความสามารถทางแอโรบิกและภาวะน้ำในร่างกายในผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเพศชายที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จำนวน 17 คน อายุระหว่าง 18-25 ปี โดยแบ่งการออกกำลังกายออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา จากนั้นผู้เข้าร่วมจะได้รับเครื่องดื่มแบบสุ่มในปริมาณ 1.5 เท่าของน้ำหนักตัวที่หายไปหลังการออกกำลังกายที่ 1 และพักเป็นเวลา 1 ชั่วโมง จากนั้นจะทำการทดสอบการออกกำลังกายระดับสูงสุด โดยจะแบ่งเครื่องดื่มออกเป็นทั้งหมด 3 ชนิดได้แก่ เครื่องดื่มหลอก เครื่องดื่มไอโซโทนิก และเครื่องดื่มไฮโปโทนิก โดยที่ผู้เข้าร่วมจะต้องเข้ารับการออกกำลังกายทั้งหมด 3 ครั้ง แต่ละครั้งมีระยะเวลาห่างกัน 1 สัปดาห์ ทำการทดสอบตัวแปรหลังออกกำลังกายได้แก่ ตัวแปรด้านสรีรวิทยาและข้อมูลพื้นฐาน ตัวแปรด้านการหายใจและใช้พลังงาน ตัวแปรด้านการทำงานของหัวใจ ตัวแปรด้านสมรรถภาพความทนทาน ตัวแปรกลุ่มชีวเคมีในเลือด นำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปรของการทดลองในแต่ละครั้งโดยทดสอบการเปรียบเทียบแบบรายคู่โดยใช้ Fisher’s Least Significant Difference Test (LSD) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และมีระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 (p<0.05) ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของเครื่องดื่มทั้ง 3 ชนิดที่ส่งผลความสามารถทางแอโรบิกและภาวะน้ำในร่างกาย พบว่าค่าความเข้มข้นภายในเลือด (Plasma Osmolality) ในช่วงที่ได้รับเครื่องดื่มก่อนเริ่มการออกกำลังกายที่ 2 ความเข้มข้นของเลือดในเครื่องดื่มไอโซโทนิกมีค่าสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องดื่มหลอก และเครื่องดื่มไฮโปโทนิกมีค่าต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเทียบกับเครื่องดื่มไอโซโทนิก ทั้งนี้ไม่พบความแตกต่างกันของความเข้มข้นของเลือดระหว่างเครื่องดื่มหลอกและเครื่องดื่มไอโปโทนิก ปริมาณน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถติที่ระดับ .05 เมื่อดื่มเครื่องดื่มไอโซโทนิก เมื่อเทียบกับเครื่องดื่มหลอกและเครื่องดื่มไฮโปโทนิกในช่วงการก่อนการออกกำลังกายที่ 2 ค่าระดับโซเดียมและคลอไรด์ในเลือดในระหว่างการดื่มเครื่องดื่มไอโซโทนิกมีค่าสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติก่อนและหลังการออกกำลังกายที่ 2 เมื่อเทียบกับเครื่องดื่มอีก 2 ชนิด ปริมาณการเปลี่ยนแปลงของค่าไตรกลีเซอร์ไรด์ของเครื่องดื่มไฮโปโทนิกในช่วงก่อนและหลังการออกกำลังกายที่ 2 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับเครื่องดื่มหลอกและเครื่องดื่มไอโซโทนิก (P<.05) แต่ไม่พบความแตกต่างกันระหว่างเครื่องดื่มหลอกและเครื่องดื่มไอโซโทนิก จากผลการศึกษาวิจัยนั้นพบว่าเครื่องดื่มไฮโปโทนิกนั้นทำหน้าที่ทดแทนน้ำได้ดีโดยจะเน้นไปที่การทดแทนสารน้ำให้กับร่างกายหลังจากการออกกำลังกาย สามารถออกกำลังกายที่ระดับความหนักสูงซ้ำได้โดยที่ไม่ส่งผลให้หัวใจและปอดทำงานหนักขึ้นกว่าปกติ อีกทั้งยังคงรักษาระดับอิเล็กโทรไลท์รวมถึงสารชีวเคมีในเลือดต่างๆให้อยู่ในระดับปกติโดยที่ไม่ต้องดื่มเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลและแคลอรี่สูง


ผลของการเพ่งความตั้งใจที่มีต่อความสามารถในการสพรินต์ของนักปั่นจักรยานประเภทถนน, พงษ์เทพ นามศิริ Jan 2021

ผลของการเพ่งความตั้งใจที่มีต่อความสามารถในการสพรินต์ของนักปั่นจักรยานประเภทถนน, พงษ์เทพ นามศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเพ่งความตั้งใจเป็นสิ่งที่บรรดานักกีฬาและนักวิจัยสนใจ และ ได้มีการศึกษาวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาและเปรียบเทียบผลของการเพ่งความตั้งใจที่มีต่อความสามารถในการสพรินต์ของนักปั่นจักรยานประเภทถนน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้เป็นอาสาสมัครนักกีฬาจักรยานประเภทถนนจำนวน 17 ราย มีอายุเฉลี่ย 39.76 ± 7.10 ปี มีประสบการณ์การปั่นจักรยานประเภทถนนเฉลี่ยอยู่ที่ 6.24 ± 1.52 ปี และมีค่าสมรรถนะใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2max) เฉลี่ยอยู่ที่ 53.41 ± 9.97 มิลิลิตรต่อน้ำหนักตัวกิโลกรัมต่อนาที กลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมการทดสอบการสพรินต์จักรยานด้วยความเร็วสูงสุด 30 วินาที ด้วยวิธีวินเกต ภายใต้การเพ่งความตั้งใจ 3 แบบ ได้แก่ แบบควบคุม แบบเพ่งความตั้งใจภายใน และแบบเพ่งความตั้งใจภายนอก นำตัวแปรตามที่วัดได้มาหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความแปรปรวนข้อมูลโดยใช้ One-way ANOVA with repeated measures กำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p < .05 และใช้วิธีการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยแบบรายคู่ด้วยวิธีแบบบอนเฟอโรนี ผลการวิจัยพบว่า การเพ่งความตั้งใจแบบภายนอกส่งผลให้ตัวแปรตามคือ ความเร็วสพรินต์เฉลี่ย ความเร็วรอบขาสพรินต์เฉลี่ย พาวเวอร์เฉลี่ย และ ระยะทางของการสพรินต์ 30 วินาที ดีกว่าการเพ่งความตั้งใจแบบภายใน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p = 0.01 หากแต่ตัวแปร ระดับความสามารถอยู่ในความตั้งใจของการทดสอบ ระดับความล้า แรงกดบันได อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด ไม่พบความแตกต่างกันระหว่างวิธีการเพ่งความตั้งใจภายนอกและภายใน สรุปผลการวิจัยได้ว่า การเพ่งความตั้งใจแบบภายนอกสามารถส่งเสริมให้สามารถในการสพรินต์ในช่วง 30 วินาทีดีกว่าแบบภายใน ซึ่งนักกีฬาจักรยานและผู้ฝึกสอนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการฝึกและการแข่งขันจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การเปรียบเทียบตัวแปรทางชีวกลศาสตร์ของการชกหมัดตรงระหว่างการชกด้วยท่ายืนแบบเท้านำเท้าตามและแบบเท้าขนานกันในนักมวย, ภุชงค์ ศรีเพียงจันทร์ Jan 2021

การเปรียบเทียบตัวแปรทางชีวกลศาสตร์ของการชกหมัดตรงระหว่างการชกด้วยท่ายืนแบบเท้านำเท้าตามและแบบเท้าขนานกันในนักมวย, ภุชงค์ ศรีเพียงจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบตัวแปรทางชีวกลศาสตร์ของการชกหมัดตรงระหว่างการชกหมัดตรงด้วยท่ายืนแบบเท้านำเท้าตามและแบบเท้าขนานกันในนักมวย วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือ นักกีฬามวยไทยและมวยสากลจากค่ายมวยในสังกัดกรุงเทพมหานคร อายุ 17 – 25 ปี น้ำหนัก 52 – 64 กิโลกรัม ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) ผู้เข้าร่วมการวิจัยจะทำการทดสอบการชกหมักตรงด้วยแรงชกสูงสุด ในรูปแบบการชกทั้ง 4 รูปแบบ ประกอบด้วย 1. การชกด้วยท่ายืนแบบเท้าขนานกันไม่บิดลำตัว 2. การชกด้วยท่ายืนแบบเท้านำเท้าตามไม่บิดลำตัว 3. การชกด้วยท่ายืนแบบเท้าขนานกันบิดลำตัว และ 4. การชกด้วยท่ายืนแบบเท้านำเท้าตามบิดลำตัว โดยเรียงลำดับการชกด้วยวิธีการสุ่ม ซึ่งผู้เข้าร่วมวิจัยจะต้องทำการชกรูปแบบละ 5 ครั้ง ข้อมูลจากการวิจัยจะถูกนำมาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความแปรทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-way repeated measures ANOVA with post-hoc Bonferroni) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ .05 ผลการวิจัย แรงชกหมัดตรงที่ได้จากการชกทั้ง 4 รูปแบบ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p<.05) โดยสามารถเรียงลำดับของแรงชกได้ดังนี้ 1. การชกด้วยท่ายืนแบบเท้านำเท้าตามบิดลำตัว 2. การชกด้วยท่ายืนแบบเท้าขนานกันบิดลำตัว 3. การชกด้วยท่ายืนแบบเท้านำเท้าตามไม่บิดลำตัว และ 4. การชกด้วยท่ายืนแบบเท้าขนานกันไม่บิดลำตัว จากผลการวิจัยพบว่าการบิดลำตัวมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างแรงชกหมัดตรง สรุปผลการวิจัย การชกหมัดตรงที่ทรงประสิทธิภาพ มีกลไกการส่งแรงเป็นไปตามหลักการห่วงโซ่คิเนติกส์ ที่กล่าวว่าแรงชกจะเกิดจากการส่งแรงจากข้อเท้าก่อนที่จะถูกส่งผ่านข้อเข่า สะโพก ไหล่ ศอก มือ และส่งไปเป็นแรงชกหมัดตรง โดยมีการหมุนของกระดูกเชิงกรานและการบิดลำตัวเป็นกลไกที่สำคัญในการแรงชกจากรยางค์ส่วนล่างไปยังรยางค์ส่วนบน


การตอบสนองฉับพลันของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกและยางยืดที่มีต่อพลัง ความเร็ว และความคล่องแคล่วว่องไว ขณะทำการอบอุ่นร่างกายในนักกีฬาฟุตซอลชาย, รวิกานต์ สุขแท้ Jan 2021

การตอบสนองฉับพลันของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกและยางยืดที่มีต่อพลัง ความเร็ว และความคล่องแคล่วว่องไว ขณะทำการอบอุ่นร่างกายในนักกีฬาฟุตซอลชาย, รวิกานต์ สุขแท้

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการตอบสนองฉับพลันของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกและยางยืดที่มีต่อพลัง ความเร็ว และความคล่องแคล่วว่องไว ขณะทำการอบอุ่นร่างกายในนักกีฬาฟุตซอลชาย กลุ่มตัวอย่างนักกีฬาฟุตซอลชายจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 9 คน (อายุ=20.78±1.34 ปี, น้ำหนัก=67.59±5.15 กิโลกรัม, น้ำหนักไร้ไขมัน=56.80±2.74 กิโลกรัม, ส่วนสูง=173.22±4.52 เซนติเมตร, ความยาวขา=88.11±2.26 เซนติเมตร) โดยให้กลุ่มตัวอย่างทำการกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วย การฝึกด้วยพลัยโอเมตริก การฝึกด้วยยางยืด การฝึกด้วยยางยืดตามด้วยการฝึกพลัยโอเมตริก และการฝึกด้วยพลัยโอเมตริกร่วมกับยางยืด โดยใช้วิธีถ่วงดุลลำดับ ทำการทดสอบ พลังสูงสุด แรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุด ความเร็วของบาร์เบลสูงสุด ความเร็ว และความคล่องแคล่วว่องไว การทดสอบห่างกัน 1 สัปดาห์ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำและความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำโดยการจัดคอลัมน์ กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยพลังสูงสุดและค่าเฉลี่ยความเร็วของบาร์เบลสูงสุด ของการกระตุ้นด้วยการฝึกทั้ง 4 รูปแบบแตกต่างกับค่าเริ่มต้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แต่ไม่แตกต่างระหว่าง 4 รูปแบบ ส่วนค่าเฉลี่ยเวลาในการทดสอบความเร็ว และค่าเฉลี่ยความคล่องแคล่วว่องไวของการกระตุ้นทั้ง 4 รูปแบบ ไม่แตกต่างกับค่าเริ่มต้น สรุปผลการวิจัย การกระตุ้นด้วยการฝึกทั้ง 4 รูปแบบนั้น สามารถพัฒนาพลัง จากความเร็วในการหดตัวของกล้ามเนื้อ เหมาะกับการนำไปปรับใช้ระหว่างการอบอุ่นร่างกายสำหรับกีฬาที่ต้องการพลังและความเร็วในการหดตัวของกล้ามเนื้อกลุ่มสะโพก


การประเมินความพร้อมของวัฒนธรรมองค์การในการขับเคลื่อนองค์การไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก, สิทธิวัฒน์ ปัญญางาม Jan 2021

การประเมินความพร้อมของวัฒนธรรมองค์การในการขับเคลื่อนองค์การไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก, สิทธิวัฒน์ ปัญญางาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

องค์การที่มีวัฒนธรรมองค์การแบบเน้นความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานย่อมส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจ เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และที่สำคัญคือมีความรักและผูกพันต่อองค์การ ซึ่งนำไปสู่การธำรงรักษาบุคลากรในองค์การ การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาวัฒนธรรมองค์การของ อบจ.ตาก ในปัจจุบันที่ขับเคลื่อนองค์การไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน 2) เพื่อประเมินความพร้อมของวัฒนธรรมองค์การในการขับเคลื่อน อบจ.ตาก ไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน 3) เพื่อศึกษาแนวทางในการปรับเปลี่ยนหรือเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์การที่เหมาะสมในการขับเคลื่อน อบจ.ตาก ไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ข้าราชการ อบจ.ตาก ซึ่งได้ดำเนินการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวนทั้งสิ้น 19 ราย โดยรูปแบบของการศึกษาเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีมิติของวัฒนธรรมองค์การแบบเน้นความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานของ Bradley และคณะ (2008) จำนวน 4 มิติ เป็นกรอบในการศึกษา ซึ่งผลการศึกษาพบว่า จากการประเมินความพร้อมของวัฒนธรรมองค์การของ อบจ.ตาก มิติ Time Demands และมิติ Support from Management มีความพร้อมอยู่ในระดับพึงพอใจ ในขณะที่มิติ Perceived Negative Career Consequences และมิติ Co-Worker Support มีความพร้อมอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งในภาพรวมถือว่า อบจ.ตาก มีความพร้อมของวัฒนธรรมองค์การในการขับเคลื่อนองค์การไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน แต่อย่างไรก็ดี อบจ.ตาก สามารถปรับปรุงและจัดวัฒนธรรมองค์การเพื่อเพิ่มหรือส่งเสริมให้เกิดความพร้อมยิ่งขึ้นได้


The Marketing Factors That Have An Influence On Momo-Paradise’S Customer Loyalty In Bangkok Metropolitan Area, Apiporn Buachart Jan 2021

The Marketing Factors That Have An Influence On Momo-Paradise’S Customer Loyalty In Bangkok Metropolitan Area, Apiporn Buachart

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Momo-paradise, one of the most profitable shabu-shabu buffet types of restaurants in Thailand has gained brand love phenomenon even when the buffet prices have adjusted to increase since 2021. Therefore, this paper aims to study the effects of marketing factors that affect the retention of Momo-paradise’s loyal customers in the Bangkok area. The independent variables are categorized into two groups: namely marketing and demographic factors. The marketing factors include product quality, price perception, promotion, service quality, brand image, and physical environment. The demographic factors include age, gender, status, education level, income level, and occupation. The dependent variable is loyalty intention. …