Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 12541 - 12570 of 17328

Full-Text Articles in Entire DC Network

P53 And C-Erb B2, Prognostic Factors For Breast Cancer, S. Keelawat Aug 1999

P53 And C-Erb B2, Prognostic Factors For Breast Cancer, S. Keelawat

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Primary Adenocarcinoma Of The Urinary Bladder Andrenal Pelvis At King Chulalongkorn Memorialhospital, From 1989 To 1998, J. Samran, W. Kittikwit, V. Amornsirivat Aug 1999

Primary Adenocarcinoma Of The Urinary Bladder Andrenal Pelvis At King Chulalongkorn Memorialhospital, From 1989 To 1998, J. Samran, W. Kittikwit, V. Amornsirivat

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Precore Mutants ของไวรสตับอักเสบ บี, P. Tangkijvanich, Y. Poovorawan Aug 1999

Precore Mutants ของไวรสตับอักเสบ บี, P. Tangkijvanich, Y. Poovorawan

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Ganglioneuroma: Clinicopathological Study Withemphasis On The Histologic Features Anddifferential Diagnosis, V. Punyavoravut, P. Sampatanukul, P. Ruangvejvorachai Aug 1999

Ganglioneuroma: Clinicopathological Study Withemphasis On The Histologic Features Anddifferential Diagnosis, V. Punyavoravut, P. Sampatanukul, P. Ruangvejvorachai

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Eleven Years Of Heart Transplantation Atking Chulalongkorn Memorial Hospital, P. Suwangool, Pp. Suwangool, K. Luengtaviboon Aug 1999

Eleven Years Of Heart Transplantation Atking Chulalongkorn Memorial Hospital, P. Suwangool, Pp. Suwangool, K. Luengtaviboon

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Malignant Tumors Of Major Salivary Glands During The Pastten Years At King Chulalongkorn Memorial Hospital, T. Paisuntornsug, S. Keelawat, J. Somran, C. Unhasuta, S. Karnsawai Aug 1999

Malignant Tumors Of Major Salivary Glands During The Pastten Years At King Chulalongkorn Memorial Hospital, T. Paisuntornsug, S. Keelawat, J. Somran, C. Unhasuta, S. Karnsawai

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Central Neurocytoma: A Case Report, S. Kanvisetsri, S. Shuangshoti, A. Sookkee, S. Khaoroptham Aug 1999

Central Neurocytoma: A Case Report, S. Kanvisetsri, S. Shuangshoti, A. Sookkee, S. Khaoroptham

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


ผลของวิตามินซีต่อการหายของแผลถอนฟันในมนุษย์การศึกษาทางคลินิก, ชัยวัฒน์ ปิ่นน้อย, ปฐมพร สอ้านวงศ์, สุดารัตน์ นับดี Jul 1999

ผลของวิตามินซีต่อการหายของแผลถอนฟันในมนุษย์การศึกษาทางคลินิก, ชัยวัฒน์ ปิ่นน้อย, ปฐมพร สอ้านวงศ์, สุดารัตน์ นับดี

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับผลของวิตามินซี ต่อการหายของแผลถอนฟันในอาสาสมัครคนไทยกลุ่มหนึ่ง ที่เข้า รับการรักษาในภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นการศึกษาในขณะที่ผู้ป่วย ทุกคนรับประทานอาหารในชีวิตประจําวันตามปกติ วัสดุและวิธีการ ศึกษาจากอาสาสมัครซึ่งเป็นนิสิตทันตแพทย์จํานวน 22 คน อายุอยู่ระหว่าง 17-24 ปี โดยไม่ จํากัดเพศ ผู้ป่วยทุกคนมีฟันที่จะต้องถอนอย่างน้อยสองซี่ที่มีลักษณะทางกายวิภาคศาสตร์ใกล้เคียงกัน เช่นฟันกราม กับฟันกราม ฟันกรามน้อยกับฟันกรามน้อย และตําแหน่งต้องอยู่ในขากรรไกรเดียวกัน การถอนฟันครั้งแรกจะใช้ เป็นกลุ่มควบคุม โดยไม่ให้วิตามินซี วัดการหายของบาดแผลโดยการตรวจดูทางคลินิก แล้วใช้สาร Toluidin blue 1% ทาที่แผลถอนฟันจากนั้นล้างออกด้วยน้ํา ถ้าบาดแผลไม่ติดสีถือว่าแผลหายสนิท (Complete Epithelialization) ทั้งนี้เนื่องจากสาร Toluidin blue 1% จะติดสีเฉพาะเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue) เท่านั้น ต่อจากนั้นจึง ทําการถอนฟันอีกที่หนึ่งซึ่งจะใช้เป็นกลุ่มทดลอง โดยให้วิตามินซี 2000 มก.ต่อวัน โดยแบ่งเป็น 4 ครั้งๆ ละ 500 มก.เป็นเวลา 10 วัน แล้วตรวจดูการหายของแผลเช่นเดียวกันนําระยะเวลาการหายของทั้งสองกลุ่มมาเปรียบเทียบ กันว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ ถ้ามีความแตกต่างกันจะแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติหรือไม่ ผลการศึกษา พบว่าวิตามินซีจํานวน 2000 มก.ต่อวันมีผลช่วยเร่งเวลาการหายของแผลถอนฟันให้หายเร็วขึ้นประ มาณ 20% ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.05) สรุป วิตามินซีจะมีอยู่ในอาหารบางชนิดเท่านั้นเช่นผัก ผลไม้ เป็นต้น ซึ่ง RDA, ได้แนะนําว่า ร่างกายควรจะได้รับ วันละ 60 มก.เพื่อนําไปใช้ซ่อมแซมร่างกายในภาวะปกติ แต่ในขณะที่ร่างกายเกิดบาดแผล ถ้าร่างกายได้รับวิตามินซี เพิ่มขึ้น ก็จะทําให้ช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ในขบวนการหายของแผลได้มากขึ้นซึ่งเป็นผลทําให้การหายของ แผลเร็วขึ้น จากการวิจัยครั้งนี้จะเห็นว่าวิตามินซีที่กลุ่มทดลองได้รับมีจํานวนประมาณ 35 เท่าของ RDA. แนะนําจะช่วยเร่งการหายของแผลให้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ


ปริมาณสารปรอทในเลือดของทันตแพทย์, เกรียงไกร คุ้มไพโรจน์, ณัฐ อาจสมิติ Jul 1999

ปริมาณสารปรอทในเลือดของทันตแพทย์, เกรียงไกร คุ้มไพโรจน์, ณัฐ อาจสมิติ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบปริมาณสารปรอทในเลือดของกลุ่มตัวอย่างทันตแพทย์ที่ให้บริการทั่วไป (general practitioner) ที่มีช่วงการทํางานประมาณ 10 ปีขึ้นไป จํานวน 51 คน เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมได้แก่บุคคลทั่วไป จํานวน 70 คน วิธีการศึกษา หาปริมาณสารปรอทในเลือดของกลุ่มตัวอย่างทั้งสองโดยวิเคราะห์ด้วยวิธีการของ National Institute for Occupation Safety and Health (NIOSH) เพื่อวิเคราะห์หาปริมาณสารปรอทโดยโคลด์ เวเปอร์ อะตอมมิค แอบซอฟชั่น สเปคโตรโฟโตมิเตอร์ (Cold vapor atomic absorption spectrophotometer) โดยเครื่องของ Laboratory Data Control u Mercury Monitor Model 1235 ผลการทดลองและสรุป พบว่าปริมาณสารปรอทในเลือดของกลุ่มควบคุมมีค่า 2.04±0.99 (0.0-6.00) ไมโครกรัม/ ลิตรและกลุ่มทันตแพทย์มีค่า 6.19±4.35 (0.67-18.83) ไมโครกรัม/ลิตร จากการทดสอบด้วย Unpairs student t-test พบว่าทั้ง 2 กลุ่มที่นํามาทดสอบมีค่าปรอทในเลือดแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ p<0.01 ค่าสูงสุด ของระดับปรอทในเลือดของทันตแพทย์มีค่า 18.83 ไมโครกรัม/ลิตร ซึ่งต่ํากว่าระดับที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กําหนดปริมาณสารปรอทในเลือดไม่ควรเกิน 35 ไมโครกรัม/ลิตร แสดงให้เห็นว่าการประกอบวิชาชีพทันตแพทย์ มีโอกาสได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้นกว่าบุคคลทั่วไป ผลของการวิจัยดังกล่าวน่าจะเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางทันตกรรมต้องระวังถึงอันตรายจากพิษของปรอทที่อาจเกิดขึ้น


ปริมาณฟลูออไรด์ที่หลุดออกมาจากวัสดุบูรณะสีเหมือนฟันชนิดที่มีฟลูออไรด์เป็นองค์ประกอบ, ชัยวัฒน์ มณีนุษย์ Jul 1999

ปริมาณฟลูออไรด์ที่หลุดออกมาจากวัสดุบูรณะสีเหมือนฟันชนิดที่มีฟลูออไรด์เป็นองค์ประกอบ, ชัยวัฒน์ มณีนุษย์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบปริมาณของฟลูออไรด์ที่หลุดออกมาจากวัสดุกลาสไอโอโนเมอร์ชนิดดัดแปลงด้วยเรซิน วัสดุบูรณะคอมโพสิตเรซินชนิดดัดแปลงด้วยแก้ว และวัสดุบูรณะคอมโพสิตเรซินชนิดที่มีฟลูออไรด์เป็นองค์ประกอบ วัสดุและวิธีการ เตรียมชิ้นทดลองทรงกระบอกของวัสดุ Compoglass F, Dyract AP, Hytac Aplitip, Photac Fil Quick และ Tetric ผลิตภัณฑ์ละ 10 ชิ้น นําชิ้นทดลองแต่ละชิ้นมาแช่ในภาชนะพลาสติกที่มีน้ํากลั่นปริมาตร 2 มิลลิลิตร ทิ้งไว้ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ซม. นําชิ้นทดลองออกมาใส่ในภาชนะพลาสติกที่มี น้ํากลั่นปริมาตร 2 มิลลิลิตร ที่เตรียมขึ้นใหม่ และนําสารละลายในภาชนะเดิมไปวัดปริมาณฟลูออไรด์ ทําการเก็บ สารละลายและวัดปริมาณฟลูออไรด์ที่หลุดออกจากชิ้นทดลองแต่ละชิ้นด้วยวิธีเดิมในวันที่ 2, 3, 4, 5, 6, 7, 14, 21, 28, 35, 42, 49, 56, 63, 70, 77, 84 และ 91 โดย 24 ชั่วโมงก่อนที่จะเก็บสารละลายตัวอย่างในแต่ละช่วงเวลา จะนําชิ้นทดลองไปแช่ในภาชนะที่มีน้ํากลั่นใหม่ ผลการทดลอง มีฟลูออไรด์หลุดออกมาจากวัสดุทุกชนิดภายหลังการแข็งตัวตลอดระยะเวลา 9 วันที่ทําการทดลอง โดยมีปริมาณมากที่สุดในช่วง 24 ชั่วโมงแรก แล้วปริมาณจะลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงวันที่ 2 ถึงวันที่ 7 และมี ปริมาณค่อนข้างคงที่ตั้งแต่สัปดาห์ที่สองเป็นต้นไป ยกเว้น Tetric ที่ปล่อยฟลูออไรด์ในปริมาณที่คงที่ตั้งแต่วันที่ 2 จนสิ้นสุดการทดลอง ปริมาณฟลูออไรด์รวมที่หลุดออกจากวัสดุ Photac-Fil Quick มากที่สุด (P<0.05) ปริมาณ ฟลูออไรด์รวมที่หลุดออกจากวัสดุ Tetric น้อยที่สุด (P<0.05) ทุกช่วงเวลาตลอดระยะเวลาที่ทําการทดลองฟลูออไรด์ หลุดออกจากวัสดุ Compoglass F มีปริมาณมากกว่าที่หลุดจากวัสดุ Dyract AP, Hytac Aplitip และ Tetric (P<0.05) ฟลูออไรด์ที่หลุดออกจากวัสดุ Dyract AP มีปริมาณมากกว่าที่หลุดจาก Hytac Aplitip และ Tetric (P<0.05) และฟลูออไรด์ที่หลุดออกจากวัสดุ Hytac Aplitip มีปริมาณที่มากกว่าที่หลุดจากวัสดุ Tetric (P < 0.05) สรุป ฟลูออไรด์สามารถหลุดออกมาจากวัสดุบูรณะสีเหมือนฟันที่มีฟลูออไรด์เป็นองค์ประกอบภายหลังการแข็งตัว ได้ โดยฟลูออไรด์ที่หลุดออกมาจากวัสดุ Photac-Fil Quick มีปริมาณมากที่สุด รองลงมาเป็นปริมาณฟลูออไรด์ที่หลุดจากวัสดุ Compoglass F, Dyract AP, Hytac Aplitip และ Tetric ตามลําดับ


ผลของ Smear Layer ต่อการเปลี่ยนแปลงพีเอชของเนื้อฟันส่วนราก หลังจากใส่แคลเซียมไฮดรอกไซด์, เมตตจิตต์ นวจินดา, อมรรัตน์ บุญศิริ Jul 1999

ผลของ Smear Layer ต่อการเปลี่ยนแปลงพีเอชของเนื้อฟันส่วนราก หลังจากใส่แคลเซียมไฮดรอกไซด์, เมตตจิตต์ นวจินดา, อมรรัตน์ บุญศิริ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของซีเมีย เลเยอะ smear layer) ต่อการเปลี่ยนแปลงของ พีเอช (pH) ในท่อเนื้อฟันที่บริเวณ 4 มิลลิเมตร จากปลายรากและลึก 1 มิลลิเมตรจากผิวของรากฟัน วัสดุและวิธีการ ฟันมนุษย์รากเดียวจํานวน 22 ปี ทําการขยายคลองรากฟันด้วยเคไฟล์ (K-file) จนเอ็มเอเอฟไฟล์ (MAF) ขนาด 40 แบ่งฟันออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 11 ซี่ โดยกลุ่มที่ 1 ไม่จํากัดซีเมีย เลเออะ โดยล้างคลอง รากฟันสุดท้ายด้วยโซเดียมไฮโปคลอไรท์ (Soldiumhypochlorite) 5.25% 20 มิลลิเมตร และน้ํากลั่น 5 มิลลิเมตร กลุ่มที่ 2 กําจัดซีเมีย เลเยอะ โดยล้างคลองรากฟันสุดท้ายด้วยอีดีทีเอ (EDTA) 17% 10 มิลลิเมตร โซเดียม ไฮโปคลอไรด์ 5.25% 10 มิลลิเมตร และน้ํากลั่น 5 มิลลิเมตร นํากลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม เคลือบยาทาเล็บ 2 ชั้น บนผิวรากฟัน รวมทั้งรูเปิดปลายราก อุดคลองรากฟันด้วยส่วนผสมแคลเซียมไฮดรอกไซด์ในฟันกลุ่มที่ 1 และ 2 กลุ่มละ 10 ปี ส่วนฟัน 1 ซี่ของแต่ละกลุ่ม จะเป็นกลุ่มควบคุม โดยปล่อยคลองรากฟันให้ว่างเปล่า นําฟันทั้ง 22 เจาะรูที่ผิวรากฟันห่างปลายรากฟัน 4 มิลลิเมตร และลึกจากผิวรากฟัน 1 มิลลิเมตร เก็บฟันไว้ในที่ความชื้นสัมพัทธ์ 100% อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส นํามาวัดพีเอช ที่ 0, 7, และ 14 วัน …


การเปลี่ยนแปลงค่าความเป็นกรด-ด่างของผงแคลเซียมไฮดรอกไซด์หลังการเผยต่ออากาศปกติของห้องและอากาศที่มีความชื้น, สมไชย ลิ้มสมบัติอนันต์, สุพินดา สาทรกิจ Jul 1999

การเปลี่ยนแปลงค่าความเป็นกรด-ด่างของผงแคลเซียมไฮดรอกไซด์หลังการเผยต่ออากาศปกติของห้องและอากาศที่มีความชื้น, สมไชย ลิ้มสมบัติอนันต์, สุพินดา สาทรกิจ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของค่าความเป็นกรด-ด่างของผงแคลเซียมไฮดรอกไซด์หลังจากการเผยต่ออากาศปกติของห้องและอากาศที่มีความชื้น วัสดุและวิธีการ ตัวอย่างผงแคลเซียมไฮดรอกไซด์ของแต่ละกลุ่มที่ใช้ศึกษาในช่วงเวลาและภายใต้สถานการณ์เดียวกันมีจํานวน 10 ตัวอย่าง แต่ละตัวอย่างประกอบด้วยผงแคลเซียมไฮดรอกไซด์จํานวน 0.2 กรัม โดยนําผงออกมาจากภาชนะบรรจุที่เพิ่งเปิดใช้ ใส่และเกลี่ยให้แผ่กระจายในจานแก้ว แล้วนําไปวางให้เผยต่ออากาศปกติของห้อง (25± 2°C, ความชื้นสัมพัทธ์ 50%) และเผยต่ออากาศชื้นในตู้ควบคุมความชื้น (25 ± 2°C, ความชื้นสัมพัทธ์ 100%) เป็นระยะ เวลา 1, 2, 4, 6, 8, 10 และ 12 สัปดาห์ เมื่อสิ้นสุดแต่ละช่วงเวลา นําผงแคลเซียมไฮดรอกไซด์แต่ละตัวอย่าง ไป ผสมกับน้ํากลั่นจํานวน 50 มิลลิลิตร กวนให้เข้ากันเป็นเวลา 5 นาที แล้ววัดค่าความเป็นกรด-ด่าง ด้วยเครื่องวัดความ เป็นกรด-ด่าง ผลการศึกษา ค่าเฉลี่ยของค่าความเป็นกรด-ด่างของแคลเซียมไฮดรอกไซด์ ของกลุ่มที่เผยต่ออากาศปกติของห้อง และกลุ่มที่เผยต่ออากาศชื้น มีค่าลดลงทุกช่วงเวลา ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1 ไปจนถึงสัปดาห์ที่ 12 เมื่อเปรียบเทียบกับ ค่าที่วัดได้จากผงที่นําออกมาจากภาชนะบรรจุใหม่ๆ เมื่อพิจารณาในช่วงเวลาเดียวกันพบว่า ค่าเฉลี่ยของค่าความเป็น กรด-ด่าง ของแคลเซียมไฮดรอกไซด์กลุ่มที่เผยต่ออากาศชื้น มีค่าต่ํากว่ากลุ่มที่เผยต่ออากาศปกติของห้อง อย่างมีนัย สําคัญทางสถิติ (p<0.05) ตั้งแต่สัปดาห์ที่สองเป็นต้นไป สรุป ภายใต้สถานการณ์ของการทดลองนี้ พบว่าผงแคลเซียมไฮดรอกไซด์ที่มีการเผยต่ออากาศปกติของห้อง หรือ เผยต่ออากาศที่มีความชื้นสูง ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง มีค่าความเป็นกรด-ด่างที่วัดได้หลังการผสมกับน้ํากลั่นเสร็จใหม่ ๆ ลดลง


Giant Cell Fibroma Of The Oral Cavity. I. A Clinico-Pathological Study In Thai Population, Kittipong Dhanuthai, Somporn Swasdison Jul 1999

Giant Cell Fibroma Of The Oral Cavity. I. A Clinico-Pathological Study In Thai Population, Kittipong Dhanuthai, Somporn Swasdison

Chulalongkorn University Dental Journal

Thirty six cases of giant cell fibroma of the oral cavity in Thai patients were clinico-pathologically analyzed. The results showed that giant celll fibroma occurred in all age groups with the predilection for the third decade of life. No significant sex predilection of occurrence was noted. Clinically, the lesions presented as sessile or pedunculated masses with either smooth or papillary surface. Most of the lesions were under 10 mm in diameter. The most common location was the gingiva. Microscopically, the lesion was composed of large stellate-shaped mononuclear and multinuclear cells in a highly vascularized loose connective tissue. From this study, …


การยับยั้งการละลายแร่ธาตุจากผิวฟัน โดยวัสดุบูรณะคอมโพสิตเรซินชนิดที่มีฟลูออไรด์ เป็นองค์ประกอบและชนิดดัดแปลงด้วยแก้ว, ชัยวัฒน์ มณีนุษย์ Jul 1999

การยับยั้งการละลายแร่ธาตุจากผิวฟัน โดยวัสดุบูรณะคอมโพสิตเรซินชนิดที่มีฟลูออไรด์ เป็นองค์ประกอบและชนิดดัดแปลงด้วยแก้ว, ชัยวัฒน์ มณีนุษย์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การศึกษาในห้องปฏิบัติการนี้ ทําเพื่อประเมินความสามารถในการต้านทานการละลายแร่ธาตุออก จากผิวฟัน ของวัสดุบูรณะคอมโพสิตเรซินชนิดที่มีฟลูออไรด์เป็นองค์ประกอบและชนิดดัดแปลงด้วยแก้ว โดยมีวัสดุ บูรณะคอมโพสิตเรซินที่ไม่มีฟลูออไรด์เป็นองค์ประกอบและวัสดุกลาสไอโอโนเมอร์ชนิดดัดแปลงด้วยเรซิน เป็นวัสดุควบคุมบวกและควบคุมลบตามลําดับ วัสดุและวิธีการ เตรียมโพรงฟัน ขนาดกว้าง 2 มิลลิเมตร ยาว 3 มิลลิเมตร ลึก 2.5 มิลลิเมตร บริเวณรอยต่อ ของเคลือบฟันกับซีเมนตัมบนด้านแก้ม (buccal surface) ของฟันกรามน้อยของมนุษย์ที่ถูกถอนออกมาและไม่มี การยุบนด้านแก้ม จํานวน 60 ซี่ แบ่งฟันโดยการสุ่มออกเป็น 6 กลุ่มๆ ละ 10 ซี่ บูรณะฟันแต่ละกลุ่มด้วยวัสดุ Compoglass F, Dyract AP, Hytac Aplitip, Tetric, Photac-Fil Quick และ Silux Plux ตามวิธีที่บริษัทผู้ผลิต กําหนด นําฟันทั้งหมดมาแช่ใน demineralized solution (Synthetic polymer acidified gel pH 5.0) เป็นเวลา 10 วัน เพื่อให้เกิดการละลายแร่ธาตุบริเวณผิวฟันรอบๆ วัสดุบูรณะ นําฟันมาล้างให้สะอาด หุ้มด้วยเรซินชนิดใส และตัดฟันผ่านวัสดุบูรณะในแนวบดเคี้ยว-คอฟัน (occluso cervical) ให้ได้ชิ้นทดลองหนา 100 ±20 ไมครอน จํานวน 2 ชิ้นต่อ 1 ชิ้นฟันทดลอง วัดระยะความลึกของรอยผุจากผิวฟันที่บริเวณขอบโพรงฟันทางด้านบดเคี้ยวและ ด้านคอฟัน ด้วยเครื่อง stereomicroscope (Olympus, Japan) และ Image analysis System (LECO 1001, Canada) ผลการทดลอง ฟันกลุ่มที่บูรณะด้วย Photac-Fil Quick มีค่าความลึกเฉลี่ยของรอยผุที่ขอบโพรงฟันรอบวัสดุน้อย ที่สุด (P<0.05) ฟันกลุ่มที่บูรณะด้วย Silux Plus มีค่าความลึกเฉลี่ยของรอยผุที่ขอบโพรงฟันรอบวัสดุมากที่สุด (P<0.05) สําหรับกลุ่มของฟันที่บูรณะด้วยวัสดุบูรณะคอมโพสิตเรซินชนิดที่มีฟลูออไรด์เป็นองค์ประกอบและชนิด ดัดแปลงด้วยแก้วปรากฏว่า ฟันกลุ่มที่บูรณะด้วย Compoglass F มีค่าความลึกเฉลี่ยของรอยผุที่ขอบโพรงฟันรอบวัสดุ น้อยที่สุด (P<0.05) ฟันกลุ่มที่บูรณะด้วย Hytac Aplitip มีค่าความลึกเฉลี่ยของรอยผุที่ขอบโพรงฟันรอบวัสดุ มากที่สุด (P<0.05) ฟันกลุ่มที่บูรณะด้วย Tetric มีค่าความลึกเฉลี่ยของรอยผุที่ขอบโพรงฟันด้านบดเคี้ยว ไม่แตก ต่างอย่างมีนัยสําคัญจากกลุ่มที่บูรณะด้วย Compoglass F และมีค่าความลึกเฉลี่ยของรอยผุที่ขอบโพรงฟันด้านคอฟัน ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญจากกลุ่มที่บูรณะด้วย Dyract AP (P>0.05) สรุป ความสามารถในการต้านทานการละลายแร่ธาตุออกจากฟันของวัสดุบูรณะคอมโพสิตเรซินชนิดดัดแปลงด้วยแก้วแต่ละผลิตภัณฑ์มีความแตกต่างกัน …


การทํานายผลรวมความกว้างของฟันเขี้ยวและฟันกรามน้อยซี่ที่สองฟันกรามน้อยซี่ที่หนึ่ง จากเด็กไทยอายุ 13-15 ปี, วัชระ เพชรคุปต์, ปิยารัตน์ อภิวัฒนกุล Jul 1999

การทํานายผลรวมความกว้างของฟันเขี้ยวและฟันกรามน้อยซี่ที่สองฟันกรามน้อยซี่ที่หนึ่ง จากเด็กไทยอายุ 13-15 ปี, วัชระ เพชรคุปต์, ปิยารัตน์ อภิวัฒนกุล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้ทําขึ้นเพื่อหาสมการที่เหมาะสมสําหรับคนไทยในการทํานายความกว้างของฟันเขี้ยว ฟันกรามน้อยซี่ที่หนึ่ง และฟันกรามน้อยซี่ที่สอง ซึ่งเป็นกลุ่มพื้นที่ขึ้นช้าที่สุดในช่องปาก วัสดุและวิธีการ โดยการวัดขนาดฟันทุกซี่จากแบบจําลองฟันของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคนไทย 400 ราย ที่มีอายุใน ช่วง 13-15 ปี เป็นชายและหญิง อย่างละเท่าๆ กัน หาค่าเฉลี่ย, ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความกว้างมากที่สุด และน้อยที่สุดของฟันแต่ละซี่ รวมทั้งหาความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของฟันกับกลุ่มของฟันที่เลือกไว้ โดยใช้สัมประสิทธิสหสัมพันธ์ของเปียร์สัน ผลการวิจัยและสรุป พบว่าค่าสัมประสิทธิ์ของผลรวมความกว้างของฟันเขี้ยว และฟันกรามน้อยทั้งสองซี่ มีความ สัมพันธ์กับความกว้างของฟันกรามแท้ซี่แรกที่อยู่ในขากรรไกรเดียวกันมากที่สุด โดยมีค่าเป็น 0.674 ในเพศชาย, 0.659 ในเพศหญิง และ 0.692 ในกลุ่มรวมสําหรับขากรรไกรบน ส่วนขากรรไกรล่างมีค่าเป็น 0.647, ในเพศชาย 0.673 ในเพศหญิง และ 0.694 ในกลุ่มรวม สําหรับความสัมพันธ์ที่มีต่อกลุ่มฟันหน้าของขากรรไกรเดียวกันจะมีค่า สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ลดลงมาเล็กน้อยเป็น 0.664 ในขากรรไกรบน และ 0.616 ในขากรรไกรล่างของเพศชาย 0.626 ในขากรรไกรบน และ 0.641 ในขากรรไกรล่างของเพศหญิงมีค่า 0.670 ในขากรรไกรบน และ 0.650 ใน ขากรรไกรล่าง ของกลุ่มรวมเพศ การทํานายผลรวมความกว้างของฟันเขี้ยวและฟันกรามน้อยทั้งสองซี่ จึงเลือกใช้ ค่าความกว้างของฟันกรามแท้ซี่แรกมาสร้างเป็นสมการถดถอยอย่างง่ายในรูปของ y = a + bx เมื่อ y ความกว้างของฟันเขี้ยวและฟันกรามน้อยทั้งสองซี่บนหรือล่าง, X = ความกว้างเฉลี่ยของฟันกรามแท้ซี่แรกบนหรือ ล่าง ส่วนค่าของ a และ b ในขากรรไกรบนเป็น 7.26 และ 1.47 สําหรับเพศชาย, 9.86 และ 1.20 สําหรับเพศ หญิง, 8.19 และ 1.37 สําหรับกลุ่มรวม ในขากรรไกรล่าง มีค่าเป็น 6.7 และ 1.34 …


Tonsillectomy และ Adenoidectomy กับ Humoral Immune Response, S. Aeumjaturapat Jul 1999

Tonsillectomy และ Adenoidectomy กับ Humoral Immune Response, S. Aeumjaturapat

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Attitude Of Medical Students To The Evacuatedblood Collection System, V. Wiwanitkit, A. Siritantikorn Jul 1999

Attitude Of Medical Students To The Evacuatedblood Collection System, V. Wiwanitkit, A. Siritantikorn

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Current Situation And Problems Of Cadaver Donation, S. Agthong Jul 1999

Current Situation And Problems Of Cadaver Donation, S. Agthong

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Research's Ethics, Editor Jul 1999

Research's Ethics, Editor

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


The Role And Expectation Of Corporate Physiciansin Occupational Health Services In Thailand, S. Ngamkiatphaisan, B. Promdit, M. Prapansilp, P. Sithisaranhul Jul 1999

The Role And Expectation Of Corporate Physiciansin Occupational Health Services In Thailand, S. Ngamkiatphaisan, B. Promdit, M. Prapansilp, P. Sithisaranhul

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Clinical Association Of High Serum Alkalinephosphatase Levels In Hospitalized Patients, P. Tangkijvanich, N. Paritpokee, V. Wiwanitkit, P. Tosukhowong Jul 1999

Clinical Association Of High Serum Alkalinephosphatase Levels In Hospitalized Patients, P. Tangkijvanich, N. Paritpokee, V. Wiwanitkit, P. Tosukhowong

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Horseshoe Kidney With Upj Obstructionand Stones: A Case Report, W. Supitak, P. Bunyaratavej, S. Ratchanon Jul 1999

Horseshoe Kidney With Upj Obstructionand Stones: A Case Report, W. Supitak, P. Bunyaratavej, S. Ratchanon

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


การรักษาโรคเยื่อตาขาวและกระจกตาอักเสบชนิดแห้ง (โรคกระจกตาแห้ง) ในสุนัข, นลินี ตันติวนิช, กัมปนาท สุนทรวิภาต, ทัศริน ศิวเวชช, ปราณี ตันติวนิช Jun 1999

การรักษาโรคเยื่อตาขาวและกระจกตาอักเสบชนิดแห้ง (โรคกระจกตาแห้ง) ในสุนัข, นลินี ตันติวนิช, กัมปนาท สุนทรวิภาต, ทัศริน ศิวเวชช, ปราณี ตันติวนิช

The Thai Journal of Veterinary Medicine

การรักษาโรคเยื่อตาขาวและกระจกตาอักเสบชนิดแห้ง (โรคกระจกตาแห้ง) ในสุนัข จำนวน 27 ตัว ทุกตัวมีอาการกลัวแสง เยื่อตาขาวและกระจกตาอักเสบ กระจกตาขุ่น มีขี้ตาขาว-เหลือง หรือสีเขียวที่ขอบตา มีเส้นเลือดมาที่กระจกตา บางตัวกระจกตามีเม็ดสีดำหรือน้ำตาลมาเกาะ บางตัวมีแผลหลุมตื้นที่กระจกตา สุนัขทุกตัวได้รับการรักษาโดยหยอดตาด้วยเจนต้ามายซิน ส่วนผสมของนีโอมายซิน โพลีมิกซิน และ เด็กซ่า เมทาโซล น้ำตาเทียม พิโลคาร์ปืน และ ไซคโลสโปริน เอ พร้อมทั้งให้กินวิตามินเอ และแอสไพริน หลังจาก ให้การรักษานานประมาณ 3-12 เดือน ปริมาณของน้ำตาที่เพิ่มขึ้นมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.005) สุนัขทุกตัวมีอาการหายเป็นปกติ ยกเว้นเม็ดสีดำหรือน้ำตาลที่เกาะที่กระจกตา


การใช้เยื่อหุ้มไข่ขาวเย็บเปิดแผลหลุมลึกที่กระจกตาสุนัข, ภาสกร พฤกษะวัน, เธียร ทองก้อนใหญ่, ฐิติวัฒน์ จันทวร, กัมปนาท สุนทรวิภาต, นลินี ตันติวนิช, ปราณี ตันติวนิช Jun 1999

การใช้เยื่อหุ้มไข่ขาวเย็บเปิดแผลหลุมลึกที่กระจกตาสุนัข, ภาสกร พฤกษะวัน, เธียร ทองก้อนใหญ่, ฐิติวัฒน์ จันทวร, กัมปนาท สุนทรวิภาต, นลินี ตันติวนิช, ปราณี ตันติวนิช

The Thai Journal of Veterinary Medicine

ศึกษาผลของการใช้เยื่อหุ้มไข่ขาวเย็บปิดแผลหลุมลึกที่กระจกตาในสุนัขทดลอง 5 ตัวที่ถูกทำให้ เกิดแผลหลุมลึกที่กระจกตาด้วย trephine ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.45 เซนติเมตร แล้วนำเยื่อหุ้มไข่ขาวมา เย็บติดกับกระจกตาด้วยวิธี simple interrupted และ figure of eight ทำการตรวจตาสุนัขทุกสัปดาห์เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่าสุนัขทุกตัวมีการอักเสบของเยื่อตาขาว มีน้ำตาไหล มีเส้นเลือดมาเลี้ยงที่ กระจกตา กระจกตาขุ่น กลัวแสง เยื่อหุ้มไข่ขาวหลุดออกจากกระจกตาระหว่างสัปดาห์ที่ 3-6 กระจกตาหายเป็นปกติและสัตว์สามารถมองเห็นได้ภายใน 6-10 สัปดาห์หลังผ่าตัด


Clinical Practice Guideline: An Important Mechanism In The Quality Assurance System, S. Chittmittrapap Jun 1999

Clinical Practice Guideline: An Important Mechanism In The Quality Assurance System, S. Chittmittrapap

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Rationalization And Compliance In Laboratory Investigation, V. Wiwanitkit Jun 1999

Rationalization And Compliance In Laboratory Investigation, V. Wiwanitkit

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Formulation Of Ciprofloxacin Ear Drop Inpaholpolpayuhasena Hospital, N. Kanawong Jun 1999

Formulation Of Ciprofloxacin Ear Drop Inpaholpolpayuhasena Hospital, N. Kanawong

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Intravascular Lymphomatosis: A Case Of Bilateralrenal Enlargement And Renal Failure, Y. Avihingsanon, S. Napathorn, T. Intragumtornchai, P. Wannakrairot, S. Yenrudi, K. Phanthumchinda Jun 1999

Intravascular Lymphomatosis: A Case Of Bilateralrenal Enlargement And Renal Failure, Y. Avihingsanon, S. Napathorn, T. Intragumtornchai, P. Wannakrairot, S. Yenrudi, K. Phanthumchinda

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Nutritional Support For Cancer Patients, C. Tantimongkolsuk, N. Voravud Jun 1999

Nutritional Support For Cancer Patients, C. Tantimongkolsuk, N. Voravud

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Analysis Of Relationship Between Chulalongkorn University, Faculty Of Medicine Teachers' 1990-97 Academic Articles And Personal Data, P. Chievnavin, P. Rerkpinay, U. Jaisumran, N. Rojvachiranonda, W. Wongsupha, S. Sinkeree Jun 1999

Analysis Of Relationship Between Chulalongkorn University, Faculty Of Medicine Teachers' 1990-97 Academic Articles And Personal Data, P. Chievnavin, P. Rerkpinay, U. Jaisumran, N. Rojvachiranonda, W. Wongsupha, S. Sinkeree

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.