Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 1411 - 1440 of 17317

Full-Text Articles in Entire DC Network

ผลของโปรแกรมการฝึกทักษะที่มุ่งสร้างความสุขแบบผสมผสานต่อภาวะสิ้นยินดีในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ประภาลักษณ์ แสนล้อม Jan 2024

ผลของโปรแกรมการฝึกทักษะที่มุ่งสร้างความสุขแบบผสมผสานต่อภาวะสิ้นยินดีในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ประภาลักษณ์ แสนล้อม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกทักษะที่มุ่งสร้างความสุขแบบผสมผสานต่อภาวะสิ้นยินดีในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า กลุ่มตัวอย่าง คือผู้ป่วยโรคซึมเศร้าชายและหญิง อายุระหว่าง 20-59 ปี ที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ จังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 64 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 32 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการฝึกทักษะที่มุ่งสร้างความสุขแบบผสมผสาน ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการฝึกทักษะที่มุ่งสร้างความสุขแบบผสมผสาน 2) แบบประเมินภาวะสิ้นยินดี 3) แบบวัดการมุ่งสร้างความสุข เครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยแบบประเมินภาวะสิ้นยินดี และแบบวัดการมุ่งสร้างความสุข มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และ .98 ตามลำดับ นอกจากนี้ ตรวจสอบความเที่ยงได้เท่ากับ .94 และ .87 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) ค่าคะแนนเฉลี่ยภาวะสิ้นยินดีของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในกลุ่มทดลอง หลังเข้าร่วมโปรแกรมการฝึกทักษะที่มุ่งสร้างความสุขแบบผสมผสาน ต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการฝึกทักษะที่มุ่งสร้างความสุขแบบผสมผสาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=15.854, df=28, p


ผลของการใช้โปรแกรมการให้บริการผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกโดยแนวคิดลีนร่วมกับโมบายแอปพลิเคชันต่อความพึงพอใจในบริการพยาบาลห้องตรวจโรคจักษุกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, ศตพร ชัยชนะ Jan 2024

ผลของการใช้โปรแกรมการให้บริการผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกโดยแนวคิดลีนร่วมกับโมบายแอปพลิเคชันต่อความพึงพอใจในบริการพยาบาลห้องตรวจโรคจักษุกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, ศตพร ชัยชนะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นลักษณะกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมการให้บริการผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกโดยแนวคิดลีนร่วมกับโมบายแอปพลิเคชันและเพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจในบริการพยาบาลของผู้ป่วย ระหว่างกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการบริการผ่าตัดต้อกระจกตามปกติ กับกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับโปรแกรมการให้บริการผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกโดยแนวคิดลีนร่วมกับโมบายแอปพลิเคชัน ห้องตรวจโรคจักษุกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กลุ่มตัวอย่าง คือกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคต้อกระจกทั้งเพศหญิงและเพศชายที่เข้ารับการบริการผ่าตัดต้อกระจกตามคุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด จำนวน 40 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวนกลุ่มละ 20 คน จัดเข้ากลุ่มโดยวิธีการจับคู่ (Matched pair) ในด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา และจำนวนครั้งในการผ่าตัดต้อกระจก เพื่อให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการให้บริการผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกโดยแนวคิดลีนร่วมกับโมบายแอปพลิเคชัน 2) แบบประเมินความพึงพอใจในบริการพยาบาล เครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน แบบประเมินความพึงพอใจได้ค่าความตรง .86 และตรวจสอบความเที่ยง ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค .98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (Independent t-test statistic) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ความพึงพอใจในบริการพยาบาลของผู้ป่วยที่เข้ารับโปรแกรมการให้บริการผ่าตัดต้อกระจกโดยแนวคิดลีนร่วมกับโมบายแอปพลิเคชัน สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการบริการผ่าตัดต้อกระจกตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ต่อองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาของผู้สูงอายุหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า, สลิลทิพย์ ดีดพิณ Jan 2024

ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ต่อองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาของผู้สูงอายุหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า, สลิลทิพย์ ดีดพิณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดผลซ้ำ (วันที่ 5 และสัปดาห์ที่ 6 หลังผ่าตัด) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ต่อองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาในผู้สูงอายุหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม กลุ่มตัวอย่าง 48 ราย (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลตำรวจ ระหว่างเดือนสิงหาคม–ธันวาคม 2567 แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองเท่ากัน 24 ราย จับคู่ด้วยอายุและลักษณะพื้นฐาน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น เครื่องมือทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ เครื่องมือวัดองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า และแบบประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา มีความเที่ยงด้วยวิธีวัดความเท่าเทียมกัน เท่ากับ 1 และ 0.92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย และการทดสอบที กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. กลุ่มทดลองมีองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาเฉลี่ย ในสัปดาห์ที่ 6 สูงกว่า วันที่ 5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) 2. กลุ่มทดลองมีองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาเฉลี่ย สูงกว่ากลุ่มควบคุมในวันที่ 5 และสัปดาห์ที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง, บุญสิตา ทิงาเครือ Jan 2024

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง, บุญสิตา ทิงาเครือ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอาการไม่พึงประสงค์และปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง ได้แก่ เพศ อายุ ตำแหน่งของเนื้องอกสมอง ภาวะโรคร่วม กิจกรรมทางกาย ภาวะโภชนาการ ความเข้มแข็งทางใจ และแรงสนับสนุนทางสังคม กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมองที่ได้รับการผ่าตัดไม่เกิน 6 เดือน ทั้งเพศชายและหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอก จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันประสาทวิทยา จำนวน 120 คน ที่ได้มาจากการคัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลการเจ็บป่วย แบบประเมินอาการไม่พึงประสงค์ แบบประเมินภาวะโรคร่วม แบบประเมินกิจกรรมทางกาย แบบประเมินภาวะโภชนาการ แบบประเมินความเข้มแข็งทางใจ แบบประเมินแรงสนับสนุนทางสังคม ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน หาค่าความเที่ยงของแบบประเมินดังกล่าว เท่ากับ .86 - .99 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และอีต้า ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยของความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์โดยรวม เท่ากับ 2.54 (S.D. = 1.47) โดยอาการที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อาการปวดศีรษะ อาการนอนไม่หลับ และอาการเหนื่อยล้า ตามลำดับ และพบว่า ภาวะโรคร่วม ภาวะโภชนาการ ความเข้มแข็งทางใจ และกิจกรรมทางกาย มีความสัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .47, r = -.44, r = -.36 และ r = -.24 ตามลำดับ) ขณะที่ เพศ อายุ ตำแหน่งเนื้องอกสมอง และแรงสนับสนุนทางสังคม ไม่มีความสัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง


ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่อภาระการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท, พรปวีณ์ ยังปักษี Jan 2024

ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่อภาระการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท, พรปวีณ์ ยังปักษี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่อภาระการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภทจำนวน 38 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 19 คน และกลุ่มควบคุม 19 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว 2) แบบสอบถามข้อมูล ส่วนบุคคล 3) แบบวัดภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท 4) แบบวัดความเข้มแข็งของครอบครัว เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจาก ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือชุดที่ 3 และ 4 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .81 และ .90 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .73 และ .84 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทต่ำกว่าหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมต่อทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, จุฑามาศ ตุ้มเฉลิมชัยสกุล Jan 2024

ผลของโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมต่อทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, จุฑามาศ ตุ้มเฉลิมชัยสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มแบบวัดซ้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนในระยะก่อนได้รับโปรแกรม หลังได้รับโปรแกรมทันที และหลังได้รับโปรแกรม 2 สัปดาห์ และเปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนที่ได้รับโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ตามเกณฑ์ DSM-V ว่าเป็นโรคออทิสติก อายุ 3-6 ปี และครอบครัวที่มารับบริการที่สถาบันราชานุกูล ประเภทผู้ป่วยใน จำนวน 40 คน โดยผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วม และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วม 2) แบบประเมินทักษะการสื่อสารทางสังคมสำหรับเด็กออทิสติก และ 3) แบบประเมินการมีความสนใจร่วมกันสำหรับเด็กออทิสติก เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยเครื่องมือชุดที่ 2 และ 3 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .91 และ .81 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .98 และ .92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated ANOVA) และทดสอบค่าเฉลี่ยด้วยวิธี Planned Comparisons กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนที่ได้รับโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมหลังการทดลองทันที และหลังการทดลอง 2 สัปดาห์สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (F= 68.22, p=


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน, กมลทิพย์ รุยแก้ว Jan 2024

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน, กมลทิพย์ รุยแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยกึ่งทดลองวัดก่อนและหลังมีกลุ่มเปรียบเทียบนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน อายุ 13-18 ปี จำนวน 30 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ 15 คน และกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อ 15 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ของการมีกิจกรรมทางกาย 2) แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรคของการมีกิจกรรมทางกาย 3) แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะตนเองในการทำกิจกรรมทางกาย และ 4) แบบสอบถามพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกาย โดยมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.0, 1.0, 1.0, และ 0.83 ตามลำดับ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.78 , 0.86, 0.66 และ 0.68 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า วัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนหลังจากได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อ มีพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ และสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -3.51, t= -2.91; p < .05) แต่เปอร์เซ็นต์ไขมันภายหลังได้รับโปรแกรมฯ และระหว่างกลุ่มไม่แตกต่างกัน


ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญาต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, อภิสรา กานต์นนทกร Jan 2024

ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญาต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, อภิสรา กานต์นนทกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญา และเพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญากับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทที่มารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 40 ราย จับคู่กลุ่มตัวอย่างให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันด้วยอายุที่เริ่มเจ็บป่วยและการพักอาศัยกับผู้ใด สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญา 2) แบบประเมินการทำหน้าที่ทางสังคม เครื่องมือทุกชุดได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน วิเคราะห์ความเที่ยงของเครื่องมือโดยหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .77 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1) การทำหน้าที่ทางสังคมในผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญาดีกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) การทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการฟังเสียงของมารดาต่อการตอบสนองของทารกแรกเกิดก่อนกำหนดและความผูกพันของมารดาต่อทารกในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด, ชนัญชิตา จุลเกาะ Jan 2024

ผลของโปรแกรมการฟังเสียงของมารดาต่อการตอบสนองของทารกแรกเกิดก่อนกำหนดและความผูกพันของมารดาต่อทารกในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด, ชนัญชิตา จุลเกาะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบข้ามสลับในกลุ่มเดียว แบบสองระยะไขว้กัน (Single-group, two-sequence crossover design) เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฟังเสียงของมารดา ต่อการตอบสนองของทารกแรกเกิดก่อนกำหนด และความผูกพันของมารดาต่อทารก กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยมารดาและทารกเกิดก่อนกำหนด จำนวน 16 คู่ ซึ่งมีอายุครรภ์ระหว่าง 32–36 สัปดาห์ โดยผู้เข้าร่วมถูกสุ่มเข้าสู่สองลำดับ ได้แก่ ลำดับที่ 1 ทารกได้รับโปรแกรมการฟังเสียงของมารดา เป็นเวลา 4 วัน ตามด้วยระยะพัก 1 วัน และจากนั้นได้รับการพยาบาลตามปกติอีก 4 วัน และลำดับที่ 2 ทารกได้รับการพยาบาลตามปกติ 4 วัน ตามด้วยโปรแกรมการฟังเสียงของมารดาอีก 4 วัน การตอบสนองของทารกถูกบันทึกด้วยวิดีโอ ในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการฟังเสียงของมารดา ทั้งการตอบสนองของทารกและความผูกพันของมารดาต่อทารก ได้รับการประเมินโดยใช้แบบประเมินการตอบสนองของทารก (Infant Response Assessment Tool) และแบบสอบถามความผูกพันของมารดาต่อทารก (Mother-to-Infant Attachment Questionnaire) ซึ่งเครื่องมือทั้งสองมีค่าความตรงและความเที่ยง เท่ากับ 0.8, 88.58%, 0.8–1 และ 0.89 ตามลำดับ ข้อมูลทั่วไปวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา การตอบสนองของทารกเกิดก่อนกำหนดวิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-way repeated measures ANOVA) และความผูกพันของมารดาต่อทารกวิเคราะห์โดยใช้สถิติ paired t-test ผลการวิจัยพบว่า (1) มารดาในกลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 31.25 ปี ส่วนใหญ่อยู่ในครรภ์ที่สอง (ร้อยละ 56.25) และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 43.75) ทารกเพศชายร้อยละ 56.25 และเพศหญิงร้อยละ 43.75 อายุครรภ์เฉลี่ย 33.25 สัปดาห์ น้ำหนักแรกเกิดเฉลี่ย 1,967.88 กรัม ทารกส่วนใหญ่ (ร้อยละ 56.25) มีภาวะหายใจลำบาก และได้รับออกซิเจน (ร้อยละ 62.5) โดยมีค่า Apgar score …


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน, ศศิวิมล พิมพ์ศรี Jan 2024

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน, ศศิวิมล พิมพ์ศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง วัดก่อนและหลังทดลองมีกลุ่มเปรียบเทียบ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชัน จำนวน 15 คน และกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชัน ผู้วิจัยพัฒนาโปรแกรมฯตามแนวคิดการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนของ Bandura (1997) 2) แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน 3) แบบสอบถามการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน โดยเครื่องมือทั้งหมด มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.0 และค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.80 และ 0.88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired t-test และ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า คะแนนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกินหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชัน สูงขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนได้รับโปรแกรมฯ (t= 7.284 p


ผลของโปรแกรมการสอนแนะต่อสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม, จาฬุฎา มาเมืองบน Jan 2024

ผลของโปรแกรมการสอนแนะต่อสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม, จาฬุฎา มาเมืองบน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองประเภทกลุ่มเดียววัดแบบอนุกรมเวลา มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม “ก่อน” และ “หลัง” ได้รับโปรแกรมการสอนแนะทันที และ“ระยะติดตามผล 4 สัปดาห์” กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลจบใหม่ คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 13 คน ได้รับโปรแกรมเป็นเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินสมรรถนะพยาบาลจบใหม่ ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.96 และมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-way repeated Measures ANOVA) ผลการศึกษา พบว่าพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม มีคะแนนความสามารถด้านการปฏิบัติการพยาบาล ด้านการสื่อสารและสัมพันธภาพ และด้านการพัฒนาตนเองและหน่วยงาน ภายหลังได้รับโปรแกรมการสอนแนะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p < .05) ผลการศึกษา สามารถนำโปรแกรมการสอนแนะ ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสมรรถนะพยาบาลจบใหม่โดยเฉพาะหอผู้ป่วยศัลยกรรมที่มีบริบทคล้ายกัน


ประสบการณ์การเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานหน่วยงานสารสนเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ, วิภาวัลย์ คำมา Jan 2024

ประสบการณ์การเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานหน่วยงานสารสนเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ, วิภาวัลย์ คำมา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์ของพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหน่วยสารสนเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผู้ให้ข้อมูลเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานสารสนเทศทางการพยาบาลอย่างน้อย 3 ปี และมีความยินดีเข้าร่วมการวิจัย โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง จํานวน 12 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการบันทึกเทป ร่วมกับการบันทึกภาคสนาม และนําข้อมูลที่ได้มาถอดเทปแบบคําต่อคํา และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีของ Crist and Tanner ผลการศึกษา ประสบการณ์การเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหน่วยสารสนเทศทางการพยาบาล แบ่งเป็น 6 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) แรงจูงใจในการเข้าสู่บทบาทพยาบาลสารสนเทศ 2) ความรู้สึกและการปรับตัวต่อบทบาทใหม่ 3) บทบาทใหม่และการขยายขอบเขตงานพยาบาล 4) การเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพด้านเทคโนโลยี 5) การมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการพยาบาล 6) อุปสรรคและความท้าทายในการปฏิบัติงาน จากการศึกษาครั้งนี้ทำให้ทราบว่าการเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหน่วยสารสนเทศทางการพยาบาลต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และด้านการพยาบาล มาสร้างและพัฒนาโปรแกรมที่มีประโยชน์ต่อบุคลากรทางการแพทย์และผู้รับบริการทางการแพทย์


ผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบาย แอปพลิเคชัน ต่อความสามารถของผู้ดูแล และความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล, อรุณรัตน์ ร่มเกตุ Jan 2024

ผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบาย แอปพลิเคชัน ต่อความสามารถของผู้ดูแล และความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล, อรุณรัตน์ ร่มเกตุ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน ต่อ 1) ความสามารถในการดูแลของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ และ 2) ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อรูปแบบการดูแล โดยใช้กรอบแนวคิด IMB Model ของ Fisher & Fisher (1992) หลักการจัดการดูแลของ DMAHS (2023) และแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสำหรับผู้ดูแลของสถาบันประสาทวิทยา (2563) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบจำนวน 36 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 18 คน และพยาบาลวิชาชีพจำนวน 17 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ รูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน (Stroke Link) ที่ออกแบบให้ใช้งานสะดวก ครอบคลุมเนื้อหา 10 ด้านสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยหลังจำหน่าย ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยมีฟังก์ชันการแจ้งเตือน การบันทึกข้อมูล และการสื่อสารกับทีมพยาบาล กลุ่มผู้ดูแลได้รับการประเมินความสามารถในการดูแล 3 ครั้ง ได้แก่ ก่อนเริ่มใช้ หลังสิ้นสุด และ 4 สัปดาห์หลังจำหน่าย พยาบาลวิชาชีพได้รับการประเมินความพึงพอใจหลังจากการนำโปรแกรมไปใช้จริง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Wilcoxon signed-ranks test และ Mann-Whitney U test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ความสามารถในการดูแลของผู้ดูแลหลักหลังได้รับรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน มีคะแนนสูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหลังจากใช้รูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน มีคะแนนสูงกว่าการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด, ศลิษา ไทรสังขณรงค์ Jan 2024

ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด, ศลิษา ไทรสังขณรงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงพรรณนาแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย (Predictive Correlational Research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด และ ศึกษาอำนาจการทำนายของอายุ จำนวนครั้งที่ได้รับเคมีบำบัด แรงสนับสนุนทางสังคม อาการข้างเคียงจากการได้รับเคมีบำบัด และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่มีต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด โดยคัดเลือกด้วยวิธีการแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 148 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบบสอบถามจำนวน 1 ชุด ประกอบด้วย 5 ส่วน ประกอบไปด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม 3) แบบสอบถามอาการข้างเคียงจากเคมีบำบัด 4) แบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และ 5) แบบสอบถามคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s alpha) แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามอาการข้างเคียงจากเคมีบำบัด และแบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ เท่ากับ .88, .80, .84 และผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity Index: CVI) เท่ากับ .90, 1.0, .90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดอยู่ในระดับปานกลาง ( = 63.45, S.D. = 14.94) พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ (β= .74, p < .001) แรงสนับสนุนทางสังคม (β=.42, p


Does Esg Performance Influence Cash Holding Behavior? Evidence From Asia-Pacific Firms, Khin Sandy Kyaw Jan 2024

Does Esg Performance Influence Cash Holding Behavior? Evidence From Asia-Pacific Firms, Khin Sandy Kyaw

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study explores the relationship between Environmental, Social, and Governance (ESG) performance and corporate cash holdings among publicly listed firms in the Asia-Pacific region from 2010 to 2023. Grounded in stakeholder theory and the precautionary motive for cash, the analysis examines whether firms with higher ESG performance hold less cash and whether this relationship is moderated by financial constraints and financial distress. Employing panel fixed-effects regression, two-stage least squares (2SLS), and system GMM methods, the results consistently indicate that ESG performance is negatively associated with cash holdings. The moderating analyses reveal that financially constrained or distressed firms with high ESG …


Effect Of Data Visualization On Users' Running Performance On Treadmill, Thanaphon Amattayakul Jan 2024

Effect Of Data Visualization On Users' Running Performance On Treadmill, Thanaphon Amattayakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the effect of real-time data visualization on user performance and experience during treadmill running. Traditional treadmill displays usually present information in plain text, which may limit user engagement and motivation. To address this, the study introduced redesigned displays using data visualization techniques aligned with human perception, such as line graphs and progress bars, to make performance feedback more meaningful and easier to understand. The experiment compared three display conditions: a traditional treadmill display and two improved designs. A within-subjects design was used with 18 participants. Performance metrics such as time to exhaustion, heart rate, distance covered, and …


Growth Stock Performance: Analysts And Investors, Klah Kanittanon Jan 2024

Growth Stock Performance: Analysts And Investors, Klah Kanittanon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research study examines the earnings growth expectations for growth stocks from the perspectives of investors and analysts. Portfolios were categorized based on the earning growth expectations of investors and analysts, with returns measured using the Fama-French Three-Factor Model from 2011 to 2023 in the U.S. stock market. The portfolio returns based on analysts' expectations were significantly positive, indicating that analysts tend to underestimate earnings growth for growth stocks. In contrast, the portfolio returns based on investors' forecasts were close to zero and not statistically significant, implying that investors do not systematically overestimate or underestimate earnings growth expectations for growth …


ประสิทธิภาพการพยากรณ์ของการวิเคราะห์เชิงฟังก์ชันและการเรียนรู้เชิงลึก, บุณฑริกา พรหมสถิตย์ Jan 2024

ประสิทธิภาพการพยากรณ์ของการวิเคราะห์เชิงฟังก์ชันและการเรียนรู้เชิงลึก, บุณฑริกา พรหมสถิตย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เปรียบเทียบประสิทธิภาพการพยากรณ์ของตัวแบบ Functional Principal Component Regression (FPCR) กับตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึก (Recursive Neural Network: RNN, Long Short-term Memory: LSTM, Gated Recurrent Unit: GRU) ภายใต้สถานการณ์ที่มีความผันผวนแตกต่างกัน โดยใช้ชุดข้อมูลที่มีความผันผวนต่ำ (อุณหภูมิเฉลี่ยรายวัน), ปานกลาง (ปริมาณ PM 2.5 รายชั่วโมง) และสูง (อัตราการแลกเปลี่ยน Bitcoin รายนาที) ศึกษาการพยากรณ์ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยใช้ตัวชี้วัด Mean Squared Error (MSE) และ Mean Integrated Squared Error (MISE) ผลการศึกษาพบว่า สำหรับข้อมูลที่มีความผันผวนต่ำ FPCR ให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่าตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึก โดยเฉพาะในการพยากรณ์ระยะกลางและระยะยาว ในทางกลับกัน สำหรับข้อมูลที่มีความผันผวนสูง FPCR เหนือกว่าการเรียนรู้เชิงลึกเฉพาะการพยากรณ์ระยะกลางเท่านั้น สำหรับข้อมูลที่มีความผันผวนปานกลางและสูง ขนาดของชุดข้อมูลฝึกไม่มีผลกระทบอย่างชัดเจนต่อประสิทธิภาพของตัวแบบทั้งสอง อย่างไรก็ตาม ในกรณีของข้อมูลที่มีความผันผวนต่ำ เมื่อมีชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึกให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่า FPCR ในขณะที่ FPCR มีความแม่นยำสูงกว่าหากใช้ข้อมูลจำนวนน้อยและทำการพยากรณ์ในระยะกลางถึงระยะยาว นอกจากนี้ ในการพยากรณ์ระยะสั้น FPCR มักให้ผลลัพธ์ที่ด้อยกว่าตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึกในทุกกรณี


A Customized Compartmental Epidemiological Model With Vaccination Groups For Covid-19 And Its Application To Pricing Pandemic Insurance Policies, Om Kanchanasakdichai Jan 2024

A Customized Compartmental Epidemiological Model With Vaccination Groups For Covid-19 And Its Application To Pricing Pandemic Insurance Policies, Om Kanchanasakdichai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study presents an agent-based modeling framework designed to evaluate epidemic-responsive insurance mechanisms under behavioral and supply-side constraints. The model does not rely on empirical calibration or external datasets; instead, it explores how stylized agent behavior and systemic pressures jointly influence insurance uptake, coverage efficiency, and policy outcomes. The simulation integrates a stochastic SEIR+ disease progression structure with individual-level decision making shaped by perceived risk salience, scarcity sensitivity, and delayed response behavior. A two stage evaluation process is implemented: first, a global sensitivity analysis identifies the key drivers of agent and system behavior; second, a strategic policy simulation compares the …


การวิเคราะห์เชิงประจักษ์ของพฤติกรรมการแวะชมและการใช้จ่ายที่เว็บไซต์แอมะซอน: ผลของโรคโควิด 19, ลภัสรดา บำรุงจิตต์ Jan 2024

การวิเคราะห์เชิงประจักษ์ของพฤติกรรมการแวะชมและการใช้จ่ายที่เว็บไซต์แอมะซอน: ผลของโรคโควิด 19, ลภัสรดา บำรุงจิตต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการแวะชมและการซื้อสินค้าของผู้บริโภคบนเว็บไซต์อเมซอน ในช่วงก่อนและระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยเฉพาะในหมวดหมู่สินค้าประเภทเวชภัณฑ์และเครื่องแต่งกาย การศึกษานี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูล Comscore ของ Wharton Research Data Services ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้งานเว็บไซต์อเมซอน ในปี 2019 และ 2021 เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมในสองช่วงเวลาดังกล่าว การวิเคราะห์ข้อมูลในงานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่ตัวแปรสำคัญ ได้แก่ จำนวนหน้ามีหน่วยคือหน้า ระยะเวลาการแวะชมเว็บไซต์มีหน่วยคือนาที และมูลค่าการซื้อสินค้ามีหน่วยคือดอลลาร์ โดยผลการศึกษาพบว่าพฤติกรรมการแวะชมและการซื้อสินค้าบนเว็บไซต์อเมซอน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างช่วงก่อนและระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด19 กล่าวคือความต้องการซื้อสินค้าในหมวดหมู่สินค้าประเภทเวชภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสุขภาพ ในขณะที่หมวดเครื่องแต่งกายมีการแวะชมน้อยลง เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการปลอดโรคในชีวิตประจำวันมากกว่าการซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นใหม่ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภค ส่งผลให้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นช่องทางหลักในการซื้อสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ข้อมูลที่ได้รับจากการวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ และการปรับปรุงการดำเนินงานของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้ตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ


The Association Between Academic Stress, Parental Academic Pressure And Depression In Adolescents, Ngoc Anh Truong Jan 2024

The Association Between Academic Stress, Parental Academic Pressure And Depression In Adolescents, Ngoc Anh Truong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This cross-sectional study investigates the relationships among parental academic pressure, academic stress, and depression in adolescents. Specifically, examining the mediating role of academic stress and analyzes the potential moderating effects of contextual factors, including peer pressure, teacher support, and stressful life events. Besides, investigating the prevalence of depression in Vietnamese adolescents. A total of 624 students aged 11 to 18 participated in the study, with 42.15% male. The participants were drawn from a secondary school and a high school in Ho Chi Minh City. Data were gathered using a questionnaire that included 6 scales to measure: depression, parental academic pressure, …


Morphological Characterization And Molecular Identification Of Armillifer Tongue Worm Isolated From A Human Case In Northern Thailand, Thanapat Pataradool Jan 2024

Morphological Characterization And Molecular Identification Of Armillifer Tongue Worm Isolated From A Human Case In Northern Thailand, Thanapat Pataradool

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Pentastomiasis, a neglected zoonotic parasitic disease caused by tongue worms (subclass Pentastomida), presents significant diagnostic challenges due to its non-specific clinical manifestations, the limitations of conventional diagnostic methods, and the absence of standardized molecular diagnostic tools. This study aimed to identify Armillifer tongue worms isolated from a human case in Northern Thailand through both morphological and molecular approaches and to evaluate the feasibility of molecular diagnosis using less invasive clinical specimens. Morphological identification was performed via gross examination, morphometric analysis, histopathological evaluation, and scanning electron microscopy, revealing features consistent with A. moniliformis. Species confirmation was achieved using multi-locus PCR and …


Scalp Fast Oscillations As A Predictor For Epilepsy In Adults With First Unprovoked Seizure, Wichuta Muangthong Jan 2024

Scalp Fast Oscillations As A Predictor For Epilepsy In Adults With First Unprovoked Seizure, Wichuta Muangthong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Patients with a first unprovoked seizure (FUS) carry different risks of recurrence, making management uncertainties arise. Low sensitivity of the conventional electroencephalography (EEG) findings limits practical usefulness. Novel application of scalp fast oscillations (SFOs) in prediction of recurrence has been recently studied; however, none has been conducted in adults. Method: 15-minute artifact-free recording was used for detection of SFOs. Time-frequency analysis with fast Fourier transform was conducted using Nihon-Kohden Neurofax® wide-band analysis software. Total number and frequency (Hz) of the SFOs, either superimposed on sharp/spike (SFOSs) or appearing in isolation (ISFOs), were calculated for each patient. Outcome was seizure …


Esg Materiality Issues On Stock Returns: Stock Exchange Of Thailand, Napassorn Tinnakorn Jan 2024

Esg Materiality Issues On Stock Returns: Stock Exchange Of Thailand, Napassorn Tinnakorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the impact of Environmental, Social, and Governance (ESG) materiality issues on stock returns in the Stock Exchange of Thailand (SET). Leveraging data from 90 listed companies between 2018 and 2021, the research examines whether firms focusing on material ESG issues demonstrate superior performance. Using an innovative SASB, MSCI, and MSCI-SASB ESG materiality framework, the study differentiates between material and immaterial ESG issues. By constructing portfolios based on ESG materiality scores and evaluating their performance through a comprehensive five-factor model, the research provides nuanced insights into ESG investing in an emerging market context. The study addresses a critical …


Dosimetric Comparison Between Volumetric Modulated Arc Therapy On Truebeam And Halcyon Of Boost Plan For Total Body Irradiation, Wanwanut Jaihow Jan 2024

Dosimetric Comparison Between Volumetric Modulated Arc Therapy On Truebeam And Halcyon Of Boost Plan For Total Body Irradiation, Wanwanut Jaihow

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Total Body Irradiation (TBI) is a special treatment technique aimed at immunosuppression. The purpose of this study was to compare the dosimetric results of volumetric modulated arc therapy (VMAT) plans of TBI treatment between TrueBeam and Halcyon treatment machines. Eight TBI patients were planned by 6 MV of two lateral opposing with extended SAD technique to 5 meters to receive the prescribed dose of 1200 cGy in 6 fractions at head and legs. A single fraction boosts up the dose ranging from shoulder to mid-thigh. Plans were optimized and calculated in the Eclipse treatment planning system using VMAT by TrueBeam …


Comparing Nasal Irrigation Distribution In Draf 2a Frontal Sinus Surgery : Angled Instrument Approach Vs. Direct Instrument Approach (Carolyn's Window), Napamon Chantarapitak Jan 2024

Comparing Nasal Irrigation Distribution In Draf 2a Frontal Sinus Surgery : Angled Instrument Approach Vs. Direct Instrument Approach (Carolyn's Window), Napamon Chantarapitak

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Adequate postoperative irrigation is essential in managing chronic inflammatory sinus disease. However, access to the frontal sinus remains challenging due to complex frontal recess anatomy, especially after angled Draf 2a frontal sinusotomy. Carolyn’s window, a modification of Draf 2a, removes the nasofrontal beak by drilling to permit direct 0° endoscopic access. This study compares frontal sinus irrigation distribution between the angled Draf 2a and Carolyn’s window approaches. Fresh human cadaver heads underwent sequential dissection with angled Draf 2a and then Carolyn’s window approach. Each cavity was irrigated using a 250 mL high-pressure squeeze bottle filled with 1/1000 10% fluorescein-labeled water …


การสำรวจสุขภาวะในงานของคนทำงานในประเทศไทย: การพัฒนาเครื่องมือประเมินและการศึกษาตัดขวาง, วัชรากร ชูทอง Jan 2024

การสำรวจสุขภาวะในงานของคนทำงานในประเทศไทย: การพัฒนาเครื่องมือประเมินและการศึกษาตัดขวาง, วัชรากร ชูทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สุขภาวะในงานเป็นกรอบแนวคิดที่พัฒนาขึ้นเพื่อดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของพนักงานอันเนื่องมาจากปัญหาสุขภาพในกลุ่มคนวัยทำงานในปัจจุบันที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจระดับสุขภาวะในงานและเพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องในกลุ่มพนักงานธุรกิจโทรคมนาคมแห่งหนึ่งในประเทศไทย งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง โดยดำเนินการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามที่พัฒนาขึ้นใหม่ในกลุ่มพนักงานธุรกิจโทรคมนาคมแห่งหนึ่งในประเทศไทยจำนวน 655 คน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2567 จากผลการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนรวมแบบสอบถามทั้งฉบับและคะแนนรายมิติมีค่าเกินค่ากลางของแบบสอบถาม และเมื่อวิเคราะห์ขนาดของความสัมพันธ์ด้วยสถิติ Multiple linear regression พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคะแนนรวมสุขภาวะในงานได้แก่ จำนวนชั่วโมงการทำงานมากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (Beta=5.76, p<0.05) และการนอนหลับมากกว่า 7 ชั่วโมง ต่อวัน (Beta=4.42, p<0.01) ) และเมื่อเปรียบ เทียบกับการวิเคราะห์ด้วยสถิติLogistic regression พบว่ากลุ่มพนักงานที่มีคะแนนรวมสุขภาวะในงานสูงมีความสัมพันธ์ทั้งปัจจัยส่วน บุคคล ได้แก่การมีบุตรตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป (OR=1.92, p<0.05) และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับงาน ได้แก่ จำนวนชั่วโมงการทำงานมากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์(OR=0.49, p<0.01) การศึกษานี้ทำให้ ทราบถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับคะแนนรวมสุขภาวะในงาน ส่งผลให้การวางแผนและออกแบบนโยบาย ตอบโจทย์การส่งเสริมให้พนักงานในองค์กรมีสุขภาวะในงานที่ดีได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งคณะ ผู้บริหาร และแผนกที่เกี่ยวข้องกับการดูแลพนักงานในบริษัท (เช่น แผนกทรัพยากรบุคคล เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย แพทย์และพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีวอนามัย) ในการให้คำแนะนำ และออกแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะในงานได้อย่างเหมาะสม


ความสัมพันธ์ของความหลากหลายของลักษณะทางพันธุกรรมของยีนโซลูทแคริเออร์ แฟมิลี 29 เมมเบอร์ 4 (Slc29a4) ซิงเกิลนิวคลีโอไทด์โพลีมอร์ฟิซึมอาร์เอส3889348 กับการเกิดผลข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารจากยาเมทฟอร์มินของผู้ป่วยเบาหวานชาวไทย, อัครภา จุฬคุปต์ Jan 2024

ความสัมพันธ์ของความหลากหลายของลักษณะทางพันธุกรรมของยีนโซลูทแคริเออร์ แฟมิลี 29 เมมเบอร์ 4 (Slc29a4) ซิงเกิลนิวคลีโอไทด์โพลีมอร์ฟิซึมอาร์เอส3889348 กับการเกิดผลข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารจากยาเมทฟอร์มินของผู้ป่วยเบาหวานชาวไทย, อัครภา จุฬคุปต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา ยาเมทฟอร์มิน (Metformin) เป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือดชนิดรับประทานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ประสิทธิภาพการลดระดับน้ำตาลของยานั้นขึ้นอยู่กับขนาดที่ได้รับต่อวัน อย่างไรก็ตามขนาดของยาเมทฟอร์มินที่ได้รับมีความสัมพันธ์กับอาการข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ต้องหยุดใช้ยาหรือลดขนาดยาลง เรียกภาวะนี้ว่า ภาวะความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารจากยาเมทฟอร์มิน (metformin intolerance) กลไกของความผิดปกติดังกล่าวจากยาเมทฟอร์มิน เกิดจากหลายกลไก กลไกหนึ่งเชื่อว่าเกิดจากการมีความเข้มข้นของยาเมทฟอร์มินภายในทางเดินอาหารสูงขึ้นจากความผิดปกติของกระบวนการดูดซึมยาผ่านโปรตีนขนส่ง (transporter) ในลำไส้เล็ก โดยอาจเป็นผลจากพันธุกรรม หรือ การได้รับยาที่ยับยั้งการทำงานของโปรตีนดังกล่าว มีการศึกษาพบว่าความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีนที่สร้างโปรตีนขนส่ง รวมทั้งยีนโซลูท แคริเออร์ แฟมิลี 29 เมมเบอร์ 4 (SLC29A4) single-nucleotide polymorphism rs3889348 ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากอัลลีล A เป็นอัลลีล G มีความเกี่ยวข้องกับภาวะ metformin intolerance ในหลายๆกลุ่มประชากร วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายของลักษณะทางพันธุกรรมของยีน SLC29A4 single-nucleotide polymorphism rs3889348 กับผลข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารจากยาเมทฟอร์มินในผู้ป่วยเบาหวานชาวไทย วิธีดำเนินการวิจัย เป็นการศึกษาในรูปแบบ cross-sectional case-control ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ระหว่างปี 2564-2568 โดยจะแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่ม metformin intolerance ซึ่งหมายถึงกลุ่มผู้ป่วยที่หยุดยา หรือลดขนาดยาเมทฟอร์มิน เนื่องจากอาการข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารจากการใช้ยาเมทฟอร์มิน ภายใน 6 เดือนหลังจากเริ่มใช้ยา และ 2) กลุ่ม metformin tolerance หมายถึงกลุ่มผู้ป่วยที่สามารถรับประทานยาเมทฟอร์มินได้ในขนาด ≥2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนโดยไม่เกิดอาการข้างเคียงของระบบทางเดินอาหาร การเปลี่ยนแปลงลำดับนิวคลิโอไทด์ที่ตำแหน่ง rs3889348 ของยีน SLC29A4 จากอัลลีล A เป็นอัลลีล G ถูกตรวจสอบโดยวิธี Sanger Sequencing และทำการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางพันธุกรรมดังกล่าวกับการเกิดผลข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารจากยาเมทฟอร์มิน ผลการศึกษา การศึกษานี้ประกอบด้วยผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยทั้งหมด 233 ราย โดยแบ่งออกเป็น 2 …


การคาดการณ์ผลการรักษาภาวะลิ้นหัวใจไมทรัลตีบจากโรครูมาติค ด้วยวิธีการใช้บอลลูนถ่างขยาย โดยการใช้คะแนนประเมินจากการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงของฟิลิปปินส์, วิศรุต สกุลภาพทอง Jan 2024

การคาดการณ์ผลการรักษาภาวะลิ้นหัวใจไมทรัลตีบจากโรครูมาติค ด้วยวิธีการใช้บอลลูนถ่างขยาย โดยการใช้คะแนนประเมินจากการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงของฟิลิปปินส์, วิศรุต สกุลภาพทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินความไวและความจำเพาะของระบบคะแนนใหม่ของศูนย์หัวใจแห่งประเทศฟิลิปปินส์ (PHC) ในการทำนายความสำเร็จของการทำ PTMC ในผู้ป่วยลิ้นหัวใจไมตรัลตีบจากไข้รูมาติก ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เปรียบเทียบกับคะแนน Wilkins แบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบกราฟ receiver operating characteristic (ROC) ของทั้งสองระบบคะแนน วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังในผู้ป่วยที่มีภาวะลิ้นหัวใจไมตรัลตีบจากไข้รูมาติก ซึ่งได้รับการทำ PTMC จนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 โดยมีการทบทวนภาพคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจเพื่อกำหนดคะแนน Wilkins และ PHC ก่อนเก็บข้อมูลผลลัพธ์ของหัตถการเพื่อนำมาวิเคราะห์ทางสถิติ ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยรวมทั้งสิ้น 186 รายเข้าร่วมในการศึกษา ผลการศึกษาพบว่าคะแนน Wilkins มีความไว 65.4% และความจำเพาะ 67.8% ในขณะที่คะแนน PHC มีความจำเพาะสูงกว่า (84.7%) แต่ความไวต่ำกว่า (57.5%) การวิเคราะห์ ROC พบว่าคะแนน PHC มีค่า C-statistic สูงกว่าที่ 0.755 เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนน Wilkins ที่ 0.682 สรุป: คะแนน PHC แบบใหม่มีความจำเพาะสูงกว่าคะแนน Wilkins แบบดั้งเดิม แม้ว่าความไวจะต่ำกว่าเล็กน้อย นอกจากนี้ คะแนน PHC ยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำนายผลลัพธ์ของการทำ PTMC ได้ดีกว่าคะแนน Wilkins


การศึกษาว่าผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดเอสทียกของกล้ามเนื้อหัวใจส่วนหน้าที่มีภาวะช็อกที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊มมีผลการรักษาที่ดีกว่าผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดอื่นที่มีภาวะช็อกที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊มหรือไม่?, โสวิชญา ปานทอง Jan 2024

การศึกษาว่าผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดเอสทียกของกล้ามเนื้อหัวใจส่วนหน้าที่มีภาวะช็อกที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊มมีผลการรักษาที่ดีกว่าผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดอื่นที่มีภาวะช็อกที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊มหรือไม่?, โสวิชญา ปานทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ: ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีภาวะช็อคจากหัวใจถือเป็นภาวะที่รุนแรง ในปัจจุบันตาม แนวทางมาตรฐานเวชปฏิบัติไม่แนะนำให้ใช้เครื่องบอลลูนปั๊มเป็นประจำในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อคจากหัวใจจากภาวะดังกล่าว อย่างไรก็ตามเครื่องบอลลูนปั๊มยังเป็นอุปกรณ์ที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในเวชปฏิบัติ การศึกษานี้จึงทำเพื่อศึกษาว่าผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดเอสทียกของกล้ามเนื้อหัวใจส่วนหน้าที่มีภาวะช็อกที่ ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊มมีผลการรักษาที่ดีกว่าผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดอื่นที่มีภาวะช็อกที่ได้รับการ รักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊มหรือไม่ วิธีวิจัย: ทำการศึกษาแบบทบทวนย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยในของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยเก็บข้อมูลผู้ป่วยโรคภาวะ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีภาวะช็อคจากหัวใจที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊ม ตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 ถึง 31 ธันวาคม 2567 โดยวิเคราะห์ชนิดของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดเอสทียกของกล้ามเนื้อหัวใจส่วนหน้า กับชนิดอื่น เพื่อศึกษาอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาล และ อัตราการเสียชีวิตที่ 30 วัน รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่น ได้แก่ ภาวะ เลือดออก, ติดเชื้อ, ภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ตำแหน่งต่างๆ รวมถึงผลข้างเคียงต่อไต โดยใช้ข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้ป่วยที่เข้า รับการรักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในช่วงเวลาดังกล่าว ผลการศึกษา: ในผู้ป่วย 353 ราย (อายุเฉลี่ย 69.5 ± 11.9 ปี เป็นเพศชาย 68.3%) ที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊ม พบว่าอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันบริเวณผนังด้านหน้า 120 ราย (34%) ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดอื่นร่วมกับภาวะช็อกจากหัวใจที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊ม (OR 1.37,95% CI 0.87-2.16, p= 0.173) แม้ว่าจะทำกาารวิเคราะห์โดยการยกเว้นผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีภาวะแทรกซ้อนทางกลไกก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ ด้านอัตราเสียชีวิตในโรงพยาบาล(OR 1.096, 95% CI 0.663-1.809, p= 0.72) นอกจากนี้ยังไม่พบความแตกต่างในอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันระหว่างทั้งสองกลุ่ม (OR 1.35, 95% CI 0.84-2.17, p= 0.22) สรุป: ในผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันร่วมกับภาวะช็อกจากหัวใจที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊ม ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในผลลัพธ์ทางคลินิกระหว่างกลุ่มที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่บริเวณผนังหัวใจส่วนหน้ากับกลุ่มที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันรูปแบบอื่น ผลการศึกษานี้อาจบ่งชี้ว่าประสิทธิภาพของเครื่องบอลลูนปั๊มไม่ได้รับอิทธิพลจากชนิดของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย อย่างไรก็ตามยังจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม เนื่องจากปัจจัยที่ทำนายประสิทธิภาพของเครื่องบอลลูนปั๊มยังคงไม่ชัดเจน