Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11392)
- Veterinary Medicine (2801)
- Life Sciences (1997)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
-
- Social and Behavioral Sciences (1299)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Medical Sciences (860)
- Engineering (776)
- Physical Sciences and Mathematics (680)
- Education (436)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (389)
- Arts and Humanities (378)
- Public Health (332)
- Environmental Sciences (323)
- Civil and Environmental Engineering (293)
- Sports Sciences (288)
- Sociology (267)
- Architecture (264)
- Business (248)
- Economics (226)
- Environmental Studies (208)
- Chemistry (191)
- Law (169)
- Psychology (163)
- Mental and Social Health (152)
- Health and Physical Education (145)
- Other Mental and Social Health (143)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (140)
- Keyword
-
- Thailand (141)
- Dog (122)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (39)
- Immunohistochemistry (35)
- Cat (29)
- Risk factors (28)
- Anxiety (27)
- COVID-19 (27)
- Quality of life (27)
- Stress (27)
- Elderly (25)
- Antioxidant (24)
- Children (24)
- Rat (23)
- Indonesia (22)
- Diagnosis (21)
- Oxidative stress (21)
- Escherichia coli (20)
- Histopathology (20)
- Knowledge (20)
- PCR (20)
- Attitude (19)
- Efficacy (19)
- Pigs (19)
- Reliability (19)
- Toxicity (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (6481)
- Chulalongkorn Medical Journal (4157)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2579)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1642)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
-
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Journal of Health Research (220)
- Applied Environmental Research (208)
- Journal of Urban Culture Research (107)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (104)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (83)
- PASAA (41)
- Manusya, Journal of Humanities (32)
- Journal of Education Studies (30)
- Journal of Social Sciences (30)
- Journal of Demography (25)
- Thai Environment (23)
- Asian Review (17)
- Journal of Letters (15)
- Chulalongkorn University Law Journal (12)
- Halal Insight (6)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (5)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (1)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (1)
- Publication Type
Articles 1351 - 1380 of 17317
Full-Text Articles in Entire DC Network
แนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจ สตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้, ณัฐชานันท์ สุกแสง
แนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจ สตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้, ณัฐชานันท์ สุกแสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อการเสริมพลังอำนาจสตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเงื่อนไขในการเสริมพลังอำนาจสตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจสตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้การสำรวจความคิดเห็นสตรีอสม.ดีเด่นระดับชาติ ระดับเขตสุขภาพ ระดับจังหวัดและระดับภาคในจังหวัดภาคใต้ จำนวน 415 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การสัมภาษณ์เชิงลึกอสม.ดีเด่นระดับชาติ 12 สาขา จำนวน 12 คน สัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอสม. จำนวน 12 คน และสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย เป็นดังนี้ 1) สภาพกระบวนการเรียนรู้ของสตรีอสม. พบว่ามีการเรียนรู้ ปรับใช้ แก้ปัญหาจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 2) ปัจจัยเงื่อนไขภายในพบว่า สตรีอสม. เห็นว่าตนเองมีความสามารถด้านประสบการณ์การเรียนรู้รายบุคคล อยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 3.79, S.D. = 0.72) ส่วนความต้องการพัฒนาตนเองด้านการสื่อสารอยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 4.86, S.D. = 0.84) ปัจจัยเงื่อนไขภายนอกพบว่า สตรีอสม. เห็นว่าการได้รับการยอมรับในคุณค่างานจิตอาสาอยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 4.22, S.D. = 0.85) ส่วนความคาดหวังด้านการจัดการรถเร่ขายสินค้าปลอม อาหารเสริม อยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 4.98, S.D. = 0.81) นอกจากนี้ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่าสตรีอสม. ต้องการพัฒนาทักษะเทคโนโลยี การสื่อสารเพื่อสร้างพันธมิตรสุขภาพมากที่สุดและเพื่อสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงาน 3) แนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจสตรีอสม. ในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 ส่งเสริมสภาพการเรียนรู้ที่เหมาะสมโดยเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการจากบริบทจริงในชุมชน ด้านที่ 2 พัฒนาและใช้ประโยชน์จากปัจจัยเงื่อนไขภายใน โดยเป็นการส่งเสริมให้สตรีอสม. ใช้ศักยภาพภายในในการเรียนรู้และเสริมพลังอำนาจหารปฏิบัติงานสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ …
รูปแบบความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยว, ณีชรีย์ธร สุวรรณรงค์
รูปแบบความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยว, ณีชรีย์ธร สุวรรณรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนในประเทศไทยด้านการท่องเที่ยว และ 2) วิเคราะห์แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนในประเทศไทยและต่างประเทศด้านการท่องเที่ยว 3) พัฒนารูปแบบความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยว เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research) ศึกษาสถาบันอุดมศึกษาในไทยที่สอนด้านการท่องเที่ยว 56 สถาบัน เก็บข้อมูลจากการวิเคราะห์เอกสาร และการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกสถาบันที่มีความเป็นเลิศในประเทศไทย 30 สถาบัน ต่างประเทศ 10 สถาบัน และประชุมอิงผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตรวจรูปแบบจำนวน 10 คนผลการวิจัยพบว่า 1) จำแนกความร่วมมือเป็น 10 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาวิชาชีพและการศึกษาต่อเนื่อง การให้บริการด้านการให้คำปรึกษา นวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการ การส่งเสริมการตลาดและการขาย การพัฒนาและบูรณาการเทคโนโลยี ความร่วมมือระหว่างประเทศและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และผู้นำการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งความร่วมมือเหล่านี้ช่วยพัฒนาทักษะของนักศึกษา และผู้ที่ทำงานในอาชีพนี้ให้เป็นกำลังสำคัญของประเทศในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว 2) เมื่อวิเคราะห์แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศแล้วพบว่า หลักการความร่วมมือ ควรวางแผน ทำตามแผนที่กำหนด สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรภายในและต่างประเทศ โครงสร้างและกลไกความร่วมมือ ควรตั้งเป้าหมายที่เน้นประโยชน์ของนักศึกษา สถาบัน และประเทศชาติ ทรัพยากรที่ใช้สนับสนุนความร่วมมือ ได้แก่ บุคลากร ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา เงินสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาชุมชน และสถานที่ให้ลงมือปฏิบัติจริง กระบวนการดำเนินการความร่วมมือ ควรสร้างเครือข่ายร่วมกับองค์กรต่างๆ มีโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์ และนักศึกษาทั้งในและต่างประเทศ 3) รูปแบบความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยวประกอบด้วยวิสัยทัศน์: สร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล ที่ยืดหยุ่น คล่องตัว มีเอกลักษณ์ มีความยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานและแนวโน้มของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป้าหมาย: พัฒนาทักษะกำลังคนด้านการท่องเที่ยวระดับปริญญาตรี และบริการวิชาการแก่ประชาชนทั่วไป แบ่งเป็น Pre-service ได้แก่ กลุ่มคนที่ต้องการทำงานด้านการท่องเที่ยวและยังไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อน เพื่อเป็นกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยวในอนาคต (New skill) In-service เป็นกลุ่มคนที่อยู่ในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและต้องการพัฒนาทักษะเพื่อใช้ในการทำงาน เรียนรู้ทักษะเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาและปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานในปัจจุบัน (Reskill/Upskill) พันธกิจ มีความร่วมมือกับภาครัฐ และเอกชน รวมถึงสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างสร้างสรรค์ในด้านต่างๆ ได้แก่ 1. ด้านหลักการความร่วมมือ มีนโยบายที่ชัดเจน 2. ด้านกลไกความร่วมมือ มีระบบเครือข่าย: ในประเทศและต่างประเทศ 3. ด้านทรัพยากรที่ใช้สนับสนุนความร่วมมือ …
รูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในยุคหลังโควิด-19, สินชัย เล็กวานิชกุล
รูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในยุคหลังโควิด-19, สินชัย เล็กวานิชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพปัญหาของการบริหารจัดการเพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทย 2) วิเคราะห์แนวปฏิบัติที่ดีของสถาบันอุดมศึกษาในต่างประเทศด้านการบริหารจัดการเพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติ และ 3) นำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในยุคหลังโควิด-19 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาไทย จำนวน 7 คน หัวหน้าผู้ปฏิบัติงานด้านนานาชาติระดับสถาบัน จำนวน 7 คน และนักศึกษาต่างชาติ จำนวน 70 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม การวิเคราะห์เอกสาร และการประชุมกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการบริหารจัดการการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติ (International Student Mobility: ISM) ในสถาบันอุดมศึกษาไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในด้านการกำหนดนโยบาย การจัดตั้งโครงสร้างองค์กร และการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการ แต่ยังพบข้อจำกัดด้านการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน การขาดบุคลากรเฉพาะทาง ระบบข้อมูลที่ไม่เชื่อมโยง และความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรระหว่างสถาบัน นักศึกษาต่างชาติสะท้อนถึงความต้องการการดูแลอย่างรอบด้าน เช่น บริการสุขภาพจิต การปรับตัวทางวัฒนธรรม และการเตรียมความพร้อมด้านอาชีพ 2. แนวปฏิบัติที่ดีของมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกง มหาวิทยาลัยโตเกียว มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และมหาวิทยาลัยมาลายา ล้วนมีระบบการบริหารจัดการ ISM ที่เป็นองค์รวม ครอบคลุมด้านนโยบาย หลักสูตร ระบบสนับสนุน และกิจกรรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษา โดยมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับภาคอุตสาหกรรมและองค์กรระหว่างประเทศ 3. ผลการพัฒนา “รูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในยุคหลังโควิด-19” หรือ I.S.A.C. Model ประกอบด้วย 4 มิติหลัก ได้แก่ 1) ความเป็นนานาชาติของมหาวิทยาลัย 2) นโยบายสนับสนุนการเคลื่อนย้าย 3) การสร้างคุณค่าเพิ่ม และ 4) ระบบดูแลและบริการนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งแต่ละมิติประกอบด้วย กลยุทธ์หลักและกลยุทธ์ย่อย รวม 25 กลยุทธ์หลัก 117 กลยุทธ์ย่อย …
การพัฒนาโมดูลการเรียนรู้พิเศษของหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตตามแนวคิดหลักสูตรแบบปรับเหมาะ, อนุพงษ์ กันธิวงค์
การพัฒนาโมดูลการเรียนรู้พิเศษของหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตตามแนวคิดหลักสูตรแบบปรับเหมาะ, อนุพงษ์ กันธิวงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตในปัจจุบันของกลุ่มวิชาเฉพาะที่ส่งเสริมศักยภาพตามความสนใจของผู้เรียนของคณะแพทยศาสตร์ในประเทศไทยและต่างประเทศ 2) วิเคราะห์ความคาดหวังของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรและนักศึกษาแพทย์ต่อโมดูลการเรียนรู้พิเศษฯ และ 3) พัฒนาโมดูลการเรียนรู้พิเศษของหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตตามแนวคิดหลักสูตรแบบปรับเหมาะ จำนวน 5 โมดูล ได้แก่ โมดูลวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐาน โมดูลวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก โมดูลเวชศาสตร์ชุมชน โมดูลเวชปฏิบัติคลินิกเฉพาะทาง และโมดูลวิทยาศาสตร์ระบบสุขภาพ ตัวอย่างสำหรับการวิจัย คือ 1) นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 จำนวน 38 คน และ 2) อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร 31 คน รวม 69 คนที่ได้จากการสุ่มอย่างง่ายทั้งหมด 95 คน (ร้อยละ 72.63) สังกัดคณะแพทยศาสตร์ 19 จาก 22 สถาบัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวิเคราะห์เอกสารเกี่ยวกับการจัดการศึกษา แบบสอบถามเกี่ยวกับความคาดหวัง และแบบตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโมดูลการเรียนรู้พิเศษฯ ทั้ง 5 โมดูล การวิเคราะห์ข้อมูล 1) วิเคราะห์สถิติเชิงบรรยาย สัดส่วน ร้อยละ ค่ามัธยฐาน สำหรับ 1.1) องค์ประกอบโมดูล 7 ส่วน คือ ระดับการเรียนรู้ของผู้เรียน คำอธิบายระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนในแต่ละระดับ ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน เป้าหมายและจุดประสงค์ เกณฑ์การประเมินผล เครื่องมือที่ใช้ประเมินผล และกลยุทธ์การจัดการเรียนการสอน และ 1.2) คุณสมบัติการปรับเหมาะ 5 ส่วน คือ กระบวนการปรับเหมาะ เป้าหมายการปรับเหมาะ ระยะเวลาในการปรับเหมาะ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปรับเหมาะ และประเภทของการปรับเหมาะ 2) วิเคราะห์ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของ (ร่าง) โมดูลการเรียนรู้พิเศษฯโดยอาศัยค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาและอัตราส่วนความตรงเชิงเนื้อหา จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ ความสอดคล้องกับเกณฑ์วิชาชีพ ความชัดเจน ความเข้าใจได้ง่าย และความสำคัญ โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 8 คน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตในปัจจุบันของกลุ่มวิชาเฉพาะที่ส่งเสริมศักยภาพตามความสนใจของผู้เรียนของคณะแพทยศาสตร์ทั้งในประเทศไทยมีการจัดในรูปแบบรายวิชามากกว่ารูปแบบโมดูล โดยพบตัวอย่างการจัดในรูปแบบโมดูลการเรียนรู้พิเศษใน 6 …
รูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ, อรทยา สารมาศ
รูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ, อรทยา สารมาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ และเพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1) ศึกษาแนวคิดจากเอกสารเกี่ยวกับทฤษฎีงานวิจัยเกี่ยวกับสภาพปัญหาของผู้สูงอายุตลอดจนแนวทางการสอน พร้อมกับสัมภาษณ์ผู้สูงอายุ จำนวน 20 คน กับผู้เชี่ยวชาญ 4 ด้าน จำนวน 14 คน คือ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 3 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนแอปพลิเคชันศิลปะบนอุปกรณ์เคลื่อนที่สำหรับผู้สูงอายุ จำนวน 5 คน ผู้เชี่ยวชาญทางการออกแบบศิลปะดิจิทัล จำนวน 3 คน ผู้เชี่ยวชาญทางการออกแบบแอปพลิเคชัน จำนวน 3 คน พร้อมกับสังเกตการสอนจากโรงเรียนผู้สูงอายุจำนวน 3 แห่ง 2) พัฒนารูปแบบการสอน ฯ โดยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เป็นรูปแบบศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ (AAWE - Art Applications for well-being of the Elderly) 3) นำชุดกิจกรรมไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างในการทดลองใช้กิจกรรม คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 - 80 ปี ที่มีร่างกายแข็งแรงเพียงพอที่จะช่วยเหลือตนเองได้ มีอุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นของตนเอง และสามารถใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ในขั้นพื้นฐาน โดยรับสมัครผู้เข้าร่วมกิจกรรมแบบอาสาสมัคร จำนวน 43 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินสุขภาวะต่อกิจกรรมสำหรับผู้เรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรม 2) แบบสอบถามผู้เรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรม 3) แบบสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมโดยผู้สังเกตการสอน 4) แบบสัมภาษณ์ผู้เรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ได้รูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุที่มีสื่อดิจิทัลเป็นสิ่งเร้าให้เกิดสุนทรียภาพจนทำให้ผู้สูงอายุเกิดความเพลิดเพลินในการทำงานศิลปะได้อธิบายความหมาย ความทรงจำ พร้อมแสดงความรู้สึกนึกคิดออกมาเป็นผลงานศิลปะ ประกอบด้วย 3 หัวข้อหลักที่แบ่งประเด็นตามที่ผู้สูงอายุสนใจ ได้แก่ สถานที่ บุคคล และอาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะทางใจ และสังคม 2. ผลการศึกษาการทดลองใช้รูปแบบการสอน พบว่า 1) …
โมเดลเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างการมีสติ การกำกับตนเอง พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันและสุขภาวะทางการเงินในผู้ใหญ่วัยเริ่ม, พิริยะ พิริปุญโญ
โมเดลเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างการมีสติ การกำกับตนเอง พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันและสุขภาวะทางการเงินในผู้ใหญ่วัยเริ่ม, พิริยะ พิริปุญโญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบโมเดลเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างการมีสติ การกำกับตนเอง พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลัน และสุขภาวะทางการเงินในผู้ใหญ่วัยเริ่ม ด้วยวิธีการวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบตัดขวาง เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามทางออนไลน์ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่วัยเริ่มจำนวน 249 คน โดยใช้การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพล ผลการวิจัยพบว่าการมีสติ (r = .295, p < .01) และการกำกับตนเอง (r = .451, p < .01) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับสุขภาวะทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันมีความสัมพันธ์ทางลบกับสุขภาวะทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = –.260, p < .01) สำหรับการวิเคราะห์เส้นทาง พบว่าการกำกับตนเองและพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันเป็นตัวแปรส่งผ่านในโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างสติและสุขภาวะทางการเงิน โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ดังค่าดัชนีต่อไปนี้ χ2 (36, N = 249) = 64.682, p = .002; CFI = .978; TLI = .960 และ RMSEA = .057 และโมเดลเชิงประจักษ์สามารถร่วมกันทำนายสุขภาวะทางการเงินได้ร้อยละ 17.4 จากการศึกษานี้อาจบ่งชี้ให้เห็นว่าการมีสติและการกำกับตนเองสามารถเอื้อต่อการลดพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันและเอื้อต่อการมีความมั่นคงทางการเงินได้ โดยผลการวิจัยนี้ช่วยเติมเต็มความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาวะทางการเงิน และมีผลที่สอดคล้องเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ เป้าหมายที่ 1, 3, 10 และ 16
อิทธิพลกํากับของคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติต่อความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ, สุวัจณีย์ เจริญยิ่ง
อิทธิพลกํากับของคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติต่อความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ, สุวัจณีย์ เจริญยิ่ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความวิตกกังวลส่งผลทั้งในทางบวกและลบต่อพฤติกรรมการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ แม้ว่า “ทฤษฎีการจัดการความหวาดกลัว” (Terror management theory) จะชี้ให้เห็นว่าผู้คนมักหลีกเลี่ยงการคิดเกี่ยวกับภัยพิบัติเพื่อลดความวิตกกังวล การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในผู้ใหญ่ชาวไทย นอกจากนี้ยังศึกษาบทบาทของลักษณะบุคลิกภาพตามกรอบแนวคิดคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติ (Power to Live with Disaster) ได้แก่ ความเป็นผู้นำ ทักษะการแก้ไขปัญหา ความเห็นแก่ผู้อื่น ความยืนหยัดไม่ย่อท้อ การยึดมั่นในขนบธรรมเนียม การควบคุมอารมณ์ การก้าวพ้นตนเอง และสุขภาวะเชิงรุก ในฐานะตัวแปรกำกับ โดยกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ใหญ่ชาวไทยจำนวน 700 คน อายุระหว่าง 18–59 ปี (M = 25.3, SD = 7.8) ซึ่งทั้งหมดเคยมีประสบการณ์เผชิญภัยพิบัติมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถามออนไลน์ ซึ่งประกอบด้วยมาตรวัดคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติฉบับภาษาไทย แบบวัดความวิตกกังวลทั่วไป 7 ข้อ และแบบสอบถามการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวล องค์ประกอบแต่ละด้านของคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติ และพฤติกรรมการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติได้รับการวิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยแบบมีตัวแปรกำกับ ผลการวิเคราะห์พบว่า ความวิตกกังวลมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ (r = .150, p<.001) ความเห็นแก่ผู้อื่น ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติมีบทบาทเป็นตัวแปรกํากับที่มีนัยสําคัญใน ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและการเตรียมพร้อม (β = .099, p < .05) กล่าวคือ ผู้ที่มีความวิตกกังวล และระดับความเห็นแก่ผู้อื่นสูงมักมีแนวโน้มที่จะเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ข้อค้นพบนี้เน้น ยํ้าถึงความสําคัญของกลยุทธ์ที่อิงจากบุคลิกภาพในการส่งเสริมความพร้อมรับมือภัยพิบัติในประเทศไทย
ผลของโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดต่อการรู้คิดและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย, เพ็ญพิชชา ชูชื่น
ผลของโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดต่อการรู้คิดและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย, เพ็ญพิชชา ชูชื่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมนี้ นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของ CSP จำนวน 8 ครั้งต่อการรู้คิดและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (MCI) โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 66 คน ถูกสุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง (n=32) และกลุ่มควบคุม (n=34) โดยใช้แบบประเมินการรู้คิด ได้แก่ MMSE, CERAD, Color Trails Test และ Digit Span รวมทั้งแบบประเมินคุณภาพชีวิต QOL-AD มีการวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (PCA) เพื่อรวบคะแนนแบบทดสอบการรู้คิดจำแนกตามโดเมลการรู้คิด ข้อมูลส่วนบุคคลพื้นฐานเปรียบเทียบด้วยการทดสอบไคสแควร์และ t-test และใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) เพื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์หลักด้านการรู้คิดและผลลัพธ์รองด้านคุณภาพชีวิต ผลการวิจัย: หลังการให้โปรแกรมกระตุ้นการรู้คิด กลุ่มทดลองแสดงคะแนนการรู้คิดและคุณภาพชีวิตสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิเคราะห์ ANCOVA พบว่าตัวแปรกลุ่ม เพศ อายุ ระดับการศึกษา และคะแนนก่อนการทดลอง เป็นปัจจัยทำนายการเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มทดลองมีคะแนนการรู้คิดเพิ่มขึ้น (F(1, 58) = 4.75, p = .033, ηp² = .076) และคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้น (F(1, 58) = 6.05, p = .017, ηp² = .094) อย่างมีนัยสำคัญ สรุป: โปรแกรมกระตุ้นการรู้คิด (CSP) จำนวน 8 ครั้ง ช่วยส่งเสริมการรู้คิดและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะ MCI ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยใช้เครื่องมือประเมินทางประสาทจิตวิทยาและแบบประเมิน QOL-AD ที่ครอบคลุม
Development Of The Social And Emotional Health Survey Among Thai Adolescents, Nithikorn Laoritthikrai
Development Of The Social And Emotional Health Survey Among Thai Adolescents, Nithikorn Laoritthikrai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In response to growing concerns about youth depression in Thailand, positive psychology has emerged as a promising field for nurturing inner strengths and well-being. Guided by the concept of Covitality, efforts have been made to enhance positive psychological resources; however, comprehensive assessments in this area remain limited. This study aimed to develop and validate the Thai version of the Social and Emotional Health Survey-Secondary (SEHS-S) by examining its psychometric properties. Participants included 502 high school students in Bangkok, with 337 males and 165 females between the ages of 15 and 18. A Structural Equation Modeling (SEM) was employed to test …
การกล่าวโทษเหยื่อ : อิทธิพลของความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรม โดยมีอคติที่มีต่อกลุ่มคนข้ามเพศและการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อเป็นตัวแปรส่งผ่าน, บุณยาพร อนะมาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรมที่มีต่อการกล่าวโทษเหยื่อในอาชญากรรมทางเพศที่เกิดขึ้นกับหญิงข้ามเพศ โดยมีอคติต่อกลุ่มคนข้ามเพศและการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อเป็นตัวแปรส่งผ่านของความสัมพันธ์ในกลุ่มตัวอย่างเพศชายอายุ 18 - 55 ปี จำนวน 186 คน มีเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาจำนวน 5 เครื่องมือ คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป, แบบสอบถามความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรม, แบบสอบถามอคติที่มีต่อกลุ่มคนข้ามเพศ, แบบสอบถามการยอมรับมายาคติเกี่ยวกับการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อ และแบบสอบถามการกล่าวโทษเหยื่อ ผ่านการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรมไม่ส่งผลโดยตรงต่อการกล่าวโทษเหยื่อ (β = -.04, p = .55) ทว่าพบการส่งผลทางอ้อมโดยมีอคติต่อกลุ่มคนข้ามเพศเป็นตัวแปรส่งผ่าน (β = .05, p < .05) และพบการส่งผลทางอ้อมโดยมีการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อเป็นตัวแปรส่งผ่าน (β = .19, p < .01) จึงอาจสรุปได้ว่า อคติต่อกลุ่มคนข้ามเพศและการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อ มีความสามารถในการเป็นตัวแปรส่งผ่านสมบูรณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรมและการกล่าวโทษเหยื่อในกลุ่มตัวอย่างเพศชาย
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ตราบาป การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม และเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ ของข้าราชการทหาร, สิรีนนุช อุดมศรี
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ตราบาป การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม และเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ ของข้าราชการทหาร, สิรีนนุช อุดมศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการรับรู้ตราบาป การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม และเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือจากนักวิชาชีพ และศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ตราบาปและการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมต่อเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือจากนักวิชาชีพ กลุ่มตัวอย่างคือข้าราชการทหารจำนวน 126 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ มาตรวัดการรับรู้ตราบาป มาตรวัดการรับรู้การสนับสนุนทางสังคม มาตรวัดเจตคติต่อการแสวงหาความช่วยเหลือจากนักวิชาชีพ ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ตราบาปของข้าราชการทหาร มีความสัมพันธ์สัมพันธ์ทางลบกับเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ (r = -0.328) ที่นัยสำคัญทางสถิติ การรับรู้การสนับสนุนทางสังคมของข้าราชการทหารมีความสัมพันธ์อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติกับเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ และผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่าการรับรู้ตราบาปและการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมมีอิทธิพลต่อเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ ได้ร้อยละ 10.8 (R²=0.108, p<0.001) โดยมีเพียงการรับรู้ตราบาปเท่านั้นที่พบนัยสำคัญทางสถิติ
Effect Of A Mindfulness-Based Program On Executive Function In Preschool Children, Suwattanee Lerskunakorn
Effect Of A Mindfulness-Based Program On Executive Function In Preschool Children, Suwattanee Lerskunakorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The purpose of this study was to examine the effects of a mindfulness-based program on executive function (EF) and attention flexibility in preschool children. This study employed a quasi-experimental pretest-posttest control group design. Executive function was assessed using the Thai version of the Head-Toes-Knees-Shoulders (Thai HTKS) task, while attention flexibility was measured using the Early Years Toolbox (EYT). The participants were 48 children in Kindergarten Year 2. Children were paired based on similar EF scores and randomly assigned to either the experimental or control group, one pair at a time. The experimental group participated in a mindfulness-based program for 12 …
อิทธิพลของทักษะทางสังคมและอารมณ์ที่มีต่อความเครียดและสุขภาวะทางจิตของนิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยมีการฟื้นพลังและการรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่าน, นิธิกานต์ หนองห้าง
อิทธิพลของทักษะทางสังคมและอารมณ์ที่มีต่อความเครียดและสุขภาวะทางจิตของนิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยมีการฟื้นพลังและการรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่าน, นิธิกานต์ หนองห้าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบโมเดลอิทธิพลของทักษะทางสังคมและอารมณ์ที่มีต่อความเครียดและสุขภาวะทางจิตของนิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูโดยมีการฟื้นพลังและการรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่าน กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยคือนิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูระดับปริญญาบัณฑิตที่กำลังอยู่ในระหว่างการลงทะเบียนเรียนในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการสอน และมีกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติการสอนอย่างน้อย 1 ภาคการศึกษา จำนวน 262 คน เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามรูปแบบกระดาษและแบบสอบถามออนไลน์โดยใช้ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดทักษะทางสังคมและอารมณ์ (α = .93) 3) มาตรวัดการฟื้นพลัง (α = .87) 4) มาตรวัดการรับรู้ความสามารถของตนเอง (α = .90) 5) มาตรวัดความเครียด (α = .79) และ 6) มาตรวัดสุขภาวะทางจิต (α = .77) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เส้นทาง (Path analysis) ผลการวิจัยสนับสนุนโมเดลสมมติฐาน ค่าดัชนีความสอดคล้องของโมเดลโดยรวมแสดงถึงความสอดคล้องระหว่างโมเดลสมมติฐานกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ 2 (20, N = 262) = 51.86, p<.001, χ 2/df = 2.593, CFI = .973, TLI = .951, RMSEA = .078) โดยการฟื้นพลังและการ รับรู้ความสามารถของตนเองมีบทบาทในการเป็นตัวแปรส่งผ่านของความสัมพันธ์ในโมเดลอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติผลจากการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะทางสังคมและ อารมณ์การฟื้นพลัง และการรับรู้ความสามารถของตนเอง เพื่อเป็นปัจจัยช่วยส่งเสริมสุขภาวะทาง จิตและลดความเสี่ยงต่อความเครียดให้แก่นิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูต่อไป
ความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองทางเพศ บรรยากาศภายในที่ทำงาน และสุขภาวะทางจิตของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ, พินิศใจ บำรุงกฤษฎา
ความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองทางเพศ บรรยากาศภายในที่ทำงาน และสุขภาวะทางจิตของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ, พินิศใจ บำรุงกฤษฎา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองทางเพศ (self-acceptance of sexuality) สุขภาวะทางจิต (psychological well-being) และบรรยากาศภายในที่ทำงาน (workplace climate) ในกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานที่มีความหลากหลายทางเพศที่ทำงานประจำในองค์กรในประเทศไทย จำนวน 147 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการแบบเจาะจง และเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ มาตรวัดการยอมรับตนเองทางเพศ (α = .89) มาตรวัดบรรยากาศภายในที่ทำงานของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (α = .91) และมาตรวัดสุขภาวะทางจิตตามแนวคิดของความสุขจากภายในตนเอง (α = .86) โดยผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ พบว่า การยอมรับตนเองทางเพศมีความสัมพันธ์ทางบวกกับสุขภาวะทางจิต (r = .42, p < .001) และบรรยากาศภายในที่ทำงาน (r = .32, p < .001) ขณะที่สุขภาวะทางจิตมีความสัมพันธ์ทางบวกกับบรรยากาศภายในที่ทำงานเช่นกัน (r = .21, p = .011) อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์การกำกับอย่างง่ายด้วย PROCESS Model 1 พบว่า บรรยากาศภายในที่ทำงานไม่มีอิทธิพลกำกับที่มีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองทางเพศกับสุขภาวะทางจิต (β = -.023, p = .752) ข้อค้นพบดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การส่งเสริมการยอมรับตนเองทางเพศอาจมีส่วนช่วยพัฒนาสุขภาวะจิตของบุคลากร LGBTQ+ ได้ ขณะที่บทบาทของบรรยากาศภายในที่ทำงานควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติมในบริบทที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการพัฒนานโยบายและสิ่งแวดล้อมที่เกื้อหนุนความหลากหลายทางเพศในองค์กรอย่างยั่งยืน
ประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ, ณัฐวรา ปฏิทัศน์
ประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ, ณัฐวรา ปฏิทัศน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลเป็นนักกีฬาคนพิการจำนวน 6 รายโดยคัดเลือกแบบการสุ่มตัวอย่างแบบอ้างอิงด้วยบุคคลและผู้เชี่ยวชาญ (snowball sampling) และเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ความท้าทายที่ผู้พิการต้องเผชิญ ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อย คือ ความท้าทายทางด้านร่างกาย ความท้าทายทางจิตใจ และความท้าทายในฐานะนักกีฬาผู้พิการ 2) ปัจจัยเกื้อหนุนจากรอบข้างภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ประกอบไปด้วย 2 ประเด็นย่อย คือ ได้รับการสนับสนุนในการเป็นนักกีฬาอาชีพ และ การมีสังคมรอบข้างที่ดี 3) การมองเห็นสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ขาด ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อย คือ มองความพิการอย่างเข้มแข็ง มองเห็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเอง และยอมรับตัวเองในแบบที่เป็น
Relationships Among Employee Turnover Intention And Perception Of Employees On Organisational Readiness For Change, Transformational Leadership, And Usability Of Flexible Work Arrangement: Mediating Role Of Organisational Commitment In Technology-Related Industries In Thailand, Siraprapa Meerat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Challenges in retaining employees within Thailand's technology industries, where adaptability to global changes is essential, have intensified, leading to higher turnover intentions. This study examines how organizational readiness for change, transformational leadership, and flexible work arrangements influence turnover intention, with organizational commitment as a mediating factor. Using a survey of 229 employees in Thailand’s technology sector and mediation analysis through the PROCESS tool in SPSS, the study revealed distinct patterns of influence. Transformational leadership showed both a direct negative effect on turnover intention (b = -0.5768, p < .01) and an indirect effect through organizational commitment (b = -0.1573, 95% CI [-0.2478, -0.0842]), indicating partial mediation. Organizational readiness had a direct negative effect on turnover intention (b = -0.2988, p < .05) without a mediating role. Flexible work arrangements did not have a direct effect on turnover intention (b = 0.0506, p = .4576) but exhibited a significant indirect effect through reduced organizational commitment (b = 0.0394, 95% CI [-0.0781, -0.0107]), indicating full mediation. These findings provide strategic insights into how leadership practices, organizational preparedness, and flexible work design each play a distinct role in influencing employee commitment and retention. The results offer valuable guidance for human resource professionals seeking to strengthen leadership capability, improve change communication, and implement flexible work policies that support employee engagement and reduce turnover intention.
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิตในวัยรุ่นตอนต้น: โมเดลอิทธิพลส่งผ่านแบบมีเงื่อนไขโดยการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านและการมีสติเป็นตัวแปรกำกับ, อภิชญา ศาสนจรรยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนกับระดับความพึงพอใจในชีวิตของนักเรียนวัยรุ่น โดยมีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านและการมีสติเป็นตัวแปรกำกับ ผู้เข้าร่วมการวิจัยคือวัยรุ่นตอนต้น อายุ 12-15 ปี จำนวนทั้งสิ้น 358 คน ผู้วิจัยได้พัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) มาตรวัดภาวะหมดไฟในการเรียน 3) มาตรวัดความพึงพอใจในชีวิต 4) มาตรวัดการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิด และ 5) มาตรวัดการมีสติ การวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบมีเงื่อนไข ผลการวิจัยพบว่าภาวะหมดไฟในการเรียนมีความสัมพันธ์ทางลบกับความพึงพอใจในชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = -0.369, p < .05) อย่างไรก็ตาม การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสัมพันธ์ของภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิต (β = 0.026, p = .62) ในขณะที่การมีสติสามารถกำกับอิทธิพลทางอ้อมระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิตโดยมีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านภายใต้เงื่อนไขการมีสติในระดับต่ำ (β = -0.200, p < .05) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการมีสติในระดับต่ำอาจทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดกลายเป็นกลไกระหว่างความสัมพันธ์ของภาวะหมดไฟและลดความพึงพอใจในชีวิต อย่างไรก็ตามไม่พบกลไกดังกล่าวภายใต้เงื่อนไขการมีสติระดับปานกลางและระดับสูง ข้อค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของการมีสติในการลดผลกระทบของการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดต่อความพึงพอใจในชีวิต และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาการมีสติในกลุ่มนักเรียนวัยรุ่นตอนต้นเพื่อลดผลกระทบด้านลบของพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดได้
ประสบการณ์ในการรับมือกับความท้าทายจากการปฏิบัติงานทางวิชาชีพ ของนักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่, ซัลมาร์ มณีวงศ์
ประสบการณ์ในการรับมือกับความท้าทายจากการปฏิบัติงานทางวิชาชีพ ของนักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่, ซัลมาร์ มณีวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่มักเผชิญกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นนักวิชาชีพเต็มตัว อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ในการเผชิญและรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ในบริบทของประเทศไทยยังไม่ได้รับการศึกษาในเชิงลึก งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ความท้าทายและการเผชิญกับความท้าทายของนักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่ (ที่มีประสบการณ์ไม่เกิน 5 ปี) โดยใช้ระเบียบวิธีวิเคราะห์ปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ ผ่านกรณีศึกษาของนักจิตวิทยาจำนวน 6 ราย ผลการวิจัยพบ 4 ใจความหลัก ได้แก่ 1) ความท้าทายในการเป็นมือใหม่ที่ต้องทำงานหลากหลาย 2) การดูแลตนเอง 3) ความสำคัญของแหล่งสนับสนุน และ 4) การเห็นคุณค่าของวิชาชีพ ผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นสภาวะความท้าทายที่นักจิตวิทยามือใหม่ประสบและวิธีการรับมือกับความท้าทายของพวกเขา ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นองค์ความรู้ในการพัฒนาแนวทางการสนับสนุนอย่างเหมาะสมในด้านการนิเทศ การส่งเสริมสุขภาวะ และการออกแบบระบบดูแลทางวิชาชีพที่สอดคล้องกับบริบทประเทศไทย
อิทธิพลของความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายต่อความพึงพอใจในชีวิต โดยมีความเครียดเป็นตัวแปรส่งผ่าน และอัตลักษณ์ทางสังคมและการสนับสนุนทางสังคมเป็นตัวแปรกํากับ : เปรียบเทียบในและนอกพื้นที่สาม จังหวัดชายแดนใต้, ซาร่า ซัตตาร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายต่อความพึงพอใจในชีวิต โดยพิจารณาการรับรู้ความเครียดเป็นตัวแปรส่งผ่าน และอัตลักษณ์ทางสังคมกับการสนับสนุนทางสังคมเป็นตัวแปรกำกับ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 214 คน แบ่งเป็นกลุ่มในและนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้เท่า ๆ กัน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย PROCESS Macro (Model 21) ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายส่งผลลบต่อความพึงพอใจในชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ (p<.001) ) โดยเฉพาะในกลุ่มนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ส่วนการสนับสนุนทางสังคมส่ง ผลบวกต่อความพึงพอใจในชีวิตในกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ (p < .05) ขณะที่การรับรู้ความเครียดไม่ เป็นตัวแปรส่งผ่าน และไม่พบว่าอัตลักษณ์ทางสังคมหรือการสนับสนุนทางสังคมมีบทบาทเป็นตัวแปรกำกับอย่างมี นัยสำคัญ ข้อค้นพบชี้ให้เห็นว่า การสนับสนุนทางสังคมมีบทบาทสำคัญต่อความพึงพอใจในชีวิตของประชาชนใน พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ จึงควรส่งเสริมการสร้างเครือข่ายทางสังคมในพื้นที่ดังกล่าว ขณะเดียวกันควรมี มาตรการเสริมสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่นอกสามจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อลดผลกระทบจาก ความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายซึ่งอาจกระทบต่อความพึงพอใจในชีวิต
ความสัมพันธ์ระหว่างความกดดันในการปฏิบัติงานกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขายโดยมีบุคลิกภาพเชิงรุก และความยึดมั่นผูกพันในงานเป็นตัวแปรกำกับในพนักงานขาย องค์การอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานคร, รุ่งอรุณ มะเดื่อชุมพร
ความสัมพันธ์ระหว่างความกดดันในการปฏิบัติงานกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขายโดยมีบุคลิกภาพเชิงรุก และความยึดมั่นผูกพันในงานเป็นตัวแปรกำกับในพนักงานขาย องค์การอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานคร, รุ่งอรุณ มะเดื่อชุมพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความกดดันในการปฏิบัติงานกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขายของพนักงานขายอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งเพื่อศึกษาบทบาทของบุคลิกภาพเชิงรุกและความยึดมั่นผูกพันในงาน ในฐานะตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพนักงานขายจำนวน 141 คน จากองค์กรอสังหาริมทรัพย์หลากหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 1 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ (1) ข้อมูลประชากร (เพศ อายุ อายุงาน ระดับการศึกษา และตำแหน่งงาน) (2) ความกดดันในการปฏิบัติงาน (3) พฤติกรรมการปฏิบัติงานขาย ผ่าน 3 มิติ ได้แก่ การมีความรู้ทางเทคนิค การขายแบบประยุกต์ และการวางแผนการขาย (4) ความยึดมั่นผูกพันในงาน และ (5) บุคลิกภาพเชิงรุก ผลการวิจัยพบว่า บุคลิกภาพเชิงรุกและความยึดมั่นผูกพันในงานไม่มีอิทธิพลกำกับอย่างมีนัยสำคัญ ต่อความสัมพันธ์ระหว่างความกดดันในการปฏิบัติงานกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานด้านการขาย (β = −.044, p = .595 และ β = −.092, p = .216 ตามลำดับ) อย่างไรก็ตาม ความกดดันในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขาย (r = .27, p < .01) และความยึดมั่นผูกพันในงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขาย (r = .44, p < .01) นอกจากนี้ บุคลิกภาพเชิงรุกมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับความกดดันในการปฏิบัติงาน (r = .30, p < .01) กับ พฤติกรรมการปฏิบัติงานด้านการขาย (r = .51, p < .01) และความยึดมั่นผูกพันในงาน (r = .45, p < .01) ผลการวิจัยครั้งนี้สำหรับการบริหารงานขายในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ องค์กรควรออกแบบรูปแบบของการบริหารงานขายภายใต้ความกดดันในการปฏิบัติงานให้เหมาะสม ควรส่งเสริมพฤติกรรมการปฏิบัติงานขายภายใต้สภาวะความกดดันในการปฏิบัติงานในทิศทางบวก ไม่ทำลายสุขภาวะจิต ทั้งในรูปแบบของกลยุทธ์ กิจกรรม และโปรแกรมฝึกอบรมที่สนับสนุนลักษณะบุคลิกภาพเชิงรุกและความยึดมั่นผูกพันในงาน สนับสนุนความสามารถของพนักงานขายทางด้านพฤติกรรมการปฏิบัติงานขาย ที่มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับผลการปฏิบัติงานและอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์
The Effects Of Acceptance And Commitment Group Therapy On Depression And Psychological Flexibility In Undergraduates With Significant Others Experiencing Depression, Buranee Chinotaikul
The Effects Of Acceptance And Commitment Group Therapy On Depression And Psychological Flexibility In Undergraduates With Significant Others Experiencing Depression, Buranee Chinotaikul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigated the impact of Acceptance and Commitment Group Therapy (ACGT) on depression and psychological flexibility in undergraduates whose significant others experienced depression. Whether attending ACGT would help increase psychological flexibility and decrease depressive symptoms was examined. A total of 25 undergraduates participated in the current study, with 8 assigned to the control group based on convenience and 17 to the intervention group. Those in the intervention group participated in six 2.5-hour on-site ACGT sessions, with data on depression and psychological flexibility being collected at pre-test, post-test, and 10-week follow-up. Results indicated that after the intervention, participants in the …
ผลของการรับรู้ความสะอาดเชิงอุปลักษณ์ต่อภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเองและพฤติกรรมเพื่อสังคมในสังคมไทย, ชญานิษฐ์ ตระกูลพิพัฒน์
ผลของการรับรู้ความสะอาดเชิงอุปลักษณ์ต่อภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเองและพฤติกรรมเพื่อสังคมในสังคมไทย, ชญานิษฐ์ ตระกูลพิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของความรู้สึกสะอาดที่มีต่อการตัดสินใจทางด้านศีลธรรมในกลุ่มตัวอย่างชาวไทย โดยมีทั้งหมด 2 การศึกษา การศึกษาที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้โดยนัยของความเชื่อมโยงระหว่างความสะอาดและความดีมีศีลธรรม ผู้เข้าร่วมงานวิจัยจำนวน 306 คน อายุระหว่าง 18–30 ปี เข้าร่วมการทดลองออนไลน์ โดยถูกสุ่มให้เข้ากลุ่มทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความรู้สึกสะอาดผ่านการชมคลิปวิดีโอล้างมือ และกลุ่มควบคุมที่ชมคลิปวิดีโอทำอาหาร จากนั้นทำแบบทดสอบการเชื่อมโยงโดยนัย (Implicit Association Test: IAT) โดยการจับคู่คำศัพท์ศีลธรรมและอศีลธรรมกับรูปสะอาดหรือสกปรก ผลการทดลอง พบว่า ผู้เข้าร่วมงานวิจัยมีการจับคู่คำศัพท์ศีลธรรมกับรูปสะอาด และคำศัพท์อศีลธรรมกับรูปสกปรกได้อย่างชัดเจน และเมื่อเหนี่ยวนำด้วยความรู้สึกสะอาด พบว่า เวลาในการตอบสนองต่อการจับคู่คำศัพท์ศีลธรรมกับรูปสะอาดเร็วกว่าการจับคู่คำศัพท์อศีลธรรมกับรูปสกปรก ซึ่งสนับสนุนแนวความคิดความเชื่อมโยงโดยนัยของความสะอาดกับความดีมีศีลธรรมในสังคมไทย การศึกษาที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความรู้สึกสะอาดเชิงอุปลักษณ์ต่อการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเองและการตัดสินใจทางด้านศีลธรรม ผู้เข้าร่วมการทดลอง จำนวน 191 คน ถูกสุ่มเข้าเงื่อนไขอย่างอิสระแบ่งเป็นกลุ่มล้างมือรับเงื่อนไขพูดโกหก (n = 47) กลุ่มล้างมือรับเงื่อนไขพูดความจริง (n = 48) กลุ่มลองปากการับเงื่อนไขพูกโกหก (n = 48) และกลุ่มลองปากการับเงื่อนไขพูดความจริง (n = 48) ผู้เข้าร่วมการทดลองทำแบบประเมินภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเอง 3 ครั้ง ก่อนการทดลอง 24 ชั่วโมง หลังอ่านบทความ(พูดโกหกหรือพูดความจริง) และหลังชำระล้าง (ล้างมือหรือใช้ปากกา) หลังจากนั้นทำแบบทดสอบพฤติกรรมเพื่อสังคมโดยการบริจาคเงิน ผลการทดลอง พบว่า ความรู้สึกสะอาดมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเองในกลุ่มล้างมือที่รับเงื่อนไขพูดโกหก แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มล้างมือที่รับเงื่อนไขพูดความจริง และกลุ่มลองปากกา เมื่อดูพฤติกรรมเพื่อสังคม พบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองกลุ่มล้างมือที่รับเงื่อนไขพูดโกหกมีการบริจาคเงินที่น้อยกว่าผู้เข้าร่วมการทดลองกลุ่มลองปากกาที่รับเงื่อนไขเดียวกัน ซึ่งแสดงถึงความรู้สึกสะอาดสามารถลดทอนความรู้สึกผิดได้ แต่ไม่พบความแตกต่างของยอดการบริจาคเงินในกลุ่มรับเงื่อนไขพูดความจริง ทั้งในกลุ่มล้างมือและลองปากกา
การประเมินการต้านทานการแตกหักในฟันหน้าที่ผ่านการเหนี่ยวนำให้ปลายรากฟันปิดด้วยเอ็มทีเอและได้รับการเสริมความแข็งแรงของคลองรากฟัน: การศึกษาในห้องทดลอง, ธัญพฤฒ อุตมวาทิน
การประเมินการต้านทานการแตกหักในฟันหน้าที่ผ่านการเหนี่ยวนำให้ปลายรากฟันปิดด้วยเอ็มทีเอและได้รับการเสริมความแข็งแรงของคลองรากฟัน: การศึกษาในห้องทดลอง, ธัญพฤฒ อุตมวาทิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแตกของรากฟันเป็นความล้มเหลวที่พบได้บ่อยในฟันที่ได้รับการเหนี่ยวนำให้ปลายรากฟันปิดด้วยเอ็มทีเอ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวัสดุเสริมความแข็งแรงที่เหมาะสมภายหลังการเหนี่ยวนำให้ปลายรากฟันปิดด้วยเอ็มทีเอภายใต้สภาวะจำลองในช่องปาก โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1: เพื่อศึกษาผลของความหนาของเนื้อฟัน ฟันจำนวน 24 ซี่ (n=8) ถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มควบคุมที่มีรากฟันสมบูรณ์ กลุ่มที่จำลองให้มีความหนาเนื้อฟัน 2.0 มม. และ 1.5 มม. โดยใช้ Peeso reamer ขยายโพรงรากจนได้ความหนาตามที่กำหนด ตอนที่ 2: เพื่อศึกษาผลของวัสดุเสริมความแข็งแรง รากฟันจำนวน 40 ซี่ถูกเตรียมให้มีลักษณะรากอ่อนแอโดยจำลองความหนาเนื้อฟัน 1.5 มม. และปิดปลายรากด้วยเอ็มทีเอจากนั้นแบ่งเป็น 5 กลุ่ม (n=8) ได้แก่ กลุ่มกัตทาเพอร์ชา, เอ็มทีเอ, เรซินคอมโพสิตชนิดบ่มตัวร่วม, เดือยฟันเสริมเส้นใย และเดือยฟันเสมือนรากฟัน ทุกกลุ่มตัวอย่างผ่านกระบวนการเปลี่ยนอุณหภูมิร้อนเย็นแบบเป็นจังหวะและการลงแรงแบบเป็นวัฏจักร ก่อนทดสอบการรับแรงกดจนแตก บันทึกลักษณะการแตกและแรงสูงสุดก่อนการแตก วิเคราะห์ข้อมูลด้วย one-way ANOVA และ Tukey’s test รวมถึง Weibull regression เพื่อวิเคราะห์ความน่าจะเป็นของการอยู่รอด พบว่ากลุ่มที่มีความหนาเนื้อฟัน 1.5 มม. มีความทนต่อแรงแตกหักต่ำกว่ากลุ่มควบคุมและกลุ่มที่มีความหนา 2.0 มม. อย่างมีนัยสำคัญ พบการแตกของรากในแนวเฉียงในตัวอย่างทั้งหมด สำหรับกลุ่มเดือยฟันเสริมเส้นใย พบการแตกบ่อยที่บริเวณรอยต่อระหว่างเอ็มทีเอกับเดือยฟัน ขณะที่กลุ่มเรซินคอมโพสิตชนิดบ่มตัวร่วมมีค่าความทนต่อแรงแตกหักและความน่าจะเป็นในการอยู่รอดใกล้เคียงกับกลุ่มควบคุมที่มีรากฟันสมบูรณ์ ดังนั้นภายใต้ขอบเขตของการศึกษานี้ พบว่าสามารถใช้เรซินคอมโพสิตแบบบ่มตัวร่วมในการเสริมความแข็งแรงของฟันที่ได้รับการเหนี่ยวนำให้ปลายรากฟันปิดด้วยเอ็มทีเอได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การศึกษาความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุในบ้านพักคนชรา: การวิจัยแบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูล, ภาดล สุขสถิตย์
การศึกษาความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุในบ้านพักคนชรา: การวิจัยแบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูล, ภาดล สุขสถิตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาถึงกระบวนการสร้างมโนทัศน์ การรับรู้ และการตอบสนองของผู้สูงอายุที่มีต่อประสบการณ์ความโดดเดี่ยวที่อาศัยอยู่ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบทฤษฎีฐานรากตามแนวคิดสรรคนิยม (constructivist grounded theory) ผ่านการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์จากผู้สูงอายุจำนวน 22 คน เพศชายจำนวน 9 คน เพศหญิง 13 คนจาก ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุฯ จำนวน 5 แห่งในจังหวัดระยองและจังหวัดจันทบุรี เมื่อนำข้อมูลการสัมภาษณ์มาทำการลงรหัสและวิเคราะห์พบว่ามีข้อค้นพบที่อธิบายกระบวนการในการรับรู้ สร้างมโนทัศน์และตอบสนองต่อความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุ จำนวน 5 ประเด็น ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านบุคคล 2) ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ 3) ประสบการณ์ที่เกิดขึ้น 4) ความโดดเดี่ยว 5) การตอบสนองต่อความโดดเดี่ยว โดยพบว่าปัจจัยด้านบุคคลที่เป็นปัจจัยที่อธิบายถึงลักษณะบุคลิกและภูมิหลังของผู้สูงอายุและปัจจัยด้านลักษณะการรับรู้ของผู้สูงอายุที่มีต่อศูนย์ดูแลผู้สูงอายุฯ นั้นมีอิทธิพลต่อการรับรู้ความเป็นไปหรือประสบการณ์ในขณะที่อาศัยอยู่ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ รวมไปถึงการรับรู้ประสบการณ์ความโดดเดี่ยวและรูปแบบที่ผู้สูงอายุแต่ละคนตอบสนองต่อความโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้น ซึ่งในขณะเดียวกันการรับรู้ประสบการณ์ หรือความโดดเดี่ยวและการตอบสนองที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุก็ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านบุคลิกภาพของผู้สูงอายุได้เช่นกัน ซึ่งข้อค้นพบนี้ได้เน้นย้ำให้เห็นถึงอิทธิพลที่ส่งผลซึ่งกันและกันในกระบวนการรับรู้ประสบการณ์และความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุทั้งจากปัจจัยภายในผู้สูงอายุ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและปัจจัยเชิงสังคม งานวิจัยฉบับนี้จึงได้เสนอให้มีการพัฒนาการดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นองค์รวมและสร้างความเข้าใจถึงพลวัตที่เกิดขึ้นกับการรับรู้ของผู้สูงอายุที่อาศัยภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุฯ ซึ่งจะเป็นรากฐานในการพัฒนาการบริการการดูแลระยะยาวต่อไป
การเพาะเลี้ยงเซลล์ 3 มิติด้วยแม่เหล็กของเซลล์ต้นกำเนิดจากเซลล์เนื้อเยื่อในฟันมนุษย์และศักยภาพในการนำไปใช้ในทันตกรรมฟื้นฟู, นิก้า จอร์เจีย ซาลาซ่าร์
การเพาะเลี้ยงเซลล์ 3 มิติด้วยแม่เหล็กของเซลล์ต้นกำเนิดจากเซลล์เนื้อเยื่อในฟันมนุษย์และศักยภาพในการนำไปใช้ในทันตกรรมฟื้นฟู, นิก้า จอร์เจีย ซาลาซ่าร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้พัฒนาระบบไฮโดรเจลอัลจิเนตที่ถูกออกซิไดซ์ เพื่อส่งผ่านปัจจัยกระตุ้นการเจริญของเซลล์ประสาททั้งแบบต่อเนื่องและทางอ้อม เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ประสาทของสเต็มเซลล์ที่ได้จากจากเนื้อเยื่อในฟันของมนุษย์ โดยได้ทำการวิเคราะห์ลักษณะของไฮโดรเจลในด้านระดับการออกซิไดซ์ การดูดซับน้ำ การย่อยสลาย และการปลดปล่อยโปรตีน ผลแสดงให้เห็นถึงการปลดปล่อยโปรตีนต้นแบบและ ปัจจัยกระตุ้นการเจริญของเซลล์ประสาทได้ตามช่วงเวลา ในการเพาะเลี้ยงเซลล์แบบ สองมิติ การร่วมเลี้ยงแบบทางอ้อมกับไฮโดรเจลที่พัฒนา พบว่าการแสดงออกของยีนและโปรตีนของตัวบ่งชี้เซลล์ประสาท (เนสติน, ดีซีเอกซ์และ เบต้าทรี ทุบูลิน) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ความมีชีวิตของเซลล์ยังคงสูงตลอดการทดลอง แสดงถึงความเข้ากันได้ทางชีวภาพของไฮโดรเจลนี้ สำหรับการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ประสาทในระบบ สามมิติ ได้มีการสร้างสเฟียร์รอยด์ที่มีชีวิตและมีโครงสร้างแน่นหนาสำเร็จด้วยเทคนิค การปรินต์สามมิติด้วยแม่เหล็กผลการทดลองพบว่าสเฟียร์รอยด์ที่ใช้จำนวน10,000 เซลล์จะมีรูปร่างและความมีชีวิตที่เหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ผลการทดลองปัจจุบันแสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพของไฮโดรเจลในฐานะเป็นแพลตฟอร์มในการส่งผ่านโปรตีนเพื่อกระตุ้นการพัฬนาไปเป็นเซลล์ประสาทโดย ไม่ต้องใช้โครงร่างและสนับสนุนการประยุกต์ใช้งานในอนาคตกับงานวิจัยสเต็มเซลล์ระดับสามมิติและในระดับคลินิกในเชิงเวชศาสตร์ฟื้นฟูในสาขาทันตกรรมเอนโดดอนต์
The Comparison Of Learning Outcome Between Implant Placement Training With Xguide Vs Iris100 Navigation In Different Anatomical Situations, Supichaya Thanasanpaiboon
The Comparison Of Learning Outcome Between Implant Placement Training With Xguide Vs Iris100 Navigation In Different Anatomical Situations, Supichaya Thanasanpaiboon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to evaluate the learning outcomes, accuracy, efficiency, and user perceptions of two dynamic navigation systems, X-Guide and IRIS-100, in implant placement training for novice dentists across varying anatomical complexities.Fourteen novice dentists were initially recruited, with 12 completing the full training program. Participants underwent implant placement training on models representing straightforward and advanced cases using two training sequences: X-Guide followed by IRIS-100, and IRIS-100 followed by X-Guide. Accuracy was assessed by measuring angular, coronal, and apical deviations, as well as operation time, across pre-test, post-test 1, and post-test 2 phases using the freehand technique, followed by repeated measures …
Biological Effects Of Photobiomodulation On C2c12 Cell Culture Under Inflammatory Environment, Duong Le Dai
Biological Effects Of Photobiomodulation On C2c12 Cell Culture Under Inflammatory Environment, Duong Le Dai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Backgrounds: In the last decade, photobiomodulation (PBM) has been utilized as a complementary therapeutic option for the management of musculoskeletal disorders such as temporomandibular disorders (TMD). However, its mechanism of action in skeletal muscle cells like the C2C12 myoblasts remains poorly understood. Thus, this study aimed to investigate the effects of PBM, using low-level light therapy (LLLT), on the proliferation and differentiation capacity of C2C12 cells cultured under normal media and compared with cells under proinflammatory environments. Materials and Methods: PBM treatment consisted of the following LLLT dose regimens: 1-day of 3, 5, and 7 J/cm2/day single doses and 2-day …
Effect Of Video Game Playing On Character Strengths, Natdanai Iamwattanaseree
Effect Of Video Game Playing On Character Strengths, Natdanai Iamwattanaseree
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Character strengths have been widely studied in areas such as the workplace, education, and relationships. However, little research has explored the relationship between video games and character strengths, particularly from a causal perspective. This research aims to examine how playing action and adventure video games may influence character strengths, drawing on game and behavior change theories. The study includes two parts: a correlational study and a field experiment. The first study surveyed 597 participants using snowball sampling to explore the effects of different game genres on character strengths. Results showed that game genre significantly had a main effect on character …
ความแตกต่างของความต้านทานความสึกของเฝือกสบฟันที่ใช้มุมการพิมพ์แบบสามมิติที่ต่างกัน, จรินทร์ทิพย์ สุวรรณบุตร
ความแตกต่างของความต้านทานความสึกของเฝือกสบฟันที่ใช้มุมการพิมพ์แบบสามมิติที่ต่างกัน, จรินทร์ทิพย์ สุวรรณบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องจากแนวโน้มในปัจจุบันของวัสดุทางทันตกรรมมุ่งเน้นไปที่การนำกระบวนการทางดิจิทัลมาใช้ในทางคลินิกอย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างเช่น การใช้เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติในการผลิตอุปกรณ์ต่าง ๆ การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการประเมินความทนต่อการสึกหรอของชิ้นงานที่ผลิตจากวัสดุสำหรับอุปกรณ์เฝือกสบฟัน (occlusal splint) โดยการพิมพ์สามมิติที่มุมการพิมพ์ต่างกัน เพื่อตรวจสอบมุมที่เหมาะสมที่สุดในการต้านทานการสึกหรอ เนื่องจากความทนต่อการสึกหรอและความแข็งของผิววัสดุเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออายุการใช้งานของอุปกรณ์เฝือกสบฟัน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ผ่านมาเกี่ยวกับการพิมพ์สามมิติมักมุ่งเน้นไปที่คุณสมบัติอื่น เช่น ความหยาบผิวขณะพิมพ์ (as-built surface roughness) หรือชนิดของวัสดุที่ใช้เป็นหลัก ดังนั้น การศึกษาครั้งนี้จึงให้ความสนใจในประเด็นดังกล่าว ตัวอย่างการทดลองจำนวน 6 ชิ้นต่อกลุ่มถูกสร้างขึ้นภายใต้ข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 14569-2 โดยชิ้นงานแต่ละชิ้นถูกกดด้วยเครื่องไฮดรอลิกด้วยแรงประมาณเท่ากับแรงบดเคี้ยวสูงสุดของผู้ป่วย bruxism (225 นิวตัน) ที่ความถี่ 1 เฮิรตซ์ จำนวน 840 ครั้ง ความหยาบผิวของชิ้นงานก่อนและหลังการทดสอบวัดด้วยเครื่องโปรฟิโลมิเตอร์แบบสัมผัส (contact profilometer) จากนั้นจึงทำการทดสอบความแข็งผิวด้วยเครื่องทดสอบไมโครฮาร์ดเนส (microhardness testing machine) ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าชิ้นงานที่พิมพ์ด้วยมุม 90 องศามีค่าความลึกของการสึกหรอต่ำที่สุด โดยค่าการสึกหรอเพิ่มขึ้นตามลำดับที่มุม 60, 30 และ 0 องศา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับผลการทดสอบความแข็งของผิววัสดุ อย่างไรก็ตาม ในการนำผลการศึกษานี้ไปประยุกต์ใช้จริง ควรพิจารณาคุณสมบัติอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อการใช้งานในแต่ละมุมการพิมพ์ร่วมด้วยอย่างรอบคอบ
Evaluation Of Cytotoxicity And Gene Expression Of Primary Human Periodontal Ligament Cells Against The Newly-Developed Bioceramic Sealer, Chanathip Chatphatthanasiri
Evaluation Of Cytotoxicity And Gene Expression Of Primary Human Periodontal Ligament Cells Against The Newly-Developed Bioceramic Sealer, Chanathip Chatphatthanasiri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to compare the biological properties of a newly developed cockle shell-derived bioceramic sealer (NDBS) with those of iRoot SP in relation to human periodontal ligament (hPDL) cells. NDBS was prepared according to previous study, and both sealers were extracted in complete medium and diluted into four concentrations (non-diluted, 1:2, 1:4, and 1:8). Biocompatibility testing followed ISO 7405 standards, using the MTT assay to assess cytotoxicity and proliferation at 1, 3, and 7 days. pro-inflammatory (IL-6, IL-8, TNF-α) and mineralization (ALP and OCN) gene expression analysis were performed using RT-qPCR on cells treated with 1:4 diluted extracts. MTT …