Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11405)
- Veterinary Medicine (2805)
- Life Sciences (2000)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
-
- Social and Behavioral Sciences (1351)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Medical Sciences (861)
- Engineering (776)
- Physical Sciences and Mathematics (680)
- Education (436)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (389)
- Arts and Humanities (378)
- Public Health (333)
- Environmental Sciences (323)
- Business (301)
- Civil and Environmental Engineering (293)
- Sports Sciences (288)
- Sociology (267)
- Architecture (264)
- Economics (226)
- Environmental Studies (208)
- Chemistry (191)
- Law (169)
- Psychology (163)
- Mental and Social Health (152)
- Health and Physical Education (145)
- Other Mental and Social Health (143)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (140)
- Keyword
-
- Thailand (142)
- Dog (123)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (39)
- Immunohistochemistry (35)
- Cat (29)
- Risk factors (28)
- Anxiety (27)
- COVID-19 (27)
- Quality of life (27)
- Stress (27)
- Elderly (25)
- Antioxidant (24)
- Children (24)
- Rat (23)
- Indonesia (22)
- Diagnosis (21)
- Oxidative stress (21)
- Escherichia coli (20)
- Histopathology (20)
- Knowledge (20)
- PCR (20)
- Attitude (19)
- Breast cancer (19)
- Efficacy (19)
- Pigs (19)
- Reliability (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (6481)
- Chulalongkorn Medical Journal (4166)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2584)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1642)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
-
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Journal of Health Research (222)
- Applied Environmental Research (208)
- Journal of Urban Culture Research (107)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (104)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (83)
- Halal Insight (58)
- PASAA (41)
- Manusya, Journal of Humanities (32)
- Journal of Education Studies (30)
- Journal of Social Sciences (30)
- Journal of Demography (25)
- Thai Environment (23)
- Asian Review (17)
- Journal of Letters (15)
- Chulalongkorn University Law Journal (12)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (5)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (1)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (1)
- Publication Type
Articles 11131 - 11160 of 17385
Full-Text Articles in Entire DC Network
The Microscopic And Molecular Detections Of Canine Ehrlichiosis, Orapin Ariyawutthiphan, Kaj Shokshai-Utsaha, Thanida Sananmuang, Sudchit Chungpivat, Meena Sarikaputi, Nareerat Viseshakul
The Microscopic And Molecular Detections Of Canine Ehrlichiosis, Orapin Ariyawutthiphan, Kaj Shokshai-Utsaha, Thanida Sananmuang, Sudchit Chungpivat, Meena Sarikaputi, Nareerat Viseshakul
The Thai Journal of Veterinary Medicine
The applications of molecular detection using nested PCR and the routine microscopic examination of ehrlichiosis were applied to 43 clinically affected dogs residing in Bangkok and Samutraprakarn. This study, performed in 2005-2006, has determined that 79.5% (31/39) of the buffy coat smears were having the ehrlichial morulae plus initial bodies found in monocytes and lymphocytes. The nested PCR was used to confirm the occurrence of ehrlichiosis after tested by morulae identification. Both tests demonstrated that neither Ehrlichia chaffeensis nor E. ewingii, the zoonotic agents of human, were found in this area. However, the prevalence of E. canis alone detected by …
Ultrasound Diagnosis, Phiwipha Kamonrat
Ultrasound Diagnosis, Phiwipha Kamonrat
The Thai Journal of Veterinary Medicine
No abstract provided.
What Is Your Diagnosis?, Pranee Tuntivanich, Suwicha Chuthatep
What Is Your Diagnosis?, Pranee Tuntivanich, Suwicha Chuthatep
The Thai Journal of Veterinary Medicine
No abstract provided.
กําลังแรงยึดแบบดึงระดับจุลภาคของเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์ต่อเคลือบฟันหรือเนื้อฟัน, ยุทธนา คูวุฒิยากร, ชัยวัฒน์ มณีนุษย์
กําลังแรงยึดแบบดึงระดับจุลภาคของเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์ต่อเคลือบฟันหรือเนื้อฟัน, ยุทธนา คูวุฒิยากร, ชัยวัฒน์ มณีนุษย์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบค่ากําลังแรงยึดแบบดึงระดับจุลภาคบริเวณรอยต่อระหว่างเคลือบฟันหรือเนื้อฟันกับเรซินของเซลฟ์เอทซ์เรซินซีเมนต์ชนิดต่าง ๆ วัสดุและวิธีการ นําฟันกรามมนุษย์ที่สามมากรอตัดด้วยเข็มกรอกากเพชรความเร็วสูงให้ได้ผิวฟันที่เรียบ 2 กลุ่ม คือ เคลือบฟันและเนื้อฟัน ใช้ชิ้นเรซินคอมโพสิตมายึดติดกับผิวฟันที่กรอเตรียมไว้ด้วยเซลฟ์เอทช์เรซินซีเมนต์ คือ ผลิตภัณฑ์ พานาเวียเอฟ 2.0 และเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์ 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ รีไลเอกซ์ยู 100 แมคเซม และ มัลติลิงค์สปริน เก็บชิ้นทดลองไว้ในน้ํากลั่นที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส นาน 24 ชั่วโมง ตัดชิ้นทดลองให้เป็นชิ้น ทดสอบลักษณะนาฬิกาทราย นําไปทดสอบกําลังแรงยึดแบบดึงระดับจุลภาคที่ความเร็วหัวกด 1 มิลลิเมตรต่อนาที คํานวณค่าเฉลี่ยกําลังแรงยึดและเปรียบเทียบโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ทดสอบความแตกต่าง ค่าเฉลี่ยแบบพหุคูณชนิดแทมแฮน และการทดสอบค่าที่หาความแตกต่างของค่าเฉลี่ยแบบ 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 ผลการศึกษา ค่าเฉลี่ยกําลังแรงยึดกับเคลือบฟันของพานาเวียเอฟ 2.0 มีค่าสูงกว่ากําลังแรงยึดของไลเอกซ์ยู 100 แมคเซม และมัลติลิงค์สปริน อย่างมีนัยสําคัญ ค่าเฉลี่ยกําลังแรงยึดกับเนื้อฟันของพานาเวียเอฟ 2.0 ไม่แตกต่าง จากค่าเฉลี่ยกําลังแรงยึดของแมคเซม แต่จะสูงกว่าค่ากําลังแรงยึดของไลเอกซ์ยู 100 และมัลติลิงค์สปรินอย่างมี นัยสําคัญ โดยที่ค่าเฉลี่ยกําลังแรงยึดของมัลติลิงค์สปรินมีค่าต่ําที่สุด เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการยึดติดกับเคลือบฟัน และเนื้อฟันพบว่า พานาเวียเอฟ 2.0 และแมคเซมให้ค่าเฉลี่ยกําลังแรงยึดไม่ต่างกัน ส่วนไลเอกซ์ยู 100 และ มัลติลิงค์สปรินให้กําลังแรงยึดต่อเคลือบฟันที่สูงกว่าเนื้อฟันอย่างมีนัยสําคัญ สรุป การยึดติดกับเคลือบฟันหรือเนื้อฟันของเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์มีประสิทธิภาพน้อยกว่าการยึดติดของ เซลฟ์เอท เรซินซีเมนต์ที่มีการใช้ไพรเมอร์แรงยึดติดกับเคลือบฟันของเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์มีค่าไม่แตกต่างกันแต่แรงยึดติดกับเนื้อฟันแตกต่างกัน (2 ทันต จุฬาฯ 2551:31:201-12)
ส่วนประกอบทางเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพของพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยสองบริษัทผสมบิสมัตออกไซด์เปรียบเทียบกับไวท์โปรรูทเอ็มทีเอ, ศิริขวัญ ศิริชัยวงศ์สกุล, อัญชนา พานิชอัตรา
ส่วนประกอบทางเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพของพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยสองบริษัทผสมบิสมัตออกไซด์เปรียบเทียบกับไวท์โปรรูทเอ็มทีเอ, ศิริขวัญ ศิริชัยวงศ์สกุล, อัญชนา พานิชอัตรา
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบส่วนประกอบทางเคมี และคุณสมบัติทางกายภาพของพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาว ที่ผลิตในประเทศไทยสองบริษัทผสมกับบิสมัดออกไซด์ และไวท์โปรรูทเอ็มทีเอ วัสดุและวิธีการ วิเคราะห์ส่วนประกอบทางเคมีและขนาดอนุภาคของพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศ ไทยผสมกับบิสมัยออกไซด์ และไวท์โปรรูทเอ็มทีเอ โดยใช้เครื่องเอ็กซเรย์อนาไลติคัลไมโครสโคปโพรบ และเครื่อง วิเคราะห์ขนาดอนุภาค วิเคราะห์ลักษณะสัณฐานวิทยาของวัสดุโดยใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องกราด จากนั้นวัดความเป็นกรด-เบส ทุก 1 นาที เป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยใช้มาตรความเป็นกรด-เบส ที่มีเทมเพอร์ เรเจอร์คอมเพนเสทอิเล็กโทรด วัดความทึบรังสีของวัสดุ โดยนํามาเปรียบเทียบกับอลูมิเนียมสเต็ปเวดจ์ ตาม มาตรฐานไอเอสโอ 6876(2001) ส่วนเวลาแข็งตัววัดตามคําแนะนําของสมาคมวิจัยวัสดุแห่งสหรัฐอเมริกา ภายใต้ มาตรฐานไอเอสโอ 6876(2001) ความทนแรงอัดและความสามารถในการละลายวัดตามไอเอสโอ 9917-1(2003) และมาตรฐานเอดีเอหมายเลข 30 ตามลําดับ วิเคราะห์ผลการทดลองใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวและสองทาง และการทดสอบที ผลการศึกษา ส่วนประกอบทางเคมี ขนาดอนุภาค และลักษณะสัณฐานวิทยาของพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิต ในประเทศไทยทั้ง 2 บริษัท ผสมกับบิสมัดออกไซด์คล้ายกับไวท์โปรรูทเอ็มทีเอ ความทึบรังสีของพอร์ตแลนด์ ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยทั้ง 2 บริษัทผสมกับบิสมัยออกไซด์มีค่ามากกว่าไวท์โปรรูทเอ็มทีเออย่างมีนัยสําคัญ (p < .05) ไวท์โปรรูดเอ็มทีเอ พอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยบริษัทที่ 1 และ 2 ผสมกับบิสมัย- ออกไซด์มีค่าความเป็นกรด-เบสเท่ากับ 12.5 12.5 และ 12.6 ที่เวลา 23 24 และ 16 นาที ตามลําดับพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยบริษัทที่ 1 ผสมกับบิสมัดออกไซด์จะมีเวลาเริ่มต้นแข็งตัว และเวลา แข็งตัวเต็มที่น้อยสุด นอกจากนี้ยังมีความทนแรงอัดมากที่สุดหลังจาก 1 วัน (37.027 เมกกะปาสคาล) แต่ไวท์- โปรรูทเอ็มทีเอจะมีความทนแรงอัดมากที่สุดหลังจาก 21 วัน (449.686 เมกกะปาสคาล) และไม่มีความแตกต่าง อย่างมีนัยสําคัญของตัวอย่างทั้งหมดในการทดสอบสภาพการละลายได้ที่ 1 7 และ 21 วัน (p > .05) สรุป พอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยทั้ง 2 บริษัทผสมกับบิสมัยออกไซด์ และไวท์โปรรูทเอ็มทีเอมี ส่วนประกอบทางเคมี และคุณสมบัติทางกายภาพคล้ายกัน (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:145-58)
Acceptable Facial Profiles In Thai Non-Straight Profile Patients, Paega Jarungidanan, Kanok Sorathesn
Acceptable Facial Profiles In Thai Non-Straight Profile Patients, Paega Jarungidanan, Kanok Sorathesn
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective This study aimed to determine the acceptable facial profiles in non-straight profile patients. Gender difference was also considered to have an effect on the profiles. Orthodontists were also asked to find out the possible differences in patientsû facial profile preferences. Materials and methods The patientsû pre-treatment lateral cephalometric radiographs were traced. Soft tissue landmarks (G, A, Pgû) were marked and facial contour angles (FCA) were measured. Fifty-eight patients were selected by a purposive sampling method and divided into 3 groups: concave, straight, and convex profiles according to Thai norms. Nineteen orthodontists were included in this study as the gold …
ความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านเศรษฐกิจสังคมและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปกครองต่อสภาวะโรคฟันผุเด็กอายุ 3 ปี กลุ่มหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร, ปรียา อรรถวานิช, ยุทธนา ปัญญางาม, ระวีวรรณ ปัญญางาม
ความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านเศรษฐกิจสังคมและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปกครองต่อสภาวะโรคฟันผุเด็กอายุ 3 ปี กลุ่มหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร, ปรียา อรรถวานิช, ยุทธนา ปัญญางาม, ระวีวรรณ ปัญญางาม
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคมและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปกครองต่อสภาวะโรคฟันผุของเด็กอายุ 3 ปี วัสดุและวิธีการ กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาเป็นเด็กอายุ 3 ปี ในเขตกรุงเทพมหานครจํานวน 267 คน ซึ่งอยู่ใน สถานเลี้ยงดูเด็กของรัฐหรือของเอกชนในวันเวลาราชการ เด็กแต่ละคนได้รับการตรวจและบันทึกสถานภาพโรคฟันผุโดยใช้ดัชนีฟันผุถอนอุดของฟันน้ํานมตามเกณฑ์การตรวจขององค์การอนามัยโลก ส่วนผู้ปกครองของเด็ก จะตอบแบบสอบถามที่จัดทําขึ้นเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคม ได้แก่ ลักษณะครอบครัว ระดับการศึกษา ระดับรายได้ และอาชีพหลักของครอบครัว ข้อมูลพฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ ระดับความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากเด็ก จากนั้นทดสอบความสัมพันธ์ของตัวแปรด้านสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคมและพฤติกรรมสุขภาพแต่ละตัวแปรกับค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดคิดเป็นซี่และเป็นด้านต่อคนโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเปียร์สัน และอธิบายความสัมพันธ์ของปัจจัยในภาพรวมที่มีผลต่อสภาวะโรคฟันผุโดย ใช้สถิติการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุแบบเป็นขั้นตอน ผลการศึกษา เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านเศรษฐกิจสังคมของครอบครัว ได้แก่ ลักษณะของครอบครัว ระดับการศึกษา ระดับรายได้ต่อครอบครัว และอาชีพหลักของครอบครัว กับค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดของเด็กทั้งที่คิด เป็นซี่ต่อคนและด้านต่อคน พบว่ามีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) เกือบทุกปัจจัย ยกเว้นปัจจัยด้านลักษณะ ครอบครัว ส่วนความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปกครอง ได้แก่ ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กกับค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดของเด็ก พบว่ามีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) เกือบทุก ปัจจัยเช่นกัน ยกเว้นปัจจัยด้านทัศนคติกับค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดคิดเป็นด้านต่อคน สําหรับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ทางเศรษฐกิจ สังคม พบว่ามีเฉพาะปัจจัยด้านระดับการศึกษา ระดับรายได้ต่อครอบครัว และอาชีพหลักของ ครอบครัวที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปกครองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) ส่วนผลการ วิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุแบบเป็นขั้นตอน พบว่าปัจจัยพฤติกรรมด้านความรู้ของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพ ช่องปากเด็กร่วมกับระดับรายได้ต่อครอบครัว สามารถอธิบายความแปรปรวนของค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดได้ดีกว่า ปัจจัยพฤติกรรมด้านความรู้เพียงอย่างเดียวอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.01) โดยมีความสามารถในการ อธิบายคิดเป็นร้อยละ 9.5 (R = 0.095) สรุป ความรู้ของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กมีอิทธิพลเป็นปฏิภาคผูกผันกันกับการเกิดโรคฟันผุของเด็ก และหากผู้ปกครองมีระดับรายได้ที่สูงร่วมด้วย จะมีอิทธิพลมากยิ่งขึ้น (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:261-72)
Antibacterial Effect On Enterococcus Faecalis Of Erbium, Chromium: Yttrium-Scandium-Gallium-Garnet Laser Irradiation Compared To Two Irrigating Solutions In Root Canals Of Extracted Human Teeth, Thalerngsak Samaksamarn, Chantavat Sutthiboonyapan, Patchara Pipattanagovit, Oranart Matangkasombut
Antibacterial Effect On Enterococcus Faecalis Of Erbium, Chromium: Yttrium-Scandium-Gallium-Garnet Laser Irradiation Compared To Two Irrigating Solutions In Root Canals Of Extracted Human Teeth, Thalerngsak Samaksamarn, Chantavat Sutthiboonyapan, Patchara Pipattanagovit, Oranart Matangkasombut
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective To compare the antibacterial effect of the erbium, chromium: yttrium-scandium-galliumgarnet (Er,Cr:YSGG) laser irradiation with two irrigating solutions in root canals of extracted human teeth. Materials and methods One hundred and twenty-five extracted single-rooted teeth were collected. The canals were then enlarged with K files to size 50 using crown-down technique and randomly assigned into four experimental groups of 30 teeth each and five teeth for sterility control group. After sterilization, all roots except the sterility control group were inoculated with 10 microlitres of a known concentration of Enterococcus faecalis ATCC29212 and incubated at 37 ÌC for 48 hours. The …
การเปรียบเทียบแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดทางทันตกรรมจัดฟันต่างชนิดที่มุมกระทําต่างกันในสภาวะเปียก การเปรียบเทียบแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดทางทันตกรรมจัดฟันต่างชนิดที่มุมกระทําต่างกันในสภาวะเปียก การเปรียบเทียบแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดทางทันตกรรมจัดฟันต่างชนิดที่มุมกระทําต่างกันในสภาวะเปียก, พรเพชร หรูจิตรวัฒนา, วัชระ เพชรคุปต์, ปิยารัตน์ อภิวัฒนกุล
การเปรียบเทียบแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดทางทันตกรรมจัดฟันต่างชนิดที่มุมกระทําต่างกันในสภาวะเปียก การเปรียบเทียบแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดทางทันตกรรมจัดฟันต่างชนิดที่มุมกระทําต่างกันในสภาวะเปียก การเปรียบเทียบแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดทางทันตกรรมจัดฟันต่างชนิดที่มุมกระทําต่างกันในสภาวะเปียก, พรเพชร หรูจิตรวัฒนา, วัชระ เพชรคุปต์, ปิยารัตน์ อภิวัฒนกุล
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบขนาดของแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดในทาง ทันตกรรมจัดฟัน 4 ชนิด ในน้ําลายเทียมที่อุณหภูมิ 37 + 1 องศาเซลเซียส เมื่อมุมกระทําระหว่างแบร็กเกตและ ลวดในแนวใกล้กลาง-ไกลกลางเป็น 0 1 และ 2 องศา วัสดุและวิธีการ นําแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมชนิดเอดจ์ไวส์มาตรฐานสําหรับฟันเขี้ยวที่มีร่องขนาด 0.018 X 0.025 นิ้ว และลวด 4 ชนิดที่มีหน้าตัดขนาด 0.016 X 0.022 นิ้วเท่ากัน ได้แก่ ลวดเหล็กกล้าไม่เป็นสนิม ลวด นิกเกิลไทเทเนียมเซนทัลลอยแรงปานกลาง ลวดนิกเกิลไทเทเนียมเซนทัลลอยแรงมาก และลวดทีเอ็มเอ ฮันนีดิว มาทดสอบหาขนาดแรงเสียดทานสถิตโดยใช้เครื่องลอยด์ยูนิเวอร์แซลเทสติ้งมาชื่น ทําการวัดเมื่อมุมกระทําระหว่าง แบร็กเกตและลวดในแนวใกล้กลาง-ไกลกลางเป็น 0 1 และ 2 องศาในน้ําลายเทียมที่อุณหภูมิ 37 + 1 องศาเซลเซียส โดยใช้สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนสองจากนั้นเปรียบเทียบขนาดแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตและลวดทางที่ระดับนัยสําคัญ .05 ผลการศึกษา จากการทดสอบความแตกต่างของขนาดแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตและลวดทั้ง 4 ชนิด พบว่าไม่มีความความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติเมื่อมุมกระทําระหว่างแบร็กเกตและลวดมีค่าเท่ากัน แต่จากการวิเคราะห์ลวดแต่ละชนิดเมื่อมุมกระทําแตกต่างกันพบว่าขนาดแรงเสียดทานสถิตมีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อมุมกระทําเพิ่มขึ้นในลวดทุกชนิด แต่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญของขนาดแรงเสียดทานสถิตเฉพาะเมื่อมุมกระทําเพิ่ม ขึ้นจาก 0 เป็น 2 องศา (ค่าพี = .004, 028, 2002 ตามลําดับ) ยกเว้นในลวดเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมที่ไม่พบความ แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญของขนาดแรงเสียดทานสถิตเมื่อมุมกระทํามีค่าเพิ่มขึ้น สรุป แรงเสียดทานสถิตที่เกิดขึ้นในลวดทั้ง 4 ชนิด ไม่มีความแตกต่างกันเมื่อมุมกระทําระหว่างแบร์กเกตและลวดเท่ากัน แต่ขนาดแรงเสียดทานสถิตสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญเมื่อมุมกระทําระหว่างแบร็กเกตและลวดเพิ่มขึ้นจาก 0 เป็น 2 องศา ยกเว้นในกลุ่มลวดเหล็กกล้าไม่เป็นสนิม (ว ทันต จุฬาฯ 2551:31:169-78)
ผู้ป่วยไทยกลุ่มหนึ่งที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับเนื่องจากทางเดินหายใจอุดกั้น, ฉัตรพล แจ่มศิริโรจน์รัตน์, ปาหนัน ศาสตรวาหา, ประกอบเกียรติ หิรัญวิวัฒน์กุล, สุกัลยา เลิศล้ํา, สมชาย เศรษฐศิริสมบัติ
ผู้ป่วยไทยกลุ่มหนึ่งที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับเนื่องจากทางเดินหายใจอุดกั้น, ฉัตรพล แจ่มศิริโรจน์รัตน์, ปาหนัน ศาสตรวาหา, ประกอบเกียรติ หิรัญวิวัฒน์กุล, สุกัลยา เลิศล้ํา, สมชาย เศรษฐศิริสมบัติ
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินค่าพารามิเตอร์โดยการวิเคราะห์ภาพรังสีวัดศีรษะด้านข้างจากภาพรังสีในผู้ป่วยไทย กลุ่มหนึ่งที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับเนื่องจากทางเดินหายใจอุดกั้น (OSAS) ชนิดรุนแรงและที่นอนกรน วัสดุและวิธีการ กระทําการศึกษาในภาพรังสีศีรษะด้านข้างของผู้ป่วย 190 ราย ที่เข้ารับการรักษา ณ คลินิกโรค นอนกรน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระหว่างปี พ.ศ. 2546 ถึง 2550 และใช้ค่าดัชนีการหายใจขัดข้อง (RDI) แบ่ง ผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีค่า RDI น้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ครั้ง/ชั่วโมง (กลุ่มนอนกรน) และกลุ่มที่มีค่า RDI มากกว่า หรือเท่ากับ 30 ครั้ง/ชั่วโมง (กลุ่ม OSAS ชนิดรุนแรง) เก็บข้อมูลทางประชากรศาสตร์และข้อมูลพารา มิเตอร์จํานวน 9 ค่าจากภาพรังสี แล้ววิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบที่สําหรับกลุ่ม ตัวอย่างสองกลุ่มที่ไม่สัมพันธ์กันที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการศึกษา พารามิเตอร์ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มนอนกรนกับกลุ่มที่มี OSAS ชนิด รุนแรง คือ SNA และ MP-H ในผู้ป่วยชาย และ UT-PhW และ MP-H ในผู้ป่วยหญิง สรุป ลักษณะภาพรังสีศีรษะด้านข้างของผู้ที่มี OSAS ชนิดรุนแรงแตกต่างจากของผู้ที่นอนกรน โดยผู้ป่วยชาย มีขากรรไกรบนที่อยู่ในตําแหน่งหลังกว่าปกติร่วมกับกระดูกไฮออยด์ที่อยู่ในตําแหน่งต่ํากว่าปกติ มีช่องว่างระหว่างปลายเพดานอ่อนกับผนังคอหอยด้านหลังที่แคบกว่าปกติร่วมกับกระดูกไฮออยด์ที่อยู่ในตําแหน่งต่ากว่าปกติส่วนผู้ป่วยหญิง (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:249-60)
การศึกษาผลกระทบของการกัดกร่อนที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ฟลูออไรด์ที่มีต่อค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดโค้งชนิดต่างๆ, พินทุอร จันทรวราทิตย์, สมศักดิ์ เพิ่งประภากร
การศึกษาผลกระทบของการกัดกร่อนที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ฟลูออไรด์ที่มีต่อค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดโค้งชนิดต่างๆ, พินทุอร จันทรวราทิตย์, สมศักดิ์ เพิ่งประภากร
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลงของขนาดแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมกับ ลวดเหล็กกล้าไม่เป็นสนิม และลวดเบตาไทเทเนียม ภายหลังจากที่ผ่านการแช่ในสารละลายที่ได้จากผลิตภัณฑ์ ฟลูออไรด์ 3 ชนิด วัสดุและวิธีการ นําแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมชนิดมาตรฐานของฟันเขี้ยวที่มัดติดกับลวดเหล็กกล้าไม่เป็นสนิม และลวดเบตาไทเทเนียม กลุ่มละ 25 ตัวอย่าง แช่ในสารละลายฟลูออไรด์ที่ได้จากการผสมน้ําลายเทียมกับยาสีฟัน ผสมฟลูออไรด์ น้ํายาบ้วนปากฟลูออไรด์ และเจลฟลูออไรด์ชนิดเคลือบ ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส วัดค่าแรง เสียดทานสถิตด้วยเครื่องลอยด์ยูนิเวอร์แซลเทสติ้งแมชชีน โดยใช้ตุ้มน้ําหนักขนาด 5 นิวตัน ดึงด้วยความเร็ว 0.1 มม./นาที เป็นระยะทาง 0.5 มม. ทําการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานสถิตระหว่างกลุ่มต่างๆ โดยใช้สถิติ วิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางที่ระดับนัยสําคัญ .05 ผลการศึกษา เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม มีเพียงกลุ่มเจลฟลูออไรด์ชนิดเคลือบเท่านั้นที่มีค่าเฉลี่ยแรง เสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตและลวดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ทั้งในกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ลวดเหล็กกล้า ไม่เป็นสนิม และลวดเบตาไทเทเนียม โดยมีค่าเท่ากับ .013 และ 2000 ตามลําดับ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างลวด ทั้ง 2 ชนิดที่ผ่านการแช่ในสารละลายเดียวกัน พบว่ามีเพียงกลุ่มยาสีฟันและเจลฟลูออไรด์ชนิดเคลือบเท่านั้นที่ค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานสถิตของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ลวดเบตาไทเทเนียมมีค่ามากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ลวดเหล็กกล้า ไม่เป็นสนิมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ โดยมีค่าพี่เท่ากับ 2003 และ 2004 ตามลําดับ สรุป การแช่แบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิม ลวดเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดเบตาไทเทเนียมในสารละลายจากเจลฟลูออไรด์ชนิดเคลือบทําให้ค่าเฉลี่ยของแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตและลวดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (ว ทันต จุฬาฯ 2551:31:179-92)
ความเที่ยงตรงของแบบจําลองที่ได้จากวิธีพิมพ์รากเทียม 3 วิธี, กรเทพ สุขยุคล, ภาณุพงศ์ วงศ์ไทย
ความเที่ยงตรงของแบบจําลองที่ได้จากวิธีพิมพ์รากเทียม 3 วิธี, กรเทพ สุขยุคล, ภาณุพงศ์ วงศ์ไทย
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อหาวิธีพิมพ์รากเทียมที่มีความเที่ยงตรงสูงสุด โดยศึกษาจากความคลาดเคลื่อนของแบบจําลอง ที่ได้จากวิธีพิมพ์รากเทียม 3 วิธี เมื่อเปรียบเทียบกับแม่แบบ วัสดุและวิธีการ แบบจําลองจํานวน 30 ชิ้น ถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม โดยใช้วิธีพิมพ์ คือ กลุ่มที่ 1 วิธีพิมพ์ดั้งเดิมที่ ระดับตัวหลัก กลุ่มที่ 2 วิธีพิมพ์โดยตรง และกลุ่มที่ 3 วิธีพิมพ์โดยตรงแบบเชื่อมตัวต่อยอดถ่ายทอดติดกับ ถาดพิมพ์ ทําการทดลองโดยสร้างแม่แบบที่มีรากเทียมฝังอยู่บนฐานโลหะสี่เหลี่ยม 2 ตัว ตัวหลักแต่ละตัวที่ติดอยู่ กับรากเทียมจะทําเครื่องหมายที่ขอบด้านบนเพื่อเป็นจุดอ้างอิง 3 จุด รวมเป็น 6 จุด ทําการพิมพ์ด้วยวัสดุพิมพ์ ซิลิโคน แอดดิชั่นแนล ด้วยวิธีต่าง ๆ แล้วนําไปเทแบบจําลองด้วยปูนหินชนิดที่ 4 จากนั้นนําแบบจําลองเหล่านี้ไป วัดระยะทางของจุดอ้างอิงที่มีการเบี่ยงเบนไปเมื่อเทียบกับแม่แบบ โดยใช้กล้องจุลทรรศน์สําหรับวัดขนาดที่ระดับ ความละเอียด 1/1000 มิลลิเมตร ซึ่งวัดในรูปพิกัด (x,y,z) เพื่อศึกษาทิศทางการเบี่ยงเบน และใช้ทฤษฎีปีทากอรัส เปลี่ยนพิกัดที่ได้เป็นระยะทางที่มีการเบี่ยงเบนไป แล้วจึงนําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ผลด้วยสถิติการวิเคราะห์ความ แปรปรวนทางเดียว และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มโดยสถิติ แทมเฮน ซึ่งแยกพิจารณาทีละจุดอ้างอิงทั้ง 6 จุด ผลการศึกษา แบบจําลองที่ได้จากวิธีพิมพ์ดั้งเดิมที่ระดับตัวหลัก มีการเบี่ยงเบนไปจากแม่แบบน้อยกว่าวิธีพิมพ์ โดยตรง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติทั้ง 6 จุด (p = 0.001, < 0.001, < 0.001, 0.002, 0.003, < 0.001 ตามลําดับ) และน้อยกว่าวิธีพิมพ์โดยตรงแบบเชื่อมตัวต่อยอดถ่ายทอดติดกับถาดพิมพ์ (p < 0.001) ส่วนวิธีพิมพ์โดยตรงทั้ง แบบที่ทําการเชื่อมและไม่เชื่อมตัวต่อยอดถ่ายทอดเข้ากับถาดพิมพ์นั้น แบบจําลองที่ได้ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัย สําคัญทางสถิติ (p = 0.446, 0.980, 0.212, 0.073, 0.08, 0.566 ตามลําดับ) สรุป วิธีพิมพ์ดั้งเดิมที่ระดับตัวหลัก จะให้แบบจําลองที่มีความเที่ยงตรงสูงที่สุด ส่วนวิธีพิมพ์โดยตรง การเชื่อมหรือไม่เชื่อมตัวต่อยอดถ่ายทอดเข้ากับถาดพิมพ์นั้นไม่มีผลกับความเที่ยงตรงของแบบจําลอง (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:223-34)
Assessment Of Leakage Of Roots Filled With Epiphany® And Resilon® After Final Irrigation With 2% Chlorhexidine, Chureerat Kanchanakaew, Somsinee Pimkhaokham, Jeerus Sucharitakul
Assessment Of Leakage Of Roots Filled With Epiphany® And Resilon® After Final Irrigation With 2% Chlorhexidine, Chureerat Kanchanakaew, Somsinee Pimkhaokham, Jeerus Sucharitakul
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective The purpose of this in vitro study was to compare the leakage of roots filled with Epiphany® and Resilon® after final irrigation with 2% chlorhexidine. Materials and methods Seventy single-rooted teeth were prepared using crown down technique and divided to three experimental groups of twenty samples each and positive and negative control groups of five samples each. In each experimental group, root canal was irrigated with 2.5% sodium hypochlorite and 17% EDTA then final irrigated with sterile water (group 1), 2% chlorhexidine (group 2) or 2.5% sodium hypochlorite followed by 2% chlorhexidine (group 3). The experimental groups were filled …
การเปรียบเทียบแรงเสียดทานระหว่างเซลฟ์ไลเกตติ้งแบร็กเกตแบบไร้แรงสองชนิดและแบร็กเกตธรรมดา, บัณฑูร โชติวรรณพร, พรทิพย์ ชิวชรัตน์, นิรมล ชํานาญนิธิอรรถ
การเปรียบเทียบแรงเสียดทานระหว่างเซลฟ์ไลเกตติ้งแบร็กเกตแบบไร้แรงสองชนิดและแบร็กเกตธรรมดา, บัณฑูร โชติวรรณพร, พรทิพย์ ชิวชรัตน์, นิรมล ชํานาญนิธิอรรถ
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบแรงเสียดทานระหว่างเซลฟ์ไลเกตติ้งแบร็กเกตแบบไร้แรง 2 ชนิด คือ ดามอน ทรีเอ็มเอ็กซ์ที่มีการออกแบบการยึดจับลวดแบบบานสไลด์และสมาร์ทคลิปที่มีคลิป 2 ข้างเพื่อยึดจับลวด และแบร์กเกตธรรมดาเจมินี่ที่มัดด้วยวงอีลาสโทเมอร์ วัสดุและวิธีการ เป็นการทดลองในสภาวะแอคทีฟที่แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 30 ตัวอย่าง โดยใช้ลวดเหล็กกล้าไร้สนิมขนาด 0.019 x 0.025 นิ้ว ที่มุมวิกฤต 3 องศา เคลื่อนผ่านร่องแบร็กเกตมาอ่านค่าแรง เสียดทานที่ได้จากเครื่องลอยด์ ยูนิเวอร์แซลเทสติ้ง แล้วทําการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทิศทางเดียวของค่า เฉลี่ยและเปรียบเทียบแบบพหุคูณของค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานสถิตใน 3 กลุ่มด้วยการวิเคราะห์แทมเฮนที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ผลการศึกษา แบร็กเกตดามอนทรีเอ็มเอ็กซ์มีค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานที่น้อยที่สุด (0.203 + 0.083 นิวตัน) รองลงมาเป็นสมาร์ทคลิป (0.297 + 0.074 นิวตัน) และแบร็กเกตธรรมดามีค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานที่มากที่สุด (1.865 + 0.404 นิวตัน) จากการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานในทั้ง 3 กลุ่ม พบว่าทั้ง 3 กลุ่มมีความแตกต่าง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุป ในสภาวะแอคทีฟ แบร็กเกตดามอนทรีเอ็มเอ็กซ์และแบร็กเกตสมาร์ทคลิปมีแรงเสียดทานน้อยกว่าแบร็กเกต ธรรมดาอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ และระหว่างเซลฟ์ไลเกตติ้งแบร็กเกตแบบไร้แรง 2 ชนิด พบว่าแบร็กเกตดามอน ทรีเอ็มเอ็กซ์ มีแรงเสียดทานที่น้อยกว่าแบร็กเกตสมาร์ทคลิปอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:159-69)
ผลการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ของซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ที่ผสมเจลพอลิแซ็กคาไรด์จากเปลือกทุเรียน, สุธาภา ศรีอรุโณทัย, ไพบูลย์ เตชะเลิศไพศาล, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล, สุนันท์ พงษ์สามารถ
ผลการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ของซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ที่ผสมเจลพอลิแซ็กคาไรด์จากเปลือกทุเรียน, สุธาภา ศรีอรุโณทัย, ไพบูลย์ เตชะเลิศไพศาล, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล, สุนันท์ พงษ์สามารถ
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ของซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ที่ผสมเจลพอลิแซ็กคาไรด์จากเปลือกทุเรียนในห้องปฏิบัติการ วัสดุและวิธีการ เตรียมสารกลุ่มทดลองโดยผสมเจลพอลิแซ็กคาไรด์จากเปลือกทุเรียนลงในส่วนผงของซีเมนต์ กลาสไอโอโนเมอร์ ในอัตราส่วนร้อยละ 4.76 7.50 9.09 และ 12.50 โดยน้ําหนักตามลําดับ นําส่วนผงที่เตรียมไว้ มาผสมกับส่วนเหลวตามอัตราส่วนและวิธีการที่บริษัทผู้ผลิตกําหนด ใส่ในแม่แบบทองเหลืองรูปทรงกระบอกที่มี เส้นผ่านศูนย์กลาง 3 มิลลิเมตรและสูง 2 มิลลิเมตร เพื่อหล่อชิ้นงานจํานวน 6 ชิ้นต่อกลุ่ม โดยกลุ่มควบคุมลบ คือ กลุ่มที่ไม่ผสมเจลพอลิแซ็กคาไรด์จากเปลือกทุเรียน และกลุ่มควบคุมบวก คือ กลุ่มที่ผสมผงแอมพิซิลลินใน อัตราส่วนร้อยละ 4.76 โดยน้ําหนัก จากนั้นทําการทดสอบผลการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ด้วยเทคนิคบรอทไดลูชัน โดยนําชิ้นงานที่ได้ในกลุ่มต่าง ๆ ใส่ในอาหารเหลวเลี้ยงเชื้อชนิดทริปติเคสซอยบรอทที่มีเชื้อสเตร็ปโต ค็อกคัสมิวแทนส์จํานวน 1x10 ซีพียู/มล. บ่มในตู้เพาะเลี้ยงเชื้อที่มีความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ร้อยละ 5 ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 8 และ 24 ชั่วโมง นํามานับค่าจํานวนแบคทีเรียที่มีชีวิต ด้วยวิธีการเกลี่ยเชื้อบนอาหารเลี้ยงเชื้อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ผลการศึกษา ที่ระยะเวลา 8 ชั่วโมง ซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ที่ผสมเจลพอลิแซกคาไรด์จากเปลือกทุเรียนใน อัตราส่วนร้อยละ 7.50 9.09 และ 12.50 มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์อย่างมี นัยสําคัญทางสถิติประมาณร้อยละ 15 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมลบ (P < 0.05) โดยที่ระยะเวลา 24 ชั่วโมง พบประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ประมาณร้อยละ 5 ซึ่งไม่แตกต่าง อย่างมีนัยสําคัญเมื่อเปรียบกับกลุ่มควบคุมลบ (P > 0.05) ในขณะที่ซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ในกลุ่มควบคุมลบ และซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ที่ผสมเจลพอลิแซกคาไรด์จากเปลือกทุเรียนในอัตราส่วนร้อยละ 4.76 ไม่มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ สรุป ซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ที่ผสมเจลพอลิแซกคาไรด์จากเปลือกทุเรียนอัตราส่วนร้อยละ 7.50 9.09 และ 12.50 มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติเมื่อบ่มเป็นเวลา 8 ชั่วโมง (ว ทันต จุฬาฯ 2551:31:193-200)
ผลของหัวขัดชนิดต่าง ๆที่มีต่อความหยาบผิวของเรซินคอมโพสิตชนิดนาโนฟิลล์, กานต์ พิพัฒน์ปัญญานุกูล, วิชญา วิศิษฐ์รัศมีวงศ์, วาสนา พัฒนพีระเดช
ผลของหัวขัดชนิดต่าง ๆที่มีต่อความหยาบผิวของเรซินคอมโพสิตชนิดนาโนฟิลล์, กานต์ พิพัฒน์ปัญญานุกูล, วิชญา วิศิษฐ์รัศมีวงศ์, วาสนา พัฒนพีระเดช
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของหัวขัดที่แตกต่างกัน 5 ชนิด ที่มีต่อความหยาบผิวของเรซินคอมโพสิตชนิดนาโนฟิลล์ วัสดุและวิธีการ ใส่เรซินคอมโพสิตฟิลเทกแซด 350 ลงในแม่พิมพ์ขนาด 5x4x2 มม. ปิดทับด้วยแผ่นไมลาร์ แล้วฉายแสงเป็นเวลา 40 วินาที จํานวน 120 ชิ้น แบ่งอย่างสุ่มเป็น 6 กลุ่มเท่า ๆ กัน กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุม อีก 5 กลุ่มนําไปขัดด้วยหัวขัด 5 ชนิด ได้แก่ ซอฟเฟล็ก เอ็นฮานส์” โพโก” คอมโพเซฟ และ เจ็ทเบอร์ จากนั้นนําชิ้นตัวอย่างทั้งหมดไปทดสอบหาค่าความหยาบผิวด้วยเครื่องมือวัดความหยาบผิวและเลือกชิ้นตัวอย่างเพื่อเป็นตัวแทนกลุ่มของหัวขัดแต่ละชนิด ไปประเมินด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องกราด นําข้อมูลไป วิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวที่ระดับนัยสําคัญน้อยกว่า 0.05 ผลการศึกษา เมื่อขัดด้วยซอฟเฟล็ก” พบว่าค่าที่ได้ไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญและได้พื้น ผิวเรียบดีที่สุด ส่วนกลุ่มที่มีค่าแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญ โดยเรียงตามลําดับค่าความหยาบผิวจาก น้อยไปหามาก ได้แก่ โพโก เอ็นฮานส์” คอมโพเชฟ และ เจ็ทเบอร์ สรุป ความหยาบผิวของเรซินคอมโพสิตชนิดนาโนฟิลล์หลังการขัดขึ้นอยู่กับชนิดของหัวขัด โดยหัวขัดที่ให้ความ เรียบผิวดีที่สุด คือ ซอฟเฟล็ก (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:213-22)
The Efficacy Of Percutaneous A1 Pulley Release For Trigger Finger Treatment, W. Lairungruang, K. Chuepool, S. Kuptniratsaikul
The Efficacy Of Percutaneous A1 Pulley Release For Trigger Finger Treatment, W. Lairungruang, K. Chuepool, S. Kuptniratsaikul
Chulalongkorn Medical Journal
No abstract provided.
Dna Microarrays In Infectious Diseases, K. Patarakul
Dna Microarrays In Infectious Diseases, K. Patarakul
Chulalongkorn Medical Journal
No abstract provided.
Laboratory Safety, V. Wiwanitkit
Prevalence And Distribution Of Hpv Type In King Chulalongkorn Memorial Hospital, M. Lertworapreecha, L. Thammachotruja, P. Bhattarakosol
Prevalence And Distribution Of Hpv Type In King Chulalongkorn Memorial Hospital, M. Lertworapreecha, L. Thammachotruja, P. Bhattarakosol
Chulalongkorn Medical Journal
No abstract provided.
Is Anesthetic Gel Necessary In Outpatient Flexible Cystoscopy ?, K. Panumatrassamee, J. Opanuraks
Is Anesthetic Gel Necessary In Outpatient Flexible Cystoscopy ?, K. Panumatrassamee, J. Opanuraks
Chulalongkorn Medical Journal
No abstract provided.
Medical Importance Of Probiotics, P. Hemarajata
Medical Importance Of Probiotics, P. Hemarajata
Chulalongkorn Medical Journal
No abstract provided.
Quality Of Life And Depression In Breast Cancer Patients After Surgery In King Chulalongkorn Memorial Hospital, P. Malarat, N. Pityaratstian
Quality Of Life And Depression In Breast Cancer Patients After Surgery In King Chulalongkorn Memorial Hospital, P. Malarat, N. Pityaratstian
Chulalongkorn Medical Journal
No abstract provided.
Ability Of Efl Health Science Graduate Students In Identifying The Core Parts Of Long, Complex Sentences, Phan Banpho
Ability Of Efl Health Science Graduate Students In Identifying The Core Parts Of Long, Complex Sentences, Phan Banpho
PASAA
Professional academic articles often contain long, complex sentences, which can hinder comprehension. This study investigated the ability of 151 EFL health science graduate students taking an EFL course entitled Technical English for Medical Science Graduates in 2006 and 2007 in identifying the core parts of 15 long, complex sentences with an average length of 27.47 words (S.D. = 6.17), a minimum of 17 words and a maximum of 40 words. The readability index of these test sentences was 13.85 and the Flesch Index 44.18, indicating that students may find them difficult to read. Each sentence included one dependent clause - …
Effects Of The Addition Of Probiotic Containing Both Bacteria And Yeast Or An Antibiotic On Performance Parameters, Mortality Rate And Antibiotic Residue In Broilers, Boonrit Thongsong, Sarinee Kalandakanond-Thongsong, Vivat Chavananikul
Effects Of The Addition Of Probiotic Containing Both Bacteria And Yeast Or An Antibiotic On Performance Parameters, Mortality Rate And Antibiotic Residue In Broilers, Boonrit Thongsong, Sarinee Kalandakanond-Thongsong, Vivat Chavananikul
The Thai Journal of Veterinary Medicine
The experiment was conducted to investigate the effects of supplementing a commercially available probiotic (an Active Elements®; AE) containing Lactobacillus plantarum and Saccharomyces cerevisiae, an antibiotic; Chlortetracycline (CTC), and the probiotic plus antibiotic, via the drinking water on broiler production performance, mortality rate and the antibiotic residue in meat. Four hundred one-day-old male Cobb broiler chicks were randomly allocated to 4 treatments; a non-treated control, a 0.05% CTC, a 1:500 AE, and a combination of CTC and AE. Chicks were fed with a commercial broiler diet ad libitum. They were reared under an environmentally controlled house for 6 weeks. The …
Histological Changes In The Epithelium Of Thai Swamp Buffalo Oviduct At Follicular And Luteal Phases, Paisan Tienthai, Kriengyot Sajjarengpong, Mongkol Techakumphu
Histological Changes In The Epithelium Of Thai Swamp Buffalo Oviduct At Follicular And Luteal Phases, Paisan Tienthai, Kriengyot Sajjarengpong, Mongkol Techakumphu
The Thai Journal of Veterinary Medicine
The samples from the infundibulum, ampulla, isthmus and uterotubal junction (UTJ) of the Thai swamp buffalo oviduct were taken immediately after slaughter at the local abattoir. The histological changes of the epithelium including general characteristics, intensity of periodic acid-Schiff (PAS) staining, cell height and immune cell distribution were investigated by light microscopy. The degree of the histological and morphometric changes was shown to be high in the ampulla and infundibulum compared with that of the isthmus and UTJ at both follicular and luteal phases of the estrous cycle. In the infundibulum and ampulla, cytoplasmic protrusions of the epithelial cells with …
The Safety Evaluation Of Permethrin On Dogs When Used In A Prophylactic Dose For Ectoparasite Infection, By Measuring Serum Cholinesterase Activity, Piyarat Chansiripornchai, Pakkawan Satranarakun, Mallavee Kanoksopit, Yuthana Nisakulrat
The Safety Evaluation Of Permethrin On Dogs When Used In A Prophylactic Dose For Ectoparasite Infection, By Measuring Serum Cholinesterase Activity, Piyarat Chansiripornchai, Pakkawan Satranarakun, Mallavee Kanoksopit, Yuthana Nisakulrat
The Thai Journal of Veterinary Medicine
The safety of permethrin at a prophylactic dose for ectoparasite infection in dogs was evaluated by the measurement of cholinesterase activity (ChE). On day 0, eight healthy dogs were exposed to spot - on formulation of permethrin. The results of serum ChE activity in all the dogs which measured on day 1 and 4 after exposure to permethrin showed no significant different comparing to those before exposure. There were no clinical signs in all dogs throughout the experiment. The result suggests that using spot-on formulation of permethrin at a prophylactic dose for ectoparasite infection is safe in dogs.
Ophthalmology Snapshot, Nalinee Tuntivanich
Ophthalmology Snapshot, Nalinee Tuntivanich
The Thai Journal of Veterinary Medicine
No abstract provided.
Ultrasound Diagnosis, Phiwipha Kamonrat
Ultrasound Diagnosis, Phiwipha Kamonrat
The Thai Journal of Veterinary Medicine
No abstract provided.
Omental Actinomycosis With Torsion Of The Greater Omentum: A Case Report, M. Phattharathiwanon
Omental Actinomycosis With Torsion Of The Greater Omentum: A Case Report, M. Phattharathiwanon
Chulalongkorn Medical Journal
No abstract provided.