Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11393)
- Veterinary Medicine (2802)
- Life Sciences (1997)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
-
- Social and Behavioral Sciences (1299)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Medical Sciences (860)
- Engineering (776)
- Physical Sciences and Mathematics (680)
- Education (436)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (389)
- Arts and Humanities (378)
- Public Health (332)
- Environmental Sciences (323)
- Civil and Environmental Engineering (293)
- Sports Sciences (288)
- Sociology (267)
- Architecture (264)
- Business (248)
- Economics (226)
- Environmental Studies (208)
- Chemistry (191)
- Law (169)
- Psychology (163)
- Mental and Social Health (152)
- Health and Physical Education (145)
- Other Mental and Social Health (143)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (140)
- Keyword
-
- Thailand (141)
- Dog (123)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (39)
- Immunohistochemistry (35)
- Cat (29)
- Risk factors (28)
- Anxiety (27)
- COVID-19 (27)
- Quality of life (27)
- Stress (27)
- Elderly (25)
- Antioxidant (24)
- Children (24)
- Rat (23)
- Indonesia (22)
- Diagnosis (21)
- Oxidative stress (21)
- Escherichia coli (20)
- Histopathology (20)
- Knowledge (20)
- PCR (20)
- Attitude (19)
- Efficacy (19)
- Pigs (19)
- Reliability (19)
- Toxicity (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (6481)
- Chulalongkorn Medical Journal (4157)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2580)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1642)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
-
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Journal of Health Research (220)
- Applied Environmental Research (208)
- Journal of Urban Culture Research (107)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (104)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (83)
- PASAA (41)
- Manusya, Journal of Humanities (32)
- Journal of Education Studies (30)
- Journal of Social Sciences (30)
- Journal of Demography (25)
- Thai Environment (23)
- Asian Review (17)
- Journal of Letters (15)
- Chulalongkorn University Law Journal (12)
- Halal Insight (6)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (5)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (1)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (1)
- Publication Type
Articles 2611 - 2640 of 17318
Full-Text Articles in Entire DC Network
การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่อยู่ในงานศิลปะดิจิทัล (Digital Art) กรณีศึกษาในโทเคนที่ไม่สามารถทดแทนได้ (Nft:Non-Fungible Token), ณัฐจิรา วงษ์ศุทธิภากร
การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่อยู่ในงานศิลปะดิจิทัล (Digital Art) กรณีศึกษาในโทเคนที่ไม่สามารถทดแทนได้ (Nft:Non-Fungible Token), ณัฐจิรา วงษ์ศุทธิภากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษากฎหมายเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าที่ถูกนำมาใช้ในงานศิลปะดิจิทัลอันเป็นการกระทำละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าหรืออาจได้รับความคุ้มครองตามหลักเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิด (Freedom of Expression) เพียงใด และสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของเครื่องหมายการค้า (Exclusive Right) ที่ได้รับความคุ้มครองในสินค้าที่เป็นทรัพย์สินที่จับต้องได้ควรขยายครอบคลุมถึงสินค้าในโลกเสมือน (Virtual product) ซึ่งเป็นสิ่งไม่มีรูปร่างหรือไม่ นอกจากนี้หากการสร้างงานขึ้นมาใหม่ของศิลปินนั้นส่งผลให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าได้รับความเสียหายซึ่งมักเกิดขึ้นกับเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปของสาธารณชน (well-known mark) โดยอาจทำให้เครื่องหมายการค้านั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ การสร้างความสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนกับการให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผลกำไรและชื่อเสียงทางการค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้าและคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกหลอกลวงจากการค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือคุ้มครองเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหลงผิดของประชาชนทั่วไปจึงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องพิจารณาผู้เขียนได้เสนอให้ปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 บางประการรวมทั้งนำเสนอแนวทางการวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าที่อยู่ในงานศิลปะดิจิทัล เพื่อให้การปรับใช้และการตีความกฎหมายให้เป็นไปอย่างชัดเจน สอดคล้องกับหลักเสรีภาพในการแสดงออก(freedom of expression) โดยพิจารณาถึงความเกี่ยวข้องทางศิลปะกับผลงานที่เกี่ยวข้องและไม่ได้ทำให้เข้าใจผิดอย่างชัดเจนเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเนื้อหาของงานเพื่อคุ้มครองศิลปินในการสร้างสรรค์ผลงานและไม่เป็นการผูกขาดสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของเครื่องหมายการค้า
การรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากระบบสวัสดิการของรัฐ, ณัฐชยา แสนมโนวงค์
การรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากระบบสวัสดิการของรัฐ, ณัฐชยา แสนมโนวงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงแนวคิด ทฤษฎี การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในประเทศไทยและในต่างประเทศ และวิเคราะห์ปัญหาในทางกฎหมายของการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในประเทศไทย เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย จากการศึกษาจากหนังสือ บทความ ทางวิชาการ วิทยานิพนธ์ รายงานการวิจัย รวมถึงเอกสารของต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษา พบว่าหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุมีความไม่มีความชัดเจนแน่นอนเพียงพอ อีกทั้ง เกิดปัญหาในการตีความทางกฎหมายในการจำกัดสิทธิกลุ่มผู้สูงอายุตามมาตรา 11 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 เนื่องจากการกำหนดเกณฑ์โดยต้องเป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้หรือรายได้ ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ไม่มีความแน่ชัดว่าสูงอายุกลุ่มใดบ้างควรได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพื่อให้เกิดความทั่วถึง และเป็นธรรม นอกจากนี้ การกำหนดหน้าที่ผู้สูงอายุต้องพิสูจน์ว่าตนสมควรที่จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น การสร้างภาระให้แก่ผู้สูงอายุเกินสมควร นำไปสู่การขัดต่อหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และหน้าที่ของรัฐในการจัดให้มีความช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุตามที่รับรองสิทธิของผู้สูงอายุไว้ในรัฐธรรมนูญไทยผู้เขียนจึงเสนอให้มีหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มีความชัดเจนและเป็นธรรม และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยมีหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเป็นผู้กำหนดการใช้เกณฑ์รายได้เป็นตัวกำหนดสิทธิในการรับเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุในลักษณะของดัชนีชี้วัดความยากจน และแก้ไขการแก้ไขถ้อยคำจาก “สงเคราะห์" เป็น “การจัดสวัสดิการ" เพื่อส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้สูงอายุ
ปัญหาการควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อป้องกันการเข้าถึงจากเด็กและเยาวชน, ศศินิภา สุขเกษม
ปัญหาการควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อป้องกันการเข้าถึงจากเด็กและเยาวชน, ศศินิภา สุขเกษม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากการที่ประเทศไทยได้ปลดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดประเภท 5 และมีการผลักดันส่งเสริมให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจ โดยยกเลิกความผิดฐานผลิต นำเข้า ส่งออก มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพหรือเสพ แต่ยังคงควบคุมในส่วนของช่อดอกกัญชา และห้ามมีปริมาณความเข้มข้นของสาร THC (Tetrahydrocannabinol) เกินกว่าร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก ซึ่งปลดกัญชาโดยปราศจากกฎหมายควบคุมอย่างชัดเจนทำให้เกิดภาวะสุญญากาศในการควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ทำให้อายุของเด็กที่เสพหรือบริโภคกัญชามีอายุลดน้อยลง ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุอันเกิดจากการที่เด็กหรือเยาวชนบริโภคผลิตภัณฑ์กัญชาอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่ตั้งใจบริโภคและเข้าใจผิดว่าไม่มีส่วนผสมของกัญชาจึงบริโภค และการบริโภคนั้นอาจส่งผลร้ายในเด็กและเยาวชนในบางราย เช่น ผลิตภัณฑ์กัญชาประเภทอาหารที่ทำออกมาในรูปแบบของขนมที่มีขายในท้องตลาดทั่วไปจำพวกคุ้กกี้ทำให้มีลักษณะที่คล้ายกับโอรีโอ้โดยใส่ส่วนผสมของกัญชาเข้าไปในขนม โดยลักษณะของอาหารนี้อาจทำให้เด็กและเยาวชนเกิดความเข้าใจผิดว่าสามารถรับประทานได้ รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการใช้บริโภคกัญชา หากออกแบบให้มีลักษณะที่ดึงดูดเด็กและเยาวชนก็จะเกิดปัญหาจากการที่ผู้บริโภคจะเป็นเด็กและเยาวชนที่มีอายุลดน้อยลง ทั้งยังไม่มีการจำกัดพื้นที่และขอบเขตของสถานที่ที่สามารถจำหน่ายและบริโภคไว้อย่างชัดเจน ตลอดจนไม่มีการกำหนดรูปแบบของผลิตภัณฑ์ในด้านบรรจุภัณฑ์และฉลาก รูปแบบโฆษณาและการตลาดเพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ ซึ่งประเด็นทั้งหมดนี้หากไม่มีการควบคุมก็จะส่งผลเสียต่อการเข้าถึงผลิตภัณฑ์กัญชาในเด็กและเยาวชนได้ จึงควรมีการกำนดมาตรการ หรือกฎหมายที่ใช้ควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชาให้ชัดเจน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาถึงกฎหมายการควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชาในต่างประเทศเพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย
ปัญหาการกำกับดูแลธุรกิจ Cloud Kitchen ในประเทศไทย, สิริกาญจน์ ขุนณรงค์
ปัญหาการกำกับดูแลธุรกิจ Cloud Kitchen ในประเทศไทย, สิริกาญจน์ ขุนณรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ หรือ Cloud Kitchen นั้น เป็นการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบใหม่ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงระยะเวลาภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเป็นธุรกิจจำหน่ายอาหารที่มุ่งเน้นจำหน่ายอาหารโดยการสั่งและจัดส่งผ่านช่องทางแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น ช่องทางฟู้ดเดลิเวอรี่ ไม่มีพื้นที่หน้าร้านให้ลูกค้าเข้าใช้บริการได้ และยังมีรูปแบบการประกอบธุรกิจที่ค่อนข้างหลากหลาย แตกต่างกันไปตามปัจจัยแวดล้อม แผนการดำเนินงาน และองค์ประกอบทางธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบครัวระบบคลาวน์ซึ่งเป็นครัวเดี่ยว ซึ่งเป็นครัวที่มีผู้ประกอบกิจการเพียงแบรนด์เดียว สำหรับครัวเดียว หรือรูปแบบครัวระบบคลาวน์ซึ่งเป็นครัวรวม หรือ Shared Kitchen อันเป็นการใช้พื้นที่ครัว อุปกรณ์ วัตถุดิบ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือผู้สัมผัสอาหารร่วมกันของหลายแบรนด์ธุรกิจร้านอาหาร หรือรูปแบบครัวระบบคลาวน์ซึ่งเป็นครัวที่ดำเนินการเตรียม ปรุง และจัดส่งอาหารโดยพนักงานของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรับและส่งอาหารนั้น เป็นต้นซึ่งเมื่อธุรกิจจำหน่ายอาหารมีความหลากหลาย มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป เกิดเป็นธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบใหม่มากมาย ดังเช่นในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ แต่ประเทศไทยกลับมีบทบัญญัติกฎหมายและแนวทางกำกับดูแลการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารที่มุ่งเน้นใช้กำกับดูแลธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบดั้งเดิม อันมีลักษณะเป็นธุรกิจร้านอาหารที่มีหน้าร้าน และมีรูปแบบการประกอบอาหารแบบครัวเดี่ยว โดยแนวทางกำกับดูแลธุรกิจจำหน่ายอาหารจะเป็นไปตามบังคับแห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และกฎกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 เป็นหลัก ทำให้ภาครัฐไม่สามารถบังคับใช้บทบัญญัติกฎหมายกับธุรกิจจำหน่ายอาหารได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง อีกทั้งยังมีปัญหาความล้าหลังของบทบัญญัติกฎหมายที่ยังไม่มีบทบัญญัติกฎหมายหรือแนวทางกำกับดูแลการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารที่เป็นรูปแบบใหม่นี้เป็นการเฉพาะ จนอาจมีช่องว่าง ไม่ชัดเจน ไม่สอดคล้อง และไม่ครอบคลุมเพียงพอกับการกำกับดูแลธุรกิจจำหน่ายอาหารที่มีความหลากหลายในปัจจุบัน โดยเฉพาะในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจอาจอาศัยช่องว่างจากความไม่ชัดเจน ไม่สอดคล้องดังกล่าวดำเนินธุรกิจเหล่านั้นจนเกิดเป็นประเด็นปัญหาในหลายมิติ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคซึ่งเลือกซื้ออาหารผ่านช่องทางออนไลน์ซึ่งเตรียมและปรุงอาหารผ่านครัวระบบคลาวน์ โดยเฉพาะในรูปแบบครัวรวมผู้เขียนจึงได้จัดทำเอกัตศึกษาฉบับนี้ขึ้นโดยศึกษาเปรียบเทียบบทบัญญัติกฎหมายและแนวทางกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ในประเทศไทย ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศสิงคโปร์ โดยมุ่งเน้นศึกษาในส่วนของข้อกำหนดด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยอาหาร หลักปฏิบัติ หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจให้บริการและผู้ใช้บริการครัวระบบคลาวน์ ตลอดจนการให้ความคุ้มครองและความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในการพิจารณาเลือกซื้ออาหารซึ่งเตรียมและปรุงผ่านครัวระบบคลาวน์ โดยเฉพาะในรูปแบบครัวรวมที่มีการใช้พื้นที่ร่วมกันของร้านอาหารหลากหลายแบรนด์ ทั้งนี้ ผู้เขียนพบว่าธุรกิจธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบครัวระบบคลาวน์นั้นควรมีแนวทางในการกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ ในหลายมิติ ทั้งด้านการกำหนดนิยามและแนวทางกำกับดูแลที่ชัดเจน การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขแนวทางการขออนุญาตประกอบกิจการ และแนวทางคุ้มครองและให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคจากการเลือกสั่งซื้ออาหารจากครัวระบบคลาวน์ โดยการแสดงข้อมูลเบื้อต้น อันได้แก่ สถานที่ตั้งครัวระบบคลาวน์ ครัวที่ทำการปรุงอาหารนั้นโดยแท้จริงในกรณีที่อาหารนั้นได้รับการปรุงผ่านครัวของแบรนด์ร้านอาหารหรือครัวอื่นที่มิใช่แบรนด์ที่ผู้บริโภคตัดสินใจสั่งซื้ออาหาร ตลอดจนแสดงผลการปฏิบัติตามแนวทางกำกับดูแลของครัวระบบคลาวน์นั้นว่าดำเนินการถูกต้องเหมาะสมเพียงใด เพื่อสร้างความไว้วางใจให้ผู้บริโภคผ่านการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและมีมาตรฐาน ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อและบริโภคอาหารที่ปลอดภัย ถูกสุขอนามัย ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดต่อผลกระทบทางด้านร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถกำกับดูแลธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ได้อย่างชัดเจนและครอบคลุม
เรขศิลป์จากแนวคิดโรควิตกกังวล, รวิวรรณ ฟักอ่อน
เรขศิลป์จากแนวคิดโรควิตกกังวล, รวิวรรณ ฟักอ่อน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรขศิลป์เพื่อการออกแบบแบรนด์จากแนวคิดโรควิตกกังวล มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์จากแนวคิดโรควิตกกังวล โดยการศึกษาโรควิตกกังวลทั้งหมด 11 โรคผ่านคู่มือวินิจฉัยอาการผิดปกติทางจิตฉบับที่ 5 หรือ DSM-5 เพื่อค้นหานิยามของโรค และทำการคัดเลือกโรควิตกกังวลที่เหมาะสมกับการออกแบบผ่านการวิเคราะห์ลักษณะเด่นและลักษณะร่วมต่าง ๆ ของโรควิตกกังวล ด้วย 9 ปัจจัยของโรค คือ กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ (ชาย, หญิง, และทุกเพศ), อายุของกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่, อาการทางพฤติกรรม, อาการทางสติปัญญาและจิตใจ, อาการทางกายภาพ, ระยะเวลา, สิ่งเร้าที่จับต้องได้, สถานการณ์กระตุ้น, และผลกระทบ จนได้ผลลัพธ์เป็นโรควิตกกังวลที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกับโรคอื่นทั้งหมด 6 โรค คือ โรคกลัวการแยกจาก (Separation Anxiety Disorder), โรคไม่พูดบางสถานะการณ์ (Selective Mutism Specific Disorder), โรคกลัวแบบเฉพาะเจาะจง (Specific Phobia), โรคกลัวสังคม (Social Anxiety Disorder), โรคแพนิก (Panic Disorder), และ โรควิตกกังวลที่เกิดจากสารเสพติด (Substance Medication-Induced) ผลการวิจัยแนวทางการออกแบบจากจากแนวคิดโรควิตกกังวล ได้พบ องค์ประกอบการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสมกับออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์จากแนวคิดโรควิตกกังวลคือ รูปทรงที่เป็นระนาบ (Forms), เส้นอารมณ์ (Mood lines), ระบบสีเชิงจิตวิทยาสีกับความรู้สึก (Hues and Tones), การจับคู่สี (Color Schemes), รูปแบบตัวอักษร (Fonts) และอัตลักษณ์แบรนด์ (Brand Architypes) ทั้งหมด 6 รูปแบบ จากการวิเคราะห์โรควิตกกังวล 6 ชนิด คือ คือ ผู้ต้องการ (The Needy) จากโรคกลัวการแยกจาก, นักละครใบ้ (The Mime), ผู้เฝ้าระวัง (The Lookout), ผู้ปลีกวิเวท (The Isolator), ผู้กระวนกระวาย (The Anxious), ผู้ครอบงำ …
การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดตารางธาตุ, ไอริณญา ป๋าเมืองมูล
การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดตารางธาตุ, ไอริณญา ป๋าเมืองมูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดตารางธาตุมีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดตารางธาตุ ขั้นตอนและวิธีดำเนินงานวิจัยโดยการรวบรวมธาตุที่พบในอาหารและมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อคัดเลือกในการนำมาเป็นแนวทางการออกแบบเรขศิลป์โดยอ้างอิงจากตารางธาตุของ Dmitri Mendeleyev นำมารวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลในการสร้างแบรนด์ การตลาดโดยใช้เครื่องมือ Business Model Canvas, SWOT Analysis, Brand Positioning, 4Ps เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับแบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพในตลาดประเทศไทยเพื่อหาในแนวทางการออกแบบที่เหมาะสม จากการสืบค้นบทความ นิตยสาร งานวิจัย ทั้งแบบสื่อสิ่งพิมพ์และแบบดิจิทัล นอกจากนี้ยังได้สอบถามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อนำความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมาวิเคราะห์โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญในด้านการออกแบบในการประเมินเพื่อหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดตารางธาตุ สรุปผลการวิจัยพบว่า สารที่ต้องการสื่อ คือ Choose matter for better หมายถึง การเลือกรับประทานสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพและ การเลือกวัตถุดิบในการนำมาสร้างสรรค์เพื่อเป็น อาหารการกินที่ดีเป็นเรื่องสนุก และอีกทั้งยังช่วยใน เรื่องสุขภาพ เมื่อสุขภาพดีขึ้น ชีวิตก็ดีขึ้น และบุคลิกภาพและอารมณ์ของงานออกแบบ คือ Healthy Cheerful Intellect แนวทางการออกแบบแบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพที่เหมาะสมคือ Logo ประเภท Name Fill ,ตัวอักษรประเภท Liquid Chrome และการออกแบบบรรจุภัณฑ์แบบ Illustrated ingredients in punchy palettes
Curatorial Project For Community Gathering Art Exhibitions: “Boundaries, Binds And Beyond”, Jasmeetkaur Thakral
Curatorial Project For Community Gathering Art Exhibitions: “Boundaries, Binds And Beyond”, Jasmeetkaur Thakral
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This independent study aims to explore and examine how community arts and cultural events are shaped by boundaries and binds. Boundaries, drawn by partition and geopolitics, and binds set by religion, economic, elitist (traditionalist/conservative), or social hierarchy, create new subcultures (minorities) in their areas of settlement. Centuries of colonialism and turmoil at borderlines have given birth to dispersed and displaced communities. Diasporic communities, such as the Thai-Indian community, echo the sounds of their past but also constantly strive for inclusivity to enable a sense of cultural belonging in their new home. After cocooning, learning language, food, customs, and traditions, what …
การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์เครื่องหอมโดยใช้แนวคิดกฎจักรวาล, วิรชา พยาน้อย
การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์เครื่องหอมโดยใช้แนวคิดกฎจักรวาล, วิรชา พยาน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์เครื่องหอมโดยใช้แนวคิดกฎจักรวาลมีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางในการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์เครื่องหอมโดยใช้แนวคิดกฎจักรวาล ขั้นตอนและวิธีดำเนินการวิจัย โดยการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลของกลิ่นจาก Fragrance Wheel ของ Michael Edwards และความต้องการของมนุษย์ที่เหมาะสมกับแนวคิดกฎจักรวาล 12 ข้อ รวมถึงรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลการตลาด Business Model Canvas, SWOT Analysis, 4Ps Marketing และ Brand Position เทียบกับแบรนด์เครื่องหอมตัวอย่างเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม จากบทความ ดิจิทัลแพลตฟอร์ม งานวิจัย และสื่ออินเทอร์เน็ต โดยนำข้อมูลจากการวิเคราะห์มาสร้างแบบสอบถามและสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ ทำให้ได้ข้อมูลที่นำมาใช้ในการออกแบบต่อไป สรุปผลวิจัยพบว่า สารที่ต้องการจะสื่อ คือ Scent Scenario เพราะกลิ่นนั้นเชื่อมโยงกับความคิดและความทรงจำ และบุคลิกภาพของงานที่เหมาะสม คือ AROMATIC (ดูมีกลิ่นหอม), CHIC (เก๋, เท่, ทันสมัยแบบผู้ดี) และ CHARMING (มีเสน่ห์, ดูน่าหลงใหล) และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสม คือ การออกแบบตราสัญลักษณ์แบบ Abstract Logo Mark, ตัวอักษรแบบ Serif และการออกแบบบรรจุภัณฑ์แบบ Maximalist Design
Curatorial Project For Art Exhibition: "Where Emotions Take Form, Outsider Art By Everyday Individuals", Yiwen Zhu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Where Emotions Take Form: Outsider Art by Everyday Individuals, is an exhibition that celebrates the captivating world of outsider art created by individuals who are not traditionally trained artists but, rather, ordinary people from our everyday lives. This exhibition brings to light the raw, unfiltered expressions of ordinary people, transcending conventional artistic boundaries and offering a glimpse into the richness of human creativity. Outsider art is art made by self-taught or supposedly naïve artists with typically little or no contact with the conventions of the art world. Under this concept, in most cases, when people speak of outsider art, they …
กระบวนการจัดการแรงงานของคนไทยในรัฐซาบาห์และซาราวัก ประเทศมาเลเซีย, ชนายุส ศรีจันทรา
กระบวนการจัดการแรงงานของคนไทยในรัฐซาบาห์และซาราวัก ประเทศมาเลเซีย, ชนายุส ศรีจันทรา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เมื่อแรงงานไทยเผชิญปัญหาในต่างประเทศ พวกเขาจะขอความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยที่มีอำนาจครอบคลุมพื้นที่ที่ตนอยู่อาศัยเป็นหลัก แต่แรงงานไทยในรัฐซาบาห์ และรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย เป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือจากทางภาครัฐเวลาที่พวกเขาประสบปัญหา เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่มีสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยตั้งอยู่ และด้วยความที่แรงงานไทยส่วนใหญ่ในรัฐซาบาห์ซาราวักเดินทางเข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวและลักลอบทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต กรณีเช่นนี้ทำให้พวกเขาเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ทำให้ไม่ได้รับสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงานที่ถูกต้อง เพราะขอบข่ายการคุ้มครองแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศของกระทรวงแรงงานไม่ได้ครอบคลุมกรณีนี้ เนื่องจากสถานะในการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศของบุคคลเหล่านี้ไม่ใช่ แรงงานย้ายถิ่น แต่เป็น “แรงงานผิดกฎหมาย” อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาปรากฏการณ์ข้างต้น กลับพบว่ากลุ่มแรงงานไทยนี้มียุทธศาสตร์สำคัญในการเอาตัวรอดจากปัญหาที่ประสบในต่างแดน คือ การใช้ประโยชน์จากเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ระหว่างคนไทยในรัฐซาบาห์และรัฐซาราวัก โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนคนไทยที่สร้างขึ้น ผ่านทางร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง และผ่านช่องทางออนไลน์ในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดั้งนั้นจึงนำมาสู่คำถามวิจัยที่ว่า แรงงานไทยในรัฐซาบาห์ และรัฐซาราวักเผชิญปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง และการจัดการแรงงานของคนไทยในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอย่างไร โดยผู้วิจัยจะอาศัยกรอบแนวคิดเครือข่ายทางสังคมและแนวคิดภาวะข้ามชาติเพื่อตอบคำถามวิจัยและอธิบายสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การทำความเข้าใจว่าอิทธิพลของเครือข่ายทางสังคมดังกล่าวส่งผลการดำรงชีพเพื่อความอยู่ดีมีสุขของแรงงานไทยเหล่านี้อย่างไร ระหว่างที่ทำงานในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ได้องค์ความรู้ที่สามารถนำเสนอเป็นนโยบายในการช่วยเหลือแรงงานให้มีประสิทธิภาพต่อไป
บทบาทของนายจ้างในการคุ้มครองทางสังคมต่อแรงงานประมงข้ามชาติภายใต้ระบบประกันสังคม: ศึกษากรณีแพปลาในจังหวัดนครศรีธรรมราช, ณัฐมน แก้วเรือง
บทบาทของนายจ้างในการคุ้มครองทางสังคมต่อแรงงานประมงข้ามชาติภายใต้ระบบประกันสังคม: ศึกษากรณีแพปลาในจังหวัดนครศรีธรรมราช, ณัฐมน แก้วเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การคุ้มครองทางสังคมต่อแรงงานประมงข้ามชาติในไทยนับเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ โดยภาครัฐได้มีการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและตามมาตรฐานสากลมาอย่างต่อเนื่อง ในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ผู้วิจัยต้องการศึกษากระบวนการและบทบาทของนายจ้างในการคุ้มครองทางสังคมต่อกลุ่มแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมประมงไทยภายใต้ระบบประกันสังคม เพื่อให้ทราบถึง บทบาทของนายจ้าง ลักษณะการคุ้มครองทางสังคมที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้าง รวมถึงภาระต้นทุนและผลประโยชน์ที่นายจ้างจะได้รับจากการคุ้มครองทางสังคมภายใต้ระบบประกันสังคมต่อแรงงานประมงข้ามชาติ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีกลุ่มตัวอย่างเป็นแพปลาขนาดเล็ก แพปลาขนาดใหญ่ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ด้วยการสัมภาษณ์การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured Interview) จากผลการศึกษาพบว่านายจ้างมีภาระทางการบริหารเพิ่มขึ้นจากการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนทดแทน แต่ในส่วนของระบบประกันสังคมนายจ้างสามารถเลือกได้ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ ซึ่งการไม่เข้าร่วมมีผลต่อต้นทุนที่แรงงานต้องรับผิดชอบในการซื้อประกันสุขภาพให้แก่ตนเอง ข้อจำกัดของงานวิจัยชิ้นนี้คือไม่ได้มีการศึกษามุมของลูกจ้างเท่าไหรนัก ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะให้มีการศึกษามุมมองของลูกจ้างต่อบทบาทของนายจ้างในการคุ้มครองทางสังคม การปรับปรุงกฎหมายเพื่อลดการเกิดช่องว่างที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อตัวแรงงานและนายจ้าง เพิ่มการรับรู้และความเข้าใจในสิทธิและผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายพึงจะได้รับจากการปฏิบัติตามนโยบาย รวมถึงการรวบรวมข้อมูลทางสถิติเพื่อใช้ในการพัฒนากฎหมายให้มีความสอดคล้องกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ความเป็นเมือง : การทำความเข้าใจสภาวะเปราะบางของกรุงเทพมหานครผ่านอาหาร, วาสนา ศรีจำปา
ความเป็นเมือง : การทำความเข้าใจสภาวะเปราะบางของกรุงเทพมหานครผ่านอาหาร, วาสนา ศรีจำปา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความเปราะบางในพื้นที่เมือง: การศึกษาผ่านมิติอาหารในบริบทกรุงเทพมหานคร กระบวนการกลายเป็นเมืองสมัยใหม่มีบทบาทสำคัญในการก่อให้เกิดความเปราะบางในพื้นที่เมือง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่เกิดจากการผสมผสานของมิติต่างๆ ทั้งด้านกายภาพ สังคมวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และคุณค่า การศึกษานี้ใช้วิธีวิทยาการวิจัยเชิงคุณภาพและการศึกษาแบบพหุกรณี เพื่อทำความเข้าใจความเปราะบางในเมืองผ่านความสัมพันธ์ของมิติเหล่านี้ โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์อาหารในฐานะกระแสการไหลเวียนของวัตถุและชีวิตผู้คนในเมือง เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิทัศน์เมืองและสภาวะความเปราะบางที่เกิดขึ้น ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ความเปราะบางในเมืองมีลักษณะเฉพาะและหลากหลาย โดยเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบภายใต้โครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมของเมือง บุคคลหนึ่งอาจเผชิญกับความเปราะบางหลายรูปแบบพร้อมกัน แม้แต่ผู้ที่มีสถานะทางเศรษฐกิจมั่นคงก็ยังอาจประสบกับความเปราะบางที่เกิดจากสภาพแวดล้อมของเมือง กระบวนการกลายเป็นเมืองจึงมีส่วนสำคัญในการสร้างความเปราะบางและทำให้ชีวิตผู้คนตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงภายใต้เงื่อนไขการอยู่อาศัยในเมือง การศึกษากรณีเฉพาะของกรุงเทพมหานครผ่านมุมมองด้านอาหารในฐานะกระแสการไหลเวียนของวัตถุ แสดงให้เห็นว่าการวิเคราะห์กระบวนการของเมืองสามารถเผยให้เห็นลักษณะเฉพาะของเมืองและรูปแบบความเปราะบางที่เกิดขึ้น กรุงเทพมหานครไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น แต่กระบวนการกลายเป็นเมืองได้หล่อหลอมวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ ซึ่งฝังรากลึกในชีวิตประจำวันของผู้คนจนกลายเป็นความคุ้นชิน ส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยในเมืองต้องเผชิญกับความเปราะบางในรูปแบบต่างๆ
ประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจของผู้ต้องขังหญิงและแนวทางการดูแล, ยศวดี ทิพยมงคลอุดม
ประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจของผู้ต้องขังหญิงและแนวทางการดูแล, ยศวดี ทิพยมงคลอุดม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การได้รับความรุนแรงของผู้ต้องขังหญิง และศึกษาผลกระทบของการถูกใช้ความรุนแรงต่อผู้ต้องขังหญิง พร้อมศึกษาแนวทางของเรือนจำในการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรง การวิจัยนี้ใช้วิธีการศึกษาแบบผสมผสานระหว่างเชิงปริมาณและเชิงโดยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านการสำรวจแบบสอบถามกับผู้ต้องขังหญิง จำนวน 150 คน และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ต้องขังหญิง 15 คนและเจ้าหน้าที่เรือนจำ จำนวน 11 คน ผลการวิจัยพบว่า ร้อยละ 48 ของผู้ต้องขังหญิงเคยถูกกระทำความรุนแรงทางร่างกาย ร้อยละ 12.7 เคยถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ และร้อยละ 43.3 เคยถูกกระทำความรุนแรงด้านจิตใจ ความรุนแรงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย เช่น นอนไม่หลับ รับประทานอาหารได้น้อยลง ได้รับบาดเจ็บถึงขั้นสูญเสียอวัยวะหรือพิการ และส่งผลต่อสุขภาพจิต เช่น เครียด วิตกกังวลคิดวนเวียนซ้ำๆ เรื่องเดิม ความรุนแรงนี้ยังส่งผลให้ผู้ต้องขังหญิงบางคนมีปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรง เป็นระยะเวลานานถึงขั้นเป็นบาดแผลในใจจนถึงปัจจุบัน ผลการประเมินผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ พบว่า ร้อยละ 47.3 ของผู้ต้องขังหญิงได้รับผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญอยู่ในระดับทุกข์ทรมานทางจิตใจเล็กน้อยถึงรุนแรง โดยมีผู้ต้องขังหญิงกว่า 1 ใน 5 มีระดับผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญอยู่ในระดับทุกข์ทรมานทางจิตใจมากและระดับทุกข์ทรมานทางจิตใจรุนแรง ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้ควรที่จะได้รับคำปรึกษาจากจิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการให้คำปรึกษา แนวทางของเรือนจำในการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรง ประกอบด้วยแนวทางที่เรือนจำปฏิบัติเป็นหลัก จะมุ่งที่การจำแนกผู้ต้องขังเข้าใหม่เพื่อคัดกรองผู้ต้องขังและการดูแลเบื้องต้นด้านสภาพจิตใจ นอกจากนี้ ในเรือนจำยังมีอาสาสมัครเรือนจำเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการดูแลผู้ต้องขัง ทั้งด้านสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิต หากแต่เรือนจำไม่ได้มีโปรแกรมเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังที่มีประสบการณ์ที่ได้รับความรุนแรง โดยข้อจำกัดในการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงก่อนเข้าเรือนจำ ได้แก่ การไม่เปิดใจหรือความไม่ไว้วางใจของผู้ต้องขัง การขาดแคลนเจ้าหน้าที่ส่งผลต่อภาระงานที่มากเกินไป ข้อจำกัดด้านงบประมาณ สถานที่ การส่งต่อข้อมูลผู้ต้องขัง และทัศนคติของผู้ต้องขังอื่นในเรือนจำข้อเสนอแนะสำคัญจากการวิจัยนี้ ได้แก่ ควรมีการพัฒนานโยบายด้านการดูแลปัญหาสุขภาพจิตและการฟื้นฟูผู้ต้องขังหญิงที่มีประวัติความรุนแรงอย่างเป็นระบบ การปรับปรุงพื้นที่เรือนจำให้เอื้อต่อการบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรง รวมถึงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่เรือนจำให้มีความรู้ความเข้าใจในการให้คำปรึกษาและการดูแลผู้ต้องขังหญิง ควรจัดโปรแกรมฝึกอบรมผู้ต้องขังที่มุ่งเสริมสร้างความมั่นใจและการเยียวยาด้านจิตใจ ควรสนับสนุนการบูรณาการบริการด้านสุขภาพจิตในเรือนจำให้ครอบคลุมและเทียบเท่ากับบริการในชุมชน รวมถึงใช้เทคโนโลยีในการให้บริการและการดำเนินงาน ควรพัฒนาระบบการสอบประวัติและแบบสอบถามคัดกรองอาการทางสุขภาพจิต การให้คำปรึกษาและการดูแลทางจิตวิทยาอย่างต่อเนื่อง โดยจัดโปรแกรมเสริมทักษะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและเยียวยาตนเองสำหรับผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรงเพื่อให้สามารถคืนคนดีกลับสู่สังคมได้อย่างแท้จริง
ประสบการณ์ทางจิตใจในการเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในบุคคลวัยทำงาน, กิตินัดดา อิทธิวิทย์
ประสบการณ์ทางจิตใจในการเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในบุคคลวัยทำงาน, กิตินัดดา อิทธิวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจในการเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในบุคคลวัยทำงาน ด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ (Interpretative Phenomenological Analysis : IPA) และเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) โดยผู้เข้าร่วมวิจัยคือ บุคคลวัยทำงานที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และเคยมีประสบการณ์ในการเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ อย่างน้อย 2 sessions ขึ้นไป และสิ้นสุดการรับบริการแล้ว อีกทั้งยังเคยเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยารายบุคคลแบบพบหน้า จำนวนทั้งสิ้น 7 ราย ซึ่งมีอายุระหว่าง 28-42 ปี ผลการศึกษาสามารถแบ่งได้ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) สิ่งที่คำนึงก่อนเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ประกอบด้วย ความพร้อมของผู้รับบริการในการเข้าสู่บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา และเกณฑ์ที่ใช้ประกอบการพิจารณาบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล 2) การรับรู้อารมณ์และความพยายามในการสื่อสารผ่านวิดีโอคอล ประกอบด้วย ความรู้สึกแรกในการเข้ารับบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล และการปรับตัวให้เข้ากับระบบโดย ‘ไม่ให้วิดีโอคอลมาเป็นอุปสรรค’ 3) การรับรู้ถึงอรรถประโยชน์ของบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล ประกอบด้วย การปรึกษาผ่านวิดีโอคอลสามารถทดแทนแบบพบหน้าได้ การรับรู้ความสัมพันธ์ผ่านวิดีโอคอลในมุมผู้รับบริการ ‘ความสะดวก รวดเร็ว ทันต่อเวลา’ ในบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล การปรึกษาทางวิดีโอคอลตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์คนวัยทำงาน การปรึกษาผ่านวิดีโอคอลเป็น ‘ตัวช่วย’ ในการลดการตีตราทางสังคม ตลอดจนความสบายใจในการเปิดเผยตัวตนผ่านบริการปรึกษาทางวิดีโอคอล 4) การรับรู้การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกหลังเข้ารับบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล ประกอบด้วย การเปลี่ยนแปลงภายในตน และการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น 5) ความมุ่งหวังของผู้รับบริการต่อบริการปรึกษาทางวิดีโอคอล ประกอบด้วย การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล การออกแบบบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอลที่ยึดหัวใจของผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง การขยายบริการปรึกษาทางวิดีโอคอลขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง สรุปผลการวิจัยช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประสบการณ์ทางจิตใจของบุคคลวัยทำงานที่เคยเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในหลากหลายมิติ โดยผู้รับบริการสามารถนำผลการวิจัยดังกล่าวนี้ไปพัฒนาการมีส่วนร่วมของตนในบริบทออนไลน์ ในขณะที่นักจิตวิทยาการปรึกษา และบุคลากรวิชาชีพด้านสุขภาพจิตสามารถนำผลการวิจัยไปพัฒนาแนวทางการให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป
บทบาทของทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและการระบุตัวตนในระดับกลุ่ม ต่อการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์ในประเทศไทย, จำเริญลักษณ์ ทองล้วน
บทบาทของทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและการระบุตัวตนในระดับกลุ่ม ต่อการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์ในประเทศไทย, จำเริญลักษณ์ ทองล้วน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์โดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนเป็นกรอบแนวคิดการวิจัย โดยมุ่งเน้นศึกษาอิทธิพลของเจตคติและการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อความตั้งใจในการทำพฤติกรรมโดยมีการระบุตัวตนระดับกลุ่มเป็นตัวแปรกำกับ ผู้วิจัยทำการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้มีความหลากหลายทางเพศ 103 คน ผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์และเก็บข้อมูลพฤติกรรมในอีก 2 สัปดาห์ถัดไป ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยเจตคติต่อการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์ (β = .30, p < .05 หนึ่งหาง) และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์สามารถทำนายพฤติกรรมโดยมีตัวแปรความตั้งใจที่จะเข้าร่วมเป็นตัวแปรส่งผ่าน (β = .25, p < .05) อย่างไรก็ตามการระบุตัวตนในระดับกลุ่มไม่มีอิทธิพลกำกับ การวิเคราะห์รายข้อยังชี้ให้เห็นว่าเพศกำหนดชายมองว่าการเมืองและกฏหมายไม่เอื้อ และกลุ่มแนวคิดอนุรักษ์นิยมเป็นปัจจัยต่อต้านเด่นชัด เพศกำหนดหญิงมีความเชื่อว่าการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์จะสามารถแก้ปัญหาและทำให้มีผู้สนับสนุนกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันกับดนตรี ความหมายในชีวิต และความสุขเชิงอัตวิสัยของผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรี: การวิจัยแบบผสานวิธี, ปณิชา พรประสิทธิ์
ความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันกับดนตรี ความหมายในชีวิต และความสุขเชิงอัตวิสัยของผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรี: การวิจัยแบบผสานวิธี, ปณิชา พรประสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบผสานวิธีแบบข้อมูลบรรจบกันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความผูกพันกับดนตรี ความหมายในชีวิต และความสุขเชิงอัตวิสัยของผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรี กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณเป็นผู้สูงอายุ 557 คน (มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีแบบผู้บริโภค 304 คน และแบบลงมือทำ 253 คน) การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นผู้สูงอายุ 16 คน (มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีแบบผู้บริโภคและลงมือทำกลุ่มละ 8 คน) ผลการวิจัยพบว่า โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างความผูกพันกับดนตรี ความหมายในชีวิต และความสุขเชิงอัตวิสัยของผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรี มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่า Chi-square = 23.27, df = 17, p = .14, CFI = 0.999, GFI = 0.992, และ RMSEA = 0.026 ตัวแปรอิสระทั้ง 2 ตัวแปร สามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรตามความสุขเชิงอัตวิสัยได้ คิดเป็นร้อยละ 54.4 ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด ได้แก่ ความหมายในชีวิต ตามมาด้วย ความผูกพันกับดนตรี ส่วนผลการตรวจสอบโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรทั้งสามที่ศึกษา 2 โมเดล (โมเดลที่ 1 ในผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีแบบเป็นผู้บริโภค และ โมเดลที่ 2 ผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีแบบลงมือทำ) พบว่าทั้ง 2 โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีแบบแผนความสัมพันธ์ไม่แตกต่างกัน งานเชิงคุณภาพพบว่า แก่นสาระประสบการณ์ผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีแบบเป็นผู้บริโภคและแบบลงมือทำ ครอบคลุม 4 ประเด็น ได้แก่ (1) การมีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีของผู้สูงอายุในฐานะส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตประจำวันหรือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของตน (2) กิจกรรมทางดนตรีเอื้อต่อความสัมพันธ์ทางสังคม โดยกิจกรรมดนตรีเป็นสื่อกลางในการสร้างความสัมพันธ์หรือเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง (3) กิจกรรมทางดนตรีเอื้อต่อการมีสุขภาวะกายใจ ด้วยการปรับอารมณ์และการฟื้นฟูกายและใจ และ (4) ดนตรีมีส่วนในการพัฒนาตนเชิงบวก และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าความหมายของผู้สูงอายุ
Effects Of Music-Activity Intervention On Stress And Social Skills In Children With Autism Spectrum Disorder: A Multiple Baseline Study, Phollawat Rangkhaphuti
Effects Of Music-Activity Intervention On Stress And Social Skills In Children With Autism Spectrum Disorder: A Multiple Baseline Study, Phollawat Rangkhaphuti
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research investigated the effects of music-activity intervention on stress reduction and the enhancement of social skills in autistic children. Utilizing a multiple baseline research design to systematically assess the intervention's impact, the investigation focused on three autistic children aged 7-9 years who exhibited no impairments in vision, hearing, mobility, or endocrine gland disorders. These participants scored in the mild to moderate range on the Autistic Treatment Evaluation Checklist (ATEC-Thai version). Each child participated in 30-minute musical activity sessions, totaling 10 sessions. Salivary cortisol levels served as indicators of stress, while social skills were evaluated using the parent-report Social Skills …
ประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดด้วยการฝึกสติ, ดนยา มิตรกูล
ประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดด้วยการฝึกสติ, ดนยา มิตรกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดด้วยการฝึกสติ โดยศึกษาด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ และเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้เข้าร่วมการวิจัย คือ นักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่มีการฝึกสติเป็นประจำต่อเนื่อง จำนวน 6 คน มีอายุระหว่าง 24-36 ปี ผลการวิจัยพบ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) อารมณ์ความรู้สึกและสภาวะทางลบที่ประสบระหว่างฝึกงาน กล่าวคือ ผู้ให้ข้อมูลประสบกับความรู้สึกหนักหน่วงจากการรับฟังเรื่องราวผู้รับบริการ ตำหนิตนเอง กลัวกังวล ไม่มั่นใจในการเดินต่อในสายอาชีพ และมีความเหนื่อยล้าทางกาย 2) การใช้สติในการรับมือกับผลกระทบทางลบจากการฝึกงาน ในการใช้สติรับมือกับผลกระทบทางลบนั้นมีบางช่วงเวลาที่ผู้ฝึกหัดมีกำลังสติไม่เพียงพอจนเสียศูนย์และไม่สามารถใช้การฝึกสติได้ ผู้ให้ข้อมูลจึงใช้ปัจจัยช่วยอื่นในการกลับสู่การมีสติอีกครั้ง และผู้ให้ข้อมูลระบุถึงประสิทธิภาพในการใช้สติว่าขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอของการฝึกสติ 3) ผลของการฝึกสติ กล่าวคือ การฝึกสติส่งผลต่อการดูแลตนเองจากผลกระทบทางลบ ต่อการทำงานกับผู้รับบริการ และต่อชีวิตส่วนบุคคล 4) การส่งต่อการฝึกสติ ผู้ให้ข้อมูลระบุถึงการฝึกสติให้กับผู้รับบริการและสิ่งที่เรียนรู้จากการฝึกสติให้กับผู้รับบริการ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการฝึกสติให้กับนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัด ซึ่งประสบการณ์นี้เป็นประโยชน์ต่อหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษาในการพัฒนาแนวทางการดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การและพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยมีคุณภาพชีวิตการทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ปวีณรัตน์ กิตติพิชญอัมพร
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การและพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยมีคุณภาพชีวิตการทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ปวีณรัตน์ กิตติพิชญอัมพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การที่มีต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การโดยมีคุณภาพชีวิตการทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ พนักงานบริษัทเอกชนในอุตสาหกรรมบริการที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โดยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 156 คน ได้ทำการตอบคำถามผ่านแบบสอบถามออนไลน์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ มาตรวัดการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ, มาตรวัดพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ และมาตรวัดการคุณภาพชีวิตการทำงาน เมื่อทำการวิเคราะห์ผลทางสถิติด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปSPSS ชุดคำสั่ง PROCESS (Model 4) เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน รวมทั้งการวิเคราะห์สถิติการทดสอบตัวแปรส่งผ่าน ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การไม่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .09, p = .175), การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การมีความ สัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .68, p
Can Too Much Job Crafting Lead To Burnout? Curvilinear And Moderation Analyses, Panod Srisinsuphya
Can Too Much Job Crafting Lead To Burnout? Curvilinear And Moderation Analyses, Panod Srisinsuphya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Job Crafting involves individuals reshaping their work to align with their values and strengths, making work life more meaningful. While it reduces stress, studies also note drawbacks like increased stress and work disruption. This research uses polynomial hierarchical multiple regression to exhibit where job crafting shifts from positive to negative effects. Drawing on the conservation of resources theory and the too-much-of-a-good-thing effect, this research includes two studies. The first, with hotel group employees in Thailand (N = 405), examines job crafting's four dimensions and their impact on burnout. Results reveal that only 'increasing challenging job demands' has a curvilinear relationship …
ผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ภรัณยา กาญจนรุจิ
ผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ภรัณยา กาญจนรุจิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลา ต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรม (EF) โดยรวม และแยกตามองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ ความจําเพื่อใช้งาน การยับยั้งพฤติกรรม และการยืดหยุ่นทางความคิด ของเด็กวัยอนุบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กชั้นอนุบาล 2 จำนวน 56 คน แบ่งกลุ่มโดยการจับสลากแยกกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จับคู่เด็กที่มีคะแนน EF โดยรวมก่อนเข้าร่วมโปรแกรมใกล้เคียงกันเข้าสู่การวิเคราะห์ข้อมูล เด็กทั้ง 2 กลุ่มใช้อุปกรณ์ทำศิลปะและภาพมันดาลาแบบเดียวกัน จัดกิจกรรมกลุ่มละ 21 ครั้งเช่นเดียวกัน ต่างกันเพียงกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพื่อการเสริมสร้าง EF ในขณะที่กลุ่มควบคุมเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบไม่มีคำสั่ง หลังเริ่มการวิจัยเด็กกลุ่มทดลองลาออกจากโรงเรียน 1 คน จึงเหลือกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 55 คน เก็บข้อมูลก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม โดยใช้แบบประเมิน หัว-เท้า-เข่า-ไหล่ ในการประเมิน EF โดยรวม และชุดแบบประเมิน Early Years Toolbox (EYT) สำหรับการประเมินองค์ประกอบ 3 ด้านของ EF วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติความแปรปรวนสองทางแบบผสม และวิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni ผลการวิจัยพบว่า หลังกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง เด็กมีคะแนน การยืดหยุ่นทางความคิด (Mean = 5.37, SD = 4.72) เพิ่มสูงขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (Mean = 4.04, SD = 4.71) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ในทางตรงกันข้าม กลุ่มควบคุมที่เข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบไม่มีคำสั่ง ไม่พบความเปลี่ยนแปลงของคะแนนการยืดหยุ่นทางความคิดหลังการเข้าร่วมโปรแกรม นอกจากนี้ยังพบว่า ทั้งโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง และแบบไม่มีคำสั่ง ไม่ส่งผลต่อคะแนน EF โดยรวม และองค์ประกอบ EF ด้านความจําเพื่อใช้งาน หรือการยับยั้งพฤติกรรม ของเด็กทั้ง 2 กลุ่ม ผลการวิจัยสรุปได้ว่า โปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่งเพื่อการเสริมสร้าง EF ช่วยให้เด็กมีคะแนนองค์ประกอบ EF ด้านการยืดหยุ่นทางความคิด เพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และการวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีอุปกรณ์หรือของเล่นที่ดีสำหรับเด็ก …
อิทธิพลของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน: การวิเคราะห์อิทธิพลกำกับของความปลอดภัยด้านจิตใจ, ระพีพร ม่วงศรี
อิทธิพลของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน: การวิเคราะห์อิทธิพลกำกับของความปลอดภัยด้านจิตใจ, ระพีพร ม่วงศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รูปแบบการทำงานในสังคมปัจจุบันมีการพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น การปรับตัวของพนักงานอาจส่งผลให้เกิดความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีในการทำงานที่นำไปสู่ความเครียด ความกังวล และความเหนื่อยล้าที่เชื่อมโยงทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นสัญญาณของการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน เห็นได้จากในปัจจุบันที่พบว่าอัตราการเกิดภาวะหมดไฟในการยังคงสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น การศึกษาในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาว่าความปลอดภัยด้านจิตใจ จะสามารถเป็นตัวแปรกำกับที่ช่วยลดความสัมพันธ์ของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานได้หรือไม่ ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างพนักงานในองค์การภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และสตาร์ทอัพ ในกรุงเทพและปริมณฑล ที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้นภายหลังจากการเกิดสถานการณ์โรคระบาด จำนวน 175 คน จากการตอบแบบสอบถามออนไลน์ โดยประกอบด้วยแบบวัดความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี แบบวัดภาวะหมดไฟในการทำงาน และแบบวัดความปลอดภัยด้านจิตใจ ใช้มาตรวัดความรู้สึกจากคะแนนเต็ม 5 คะแนน ผลการวิจัยพบว่าความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน และพบว่าความปลอดภัยด้านจิตใจ มีอิทธิพลกำกับที่ช่วยลดความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี เฉพาะมิติของความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นำไปสู่ข้อเสนอแนะของการวิจัยต่อองค์การที่ควรให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนให้เกิดความปลอดภัยด้านจิตใจในที่ทำงาน ทั้งในระดับบรรยากาศการทำงานและระดับบุคคล
อิทธิพลของการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในนักศึกษาปริญญาตรีโดยมีการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นตัวแปรส่งผ่าน, เอกสุวัชร์ เพ็ชรน้ำทองวัฒนะ
อิทธิพลของการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในนักศึกษาปริญญาตรีโดยมีการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นตัวแปรส่งผ่าน, เอกสุวัชร์ เพ็ชรน้ำทองวัฒนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการมุ่งความเป็นเลิศและการมุ่งความสมบูรณ์แบบต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา รวมถึงบทบาทในการเป็นตัวแปรส่งผ่านของการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบซึ่งเป็นลักษณะการแสดงออกที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้ที่มุ่งความสมบูรณ์แบบ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรีในประเทศไทย จำนวน 190 คนโดยมีอายุเฉลี่ย 20.58 ปี (SD = 1.84) เก็บข้อมูลด้วยการสุ่มตามสะดวกผ่านการตอบแบบสอบถามออนไลน์ซึ่งประกอบด้วย 1) แบบสอบถามคัดกรองและข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศ (SCOPE) 3) มาตรวัดการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบ (PSPS) และมาตรวัดการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา (APS) ผลการวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุคูณแสดงให้เห็นว่าการมุ่งความเป็นเลิศไม่มีอิทธิพลต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา ในขณะที่การมุ่งความสมบูรณ์แบบมีอิทธิพลทางลบอย่างมีนัยสำคัญ (B = -.147, p < .05) นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านด้วยโปรแกรม PROCESS พบว่าการนำเสนอตนเองไม่มีอิทธิพลส่งผ่านในความสัมพันธ์ระหว่างการมุ่งความเป็นเลิศและการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา แต่มีอิทธิพลกดทับ (suppression effect) ในความสัมพันธ์ระหว่างการมุ่งความสมบูรณ์แบบกับการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาซึ่งแสดงให้เห็นว่าการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นปัจจัยที่ขัดขวางประโยชน์ของการมุ่งความสมบูรณ์แบบ โดยสรุปผลการศึกษาพบว่าการมุ่งความสมบูรณ์แบบสามารถลดระดับการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาได้โดยตรง แต่ทว่ายังสามารถเพิ่มระดับความกังวลในการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบซึ่งนำไปสู่การเพิ่มพฤติกรรมการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในทางอ้อมได้
Illness Perception, Psychological Resilience, And Age As Predictors Of Fear Of Cancer Recurrence In Cancer Patients And Cancer Survivors In Thailand, Pannathorn Kittiputtarapol
Illness Perception, Psychological Resilience, And Age As Predictors Of Fear Of Cancer Recurrence In Cancer Patients And Cancer Survivors In Thailand, Pannathorn Kittiputtarapol
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Fear of cancer recurrence was among the strongest challenges encountered by cancer patients and survivors. However, there were very limited studies in Thailand that examined the factors that predicted this psychological construct. Therefore, the current research examined the possible associations and predictive roles that illness perception, psychological resilience, and age had with fear of cancer recurrence. The participants were 134 Thai cancer patients and survivors who responded to a set of questionnaires that measured these factors. Study invitations were circulated via social media platforms commonly frequented by cancer patients or survivors (e.g., cancer support groups). The Pearson correlation coefficient and …
Effects Of Physical Stress And Depression Mood On Memory Retrieval: An Eeg Study, Sutasinee Chaidej
Effects Of Physical Stress And Depression Mood On Memory Retrieval: An Eeg Study, Sutasinee Chaidej
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Memory can be influenced by various factors, particularly stress and depressed mood. Studies show that stress enhances memory before encoding but diminishes it before retrieval. Depressed moods are also linked to reduced memory competence, and retrieval-induced forgetting (RIF) can further affect memory. Event-related potential (ERP) research has identified patterns such as the FN400 and N2pc components during memory retrieval. EEG studies have noted changes in beta and theta waves in the anterior temporal cortex due to stress and significant activity across various brain regions in depressed moods. This study investigated the effects of stress induced by the Cold Pressor Test …
Dentists’ Perspective On Using Text And Video Consultation To Improve Self-Study For The Modified Complete Denture Technique, Nutnicha Punyakornwong
Dentists’ Perspective On Using Text And Video Consultation To Improve Self-Study For The Modified Complete Denture Technique, Nutnicha Punyakornwong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Complete edentulism has an adverse effect on the health and quality of life of older adults. However, patients frequently waited for years to receive treatment by prosthodontists. Simplified method could enable general dentists to treat edentulism efficiently. Tele-dentistry provides an approach for coaching general dentists in remote regions. In order to assist general dentists practicing the modified complete denture method, this study evaluated the learning outcomes of non-interactive and interactive self-study that used text and videoconferences. Participants were general dentists who had fewer than five years of experience. They were divided into non-interactive or interactive self-study group and received a …
Effect Of Simvastatin On Stem Cell Isolated From Apical Papilla (Scap) In Vitro, Paak Rewthamrongsris
Effect Of Simvastatin On Stem Cell Isolated From Apical Papilla (Scap) In Vitro, Paak Rewthamrongsris
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background and Objective: Simvastatin, known for lipid-lowering, shows promise in modulating stem cell behavior. This research investigates simvastatin's impact on apical papilla stem cells (SCAPs) in vitro. Methods: SCAPs were isolated, characterized, and exposed to varying simvastatin doses. Viability and proliferation were assessed with LIVE/DEAD and MTT assays. Cell cycle and apoptosis were examined via flow cytometry, and migration capacity was evaluated through scratch tests. Alizarin Red S staining and qPCR were used for odonto/osteogenic differentiation analysis. Results: Simvastatin reduced SCAP proliferation on days 3 and 7 and decreased colony size and density. Enhanced apoptosis and increased G0 subpopulation were …
การเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในเหตุภาวะฉุกเฉินสาธารณะ : ศึกษากรณีการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในประเทศไทย, นัยน์ปพร อินทธรรมรักษ์
การเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในเหตุภาวะฉุกเฉินสาธารณะ : ศึกษากรณีการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในประเทศไทย, นัยน์ปพร อินทธรรมรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแพร่ระบาดของ Covid-19 ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขของโลก Covid-19 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมวลมนุษยชาติ และสาธารณสุขโลก อย่างไม่เคยมีมาก่อน รัฐต่าง ๆ พยายามหาวิธีควบคุมป้องกันจนก่อให้เกิดปัญหาใหม่อันเกิดจากการพยายามป้องกันและควบคุมโรคนี้ จนมีผู้กล่าวว่า “ภายในไม่กี่เดือนแรกของการแพร่ระบาดของ Covid -19 เป็นที่ชัดเจนว่ามีภัย 2 ประเภท ประเภทแรก เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพส่วนบุคคลและสาธารณะที่เกิดจากไวรัสร้ายแรงที่สามารถแพร่เชื้อได้ค่อนข้างง่าย ผ่านกิจกรรมทางสังคมหรือในผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ประการที่สอง เป็นภัยที่เกิดจากความพยายามในการปกป้องและควบคุม การแพร่ระบาดของ Covid-19 ของรัฐบาล ซึ่งกระทบทั้งต่อสิทธิส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคม รัฐทั่วโลกเริ่มใช้มาตรการเว้นระยะห่าง จำกัดการเดินทาง กักกัน รวมทั้งการประกาศเคอร์ฟิว โดยอาศัยหลักการเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณี (Derogation clauses) ภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ มาใช้เพื่อควบคุมโรค ซึ่งเป็นการยกเว้นกฎหมายที่ใช้ในภาวะปกตินี้ วิทยานิพนธ์นี้พบว่าเป็น “การหลอกกฎหมาย” (pseudo-democratic or pseudo-legalist masquerade)” เช่นเดียวกับประเทศไทยก็ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของ Covid-19 ไปพร้อมกับประชาคมโลก และได้ใช้มาตรการควบคุมโรคโดยใช้อาศัยอำนาจภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการควบคุมความมั่นคง และภัยพิบัติ โดยมีมาตรการหลายรูปแบบ อาทิ ห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง กักบริเวณ ห้ามออกนอกบ้าน มีการสั่งปิดสถานที่ต่าง ๆ ห้ามให้ข่าวหรือทำให้แพร่หลายทางสื่อต่าง ๆ ซึ่งมีข้อความ หรือข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ Covid-19 อันไม่เป็นความจริง หรือเจตนาบิดเบือน มีการกำหนดเวลาออกนอกเคหะสถาน หรือช่วงเวลาเคอร์ฟิวทั่วประเทศ มีการบังคับให้สวมหน้ากาก สิ่งเหล่านี้ได้สร้างปัญหาใหม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน ทั้งเศรษฐกิจและสังคม การกระทำเหล่านี้ยังส่อไปทางที่ไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งศึกษาว่า หลักการ Derogation clauses ที่มีอยู่ในกฎหมายระหว่างประเทศ มีความเป็นมาและมีอยู่อย่างไร การกำหนดมาตรการเพื่อควบคุมโรค ของรัฐต่าง ๆ และโดยเฉาะของประเทศไทย สอดคล้องกับหลัก Derogation clauses หรือไม่ โดยในบทที่ 2 จะศึกษา หลักการ ทฤษฎี รวมทั้งกฎหมาย ตราสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ความเห็น คำแนะนำ รายงาน ขององค์กรตามสนธิสัญญา ความเห็นของนักกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งการปรับใช้กฎหมายของรัฐต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย และบทที่ …
สิทธิเสมอภาคของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย, เนตรนภา ปรีชา
สิทธิเสมอภาคของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย, เนตรนภา ปรีชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สิทธิความเสมอภาคนับเป็นว่าเป็นสิทธิที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของบุคคลทุกคนในสังคม สิทธิความเสมอภาคมีการบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการตราพระราชบัญญัติเพื่อมีการบังคับใช้ในประเทศ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสิทธิความเสมอภาคเป็นเรื่องที่สำคัญ การศึกษาในส่วนของการคุ้มครองและการรับรองสิทธิครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวภายใต้หลักความเสมอภาคจึงเป็นสิ่งที่รัฐจำเป็นจะต้องคุ้มครองและรับรองสิทธิ ปัญหากลุ่มเปราะบางอย่างครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวให้ได้รับการปฏิบัติทัดเทียมกับกลุ่มเปราะบางอื่นๆอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกัน เพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวผู้เขียนจึงได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายใดบ้างรองรับการรับรองสิทธิและครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว รวมไปถึงรัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิไว้อย่างไรและทำการศึกษาบทกฎหมายต่างประเทศที่มีความเกี่ยวข้องอีกทั้งได้ทำการสัมภาษณ์แม่เลี้ยงเดี่ยวในต่างประเทศ จากการศึกษาพบว่าทุกประเทศที่ทำการศึกษาให้ความสำคัญกับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวโดยมีทั้งกฎหมายและสวัสดิการต่างๆมอบให้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยจึงมีความแตกต่างทั้งด้านกฎหมายและสวัสดิการ ผู้เขียนจึงเสนอให้มีการนำกฎหมายและรัฐสวัสดิการในต่างประเทศมาปรับใช้ในประเทศไทย โดยการปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพกฎหมายและสังคมของประเทศไทย ด้วยการบัญญัติและวิธีการต่างๆไว้ในกฎหมาย โดยการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการที่เหมาะสม รวมไปถึงการตรากฎหมายและพระราชบัญญัติมาบังคับใช้เพื่อให้สอดคล้องกับการรับรองและคุ้มครองสิทธิครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย
การกำหนดความรับผิดทางอาญาสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่, วัชรพงศ์ ค่อยจะโปะ
การกำหนดความรับผิดทางอาญาสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่, วัชรพงศ์ ค่อยจะโปะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ถึงปัญหาการกำหนดมาตรการทางกฎหมายสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่โดยนำทฤษฎีอาชญาวิทยามาใช้อธิบายสาเหตุของปัญหา และนำแนวคิดและทฤษฎีทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบกับมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องของต่างประเทศมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ เพื่อนำเสนอแนวทางการกำหนดความรับผิดทางอาญาในการกำหนดหน้าที่สำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่า กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ยังไม่ได้กำหนดมาตรการทางกฎหมายที่เพียงพอและเหมาะสมในการควบคุมและกำกับดูแลสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานบริการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดหน้าที่ให้แก่ผู้ประกอบการในการรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นมาตรการป้องกันก่อนเกิดเหตุความรุนแรงและหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยซึ่งเป็นมาตรการระงับเหตุความรุนแรง และในส่วนมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมและกำกับดูแลสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ที่เป็นสถานบริการซึ่งเป็นสถานที่จำหน่ายที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงสูง แต่กลับไม่ได้กำหนดหน้าที่ให้ผู้ประกอบการรักษาความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยในสถานที่จำหน่ายที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จนเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความรุนแรงในสถานที่จำหน่าย ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ถูกกระทำความรุนแรง ผู้ใช้บริการโดยทั่วไป สถานประกอบการ ตลอดจนระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ด้วยเหตุนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงเสนอแนะให้เพิ่มเติมการกำหนดความรับผิดทางอาญาและมาตรการทางปกครองกรณีฝ่าฝืนไม่จดแจ้งการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่แก่ผู้ประกอบการเพื่อควบคุมและกำกับดูแลผู้ประกอบการด้วยระบบการจดแจ้งให้เหมาะสมตามประเภทสถานที่จำหน่าย และกำหนดความผิดทางพินัยและมาตรการทางปกครองเพื่อกำหนดหน้าที่การรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในสถานที่แก่ผู้ประกอบการให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อการป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายตามระดับความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงของประเภทสถานที่จำหน่ายต่อไป