Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11393)
- Veterinary Medicine (2802)
- Life Sciences (1997)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
-
- Social and Behavioral Sciences (1299)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Medical Sciences (860)
- Engineering (776)
- Physical Sciences and Mathematics (680)
- Education (436)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (389)
- Arts and Humanities (378)
- Public Health (332)
- Environmental Sciences (323)
- Civil and Environmental Engineering (293)
- Sports Sciences (288)
- Sociology (267)
- Architecture (264)
- Business (248)
- Economics (226)
- Environmental Studies (208)
- Chemistry (191)
- Law (169)
- Psychology (163)
- Mental and Social Health (152)
- Health and Physical Education (145)
- Other Mental and Social Health (143)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (140)
- Keyword
-
- Thailand (141)
- Dog (123)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (39)
- Immunohistochemistry (35)
- Cat (29)
- Risk factors (28)
- Anxiety (27)
- COVID-19 (27)
- Quality of life (27)
- Stress (27)
- Elderly (25)
- Antioxidant (24)
- Children (24)
- Rat (23)
- Indonesia (22)
- Diagnosis (21)
- Oxidative stress (21)
- Escherichia coli (20)
- Histopathology (20)
- Knowledge (20)
- PCR (20)
- Attitude (19)
- Efficacy (19)
- Pigs (19)
- Reliability (19)
- Toxicity (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (6481)
- Chulalongkorn Medical Journal (4157)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2580)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1642)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
-
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Journal of Health Research (220)
- Applied Environmental Research (208)
- Journal of Urban Culture Research (107)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (104)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (83)
- PASAA (41)
- Manusya, Journal of Humanities (32)
- Journal of Education Studies (30)
- Journal of Social Sciences (30)
- Journal of Demography (25)
- Thai Environment (23)
- Asian Review (17)
- Journal of Letters (15)
- Chulalongkorn University Law Journal (12)
- Halal Insight (6)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (5)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (1)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (1)
- Publication Type
Articles 1771 - 1800 of 17318
Full-Text Articles in Entire DC Network
Market Trends And Emerging Opportunities: Thailand And Japan In The Evolving Us Packaging Industry, Patsanut Dejavichitlert
Market Trends And Emerging Opportunities: Thailand And Japan In The Evolving Us Packaging Industry, Patsanut Dejavichitlert
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This paper examines the packaging industries of Thailand and Japan, with a focus on their competitiveness and potential for success within the evolving US market. The research explores the size, structure, and comparative advantages of each country's packaging sector. Analyses, including the Revealed Comparative Advantage (RCA), Trade Specialization Index (TSI), Porter's Five Forces, Porter's Diamond Model, and SWOT analysis provide a comprehensive assessment of the strengths, weaknesses, opportunities, and threats faced by Thai and Japanese packaging firms. The study reveals that both Thailand and Japan possess unique advantages, with Thailand's cost-competitiveness and Japan's focus on innovation and quality offering distinct …
การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร, อุษาสุดา ภูษณสุวรรณศรี
การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร, อุษาสุดา ภูษณสุวรรณศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์การวิจัย ได้แก่ 1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร และ 2. เพื่อนำเสนอรูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้ใช้การวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed Methods Research) โดยใช้เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Modified Priority Need Index หรือ PNI (modified) และการวิเคราะห์เนื้อหา การสังเคราะห์ข้อมูลผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์เป็นดังนี้ 1. สภาพการจัดการศึกษาในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดหลายด้านในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร ทั้งเป้าหมายการจัดการศึกษาการงานอาชีพ ในด้านความรู้ที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ ความรู้ด้านเกษตรกรรม และ ความรู้ด้านอุตสาหกรรม งานช่าง (PNI Modified = 0.17) ด้านทักษะที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ ผู้เรียนสามารถจัดการภาระงานเสร็จตามเวลาที่กำหนด โดยไม่จำเป็นต้องมีคนคอยควบคุม (PNI Modified = 0.19) ด้านเจตคติที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ การจัดการเรียนการสอนมีสอดแทรกเกี่ยวกับ คุณธรรม ด้านความเสียสละในการทำงานเพื่อส่วนรวม และ การจัดการเรียนการสอนมีสอดแทรกเกี่ยวกับหลักการดำรงชีวิตและการทำงาน เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ (PNI Modified = 0.07) ด้านการดำรงชีวิตและครอบครัว ที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ ผู้เรียนมีจิตสำนึกในการทำงาน และใช้ทรัพยากรในการปฏิบัติงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า (PNI Modified = 0.16) และด้านการอาชีพ ที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ ผู้เรียนสามารถอธิบายแนวทางการเลือกอาชีพ และ ผู้เรียนเห็นความสำคัญและมีความกระตือรือร้นในการฝึกวิชาชีพตามความถนัดหรือทำโครงงานสร้างอาชีพ (PNI Modified = 0.14) อีกทั้งการจัดการเรียนการสอนการงานอาชีพ พบว่าระยะเวลาในการจัดการเรียนการสอนไม่เพียงพอ การจัดการเรียนรู้ที่ควรเชื่อมโยงเกี่ยวกับการเรียนรู้และทำงานร่วมกันที่มาจากต่างวัฒนธรรม ควรมีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลาย การวัดและประเมินผลควรมีการบูรณาการเนื้อหาวิชาจากต่างกลุ่มงาน หรือกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ และในรายวิชาที่สอนมีการวัดและประเมินผลการคิดวิเคราะห์ คิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหาของผู้เรียนในสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาผู้เรียน นอกจากนี้สภาพปัญหาด้านภาระงานของครู จำนวนนักเรียนต่อห้องเรียนที่เกิน 20 คน ครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพมีไม่ครบทุกกลุ่มงาน และความพร้อมของสถานที่สื่อการเรียนรู้ 2. รูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร เป็นผลจากการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพอย่างเป็นระบบ รูปแบบดังกล่าวมีความครอบคลุมทั้งในมิติของ …
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียน, สุพีรา ดาวเรือง
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียน, สุพีรา ดาวเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาและกรอบแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียน 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียน 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Methods Design) ประกอบด้วย การวิจัยเชิงเอกสารและเชิงคุณภาพเพื่อสร้างกรอบแนวคิด การวิจัยเชิงปริมาณเพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของกลุ่มตัวอย่าง และการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อพัฒนากลยุทธ์ ประชากรคือ โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ จำนวน 2,343 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างคือโรงเรียนที่ได้จากสุ่ม ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหาร ครู และนักเรียน จำนวนทั้งสิ้น 1,782 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย ได้แก่ แบบประเมินกรอบแนวคิด แบบสอบถาม แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของกลยุทธ์ โดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified) และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล และการจัดสภาพแวดล้อม สื่อและแหล่งเรียนรู้ ส่วนแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียนประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ การเห็นคุณค่าของชีวิต การมีเป้าหมายในการเรียนรู้ การมีอารมณ์เชิงบวก การมีความรู้ความเข้าใจและนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ การมีส่วนร่วมในการเรียนและเลือกเรียนอย่างอิสระ และการมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล 2) ระดับความต้องการจำเป็นโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นมากที่สุดคือ ด้านการวัดและประเมินผล รองลงมาคือ การพัฒนาหลักสูตร การจัดสภาพแวดล้อม สื่อ และแหล่งเรียนรู้ และการจัดการเรียนการสอน จุดแข็งของการบริหารวิชาการตามแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข ได้แก่ การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความรู้และความเข้าใจ การมีเป้าหมายในการเรียนรู้ และการมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล ขณะที่จุดอ่อน ได้แก่ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการเรียนและการเลือกเรียนอย่างอิสระ การเสริมสร้างอารมณ์เชิงบวก และการกำหนดแนวปฏิบัติในการวัดประเมินผล โอกาส ได้แก่ นโยบายภาครัฐที่สนับสนุนคุณภาพชีวิตและความสุขของผู้เรียน ส่วนภาวะคุกคาม ได้แก่ ภาระงานของครูและข้อจำกัดเชิงทรัพยากร 3) กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียน ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก 10 กลยุทธ์รอง …
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท, พรประภา เหล็กกล้า
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท, พรประภา เหล็กกล้า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองศึกษาแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภทก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธ และเปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธ กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จำนวน 50 คน โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เพื่อคัดกรองให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการศึกษาและควบคุมความแปรปรวน แล้วนำมาจับสลากหากลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง หลังจากนั้นคัดเลือกผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้า และจับคู่ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันในด้านเพศ และ คะแนนทางบวก แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 25 คน กลุ่มควบคุม 25 คน กลุ่มทดลองได้รับกิจกรรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าว (KR-20 = .85) แบบวัดการแสดงความโกรธ (α = .81) และแบบประเมินความสามารถในการจัดการกับอาการทางบวก (α = .82) และแบบประเมินอาการทางบวก (α = .83) ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1 (CVI = 1.00) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภทของกลุ่มทดลองภายหลังได้รับการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธต่ำกว่าก่อนได้รับการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภทที่เข้าร่วมโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธต่ำกว่าผู้ป่วยจิตเภทที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
The Effect Of A Protective Behavioral Strategies Program On Alcohol Use Among Adult Men With Hazardous Alcohol Use In The Community, Vietnam, Trieu Van Nhat
The Effect Of A Protective Behavioral Strategies Program On Alcohol Use Among Adult Men With Hazardous Alcohol Use In The Community, Vietnam, Trieu Van Nhat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This randomized controlled trial with a repeated-measures design aimed to compare changes in primary outcome which is alcohol use comprised of both amount (grams/week) and frequency (days/week), and secondary outcomes which are severity of alcohol-related problems and intention to use alcohol among men aged 35-44 with hazardous alcohol use who residing in the community. A total of 104 participants from a rural district in Vietnam who met the inclusion criteria were randomly assigned to either an intervention or control group using blocked randomization with stratification based on education levels, 52 participants for each group. The intervention group received a Protective …
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ, สุนีย์ ยี่สุ่น
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ, สุนีย์ ยี่สุ่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 23 คน ประกอบด้วยกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยวิกฤต กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวม กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารองค์การพยาบาล กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลเฉพาะทางผู้ป่วยวิกฤต และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์เกี่ยวกับสมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วนำมาสร้างแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความสำคัญของข้อคำถามในแต่ละข้อ และขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ แล้วกลับไปให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็นเพื่อสรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับ ทุติยภูมิ ประกอบด้วย 7 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤต 2) ด้านการบริหารยาความเสี่ยงสูงที่ใช้ในผู้ป่วยวิกฤต 3) ด้านการสื่อสารและการประสานงานเพื่อการรักษาพยาบาล 4) ด้านการป้องกันและจัดการกับภาวะแทรกซ้อน 5) ด้านการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตระยะสุดท้าย 6) ด้านการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และ 7) ด้านการจัดการ และควบคุมคุณภาพการดูแลผู้ป่วย ซึ่งพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวม ประกอบด้วยพยาบาลระดับปฏิบัติการ ชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ ที่มีสมรรถนะทั้ง 7 ด้าน แต่รายการสมรรถนะย่อยมีความแตกต่างกันดังนี้ พยาบาลระดับปฏิบัติการ สามารถให้การพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตและปฏิบัติงานอื่นๆ ในระดับพื้นฐาน และอยู่ภายใต้การดูแลของพยาบาลที่มีประสบการณ์มากกว่า พยาบาลระดับชำนาญการ สามารถนำความรู้เชิงลึกมาใช้ในการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตที่มีภาวะซับซ้อนและปฏิบัติงานร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ พยาบาลระดับชำนาญการพิเศษ สามารถนำความรู้เชิงลึกมาใช้ในการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตที่มีภาวะยุ่งยากและซับซ้อน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และพัฒนาคุณภาพการพยาบาลจากหลักฐานเชิงประจักษ์ได้
Association Of Genetic Polymorphisms With Clinical Characteristics And Survival Of Hepatocellular Carcinoma Patients With Or Without Metabolic Dysfunction-Associated Steatotic Liver Disease (Masld), Theint Cho Zin Aung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The influence of single-nucleotide polymorphisms (SNPs) on hepatocellular carcinoma (HCC) in terms of etiological factors remains to be explored. This study evaluated the distribution of PNPLA3 rs738409, TM6SF2 rs58542926, and HSD17B13 rs6834314 and overall survival of HCC patients with metabolic dysfunction-associated steatotic liver disease (MASLD-HCC) and viral-related HCC (VIRAL-HCC). In this study, 564 patients with HCC were included: 254 with MASLD-HCC and 310 with VIRAL-HCC. The SNPs were determined by real-time PCR using TaqMan assays. Results: The mean ages of patients with MASLD-HCC and VIRAL-HCC were 68.4 vs. 60.9 years (p < 0.001), with a significant difference between groups. The prevalence of PNPLA3 genotype GG in MASLD-HCC was significantly higher in MASLD-HCC than in VIRAL-HCC (24.0 % vs. 15.5%; OR = 1.86; 95% CI = 1.14–3.05; p = 0.009). Similarly, the prevalence of TM6SF2 genotype TT in MASLD-HCC and VIRAL-HCC was 7.1% vs. 2.6% (OR = 3.39; 95% CI = 1.36–9.21; p = 0.003), while HSD17B13 genotype GG in the corresponding groups was 7.1% vs. 12.6% (OR = 0.53; 95 % CI = 0.27–1.01; p = 0.039). The overall median survival of MASLD-HCC was significantly shorter than the VIRAL-HCC group (42 vs. 66 months; p = 0.035). In Cox regression hazard analysis, HSD17B13 GG genotype was significantly associated with a lower mortality rate in MASLD-HCC (HR = 0.38 ; 95% CI = 0.18–0.81; p = 0.011). In contrast, PNPLA3 and TM6SF2 were not associated with overall survival in patients with MASLD-HCC or VIRAL-HCC. Conclusions: These data demonstrated that the prevalence of the studied SNPs significantly differed between MASLD-HCC and VIRAL-HCC. The HSD176B13 GG genotype was also associated with a survival benefit in Thai patients with MASLD-HCC.
Crosstalk Between Cytokines And The Diverse Pattern Of Tumor Immune Microenvironment (Time) In Egfr Mutant Advanced Stage Non-Small Cell Lung Cancer Receiving Egfr Tyrosine Kinase Inhibitor, Sorawich Kuendee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Introduction: Although EGFR-TKI therapy significantly improves outcomes in patients with EGFR-mutant advanced NSCLC, inter-individual variability in treatment response remains a major challenge. One potential contributing factor is the tumor immune microenvironment (TIME), which plays a critical role in tumor behavior and may influence therapeutic efficacy. However, the relationship between baseline cytokine profiles and TIME features in this patient population remains unclear. Methods: Prospective observational study involving patients with advanced EGFR-mutant NSCLC receiving first-line EGFR-TKI therapy. Baseline cytokine levels were measured using the Bio-Plex Pro™ Human 27-Plex Cytokine Assay. Immunohistochemistry was used to evaluate CD8⁺ TILs and PD-L1 expression. The primary …
Scalp Fast Oscillation As A Predictor For Epilepsy In Critically Ill Patients With Periodic Discharges, Kongpop Sutantikorn
Scalp Fast Oscillation As A Predictor For Epilepsy In Critically Ill Patients With Periodic Discharges, Kongpop Sutantikorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Introduction: Periodic discharges (PDs) in critically ill patients due to diverse pathologies are not uncommon and carry varied prognosis. Scalp fast oscillations (SFOs) have been increasingly studied its association with clinical outcomes in many conditions. However, none has assessed its values in prognostication of the critically ill patients. Objectives: To assess the prognostic values of SFOs in prediction of short and long-term clinical outcomes in critically ill patients with PDs. Materials and Methods: All patients aged > 15 years with detection of PDs during 2014-2022 were recruited. Converted electroencephalography (EEG) files to the standard format were used for analysis. Time-frequency analysis …
Roles Of Mtor Complex 2 Signaling In The Sphingolipid Production Of Brain Cancer Cell Lines, Nuanwan Songcharoen
Roles Of Mtor Complex 2 Signaling In The Sphingolipid Production Of Brain Cancer Cell Lines, Nuanwan Songcharoen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Gliomas, which include low- and high-grade types, represent a particularly aggressive form of primary brain tumor, especially glioblastoma (GBM). Metabolic reprogramming in lipid metabolism supports cell proliferation; alterations in the sphingolipid pathway, elevated glucosylceramide (GlcCer) levels through glucosylceramide synthase (GCS), promote the production of glycosphingolipids, which serve as building blocks for cancer cells. Furthermore, mTORC2, which is a kinase protein, contributes to lipid metabolism. Thus, the study aims to investigate the roles of mTORC2 signaling in lipid metabolism through lipid accumulation, which was reduced with AZD8055 treatment as the mTORC2 inhibitor. Additionally, p-AKT (S473), which is downstream of mTORC2, was …
Perception, Awareness, And Practices Toward The Pm2.5 During The Air Pollution Episode Among Chinese Students In Bangkok And Vicinity, Thailand: A Cross-Sectional Study, Jiali Chen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Air pollution poses a significant public health threat to urban populations worldwide. Mobile groups such as international students face unique vulnerabilities, but their risk adaptation capacity remains understudied. This study assessed awareness, perception, and protective measures of PM2.5 among Chinese international students in Bangkok and its vicinity. This study used a validated scale to conduct a cross-sectional survey of 393 participants. The results revealed that while students exhibited a high level of risk perception regarding air pollution (mean score: 48.0 ± 7.6), their awareness was relatively low (mean score: 6.3 ± 2.9), with only 3.8% of respondents demonstrating "high awareness". …
Effectiveness Of Parent-Focused Switch Program For Increasing Fruit And Vegetable Consumption Among Elementary School Students In Yangon, Myanmar: Quasi-Experimental Study, Htet Myat Aung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Fruit and vegetable consumption will enhance human health because of their nutritional composition. A balanced diet should consist of at least 400g (5 servings) of fruits and vegetables per day according to the World Health Organization (WHO). Inadequate consumption of fruits and vegetables was linked to 19% of gastrointestinal cancer, 31% of ischemic heart disease, and 11% of strokes globally. Additionally, there were 26.7 million (1.8%) DALYs and 2.7 million (4.9%) deaths due to poor fruit and vegetable intake. This study assessed the effectiveness of Switch program on increasing fruit and vegetable consumption among elementary school students in Yangon, …
Effects Of Water Chemistry On Interaction Between Organic Contaminants And Microplastics And Their Passage In Microfiltration Membrane, Chutiporn Inchana
Effects Of Water Chemistry On Interaction Between Organic Contaminants And Microplastics And Their Passage In Microfiltration Membrane, Chutiporn Inchana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The agricultural activity is a critical source of organic contaminants and microplastics (MPs). Typically, the agricultural soil is contaminated by an abundance of MPs, leaching chemicals during weathering process, and pesticides, which subsequently end up in surface water through agricultural runoff. Polymers that are most frequently used in crop production and detected in surface water are PE and PET MPs. Bisphenol (A) and atrazine are frequently detected in surface water. Nevertheless, the fate and distribution of organic pollutants in water treatment as a consequent on MP-aided transport is constrained by little knowledge on photoaged PE and PET MPs. In this …
Determination Of Nutrients Digestibility In Commercial Dry Dog Food Containing Various Protein Sources, Phuong Anh Ta
Determination Of Nutrients Digestibility In Commercial Dry Dog Food Containing Various Protein Sources, Phuong Anh Ta
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study evaluated the nutritional adequacy and digestibility of commercial dry dog foods formulated with different protein sources (animal versus plant) and market tiers (premium versus economy). Eight commercial dog foods were analyzed for nutrient composition and amino acid profiles using proximate analysis and high-performance liquid chromatography (HPLC). Of these, four representative products were selected to assess digestibility through in vivo total fecal collection in Beagle dogs and in vitro digestion assays. All products exceeded 18% crude protein (the minimum crude protein requirement by AAFCO). However, deficiencies were examined in essential amino acids, particularly leucine, isoleucine, methionine, lysine, tryptophan, valine …
ความท้าทายในการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต (Living Will) ในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน, รัตติยา ไชยชมภู
ความท้าทายในการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต (Living Will) ในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน, รัตติยา ไชยชมภู
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ผู้ป่วยอาจไม่สามารถสื่อสารหรือตัดสินใจเองได้ การตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลรักษามักตกไปอยู่กับผู้อื่น ซึ่งอาจไม่ใช่สิ่งที่ผู้ป่วยปรารถนา จะดีกว่าหรือไม่หากผู้ป่วยมีการวางแผน
และเลือกแนวทางการดูแลรักษาในช่วงสุดท้ายของชีวิตไว้ล่วงหน้าด้วยการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต (living will) ซึ่งนับว่ามีความท้าทายเป็นอย่างมากในกลุ่มผู้ที่เป็นมะเร็งที่แตกต่างออกไปจากกลุ่มโรคอื่นเป็นอย่างมาก บทความนี้นำเสนอ ผ่านการทบทวนวรรณกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายถึงความท้าทายในหลากหลายแง่มุม อุปสรรคของผู้ที่เป็นมะเร็งที่มีผลต่อการทำหนังสือแสดงเจตนาฯ และอธิบายถึงบทบาทของผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ หนึ่งในนั้นคือบทบาทของพยาบาล ในการสนับสนุนการตัดสินใจเลือกแนวทางการดูแลตนเอง
ล่วงหน้าของผู้ที่เป็นมะเร็ง ด้วยพื้นฐานของข้อมูลการเจ็บป่วย ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการ ทำหนังสือแสดงเจตนาฯ เพื่อสนับสนุน อำนวยความสะดวกให้ได้รับการรักษา การพยาบาล และการดูแลจากครอบครัว ตามเจตนาของผู้ป่วย อันจะนำไปสู่การพัฒนาขับเคลื่อนประเด็นการทำหนังสือแสดงเจตนาฯในการรักษาในวาระสุดท้ายของชีวิต ให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้างของบุคคลในสังคมต่อไป และเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกชีวิต
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของผู้สูงอายุ, เสาวนีย์ โสบุญ, ดรุณี ใจสว่าง
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของผู้สูงอายุ, เสาวนีย์ โสบุญ, ดรุณี ใจสว่าง
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของผู้สูงอายุ
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนาแบบศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนาย
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้น อาศัยอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 384 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสัมภาษณ์พฤติกรรมตามแผน แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ
ผลการศึกษา: 1) พฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ในระดับดี ( = 54.51, SD = 7.91) 2) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (ß = .515, p< .001) และความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรม (ß = .365, p < .001) สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของผู้สูงอายุ ได้ร้อยละ 61.8
สรุป: ผลการศึกษานี้สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการพัฒนาโปรแกรมเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในผู้สูงอายุ
บทบาทพยาบาลในการดููแลสตรีที่มีภาวะซึึมีเศร้าในระยะ ต้งครรภ์ ระยะคลอดู และระยะหล้งคลอดู, ณัฏยา อ่อนผิว, ประไพรัตน์ แก้วศิริ, ชวาลา บัวหอม, โยธกา ภาคี, เจนจิรา คัณทักษ์
บทบาทพยาบาลในการดููแลสตรีที่มีภาวะซึึมีเศร้าในระยะ ต้งครรภ์ ระยะคลอดู และระยะหล้งคลอดู, ณัฏยา อ่อนผิว, ประไพรัตน์ แก้วศิริ, ชวาลา บัวหอม, โยธกา ภาคี, เจนจิรา คัณทักษ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
ปัจจุบันอุบัติการณ์การเกิดภาวะซึมเศร้ามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้น ในกลุ่มสตรีที่กำลังอยู่ในระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด และระยะหลังคลอด ซึ่งภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบที่รุนแรงทั้งด้านร่างกาย ด้านจิตใจของผู้ที่เป็นมารดา ส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ส่งผลกระทบต่อการปรับบทบาทในการเป็นมารดาและสัมพันธภาพระหว่างมารดาและทารก รวมทั้ง ส่งผลกระทบต่อสัมพันธภาพระหว่างคู่สมรสและสัมพันธภาพในครอบครัว ดังนั้นพยาบาลจึงควรมีความรู้ความเข้าใจและให้ความสำคัญกับการพยาบาลสตรีที่มีภาวะซึมเศร้าตั้งแต่ในระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด และระยะหลังคลอด โดยป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับสตรีที่มีภาวะซึมเศร้าตั้งแต่ในระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด และระยะหลังคลอดเพื่อให้สตรีที่มีภาวะซึมเศร้าสามารถใช้ชีวิตในสังคมและดำรงบทบาท การเป็นมารดาได้อย่างมีความสุข
ผลของโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะต่ออาการซึมเศร้า ของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, พรประเสริฐ แก้วคำ, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
ผลของโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะต่ออาการซึมเศร้า ของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, พรประเสริฐ แก้วคำ, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน
รูปแบบการวิจัย: งานวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ โดยได้รับการสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 คู่ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าเป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) โปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะผู้สูงอายุโรคซึมเศร้า และ 2) แบบประเมินภาวะซึมเศร้าของเบคฉบับภาษาไทย มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ .81 และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที
ผลการวิจัย: 1) คะแนนเฉลี่ยอาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชนที่ได้โปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะน้อยกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) คะแนนเฉลี่ยอาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชนกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุปผลของ: ผลของโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะสามารถลดอาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชนได้ และดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง, ชนกนันท์ คันธะยันต์, ศกุนตลา อนุเรือง, ศิริพันธุ์ สาสัตย์
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง, ชนกนันท์ คันธะยันต์, ศกุนตลา อนุเรือง, ศิริพันธุ์ สาสัตย์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้า การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การรับรู้ความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม ระดับการศึกษาทางโลก ระดับการศึกษาทางธรรม และดัชนีมวลกาย กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง
รูปแบบการวิจัย: เชิงพรรณนาสหสัมพันธ์
วิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ พระสงฆ์โรคความดันโลหิตสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสงฆ์ 84 รูป เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมิน ภาวะซึมเศร้า แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตน แบบสอบถามการรับรู้ความเจ็บป่วย แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .84, .81, .86, .87, .88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและพอยท์ไบซีเรียล
ผลการศึกษา: ประมาณ 1 ใน 3 ของพระสงฆ์ฯ เท่านั้น (ร้อยละ 38.1) ที่มีความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองระดับ 4 คือ มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ และคงไว้ได้ แม้อยู่ในสภาวะกดดัน โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง ได้แก่ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การรับรู้ความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม และระดับการศึกษาทางโลก (r = .736, r = .659, r = .386, r = .295 ตามลำดับ) ส่วนภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์ทางลบกับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง (r = -.765) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05
สรุป: การส่งเสริมความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์ อาจพิจารณานำปัจจัยที่มีความสัมพันธ์จากการค้นพบในการศึกษานี้ เป็นแนวทางในการสร้างโปรแกรมส่งเสริมความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูงต่อไป
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเหนื่อยหน่ายของคู่ชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตเภท, อภิวาท ศรีกาส, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเหนื่อยหน่ายของคู่ชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตเภท, อภิวาท ศรีกาส, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความเหนื่อยหน่ายของคู่ชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตเภท และปัจจัยสัมพันธ์ระหว่าง เพศ ระยะเวลาในการดูแลผู้ป่วย ความเครียด การสนับสนุนทางสังคม สัมพันธภาพผู้ป่วยกับคู่ชีวิต ภาระการดูแลผู้ป่วย การรับรู้การถูกตีตรา อาการทางบวก และอาการทางลบ กับความเหนื่อยหน่ายของคู่ชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตเภท
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงบรรยายหาความสัมพันธ์
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ คู่ชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตเภทที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวชและโรงพยาบาลที่มีแผนกผู้ป่วยนอกจิตเวช ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 180 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความเหนื่อยหน่าย แบบวัดความเครียด แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบประเมินสัมพันธภาพผู้ป่วยกับคู่ชีวิต แบบประเมินภาระการดูแลผู้ป่วย แบบประเมินการรับรู้การถูกตีตรา แบบประเมินอาการทางบวก และแบบประเมินอาการทางลบผู้ป่วยโรคจิตเภท วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณาและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน
ผลการวิจัย: ระดับความเหนื่อยหน่ายทั้ง 3 ด้าน พบว่า ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์อยู่ในระดับต่ำ ( = 11.02, SD = 10.83) ด้านการมองข้ามความเป็นบุคคลของผู้ป่วยและผู้อื่นอยู่ในระดับปานกลาง( = 6.36, SD = 8.06) และด้านความไม่สมหวังในผลสำเร็จของผู้ดูแลอยู่ในระดับสูง ( = 13.45, SD=9.64) การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ กับความเหนื่อยหน่ายมีค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนี้ สัมพันธภาพผู้ป่วยกับคู่ชีวิต และการสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางลบ (r = -.378 และ -.154 ตามลำดับ) อาการทางลบของผู้ป่วยโรคจิตเภทมีความสัมพันธ์ทางบวก (r = .305) อาการทางบวกของผู้ป่วยโรคจิตเภทมีความสัมพันธ์ทางบวก (r = .509) ภาระการดูแลผู้ป่วยและการรับรู้การถูกตีตราของคู่ชีวิตมีความสัมพันธ์ทางบวก (r = .779 และ .711 ตามลำดับ) ความเครียดมีความสัมพันธ์ทางบวก (r = .819) เพศและระยะเวลาในการดูแลผู้ป่วย ไม่มีความสัมพันธ์
สรุป: ผลการวิจัยสามารถนำไปวางแผนการจัดกิจกรรมเพื่อลดปัจจัยที่ส่งผลต่อความเหนื่อยหน่ายของคู่ชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตเภทต่อไป
บทบาทพยาบาลในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะเซพซิสขณะเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤติ, ณัฏฐณิชา สิงห์จาน
บทบาทพยาบาลในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะเซพซิสขณะเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤติ, ณัฏฐณิชา สิงห์จาน
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
ภาวะเซพซิส คือ ภาวะคุกคามต่อชีวิต ต้องได้รับการดูแลในหอผู้ป่วยวิฤต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ใช้เวลาในการรักษาตัวนาน และมีอัตราการเสียชีวิตสูงเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า ประกอบกับปัจจัยทางด้านกระบวนการสูงอายุ ได้แก่ ระบบภูมิคุ้มกันลดลงและระบบร่างกายมีการเสื่อมถอย และลักษณะสำคัญที่พบได้ในผู้สูงอายุคือ อาการและอาการแสดงไม่เฉพาะเจาะจง เช่น ไม่มีไข้ ภาวะสับสนเฉียบพลัน รับประทานอาหารได้ลดลง และอ่อนเพลีย เป็นต้น ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนและรุนแรง การคัดกรองเพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและรวดเร็วจะสามารถช่วยลดภาวะอวัยวะในร่างกายล้มเหลวหลายระบบและอัตราการเสียชีวิต ดังนั้นพยาบาลวิกฤติต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะเซพซิส ซึ่งต้องได้รับการดูแลจากพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้รับการคัดกรองอย่างรวดเร็ว วินิจฉัยที่ถูกต้อง และได้รับการรักษาที่มีมาตรฐาน อีกทั้งทำให้ผู้ป่วยปลอดภัยและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดค่าไอเอ็นอาร์ที่สูงเกินเป้าหมายในผู้ป่วยที่ได้ยาวาร์ฟารินที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน, รติยา รุ่งเรือง
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดค่าไอเอ็นอาร์ที่สูงเกินเป้าหมายในผู้ป่วยที่ได้ยาวาร์ฟารินที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน, รติยา รุ่งเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดค่าไอเอ็นอาร์ที่สูงเกินเป้าหมายในผู้ป่วยที่รักษาด้วยวาร์ฟารินและเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน และ (2) เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของค่าไอเอ็นอาร์ขณะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เมื่อแบ่งกลุ่มตามค่าการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย วิธีการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังจากเหตุไปหาผลในผู้ป่วยที่ได้รับยาวาร์ฟารินที่แผนกผู้ป่วยใน เข้ารับรักษาด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ระหว่าง 1 มกราคม พ.ศ. 2558 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2566 วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดค่าไอเอ็นอาร์มากกว่า 4 ด้วยสถิติการถดถอยโลจิสติคพหุคูณ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p
ผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, รดา วงษ์ศรี
ผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, รดา วงษ์ศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ขณะเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์คุณสมบัติ แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 22 คน จับคู่ให้มีความใกล้เคียงกันในเรื่องเพศและอายุ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับ โปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหยต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ระยะเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินแบบสอบถามภาวะซึมเศร้า และ เครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบบันทึกการใช้น้ำมันหอมระเหย มีค่าสัมประสิทธิ์ของครอนบาค 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติt – test โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหยต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 7.35 ,df = 21 ,p = .000 ) 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 (t = 1.75 ,df = 42 ,p = .04 )
ปัจจัยทางสังคมที่เป็นตัวกำหนดสุขภาพจิตของประชากรไทย: การวิเคราะห์พหุระดับ, สรพงษ์ เจริญกฤตยาวุฒิ
ปัจจัยทางสังคมที่เป็นตัวกำหนดสุขภาพจิตของประชากรไทย: การวิเคราะห์พหุระดับ, สรพงษ์ เจริญกฤตยาวุฒิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ภาวะสุขภาพจิตของประชากรไทย และปัจจัยระดับบุคคลและระดับชุมชนที่มีความสัมพันธ์กับการมีสุขภาพจิตที่ดีของประชากรไทย การวิจัยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการการสำรวจสภาวะทางสังคม วัฒนธรรม และสุขภาพจิต พ.ศ.2561 จัดเก็บโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งเป็นการสำรวจระดับประเทศที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป การวิเคราะห์คัดเลือกเฉพาะตัวอย่างที่ตอบคำถามในประเด็นที่เกี่ยวกับสุขภาพจิตด้วยตนเอง รวมจำนวนทั้งสิ้น 27,147 ราย อาศัยอยู่ใน 1,989 ชุมชน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและ การวิเคราะห์พหุระดับแบบโลจิสติกแบบทวิผลการศึกษาพบว่า ประชากรไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปเกือบร้อยละ 80 เป็นผู้ที่มีภาวะสุขภาพจิตดี ตามเกณฑ์วัดสุขภาพจิตของคนไทยฉบับสั้น (Thai Mental Health Indicator-15: TMHI-15) ตัวแปรระดับบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส สถานภาพการทำงาน จำนวนสมาชิกในครัวเรือน สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ความสัมพันธ์และความผูกพันภายในครัวเรือน การรับรู้สุขภาพกายของตนเอง ความเชื่อตามหลักคำสอนทางศาสนา การปฏิบัติตนตามหลักศาสนา และคุณธรรมในการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการมีสุขภาพจิตที่ดีของประชากรไทย ในระดับชุมชน พบว่า สัดส่วนของประชากรที่มีภาวะสุขภาพจิตดีในชุมชน และค่าเฉลี่ยสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในชุมชนมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการมีสุขภาพจิตที่ดีของประชากรไทย การศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันทางด้านสุขภาพจิตของประชากรในกลุ่มต่าง ๆ และแนวทางในการส่งเสริมภาวะสุขภาพจิตของประชากรผ่านปัจจัยทางสังคมและสภาพแวดล้อมของครัวเรือนและชุมชน
The Impact Of Internationalization On Cash Holdings: Evidence From Southeast Asia, Suparat Patarasupanit
The Impact Of Internationalization On Cash Holdings: Evidence From Southeast Asia, Suparat Patarasupanit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research examines the impact of internationalization on cash holdings among multinational corporations (MNCs) in Southeast Asia (SEA), focusing on the roles of geographic dispersion, intangible assets, and managerial ownership. The study highlights how international operations influence corporate liquidity strategies in the presence of heightened information asymmetry. This study employs 1,431 firm-year observations from 2017 to 2021 and dynamic panel model to test hypotheses. The findings indicate that geographic dispersion and intangible assets increase cash holdings, affirming Pecking Order Theory. Conversely, their interaction unexpectedly reduces cash holdings, suggesting that complexities prompt more conservative liquidity management. Also, increased managerial ownership results …
Identification Of A New Human Disease Gene For Dilated Cardiomyopathy (Dcm), Rutairat Wongong
Identification Of A New Human Disease Gene For Dilated Cardiomyopathy (Dcm), Rutairat Wongong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Pathogenic BAG5 variants recently linked to dilated cardiomyopathy (DCM) prompt further investigation into phenotypic, mutational, and pathomechanistic aspects. We explored the clinical and molecular characteristics of DCM associated with BAG5 variants, uncovering the consistently severe manifestation of the disease and its impact on the endoplasmic reticulum (ER) stress response. Analysis involved three siblings affected by DCM, along with their four unaffected siblings and consanguineous parents. Exome and Sanger sequencing identified a novel BAG5 variant, c.444_445delGA (p.Lys149AsnfsTer6), homozygous in affected siblings and heterozygous in parents and unaffected siblings. We generated heterozygous and homozygous Bag5 point mutant knock-in (KI) mice and evaluated …
อิทธิพลของคุณภาพเทคโนโลยีและการยอมรับเทคโนโลยีประกันชีวิตต่อแนวโน้มการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชัน, ดวงหทัย วุฒิทวีวัฒน์
อิทธิพลของคุณภาพเทคโนโลยีและการยอมรับเทคโนโลยีประกันชีวิตต่อแนวโน้มการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชัน, ดวงหทัย วุฒิทวีวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยคุณภาพเทคโนโลยีที่มีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีการประกันชีวิต InsurTech และศึกษาระดับการยอมรับเทคโนโลยีและแนวโน้มการตัดสินใจซื้อการประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชัน โดยวิเคราะห์ความสอดคล้องโมเดลของคุณภาพเทคโนโลยี และการยอมรับเทคโนโลยีการประกันชีวิต InsurTech ต่อแนวโน้มการตัดสินใจซื้อการประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชัน และศึกษาอิทธิพลของคุณภาพเทคโนโลยีและการยอมรับเทคโนโลยีการประกันชีวิต InsurTech ต่อแนวโน้มการตัดสินใจซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชันของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 300 คนที่ผ่านการเลือกแบบเจาะจง ซึ่งกลุ่มตัวอย่างนี้เป็นผู้บริโภคที่เคยใช้เทคโนโลยี InsurTech ผ่านแอปพลิเคชัน และใช้การวิเคราะห์สมการโครงสร้างและการทดสอบเส้นทางอิทธิพล โดยผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยคุณภาพเทคโนโลยีในภาพรวมมีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีการประกันชีวิต InsurTech ในระดับมาก ( x̄ = 4.16) ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยี InsurTech ในภาพรวมในระดับมาก ( x̄ = 4.25) และแนวโน้มการตัดสินใจซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชันในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( x̄ = 4.26) โมเดลคุณภาพเทคโนโลยี และการยอมรับเทคโนโลยีการประกันชีวิต InsurTech ต่อแนวโน้มในการตัดสินใจซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชันของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และคุณภาพเทคโนโลยีและการยอมรับเทคโนโลยีการประกันชีวิต InsurTech มีอิทธิพลทางตรงต่อแนวโน้มในการตัดสินใจซื้อการประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
A Chemistry-Transport Model Study For Source Contributions Of Pm2.5 And Its Implications For Southeast Asia Regional Haze Management Policy, Abdul Wahab
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
PM2.5 pollution is a persistent issue in Southeast Asia. In response, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) launched the Second Hazefree Roadmap (2023-2030) to alleviate this issue. This roadmap can be an important institutional measure to reduce PM2.5 pollution regionally; however, it largely centres on biomass burning and does not comprehensively tackle other sources. This study aims to quantify the contributions of three key sectors—biomass burning, transport, and industry—to PM2.5 pollution. In addition, for the focus of Thailand, the study assesses transboundary PM2.5 pollution coming into Thailand. We employ the GEOS-Chem chemistry transport model, a widely used global model …
กลวิธีการออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองบัณฑิตในวิถีชีวิตใหม่สำหรับนิสิตนักศึกษาหอพักมหาวิทยาลัย, ธิภาดา สารปรัง
กลวิธีการออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองบัณฑิตในวิถีชีวิตใหม่สำหรับนิสิตนักศึกษาหอพักมหาวิทยาลัย, ธิภาดา สารปรัง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องกลวิธีการออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองบัณฑิตในวิถีชีวิตใหม่สำหรับนิสิต นักศึกษาหอพักมหาวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและผลลัพธ์ที่คาดหวังของกลวิธีการจัดกิจกรรมนิสิตนักศึกษาของหอพักมหาวิทยาลัย (2) เพื่อพัฒนากลวิธีต่างๆสำหรับการทำกิจกรรมนิสิตนักศึกษาของหอพักมหาวิทยาลัยที่รองรับการทำกิจกรรมในวิถีชีวิตใหม่ (3) เพื่อประเมินกลวิธีต่างๆ สำหรับการทำกิจกรรมนิสิตนักศึกษาของหอพักมหาวิทยาลัยเพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองบัณฑิตในวิถีชีวิตใหม่ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 315 คน ประกอบด้วย (1) ตัวแทนผู้จัดกิจกรรมหรือผู้รับผิดชอบกิจกรรมโดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) จาก 15 สถาบัน รวมจำนวน 15 คน (2) นิสิตนักศึกษาผู้เคยเข้าร่วมกิจกรรมโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) รวมจำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช่ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกข้อมูลการสัมภาษณ์ และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงบรรยายคือค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1. กลวิธีการออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองบัณฑิตในวิถีชีวิตใหม่สำหรับนิสิต นักศึกษาหอพักมหาวิทยาลัยนั้น ประกอบด้วย เอกลักษณ์ (Identity) ในการจัดกิจกรรมหอพักสามารถเชื่อมโยงกับกิจกรรมย่อย 2 กลุ่ม คือ กิจกรรมย่อยทั่วไป (Generic) คือ กิจกรรมย่อยที่ทุกโครงการมีการจัดกิจกรรมคล้าย ๆ กัน มีกลวิธีการจัดกิจกรรมในลักษณะเดียวกัน ประกอบด้วย 4 กิจกรรมย่อย คือ การประชาสัมพันธ์ การลงทะเบียน การรับประทานอาหาร และการสรุปโครงการ กิจกรรมย่อยเฉพาะ (Specific/ Core) คือ กิจกรรมย่อยซึ่งเป็นกิจกรรมหลักที่เกิดขึ้นในวันจัดกิจกรรม กิจกรรมย่อยเฉพาะจะเป็นอีกหนึ่งตัวกำหนดชื่อโครงการหรือกิจกรรม โดยผู้วิจัยแบ่งกลุ่มกิจกรรมย่อยเฉพาะตามลักษณะการจัดกิจกรรมได้ 4 กลุ่มดังนี้ การให้ข้อมูล การสร้างทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การสร้างนิสัย/การเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขัน กิจกรรมเพื่อความบันเทิง ประสบการณ์การจัดกิจกรรม (Activities Experiences) สามารถแบ่งกลวิธีในการจัดกิจกรรมได้ 2 รูปแบบคือ กลวิธีแบบออนไซต์และออนไลน์ ประสบการณ์พลเมือง (Civic Experience) คือการหาค่าความเสี่ยงจากกลวิธีในการจัดกิจกรรมเพื่อให้สามารถวางแผนและจัดการความเสี่ยงในจัดกิจกรรมในหอพักนิสิตนักศึกษาได้2. กลวิธีการออกแบบกิจกรรมหอพักนิสิตนักศึกษาตามองค์ประกอบที่กล่าวมาข้างต้น ได้นำไปสร้างแบบจำลองการจัดกิจกรรมโดยใช้ ซอฟต์แวร์สนับสนุนการสร้างโครงการหรือกิจกรรมหอพัก เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลและวิธีการส่งต่อการทำกิจกรรมหอพักต่อไป
A Market Strategy Analysis Of Doi Kham Company, Cholachai Sirisawat
A Market Strategy Analysis Of Doi Kham Company, Cholachai Sirisawat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This article is conceived with the objective of utilizing data from Doi Kham Food Products Company Limited as the focal point of research. It delves into market narratives and comprehensive market data, as well as the growth trajectory of the company in accordance with the royal initiatives of His Majesty King Bhumibol Adulyadej (King Rama IX). His Majesty's aspirations aimed to alleviate the hardships faced by rural communities in the highlands of Northern Thailand, transitioning towards a company engaged in the production and procurement of agricultural products, supplying both domestic and international markets with stability and concurrent growth in agriculture. …