Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 3091 - 3120 of 17318

Full-Text Articles in Entire DC Network

ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักและการเห็นคุณค่าในตนเองในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, อมิตตา คัญทัพ Jan 2023

ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักและการเห็นคุณค่าในตนเองในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, อมิตตา คัญทัพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณาในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักที่มารักษา ณ คลินิกผู้ป่วยนอก ของคลินิกจิตเวชผู้ใหญ่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน 113 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม พศ.2566 - กุมภาพันธ์ พศ. 2567 โดยผู้เข้าร่วมวิจัยตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดความพึงพอใจในความสัมพันธ์ Relationship Assessment Scale (RAS) ฉบับภาษาไทย 3) แบบประเมินการเห็นคุณค่าในตนเอง The Rosenberg’s Self Esteem Scale (RSE) ฉบับภาษาไทย 4) แบบประเมินความรุนแรงของอาการซึมเศร้า Beck Depression Inventory - IA (BDI-IA) ฉบับภาษาไทย โดยใช้สถิติเชิงพรรณาและสถิติเชิงอนุมาน ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในความสัมพันธ์ระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 80.5 มีการเห็นคุณค่าในตนเองอยู่ในระดับต่ำ คิดเป็นร้อยละ 49.6 ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักไม่มีความสัมพันธ์กับการเห็นคุณค่าในตนเองอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จากการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบพหุ (Multiple Linear Regression) พบว่า ความถี่ของความขัดแย้งกับคู่รักในช่วงระยะเวลา 3 เดือน (β= -0.503) อายุ (β= -0.300) และ อิทธิพลของความสัมพันธ์แบบคู่รักที่ส่งผลต่ออาการของโรคซึมเศร้า (β= -0.274) สามารถร่วมกันทำนายตัวแปรความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักได้ ร้อยละ 45.0 และ ระดับความรุนแรงของอาการโรคซึมเศร้า (β= -0.610) สามารถทำนายตัวแปรการเห็นคุณค่าในตนเองในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักได้ ร้อยละ 37.3 เมื่อควบคุมตัวแปรอื่นๆคงที่


Dosimetric Comparison Of Imrt, Co-Planar Vmat, Non-Coplanar Vmat And Hyperarc For Multiple Brain Metastases Srs, Aksarapak Thawornnittayakul Jan 2023

Dosimetric Comparison Of Imrt, Co-Planar Vmat, Non-Coplanar Vmat And Hyperarc For Multiple Brain Metastases Srs, Aksarapak Thawornnittayakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Multiple brain metastases patients are typically treated by stereotactic radiosurgery (SRS) or whole brain radiation therapy (WBRT). In addition, there are advanced techniques for treating multiple brain metastases such as 3-dimensional Conformal Radiation Therapy (3D-CRT), Intensity Modulated Radiation Therapy (IMRT), and Volumetric Modulated Arc Therapy (VMAT). A new isocentric VMAT technique called HyperArc was developed for non-coplanar, it is an automated setting for couch angle and collimator angle. This study aims to compare the dosimetric effect for a single isocenter among Intensity Modulated Radiation Therapy, Volumetric Modulated Arc Therapy, and HyperArc for multiple brain metastases stereotactic radiosurgery. For 25 patients …


The Sequences Of Dexterity And Tremor During Motor Fluctuations And Transitions From Off To On And Coping Strategies In Parkinson’S Disease Patients, Ornanong Udomsirithamrong Jan 2023

The Sequences Of Dexterity And Tremor During Motor Fluctuations And Transitions From Off To On And Coping Strategies In Parkinson’S Disease Patients, Ornanong Udomsirithamrong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The Sequences of Dexterity and Tremor During Motor Fluctuations and Transitions from OFF to ON And Coping Strategies in Parkinson’s Disease Patients Background: Chronic use of levodopa in Parkinson’s disease (PD) often leads to development of motor complications, marked by fluctuating clinical benefits, the emergence of parkinsonian symptoms (OFF), and periods of improvement (ON). These motor fluctuations impair daily activities and quality of life. This study examines the dynamics of motor fluctuations during the transition from OFF to ON, specifically focusing on finger dexterity, bradykinesia, and tremor, by employing objective measurements. Additionally, we assess medication challenges during the OFF period …


ผลลัพธ์ของการรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะดื้อต่อยาฟูโรซีไมด์ด้วยการใช้ยาฟูโรซีไมด์ร่วมกับยาขับปัสสาวะตัวที่สองเปรียบเทียบกับยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียว, เอลิษา คุณาจุลลานนท์ Jan 2023

ผลลัพธ์ของการรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะดื้อต่อยาฟูโรซีไมด์ด้วยการใช้ยาฟูโรซีไมด์ร่วมกับยาขับปัสสาวะตัวที่สองเปรียบเทียบกับยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียว, เอลิษา คุณาจุลลานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะสัมพันธ์กับผลลัพธ์ในการรักษาที่ไม่ดี ในปัจจุบันหลักฐานเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการใช้ยาขับปัสสาวะในผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังมีไม่มาก การศึกษานี้เป็นการศึกษาผลลัพธ์ของการใช้ยาขับปัสสาวะชนิดที่สองร่วมกับยาฟูโรซีไมด์เปรียบเทียบกับการใช้ยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียวในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะ ระเบียบการวิจัย เป็นการศึกษาแบบทบทวนย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวบรวมผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเฉียบพลันที่มีภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะ และมานอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะคือ การได้รับยาฟูโรซีไมด์มากกว่าหรือเท่ากับ 240 มิลลิกรัมต่อวัน และการใช้ยาขับปัสสาวะตัวที่สองคือ การใช้ยาขับปัสสาวะกลุ่มอื่นร่วมกับการใช้ยาฟูโรซีไมด์ โดยที่ตัวแปรที่ต้องการศึกษาคืออัตราการเสียชีวิตภายใน 90 วัน ภายหลังการออกจากโรงพยาบาล ผลการศึกษา มีผู้ป่วยทั้งหมด 985 คน โดยที่ 197 คนอยู่ในกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยยาขับปัสสาวะตัวที่สองร่วมกับยาฟูโรซีไมด์ และอีก 788 คนอยู่ในกลุ่มที่ได้รับยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียว พบว่า อัตราการเสียชีวิตภายใน 90 วัน หลังออกจากโรงพยาบาลของทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 37.6 และร้อยละ 33.4 ตามลำดับ, P = 0.27) แต่ในกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยยาขับปัสสาวะตัวที่สองร่วมกับยาฟูโรซีไมด์พบว่ามีอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าคริเอตินินในเลือดที่น้อยกว่ากลุ่มที่ใช้ยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 15.2% และร้อยละ 30.8 ตามลำดับ, P


การศึกษาวิจัยแบบสุ่มเปรียบเทียบ ผลของการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคล กับ คำแนะนำอาหารแบบดั้งเดิม ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน, กานต์เดชพงศ์ ศรีธัญรัตน์ Jan 2023

การศึกษาวิจัยแบบสุ่มเปรียบเทียบ ผลของการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคล กับ คำแนะนำอาหารแบบดั้งเดิม ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน, กานต์เดชพงศ์ ศรีธัญรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาในอดีตพบว่าการบริโภคคาร์โบไฮเดรตย่อยยากในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนร่วมกับกรดไหลย้อนมีผลทำให้การคลายทำของหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายมากขึ้นซึ่งเป็นกลไกหนึ่งของโรคกรดไหลย้อน และทำให้โรคกรดไหลย้อนมีอาการมากขึ้น ทางผู้วิจัยต้องการศึกษาประสิทธิภาพของการแนะนำการรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน วิธีการดำเนินการวิจัย: ผู้ป่วยที่มีอาการจำเพาะต่อโรคกรดไหลย้อนอันได้แก่แสบร้อนหน้าอกหรือเรอเปรี้ยวที่มีความรุนแรงและความถี่ของตัวโรคผ่านการตอบแบบสอบถาม Reflux Disease Questionnaire (RDQ) มีคะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ 3 หลังจากที่หยุดยาลดกรดชนิด Proton pump inhibitor เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ร่วมกับรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตย่อยยากมากกกว่า 7หน่วยต่อสัปดาห์จะได้รับการแบ่งกลุ่มแบบสุ่มเป็น 2กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคล(Structural Individual Low FODMAP Dietary Advice (SILFD+)) และ กลุ่มได้รับการแนะนำอาหารแบบดั้งเดิม Usual dietary advice (Usual advice) โดยจะคัดผู้ป่วยผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนร่วมออก ทั้งสองกลุ่มจะได้รับคำแนะนำตามมาตรฐานได้แก่ ลดน้ำหนักกรณีที่มีน้ำหนักเกิน หลีกเลี่ยงกับรับประทานอาหารมื้อดึก หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการ งดสูบบุหรี่ และนอนยกศีรษะสูงกรณีที่มีอาการช่วงเวลากลางคืน สำหรับในกลุ่ม SILFD+ จะได้รับคำแนะนำเพิ่มเติม ได้แก่ 1) ตรวจสอบรายการอาหารในช่วง 1สัปดาห์ก่อนเข้าร่วมการศึกษา 2) ตรวจสอบว่ามีรายการใดบ้างที่เป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยยาก 3) แนะนำให้เปลี่ยนรายการคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยยากให้เป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่าย จากนั้นติดตามการรักษาที่ 4สัปดาห์ เพื่อเปรียบเทียบทั้งสองกลุ่มโดยประเมินจาก ผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษา (โดยกำหนดนิยามคือ มีความรุนแรงและความถี่ของตัวโรคผ่านการตอบแบบสอบถาม Reflux Disease Questionnaire (RDQ) มีคะแนนน้อยกว่า 3) คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยผ่านแบบสอบถาม Gastrointestinal Quality of Life Index (GIQLI) และพารามิเตอร์จากการวัดความเป็นกรดและความต่างศักย์ที่หลอดอาหารส่วนปลายในช่วง 2ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารเที่ยง ผลการศึกษา: ผู้ป่วยทั้งหมด 55ราย (ค่ามัธยฐานอายุ 52 (37-61) ปี เป็นผู้หญิง 41 ราย) เป็นกลุ่ม SILFD+ 29 ราย และกลุ่ม Usual advice 26 ราย ทั้งสองกลุ่มมีพื้นฐานความรุนแรงและความถี่ของโรคกรดไหลย้อน ปริมาณหน่วยคาร์โบไฮเดรตย่อยยากเท่ากัน หลังครบ 4สัปดาห์ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มมีอัตราส่วนของผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาของทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(27.6% vs. 19.2%, p=0.47) …


Dose Evaluation Of A Deep Learning-Based Synthetic Ct Generation In Head And Neck Cancer For Photon And Proton Therapy, Ailada Kuibumrung Jan 2023

Dose Evaluation Of A Deep Learning-Based Synthetic Ct Generation In Head And Neck Cancer For Photon And Proton Therapy, Ailada Kuibumrung

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

MRI has been increasingly implemented for the treatment planning process and the MRI-only workflow in both photon and proton therapy. This study aims to investigate and explore the accuracy of dose calculations in head and neck region based on synthetic CT (sCT) images, using the commercial software methods for both volumetric modulated arc therapy (VMAT) and intensity modulated proton therapy (IMPT) plans. The sCT images were generated from MRI images for five head and neck cancer cases that underwent VMAT and IMPT by MRI Planner commercial software. The mean absolute error (MAE) and mean error (ME) within the body, bone …


ผลระยะสั้นของการให้อัลบูมินต่อระดับวิตามินดี (แคลซิไทรออล) ในซีรั่มของผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้อง, ฑิตาพร รุ่งระวี Jan 2023

ผลระยะสั้นของการให้อัลบูมินต่อระดับวิตามินดี (แคลซิไทรออล) ในซีรั่มของผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้อง, ฑิตาพร รุ่งระวี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: ภาวะตับแข็งระยะท้ายเป็นภาวะที่มีการอักเสบเพิ่มขึ้นในร่างกายเป็นปริมาณมากนำไปสู่การล้มเหลวของอวัยวะสำคัญหลายอย่าง ข้อมูลในปัจจุบันพบว่าอัลบูมินซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญของร่างกาย นอกจากจะมีคุณสมบัติในการคงสารน้ำไว้ในหลอดเลือดแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบในร่างกาย การศึกษาหลายการศึกษาก่อนหน้าพบว่า การให้อัลบูมินขนาดสูงในผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายสามารถทำให้สารไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบลดลงได้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการให้อัลบูมินกับกระบวนการอักเสบในร่างกาย งานวิจัยนี้ต้องการศึกษาว่าผลในการลดการอักเสบของอัลบูมินนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของวิตามินดีซึ่งมีผลในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันหรือไม่ วิธีการวิจัย: งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาแบบไปข้างหน้า รวบรวมคนไข้จากคลินิกโรคตับของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยมุ่งเน้นไปที่ผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้อง ผู้ป่วยที่ได้เข้าร่วมการศึกษาจะได้รับอัลบูมินทางหลอดเลือดดำในระดับสูง (80 กรัมของอัลบูมิน) ในระยะเวลา 1 สัปดาห์ โดยมีเป้าหมายดูการเปลี่ยนแปลงของระดับวิตามินดีทั้งในรูปออกฤทธิ์คือ 1,25 (OH)2 วิตามินดี และ 25 (OH) วิตามินดีก่อนและหลังได้รับอัลบูมิน รวมถึงดูการเปลี่ยนแปลงของระดับสารไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบก่อนและหลังได้รับอัลบูมินด้วยเช่นกัน ผลการศึกษา: ผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้องทั้งสิ้น 17 รายถูกรวบรวมเข้าสู่การศึกษานี้ สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดตับแข็งคือภาวะตับแข็งจากแอลกอฮอล์ ตามด้วยภาวะตับอักเสบจากไขมันพอกตับ ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง และสาเหตุอื่นๆ ผู้ป่วย 10 รายมีความรุนแรงของตับแข็งในระดับ B ตามการประเมินโดยระบบ Child-Pugh score ส่วนผู้ป่วยที่เหลืออีก 7 รายเป็นตับแข็งระยะ Child-Pugh score C ค่าเฉลี่ยของ Model End-Stage Liver Disease-sodium (MELD-Na) อยู่ที่ 15.7 ± 5.11 สำหรับผลของระดับวิตามินดี พบว่าค่าของ 1,25 (OH)2 วิตามินดี ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติหลังได้รับอัลบูมิน (p = 0.011) ในขณะที่ 25 (OH) วิตามินดีก็ลดลงเช่นกันแต่ไม่มีนัยยะสำคัญทางสถิติ (p = 0.101) ส่วนระดับสารไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบที่สำคัญอย่างอินเตอร์ลิวคีน 1 เบต้า อินเตอร์ลิวคิน 6 ทูเมอร์เนโครสิสแฟคเตอร์อัลฟ่า และอินเตอร์เฟอร์รอนแกมม่าก็มีการลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติหลังได้รับอัลบูมิน (p = 0.043, 0.037, 0.005 และ 0.02 ตามลำดับ) อย่างไรก็ตามเมื่อนำมาวิเคราะห์แบบสหสัมพันธ์พบว่าไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติระหว่างการเปลี่ยนแปลงของระดับอัลบูมินและการเปลี่ยนแปลงของระดับวิตามินดีทั้ง 1,25 (OH)2 วิตามินดี และ 25 (OH) วิตามินดีรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับสารอักเสบไซโตไคน์ สรุป: การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงการลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติของวิตามินดีในรูปออกฤทธิ์คือ …


The Conversion Rate And Associated Factors Of Mild Cognitive Impairment To Dementia: A Retrospective Cohort In Thai Tertiary Care Setting, Nichaporn Chiracharasporn Jan 2023

The Conversion Rate And Associated Factors Of Mild Cognitive Impairment To Dementia: A Retrospective Cohort In Thai Tertiary Care Setting, Nichaporn Chiracharasporn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Dementia is a common neurocognitive disorder associated with aging, causing considerable distress and impairment for both affected individuals and their families. Mild cognitive impairment (MCI) serves as an intermediate stage of cognitive decline between normal aging and dementia, with an increased risk of progressing to dementia. Meterial and methods: A retrospective cohort study was carried out by reviewing the out-patient medical records of the patients visiting King Chulalongkorn Memorial Hospital, a Thai tertiary care hospital, from 2018 to 2019. 200 participants aged 50 years and above with MCI were enrolled and followed for 3 years. Results: Among recruited participants, …


ความชุกของภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมในผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรง โดยใช้การตรวจไตรกลีเซอไรด์ในปัสสาวะ, อธิษฐ์ สันติดำรงกุล Jan 2023

ความชุกของภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมในผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรง โดยใช้การตรวจไตรกลีเซอไรด์ในปัสสาวะ, อธิษฐ์ สันติดำรงกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมในเลือดคือ ภาวะที่ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดปกติ แต่ตรวจพบไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ซึ่งเป็นผลบวกลวงจากวิธีการตรวจวัดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดด้วยเอนไซม์ ภาวะนี้มักถูกวินิจฉัยผิด ซึ่งทำให้ผู้ป่วยอาจได้รับยาลดไขมันโดยไม่จำเป็น และเนื่องจากผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมนั้นมีค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวสูง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมในผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรง โดยใช้การคัดกรองด้วยค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวและการวินิจฉัยด้วยการตรวจไตรกลีเซอไรด์ในปัสสาวะ วิธีการศึกษา: การศึกษานี้มีรูปแบบเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง โดยใช้ฐานข้อมูลจากแผนกผู้ป่วยนอก รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ขั้นแรก ทำการศึกษานำร่องเพื่อหาค่ามัธยฐานบวกค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ของอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาว เพื่อนำมาใช้แยกผู้ป่วยเสี่ยงสูงต่อภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอม หลังจากนั้นหาผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงรุนแรงและมีค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวสูงกว่าค่ามัธยฐานบวกค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ โดยใช้ข้อมูลจากช่วงตุลาคม 2564 ถึงมกราคม 2567 จากนั้นเลือกผู้ป่วยตามเกณฑ์คัดเข้าและไม่มีเกณฑ์คัดออกเพื่อตรวจไตรกลีเซอไรด์ในเลือดและปัสสาวะซ้ำ การตรวจพบไตรกลีเซอไรด์สูงทั้งในเลือดและปัสสาวะ บ่งบอกว่าผู้ป่วยมีภาวะกลีเซอรอลสูงทั้งในเลือดและปัสสาวะ จึงนำไปสู่การวินิจฉัยภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอม ผลการวิจัย: การศึกษานำร่องโดยใช้ข้อมูลจาก 137,771 ตัวอย่างพบว่าค่ามัธยฐานบวกค่าพิสัยระหว่างควอไทล์อยู่ที่ 0.71 และจากข้อมูลทั้งหมด 276,215 ตัวอย่างพบผู้ป่วยไตรกลีเซอไรด์สูงรุนแรง 806 ราย ในจำนวนนี้มี 69 รายซึ่งมีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรงและมีค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวสูงกว่า 0.71 เข้าร่วมวิจัย คุณลักษณะของประชากรได้แก่อายุเฉลี่ย 54 ปี เป็นเพศชาย 58 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักเฉลี่ย 71.8 กิโลกรัม ดัชนีมวลกาย 27.1 และ 84 เปอร์เซ็นต์ได้รับยาลดไขมัน ตรวจพบภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอม 2 ราย จากผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรง 806 ราย คิดเป็น 0.25 เปอร์เซ็นต์ มีผู้ป่วยรายหนึ่งตรวจพบไตรกลีเซอไรด์ในเลือดเท่ากับ 751 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และไตรกลีเซอไรด์ในปัสสาวะเท่ากับ 10,619 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เนื่องจากผู้ป่วยมีปัญหาไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรงโดยไม่ตอบสนองต่อลดไขมัน อีกทั้งยังมีค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวสูงถึง 1.99 ผู้ป่วยรายนี้มีอาจมีภาวะขาดเอนไซม์กลีเซอรอลไคเนส สรุปผล: นี่คือการศึกษาครั้งแรกเกี่ยวกับความชุกของภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์สูงปลอม อัตราส่วนไตรกลีเซอร์ไรด์ต่อดัชนีความขุ่นขาว และการตรวจวัดไตรกลีเซอร์ไรด์ในปัสสาวะ สามารถนำมาใช้ช่วยในการวินิจฉัยภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์สูงปลอมได้จริงในทางคลินิก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีไตรกลีเซอร์ไรด์สูงรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อยาลดไขมัน การเข้าใจขั้นตอนในการตรวจวัดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ด้วยเอนไซม์ และสาเหตุที่ทำให้เกิดผลบวกลวง นั้นสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยได้รับยาลดไขมันโดยไม่จำเป็น


อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกหลังจากรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดภายใต้ระบบประกันสุขภาพในประเทศไทย, ศุภวิชญ์ ชุมสันติวุฒิ Jan 2023

อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกหลังจากรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดภายใต้ระบบประกันสุขภาพในประเทศไทย, ศุภวิชญ์ ชุมสันติวุฒิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกเป็นปัญหาสำคัญในด้านสาธารณสุขของประชากรทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย อุบัติการณ์ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในประเทศยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุของภาวะทุพพลภาพและการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในประเทศ ถึงแม้ในปัจจุบันผู้ป่วยทุกรายได้รับการรักษาตามมาตรฐาน คือการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด แต่การเข้าถึงของยาและเวชภัณฑ์บางชนิดยังถูกกำจัดด้วยบางสิทธิการรักษาอยู่ ทำให้เกิดความแตกต่างกันของคุณภาพการรักษาในระหว่างสิทธิการรักษา ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั้งในระยะสั้นและยาวได้ วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบอัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปี ของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดเอสทียก หลังจากการรักษาการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด ระหว่างสิทธิประกันสุขภาพของภาครัฐในประเทศไทยต่าง ระเบียบวิจัย: การศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกหลังจากรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ใช้สิทธิประกันสุขภาพของภาครัฐในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เก็บข้อมูลผ่านฐานข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์ของระบบบริหารงานของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยและสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง และนำมารวบรวมและวิเคราะห์ ผลวิจัยหลักคืออัตราการเสียชีวิตที่ 1 ปี โดยใช้สถิติ ANOVA, Chi-square และ Survival analysis ผลการศึกษา: ผู้ป่วยจำนวน 1,077 รายเป็นเพศชายร้อยละ 74.6 อายุเฉลี่ยที่ 60.5 (SD 13.6) ปี ถูกแบ่งตามสิทธิประกันสุขภาพที่ใช้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ประกันสุขภาพถ้วนหน้า 546 ราย (50.7%), ระบบสิทธิประกันสังคม 199 ราย (18.5%) และระบบสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ 332 ราย (30.8%) พบอัตราการเสียชีวิตที่ 1 ปีในผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่มคือ 10.6, 4.2, และ 6.5 ตามลำดับ (p


ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และภาวะสุขภาพจิตของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ธัชดนัย ชูโต Jan 2023

ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และภาวะสุขภาพจิตของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ธัชดนัย ชูโต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อจะศึกษาความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และภาวะสุขภาพจิตของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หากได้ทราบถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นทางอารมณ์ดังกล่าว ก็จะเป็นประโยชน์ในการเป็นแนวทางเพื่อสร้างเสริมประสิทธิภาพในการทำงานได้ ซึ่งจะส่งผลที่ดีกับสุขภาพจิตของพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน 488 คน ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2566 – มีนาคม พ.ศ.2567 โดยผู้เข้าร่วมการศึกษาตอบ แบบสอบถามทั้งหมดด้วยตัวเอง โดยมีคำถาม 6 ส่วน ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป, 2) แบบวัดประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร, 3) แบบวัดความไวของอารมณ์ความรู้สึก, 4) แบบสอบถามสุขภาพทั่วไป, 5) แบบประเมินความยืดหยุ่นทางอารมณ์, 6) แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม นำเสนอเป็นค่าสัดส่วน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หลังจากนั้นทำการวิเคราะห์หาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นทางอารมณ์ และความเกี่ยวข้องระหว่างความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และภาวะสุขภาพจิต โดยใช้สถิติทดสอบไคสแควร์ หลังจากนั้นทำการวิเคราะห์หาปัจจัยทำนายความยืดหยุ่นทางอารมณ์ที่สูง โดยอาศัยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกโดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่น้อยกว่า 0.05 ผลการศึกษา พบว่าพยาบาลส่วนใหญ่ (ร้อยละ 58.0) มีความยืดหยุ่นทางอารมณ์อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ย 61.58 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน=7.30) ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 77.9) มีภาวะสุขภาพจิตอยู่ในระดับปกติ และส่วนใหญ่ (ร้อยละ 73.2) มีประสิทธิภาพในการปฎิบัติงานอยู่ในระดับสูง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นทางอารมณ์ที่สูง ได้แก่ อายุมากกว่า 34 ปี (p


ความชุกและพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ สังกัดค่ายทหาร จังหวัดราชบุรี, จิราวรรณ นิ่มแพร Jan 2023

ความชุกและพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ สังกัดค่ายทหาร จังหวัดราชบุรี, จิราวรรณ นิ่มแพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก พฤติกรรม ทัศนคติ รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ ได้ทำการศึกษาในทหารเกณฑ์ สังกัดค่ายทหาร จังหวัดราชบุรี ช่วงเดือนกรกฎาคม - กันยายน ปี 2566 จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามทัศนคติต่อการใช้สารเสพติด แบบคัดกรองประสบการณ์ในการใช้ยาสูบ สุรา และสารเสพติดตัวอื่นๆ แบบสอบถามความผิดปกติของการใช้สารเสพติด และการตรวจปัสสาวะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ผลการศึกษาพบความชุกการใช้สารอย่างน้อยหนึ่งชนิดตลอดช่วงชีวิตและช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 86.7 และ 71.5 ตามลำดับ สารที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ใบกระท่อม กัญชา และสารผสมน้ำต้มใบกระท่อม พบผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ (82.68%) กัญชา (50.00%) มีความเสี่ยงระดับปานกลาง ในกลุ่มผู้ใช้สารแต่ละชนิด พบความผิดปกติจากการใช้สาร 76.76%, 37.38%, 37.37%, 34.14%, 27.27, 26.67% ในกลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, กัญชา, ใบกระท่อม สารผสมน้ำต้มใบกระท่อมและกลุ่มแอมเฟตามีน ตามลำดับ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงลบต่อการใช้สารเสพติด การมีระดับการศึกษาที่ต่ำและมีรายได้เพียงพอเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และเป็นปัจจัยทำนายการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ สังกัดค่ายทหาร จังหวัดราชบุรี (P


คุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก และความเกี่ยวข้องของคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักกับสุขภาพจิต ของนิสิตระดับปริญญาตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิศชามญช์ เจียมวิจิตรกุล Jan 2023

คุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก และความเกี่ยวข้องของคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักกับสุขภาพจิต ของนิสิตระดับปริญญาตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิศชามญช์ เจียมวิจิตรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก และสุขภาพจิตของนิสิตระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักของนิสิตระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3) เพื่อศึกษาความเกี่ยวข้องระหว่างคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก กับสุขภาพจิตของนิสิตระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีการศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง กลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาตรี จำนวน 416 คน ที่มีคู่รักอยู่ในปัจจุบันและมีระยะเวลาในการคบหากับคู่รักไม่ต่ำกว่า 3 เดือน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยเป็น แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง ดังนี้ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก 3) แบบสอบถาม General Health Questionnaire ฉบับภาษาไทย และ 4) แบบสอบถามการมีประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา โดยนำเสนอค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยใช้สถิติ chi-square test, Pearson’s correlation และวิเคราะห์หาปัจจัยทำนายโดยใช้สถิติ logistic regression analysis ผลการศึกษา นิสิตนักศึกษาจำนวน 416 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 62.7) เคยมีประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก (ร้อยละ 85.1) คะแนนคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักในภาพรวมอยู่ที่ระดับสูง (ร้อยละ 46.9) นิสิตเกือบครึ่ง (ร้อยละ 45.9) มีสุขภาพจิตผิดปกติ ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสุขภาพจิตที่ผิดปกติ ได้แก่ การศึกษาในกลุ่มสาขาวิชากลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และกลุ่มวิทยาศาสตร์กายภาพ การมี GPA เทอมล่าสุดต่ำกว่า 3.32 (p


ความเครียดจากการทำงานและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียดของผู้แทนยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ไปรยวัชร อำพนราชมณี Jan 2023

ความเครียดจากการทำงานและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียดของผู้แทนยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ไปรยวัชร อำพนราชมณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความเป็นมา : กรมสุขภาพจิตปี 2564 พบว่าคนไทยมีความเครียด 9.4% และมีความเครียดสูงสุดอยู่ที่กรุงเทพมหานคร 14.1% ซึ่งความเครียดมีสาเหตุมาจากการทำงาน วัตถุประสงค์ : ศึกษาความเครียดจากการทำงานและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียดของผู้แทนยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด รูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บข้อมูลทางออนไลน์จากผู้แทนยาที่ดูแลในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นระยะเวลา ≥ 6 เดือน อายุ ≥ 22 ปี ชายและหญิง 330 คน โดยใช้แบบสอบถาม 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) ประเมินความรู้สึกเครียดต่อปัจจัยการทำงาน และ 3) ประเมินพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด ผลการศึกษา : ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 33 ปี ผู้แทนยาส่วนใหญ่ 2 ใน 3 มีความเครียดระดับปานกลาง 50.57% ส่วนพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด พบว่าส่วนใหญ่คือกลุ่มที่มีระดับการปฏิบัติดี 62.8% และมีความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด เชิงเส้นตรงในทางสถิติ ที่ระดับ 0.01 (P-value


ความเครียดจากการทำงาน ภาวะหมดไฟในการทำงานและคุณภาพชีวิตของผู้ช่วยทันตแพทย์ที่ทำงานในคลินิกทันตกรรมเอกชน เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย, ภวิษยา จิตสมานกุล Jan 2023

ความเครียดจากการทำงาน ภาวะหมดไฟในการทำงานและคุณภาพชีวิตของผู้ช่วยทันตแพทย์ที่ทำงานในคลินิกทันตกรรมเอกชน เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย, ภวิษยา จิตสมานกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเครียดจากการทำงาน ภาวะหมดไฟในการทำงาน และคุณภาพชีวิตของผู้ช่วยทันตแพทย์ที่ทำงานในคลินิกทันตกรรมเอกชนในกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการศึกษา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (Cross-sectional study) โดยเก็บข้อมูลจากผู้ช่วยทันตแพทย์จำนวน 370 คนที่ทำงานในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความเครียดสวนปรุง (SPST-20) แบบประเมินภาวะหมดไฟ (MBI-GS) และแบบประเมินคุณภาพชีวิต (WHOQOL-BREF-THAI) เป็นเครื่องมือวิจัยในการศึกษานี้ โดยทำการเก็บข้อมูลแบบออนไลน์และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Multiple Linear Regression วิธี Stepwise กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ช่วยทันตแพทย์ส่วนใหญ่มีความเครียดระดับปานกลาง (ร้อยละ 41.3) และคุณภาพชีวิตที่ดี (ร้อยละ 66.2) แต่ไม่พบภาวะหมดไฟ (ร้อยละ 96.8) ในกลุ่มตัวอย่างนี้ โดยปัจจัยที่มีผลต่อความเครียดได้แก่ ชั่วโมงการทำงาน (B=4.531, p=0.009) และประสบการณ์การทำงาน (B=-9.945, p=0.012) ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานได้แก่ ภาระหนี้สิน (B=8.298, p


Analysis Of Fall Risk Factors In A Thai Cohort Of Older Adults, Gulnaz Magauina Jan 2023

Analysis Of Fall Risk Factors In A Thai Cohort Of Older Adults, Gulnaz Magauina

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Introduction: Falls are the leading cause of injury in older adults, resulting in worsening comorbidities, bone fractures, post-fall syndrome, and soft tissue injuries. This retrospective study aims to investigate the association between fall risk and the Montreal Cognitive Assessment (MoCA) scores, as well as other risk factors, among older adults in Thailand. Methods: Data on patients who experienced a fall within a 12-month period were collected from medical records at the Geriatric Excellence Center, King Chulalongkorn Memorial Hospital. Potential fall risk factors available in the medical records included ability to perform activities of daily living, level of dependency, depression, cognitive …


Comparison Of Post-Operative Pain Between Intraosseous Multimodal Injection And Periarticular Multimodal Injection In Simultaneous Bilateral Total Knee Arthroplasty – A Randomized Controlled Trial, Patcharavit Ploynumpon Jan 2023

Comparison Of Post-Operative Pain Between Intraosseous Multimodal Injection And Periarticular Multimodal Injection In Simultaneous Bilateral Total Knee Arthroplasty – A Randomized Controlled Trial, Patcharavit Ploynumpon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Introduction: Early postoperative pain poses a challenge for surgeons to manage after total knee arthroplasty (TKA). Various techniques have been employed to optimize pain reduction, including Periarticular Multimodal Analgesia (PMA), recognized as a safe and effective method. Our study aims to enhance PMA through a combined intraosseous injection (PMA-I) and compare it with standard PMA. Methods: Forty patients undergoing simultaneous bilateral TKA surgery were enrolled. Patients were randomized to receive PMA-I on one side of the knee, while the contralateral knee received standard PMA. Pain scores, bleeding, and range of motion (ROM) were assessed in both groups. Results: The PMA-I …


ความกลัว ความวิตกกังวล และสัมพันธภาพในครอบครัว ของเด็กวัยเรียน ที่ศึกษาในระบบเรียนรวม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต1, ศุภาพิชญ์ แก้ววัชระรังษี Jan 2023

ความกลัว ความวิตกกังวล และสัมพันธภาพในครอบครัว ของเด็กวัยเรียน ที่ศึกษาในระบบเรียนรวม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต1, ศุภาพิชญ์ แก้ววัชระรังษี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความกลัว ความวิตกกังวล และสัมพันธภาพในครอบครัว ของเด็กวัยเรียนที่ศึกษาในระบบเรียนรวม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต1 เก็บข้อมูลจากเด็กวัยเรียนอายุ 9-12 ปี จำนวน 429 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 4 ส่วน ได้แก่ แบบเก็บข้อมูลพื้นฐานและปัจจัยทางจิตสังคม แบบวัดสัมพันธภาพในครอบครัวฉบับภาษาไทย แบบสำรวจความกลัวของเด็กและวัยรุ่นฉบับภาษาไทย และแบบประเมินภาวะวิตกกังวลสำหรับเด็กฉบับภาษาไทย ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนการกลัวความตายและสิ่งที่เป็นอันตราย มากเป็นอันดับหนึ่ง (Mean = 3.75, SD = 0.79) มีภาวะวิตกกังวลเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่อาจจะคุกคามตนเอง ระดับน้อย ร้อยละ 62.6 มีอุปนิสัยวิตกกังวล ระดับมาก ร้อยละ 53.4 มีรูปแบบสัมพันธภาพครอบครัวแบบค่อนไปทางสมดุล ร้อยละ 62.9 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับความกลัวที่สูงขึ้น ได้แก่ เพศหญิง อายุที่น้อย การมีความต้องการพิเศษ การเป็นบุตรลำดับรอง รายได้รวมต่อเดือนของครอบครัวน้อยกว่า 10,000 บาท การไม่ได้อยู่อาศัยกับพ่อแม่ ส่วนปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับภาวะวิตกกังวลเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่อาจจะคุกคามตนเองที่สูงขึ้น ได้แก่ อายุที่น้อย การเป็นบุตรลำดับรอง รูปแบบสัมพันธภาพในครอบครัวที่สมดุลน้อย การมีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติความต้องการพิเศษ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับอุปนิสัยวิตกกังวลที่สูงขึ้น ได้แก่ เพศหญิง ระดับชั้นการศึกษาที่เพิ่มขึ้น รูปแบบสัมพันธภาพในครอบครัวที่สมดุลน้อย สรุป ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางจิตสังคมมีความสัมพันธ์กับความกลัวและความวิตกกังวล จึงเป็นแนวทางให้เข้าใจและออกแบบโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะบุคคลได้ต่อไป


Non-Contrast Abbreviated Mri For The Detection Of Hepatocellular Carcinoma (Hcc) In Patients With Li-Rads Lr-2, Lr-3, And Lr-4 Observations In Mri, Soe Thiha Maung Jan 2023

Non-Contrast Abbreviated Mri For The Detection Of Hepatocellular Carcinoma (Hcc) In Patients With Li-Rads Lr-2, Lr-3, And Lr-4 Observations In Mri, Soe Thiha Maung

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background and Aims: Given limited ultrasound sensitivity in hepatocellular carcinoma (HCC) surveillance, and few prospective studies exploring non-contrast abbreviated MRI (NC-AMRI) for this purpose, this study aimed to assess the diagnostic performance of NC-AMRI in detecting HCC. Methods: This prospective study involved cirrhotic patients with LI-RADS LR-3 and LR-4 observations detected on contrast-enhanced MRI (CE-MRI) during HCC surveillance. Patients underwent an average of three complete CE-MRI rounds at 3-6 months interval, with follow-up lasting approximately 12 months. NC-AMRI included diffusion-weighted (DWI), T2-weighted imaging (T2WI-FS), and T1-weighted gradient imaging (T1WI). NC-AMRI protocol images were separately analyzed for diagnostic performance, with subgroup …


The Influence Of Fit Of Underpants Worn On Semen Quality, Harnam Kaur Jan 2023

The Influence Of Fit Of Underpants Worn On Semen Quality, Harnam Kaur

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Infertility in general has seen an upward trend in recent period. Male infertility has an estimated increase rate of 0.291% per year since 1990. Several factors have been studied as a cause of male infertility including idiopathic factors. One of the idiopathic factors in concern is clothing, which may increase intra-scrotal temperature. The genital heat stress has been reported to influence semen quality. Based on this factor, the previous studies done to discover association between type of underwear and semen quality have shown varying results that cannot be generalized to over-all population. This study aimed to assess the influence …


Tuberculosis Treatment And Outcomes Among Diabetes And Non-Diabetes Mellitus Individuals: A Retrospective Cohort Study Using Indonesia’S Tuberculosis Information System (Sitb) Registry Data 2019 – 2022, Happy Ary Satyani Jan 2023

Tuberculosis Treatment And Outcomes Among Diabetes And Non-Diabetes Mellitus Individuals: A Retrospective Cohort Study Using Indonesia’S Tuberculosis Information System (Sitb) Registry Data 2019 – 2022, Happy Ary Satyani

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Tuberculosis (TB) is one of the 13th leading causes of death from a single infectious agent in the world in 2019. Some of the factors that influence the tuberculosis incident in the world are caused by undernourishment, HIV infection, alcohol use disorders, smoking, and diabetes. The median prevalence of diabetes data from the Global Health Observatory in the 30 high TB burden countries approximated 8% (Interquartile range [IQR]: 6-9%) and more than >=10 % in other countries in Africa and Papua New Guinea. It is also predicted that between 2019 and 2045 the statistic of diabetes will increase approximately 50% …


Genetic Analysis Of Antithrombin Deficiency In Thai Patients With Thrombosis, Zinab Omer Rahmtallah Idris Jan 2023

Genetic Analysis Of Antithrombin Deficiency In Thai Patients With Thrombosis, Zinab Omer Rahmtallah Idris

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Antithrombin (AT) is a non-enzymatic protein critical for coagulation system regulation. It plays a pivotal role in inhibiting thrombin and factor Xa, which are essential for clot formation. Hereditary AT deficiency is a strong risk factor for occurrences and recurrences of venous thrombosis This study investigates the genetic basis of AT Thai patients with thrombosis, focusing on the SERPINC1 gene, which encodes AT. The research included 15 thrombosis patients who had low AT without known acquired causes and 6 controls with normal AT levels. Samples from these participants underwent PCR amplification and Sanger DNA sequencing to identify and characterize genetic …


การพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดจากกากกาแฟและใบจามจุรี, จิตรภาณุ อัศวพิชญโชติ Jan 2023

การพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดจากกากกาแฟและใบจามจุรี, จิตรภาณุ อัศวพิชญโชติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษาการนำกากกาแฟและใบจามจุรีที่เป็นมูลฝอย มาใช้ในการพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดนางรมทอง เพื่อเป็นวัสดุทางเลือกนอกจากวัสดุดั้งเดิมที่มีการใช้เพาะเลี้ยงเห็ด อย่างขี้เลื่อยไม้ยางพารา จากการทดลอง พบว่าการใช้กากกาแฟเป็นส่วนผสมในอัตราส่วนร้อยละ 30 ของน้ำแห้งก้อนเห็ด สามารถเพิ่มปริมาณโปรตีนและน้ำหนักของผลผลิตที่ได้เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพียงอย่างเดียว โดยผลผลิตดอกเห็ดมีน้ำหนักเฉลี่ยที่ 80.33±2.15 กรัม และมีปริมาณโปรตีนที่ 35.08±0.59% แต่เวลาที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพียงอย่างเดียว โดยใช้เวลาเพาะเลี้ยงเฉลี่ยประมาณ 64 วัน และมีปริมาณคาเฟอีน 1.70 มก./ล. ในผลผลิตดอกเห็ด และการใช้ใบจามจุรีเป็นวัสดุผสมที่อัตราส่วนร้อยละ 30 ของน้ำหนักแห้งก้อนเห็ด ให้ผลผลิตในด้านของน้ำหนักและโปรตีน รวมถึงเวลาในการเพาะเลี้ยงที่เทียบเท่ากับการใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพียงอย่างเดียว โดยมีค่า 55.90±3.18 กรัม และ 31.64±0.76% ตามลำดับ รวมถึงใช้ระยะเวลาการเพาะเลี้ยงเฉลี่ยประมาณ 37 วัน จากการศึกษาปริมาณสารประกอบฟีนอลิกในผลผลิตดอกเห็ด พบว่าปริมาณสารประกอบฟีนอลิกในผลผลิตเห็ดนางรมทองมีปริมาณที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในแต่ละรูปแบบสัดส่วนผสม และก้อนเห็ดที่ผ่านการเก็บเกี่ยว มีส่วนประกอบของเถ้าที่น้อยกว่า 15% โดยน้ำหนักแห้ง และไม่มีส่วนประกอบของซัลเฟอร์ สามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลได้ หากมีการลดความชื้นก่อนการนำไปใช้


การออกแบบและพัฒนาฉลากโภชนาการสำหรับผู้แพ้อาหาร, ชนัญรัช โชติกุลบวร Jan 2023

การออกแบบและพัฒนาฉลากโภชนาการสำหรับผู้แพ้อาหาร, ชนัญรัช โชติกุลบวร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการออกแบบและพัฒนาฉลากโภชนาการสำหรับผู้แพ้อาหาร โดยเน้นการสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้บริโภคที่มีภาวะแพ้อาหารสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจมากยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้เริ่มจากการศึกษาพฤติกรรมการอ่านฉลากโภชนาการของผู้แพ้อาหาร รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อหาข้อมูลปัญหาและความต้องการของผู้ใช้ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาพัฒนาและออกแบบฉลากโภชนาการที่เหมาะสม และทำการทดสอบกับกลุ่มเป้าหมาย ผลการวิจัยพบว่า ฉลากโภชนาการที่พัฒนาขึ้นสามารถลดเวลาในการอ่าน และเพิ่มความเข้าใจและความมั่นใจในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของผู้แพ้อาหารได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังพบว่าการออกแบบฉลากด้วยการใช้ไอคอนและสีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารข้อมูล ทำให้ผู้บริโภคสามารถรับรู้และเข้าใจข้อมูลได้รวดเร็วและชัดเจนยิ่งขึ้น บทคัดย่อนี้สรุปผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการออกแบบฉลากโภชนาการที่ชัดเจนและเป็นมิตรกับผู้ใช้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีภาวะแพ้อาหาร ซึ่งจะช่วยให้การเลือกซื้ออาหารเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์เจลลี่ เพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ โดยเพิ่มสารสกัดจากใบข้าว ที่ผ่านกระบวนการไมโครเอนแคปซูเลชัน, พีรญาณ์ วรคุณพิสิฐ Jan 2023

การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์เจลลี่ เพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ โดยเพิ่มสารสกัดจากใบข้าว ที่ผ่านกระบวนการไมโครเอนแคปซูเลชัน, พีรญาณ์ วรคุณพิสิฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ทางการค้าและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เจลลี่เสริมสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ โดยใช้สารสกัดจากใบข้าวที่ผ่านกระบวนการไมโครเอนแคปซูเลชัน การวิจัยได้ประเมินความต้องการของตลาด ศักยภาพของตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศไทย การยอมรับของผู้บริโภค โอกาสทางธุรกิจ และการแข่งขันในอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาแผนธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจถูกผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่าง 12 คน และการใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่าง 100 คน เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพและการยอมรับผลิตภัณฑ์ ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาออกแบบและพัฒนากลยุทธ์การตลาดให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าและเป้าหมายเชิงพาณิชย์ โดยผลการวิจัย พบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีความพร้อมด้านเทคโนโลยี สามารถตอบความต้องการของตลาด โดยกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้สูงอายุที่มีประวัติเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งต้องการดูแลสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เจลลี่เพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ ที่ผสมสารสกัดจากใบข้าวจะวางจำหน่ายในราคา 60 บาทต่อซองหรือ 1,800 บาทต่อกล่อง ผ่านช่องทางออนไลน์และร้านขายยา นอกจากนี้ เมื่อการศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงิน พบว่า มีศักยภาพในการทำกำไร โดยมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ 17,697,198.8 บาท อัตราผลตอบแทนภายใน 45.25% และระยะเวลาคืนทุนภายใน 2.54 ปี ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผลิตภัณฑ์เจลลี่สุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ ที่ผสมสารสกัดจากใบข้าวซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป


การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดฟันของสุนัขที่มีส่วนผสมของเบต้า ไฮดรอกซีอะพาไทต์, ภูวเนศวร์ แสนจิตต์ Jan 2023

การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดฟันของสุนัขที่มีส่วนผสมของเบต้า ไฮดรอกซีอะพาไทต์, ภูวเนศวร์ แสนจิตต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้วิเคราะห์ความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์สำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดฟันของสุนัขที่มีส่วนผสมของเบต้า ไฮดรอกซีอะพาไทต์ เนื่องจากแนวโน้มการเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น ผู้วิจัยได้นำสารเบต้า ไฮดรอกซีอะพาไทต์ที่เกิดจากเทคโนโลยีการสังเคราะห์มาใช้ในการคืนกลับเนื้อฟัน (Remineralization) และประเมินศักยภาพทางการตลาดผ่านการสัมภาษณ์สัตวแพทย์ 5 คน และสำรวจความคิดเห็นเจ้าของสุนัข 100 คน ผลการศึกษาใช้ในการออกแบบกลยุทธ์การตลาดเพื่อให้ผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บริโภคคาดหวังว่าผลิตภัณฑ์จะช่วยให้สุขภาพฟันของสุนัขดีขึ้น และต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสมเหตุสมผล ข้อสรุปสำคัญในการออกแบบกลยุทธ์คือการสร้างช่องทางการจัดจำหน่ายที่เข้าถึงง่ายและระบุกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน จากการศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินสำหรับการจ้างผลิต (OEM) ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของเบต้า ไฮดรอกซีอะพาไทต์ ด้วยเงินลงทุน 1,500,000 บาท การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางการเงินเมื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคา 350 บาท และอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 5% พบว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า โดยมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของธุรกิจ (NPV) เป็นบวกที่ 1,298,261.11 บาท และมีอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) ที่ 24.17% ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) อยู่ที่ 2.76 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่น่าสนใจสำหรับการลงทุน สรุปได้ว่าผลิตภัณฑ์นี้มีศักยภาพและความเป็นไปได้ในการพัฒนาเพื่อเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์


ผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยว: หลักฐานจากกลุ่มประเทศสมาชิกองค์กรการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (Unwto), พิชามญชุ์ เกื้อกิจ Jan 2023

ผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยว: หลักฐานจากกลุ่มประเทศสมาชิกองค์กรการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (Unwto), พิชามญชุ์ เกื้อกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สถานการณ์มลภาวะทางอากาศ (Air Pollution) ที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันสร้างความกังวลให้กับผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เนื่องจากปัญหามลภาวะทางอากาศที่เกิดขึ้นอยู่นี้ส่งผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางเข้ามายังประเทศปลายทาง จึงเกิดความตระหนักถึงผลกระทบที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้รับจากปัญหามลภาวะทางอากาศที่เพิ่มขึ้น การศึกษานี้มีสองวัตถุประสงค์คือ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และผลกระทบของมลภาวะทางอากาศต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาภายในกลุ่มประเทศสมาชิก UNWTO และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การศึกษานี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิแบบแผง (Panel Data) ระหว่างปี ค.ศ. 1995 ถึงปี ค.ศ. 2019 และใช้ข้อมูลรายประเทศสมาชิกองค์กรการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) ทั้งหมด 160 ประเทศ ผ่านการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลอง Panel Data Regression โดยใช้สมการถดถอยด้วยวิธีการกำลังสองน้อยที่สุดแบบ Fixed Effects ผลการศึกษาพบว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศสมาชิก UNWTO โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของฝุ่นละออง PM2.5 ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศสมาชิก UNWTO ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว นอกจากนี้ยังพบว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเฉลี่ยต่อหัวประชากรดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างชัดเจนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด จำนวนประชากรมีความสัมพันธ์เป็นบวกอย่างแข็งแกร่งต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในทั้ง 3 กลุ่มระดับการพัฒนา สัดส่วนพื้นที่ป่าไม้ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามายังประเทศปลายทางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อีกทั้งประเทศที่ปกครองด้วยระบอบอัตตาธิปไตยแบบเลือกตั้งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุดแต่มีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างชัดเจนในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ในขณะที่ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติแต่ไม่มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนในกลุ่มระดับการพัฒนาใดเลย ในส่วนประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมพบว่ามีความสัมพันธ์ในเชิงลบอย่างชัดเจนในกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุดเท่านั้น


บทบาทของลูกต่อความสุขของผู้สูงอายุไทยในช่วงก่อนและหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19, กรกต อากาศอำนวย Jan 2023

บทบาทของลูกต่อความสุขของผู้สูงอายุไทยในช่วงก่อนและหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19, กรกต อากาศอำนวย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสุขของผู้สูงอายุ 3 กลุ่มในช่วงก่อนและหลังโควิด-19 ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีลูกและไม่มีลูก (รวม 88,714 คน) กลุ่มผู้สูงอายุที่อาศัยและไม่ได้อาศัยอยู่กับลูก (รวม 80,894 คน) และกลุ่มผู้สูงอายุที่ได้รับและไม่ได้รับการสนับสนุนจากลูกในด้านสิ่งของ การเยี่ยมเยียน และการติดต่อสื่อสาร (รวม 71,107 คน) โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทยปี 2557, 2560, และ 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลอง Difference-in-Differences (DID) ที่ประมาณการด้วยวิธีกําลังสองน้อยที่สุด (OLS) ผลการศึกษาพบว่า ก่อนเกิดโควิด-19 ผู้สูงอายุที่มีลูก อาศัยอยู่กับลูก ได้รับสนับสนุนด้านสิ่งของ และได้เยี่ยมเยียนมีความสุขมากกว่าผู้สูงอายุที่ไม่มีลูก ไม่ได้อาศัยอยู่กับลูก ไม่ได้รับสนับสนุนด้านสิ่งของ และไม่ได้เยี่ยมเยียน ตามลำดับ แต่ผู้สูงอายุที่ติดต่อสื่อสารกับลูกพบว่ามีความสุขน้อยกว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้ติดต่อสื่อสารกับลูก และหลังเกิดโควิด-19 ความสุขของผู้สูงอายุทุกกลุ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้สูงอายุที่มีลูก อาศัยอยู่กับลูก ได้รับสนับสนุนด้านสิ่งของ และได้เยี่ยมเยียนจะมีความสุขลดลงมากกว่าผู้สูงอายุที่ไม่มีลูก ไม่ได้อาศัยอยู่กับลูก ไม่ได้รับสนับสนุนด้านสิ่งของ และไม่ได้เยี่ยมเยียน ตามลำดับ ส่วนผู้สูงอายุที่ติดต่อสื่อสารกับลูกจะมีความสุขลดลงน้อยกว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้ติดต่อสื่อสารกับลูก ซึ่งผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า บทบาทของลูกมีผลต่อความสุขของผู้สูงอายุไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโควิด-19 ด้วยเหตุนี้ การออกแบบนโยบายผู้สูงอายุโดยคำนึงถึงลักษณะครัวเรือนและบริบทแวดล้อมของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่มจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความสุขให้ผู้สูงอายุได้


Essays On Physical Health, Mental Health, And Health Behaviors, Liyuan Yang Jan 2023

Essays On Physical Health, Mental Health, And Health Behaviors, Liyuan Yang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines the impact of mental health on physical health and specific health behaviors in Australia. Chapter 2 draws nationally representative panel data from the Household, Income and Labor Dynamics in Australia (HILDA) survey and applies a fixed-effects instrumental variable (FE-IV) approach to address the potential endogeneity of mental health. The analysis reveals that mental health positively affects physical health and plays a substantial role in explaining physical health compared to other covariates. To explore additional benefits of having better mental health, Chapter 3 investigates whether mental health can influence smoking behavior. The results indicate that improved mental health …


การประเมินผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่อสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรไทย, ธิติวุฒิ พงศ์ธนไพศาล Jan 2023

การประเมินผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่อสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรไทย, ธิติวุฒิ พงศ์ธนไพศาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs) โดยเฉพาะมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) และมาตรการอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (TBT) ที่มีต่อมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรไทย ในรายพิกัดศุลกากร 23 หมวดสินค้า ไปยัง 15 ประเทศคู่ค้าอันดับแรก โดยวิเคราะห์ผ่านแบบจำลองโน้มถ่วง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001-2020 พบว่า โดยรวมมาตรการ SPS และ มาตรการ TBT ของประเทศคู่ค้ามีผลส่งเสริมการค้าไทยในการส่งออกสินค้าเกษตรฯ แต่กลับมีความแตกต่างของการกำหนดมาตรการเหล่านี้ขึ้นกับประเทศผู้กำหนดมาตรการ ซึ่งพบว่า มาตรการประเภท SPS จากประเทศคู่ค้าที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วมีผลเสียต่อมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรฯ มากกว่ามาตรการที่กำหนดโดยประเทศที่กำลังพัฒนา หากพิจารณาผลกระทบจากมาตรการเหล่านี้จำแนกหมวดสินค้าฯ พบว่า ทั้งมาตรการ SPS และ TBT มีผลส่งเสริมการส่งออกในหมวดเนื้อสัตว์และส่วนอื่นของสัตว์ที่บริโภคได้ (HS 02) แม้จะเคยเผชิญกับโรคไข้หวัดนกระบาดในปี 2547 ทำให้การส่งออกไก่สดถูกระงับ ภาคเอกชนไทยจึงหันไปส่งออกไก่แปรรูปและพัฒนาระบบฟาร์มปิด จนไม่มีการกลับมาระบาดในอุตสาหกรรมไก่สดไทยซ้ำอีก ด้วยการพัฒนามาตรฐานที่ดีเหล่านี้ จึงทำให้อุตสาหกรรมไก่แช่แข็งไทยกลับมาส่งออกได้มากขึ้น สำหรับมาตรการ SPS ส่งผลกระทบเชิงลบต่อการค้าหมวดโกโก้และของปรุงแต่งที่ทำจากโกโก้ (HS 18) เนื่องจากผลผลิตเมล็ดโกโก้ไทยไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงานแปรรูปเป็นช็อกโกแลต ทำให้ต้องนำเข้าเมล็ดโกโก้ที่เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปจากต่างประเทศในปริมาณที่มาก อีกทั้ง ยังพบเชื้อราในผลผลิตเกือบทุกตัวอย่าง ส่งผลกระทบในด้านคุณภาพของผลผลิต นอกจากนี้ ผลจากมาตรการ SPS ที่ส่งผลต่อการเพิ่มมูลค่าการค้าสินค้าในหมวดผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ไม่ได้ระบุหรือรวมไว้ในที่อื่น (HS 05) ซึ่งหากพิจารณาระดับร้อยละโดยเฉลี่ยมาตรการ SPS พบว่า มีสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำ อีกทั้ง มาตรการ SPS จำแนกรายปีมีแนวโน้มเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกันกับมูลค่าการค้าในหมวดนี้ ในขณะที่มาตรการ TBT ที่มีเพียงบางปีเท่านั้น ในส่วนมาตรการ TBT ส่งผลเชิงบวกต่อการส่งออกสินค้าเกษตรในหมวดครั่ง รวมทั้งกัม เรซิน น้ำเลี้ยง (แซป) และสิ่งสกัดอื่น ๆ จากพืช (HS 13) ทั้งนี้ เป็นเพราะมาตรการ TBT ในหมวดนี้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับหมวดอื่น ๆ จึงทำให้มีความสะดวกต่อการค้าและมาตรการ TBT มีแนวโน้มส่งเสริมการค้าในหมวดนี้ ในขณะมาตรการ TBT ส่งผลเชิงลบต่อการค้าในหมวดของปรุงแต่งจากธัญพืช แป้ง สตาร์ช หรือนม ผลิตภัณฑ์อาหารจำพวกเพสทรี …