Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 11071 - 11100 of 17385

Full-Text Articles in Entire DC Network

Comparative Effects Of Zinc Methionylglycinate And Zinc Sulfate On Hair Coat Characteristics And Zinc Concentration In Plasma, Hair, And Stool Of Dogs, Uttra Jamikorn, Thanisara Preedapattarapong Dec 2008

Comparative Effects Of Zinc Methionylglycinate And Zinc Sulfate On Hair Coat Characteristics And Zinc Concentration In Plasma, Hair, And Stool Of Dogs, Uttra Jamikorn, Thanisara Preedapattarapong

The Thai Journal of Veterinary Medicine

There are two form of Zn supplement used in commercial dog foods, organic and inorganic forms. These forms can influence Zn absorption and utilization of the animals. The goal of the current study was to evaluate the effects of zinc methionylglycinate (ZnMG) compared to zinc sulfate (ZnSO4) supplementations in commercial dog foods on haircoat characteristics, and Zn concentration in plasma, hair, and stool of the dogs. Eight mature female beagles were randomly divided into two groups of four dogs each. A Cross-over design was used for this study. The treatments composed of 120 ppm Zn supplement of either ZnMG or …


Role Of The Veterinarian On Animal Welfare, Achariya Sailasuta Dec 2008

Role Of The Veterinarian On Animal Welfare, Achariya Sailasuta

The Thai Journal of Veterinary Medicine

No abstract provided.


What Is Your Diagnosis?, Pranee Tuntivanich, Suwicha Chuthatep Dec 2008

What Is Your Diagnosis?, Pranee Tuntivanich, Suwicha Chuthatep

The Thai Journal of Veterinary Medicine

No abstract provided.


A Survey Of Postoperative Pain Experience At King Chulalongkorn Memorial Hospital:Patients' Perspective, S. Niruthisard, P. Sriprajittichai, S. Sathonpanich, Kukiatkulchai R., A. Tunprayoon Nov 2008

A Survey Of Postoperative Pain Experience At King Chulalongkorn Memorial Hospital:Patients' Perspective, S. Niruthisard, P. Sriprajittichai, S. Sathonpanich, Kukiatkulchai R., A. Tunprayoon

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Reviewed Causes Of Death In 145 Perinatal Autopsiesat King Chulalongkorn Memorial Hospital During October 2002 To December 2006, W. Eampornrat, S. Yodavudh, N. Kliakeaw Nov 2008

Reviewed Causes Of Death In 145 Perinatal Autopsiesat King Chulalongkorn Memorial Hospital During October 2002 To December 2006, W. Eampornrat, S. Yodavudh, N. Kliakeaw

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Neonatal Outcome Of Infants With 1-Minute Apgar Score < 7, S. Punnahitananda, P. Thaithumyanon Nov 2008

Neonatal Outcome Of Infants With 1-Minute Apgar Score < 7, S. Punnahitananda, P. Thaithumyanon

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Physical Therapy Management For Shoulder Pain In Hemiplegic Patients, K. Srisupornkornkool Nov 2008

Physical Therapy Management For Shoulder Pain In Hemiplegic Patients, K. Srisupornkornkool

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Positive Blood Cultures In Outpatients: Predictors Of Poor Outcome, K. Musikatavorn, P. Kietdumrongwong, K. Lertpocasombat, Patarakul K. Nov 2008

Positive Blood Cultures In Outpatients: Predictors Of Poor Outcome, K. Musikatavorn, P. Kietdumrongwong, K. Lertpocasombat, Patarakul K.

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


A Study Of Efficacy Of Turbutaline In Inhibition Of Labour And Glucocorticoid Therapy For The Improvement Of The Lungs Of The New Born In Preterm Premature Rupture Of The Membranes At Sawanpracharak Hospital, A. Nittinawarat Nov 2008

A Study Of Efficacy Of Turbutaline In Inhibition Of Labour And Glucocorticoid Therapy For The Improvement Of The Lungs Of The New Born In Preterm Premature Rupture Of The Membranes At Sawanpracharak Hospital, A. Nittinawarat

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Quality Of Sleep Among Intensive Care Unit Nurses In Thailand, J. Tupsangsee, W. Jiamjarasrangsi, S. Tangwongchai Nov 2008

Quality Of Sleep Among Intensive Care Unit Nurses In Thailand, J. Tupsangsee, W. Jiamjarasrangsi, S. Tangwongchai

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Hi Health : Chikungunya Outbreak Hits Deep South, Anuttarasakdi Ratchatatat Oct 2008

Hi Health : Chikungunya Outbreak Hits Deep South, Anuttarasakdi Ratchatatat

Halal Insight

No abstract provided.


ฤทธิ์ในการกําจัดเชื้อราแคนดิดาอัลบิแคนส์ในคลองรากฟันของสารผสมแคลเซียมไฮดรอกไซด์กับคลอร์เฮกซิดีน หรือ สแตนนัสฟลูออไรด์ในห้องปฏิบัติการ, ศิริเพ็ญ วนแสงสกุล, เฉลิมขวัญ ภู่วรวรรณ, ทิพาพรรณ เศรษฐศิริสมบัติ, กานต์นภัส ปีติอัครวัชร์ Sep 2008

ฤทธิ์ในการกําจัดเชื้อราแคนดิดาอัลบิแคนส์ในคลองรากฟันของสารผสมแคลเซียมไฮดรอกไซด์กับคลอร์เฮกซิดีน หรือ สแตนนัสฟลูออไรด์ในห้องปฏิบัติการ, ศิริเพ็ญ วนแสงสกุล, เฉลิมขวัญ ภู่วรวรรณ, ทิพาพรรณ เศรษฐศิริสมบัติ, กานต์นภัส ปีติอัครวัชร์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อราแคนดิดาอัลบิแคนส์ของสารผสมแคลเซียมไฮดรอกไซด์กับ คลอร์เฮกซิดีนหรือสแตนนัสฟลูออไรด์ในห้องปฏิบัติการ วัสดุและวิธีการ ใช้วิธีการวัดผลการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราบนวุ้นอาหารเลี้ยงเชื้อ และทดสอบประสิทธิภาพ ในการฆ่าแคนดิดาของสารผสมเมื่อใช้เป็นยาใส่ในคลองรากฟันเป็นเวลา 7 วัน รวมทั้งวัดการเปลี่ยนแปลงค่าความเป็นกรดด่างของสาร ผลการศึกษา สารผสมแคลเซียมไฮดรอกไซด์ทั้งสามชนิด (น้ํากลั่น คลอร์เฮกซิดีน สแตนนิสฟลูออไรด์) มีฤทธิ์ใน การยับยั้งการเจริญของแคนดิดาบนวุ้นอาหารเลี้ยงเชื้อไม่แตกต่างกันและมีคุณสมบัติเป็นด่างแก่ อย่างไรก็ตามสาร ผสมแคลเซียมไฮดรอกไซด์กับคลอร์เฮกซิดีน หรือ สแตนนิสฟลูออไรด์ มีฤทธิ์ในการลดปริมาณแคนดิดาในคลอง รากฟันมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญ สรุป แคลเซียมไฮดรอกไซด์ผสมคลอร์เฮกซิดีน และแคลเซียมไฮดรอกไซด์ผสมสแตนนิสฟลูออไรด์มีฤทธิ์ในการลดปริมาณเชื้อราในคลองรากฟัน (ว ทันต จุฬาฯ 2551:31:371-84)


ผลของสารเชื่อมยึดและระยะเวลาในการเก็บชิ้นงานต่อค่าความแข็งแรงดัดขวางของเรซินอะคริลิกเสริมเส้นใยแก้ว, ประภาพร หอมจันทร์จีรัง, อิศราวัลย์ บุญศิริ Sep 2008

ผลของสารเชื่อมยึดและระยะเวลาในการเก็บชิ้นงานต่อค่าความแข็งแรงดัดขวางของเรซินอะคริลิกเสริมเส้นใยแก้ว, ประภาพร หอมจันทร์จีรัง, อิศราวัลย์ บุญศิริ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของสารเชื่อมยึด 2 ชนิด และระยะเวลาการเก็บชิ้นงานต่อค่าความแข็งแรงตัดขวางของเรซินอะคริลิกเสริมเส้นใยแก้ว วัสดุและวิธีการ ชิ้นทดสอบขนาด 2x2x25 มิลลิเมตร สร้างขึ้นจากวัสดุเรซินอะคริลิกชนิดบ่มได้เองจํานวน 80 ชิ้น แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ (ก) กลุ่มที่ไม่ได้เสริมเส้นใย (ข) กลุ่มที่ไม่ได้ปรับสภาพผิวเส้นใยแก้ว (ค) กลุ่มเสริม เส้นใยแก้วที่ปรับสภาพพื้นผิวด้วยสารเชื่อมยึดไซเลน และ (ง) กลุ่มเสริมเส้นใยแก้วที่ปรับสภาพพื้นผิวด้วยสาร เชื่อมยึดไททาเนต โดยเส้นใยแก้วที่ใช้เสริมความแข็งแรงปริมาณร้อยละ 10 โดยปริมาตรถูกจัดวางให้ขนานตาม แนวยาวและอยู่ในตําแหน่งกึ่งกลางของชิ้นทดสอบ แต่ละกลุ่มทดลองถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อยเพื่อเก็บชิ้นงานใน น้ํากลั่นที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 7 วัน และ 30 วัน ก่อนนํามาทดสอบความแข็งแรงดัดขวางแบบ 3 จุด (ความเร็วในการเคลื่อนหัวกด 1 มม. ต่อนาที) จากนั้นศึกษาลักษณะพื้นผิวที่แตกด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด วิเคราะห์ค่าความแข็งแรงดัดขวางด้วยการทดสอบความแปรปรวนแบบสองทาง ผลการศึกษา ค่าความแข็งแรงตัดขวางของแต่ละกลุ่มทดสอบต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) โดย กลุ่มที่ปรับสภาพพื้นผิวด้วยสารเชื่อมยึดไซเลนมีค่ามากกว่ากลุ่มที่ปรับสภาพพื้นผิวด้วยสารเชื่อมยึดไททาเนต กลุ่ม ที่ไม่ได้ปรับสภาพผิวเส้นใยแก้ว และกลุ่มที่ไม่ได้เสริมเส้นใยแก้ว ตามลําดับ และค่าความแข็งแรงดัดขวางของแต่ละ กลุ่มทดสอบที่แช่น้ํา 7 มีค่ามากกว่ากลุ่มที่แช่น้ํา 30 วัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) สรุป สารเชื่อมยึดสามารถเพิ่มค่าความแข็งแรงดัดขวางในเรซินอะคริลิกเสริมเส้นใยแก้ว และเวลาในการเก็บชิ้นงานมีผลต่อค่าความแข็งแรงดัดขวางของเรซินอะคริลิกเสริมเส้นใยแก้ว (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:349-58)


การสลายในน้ําของวัสดุอุดฟันชั่วคราวชนิดซิงค์ออกไซด์แคลเซียมซัลเฟตที่พัฒนาใหม่, สุพัชรา บุณยวีย์, เจนจิรา ถิระวัฒน์, นิยม ธํารงค์อนันต์สกุล Sep 2008

การสลายในน้ําของวัสดุอุดฟันชั่วคราวชนิดซิงค์ออกไซด์แคลเซียมซัลเฟตที่พัฒนาใหม่, สุพัชรา บุณยวีย์, เจนจิรา ถิระวัฒน์, นิยม ธํารงค์อนันต์สกุล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาวัสดุอุดฟันชั่วคราวประเภทซิงค์ออกไซด์ แคลเซียมซัลเฟตให้มีการสลายในน้ําลดลง วัสดุและวิธีการ เตรียมวัสดุที่ทําการปรับเปลี่ยนอัตราส่วนขององค์ประกอบหลักระหว่างแคลเซียมซัลเฟตต่อซิงค์ ออกไซด์เป็น 4 สูตร และใช้เควิตเป็นกลุ่มควบคุม นําชิ้นตัวอย่างกลุ่มละ 20 ชิ้นไปทดสอบการสลายในน้ํา แล้วหา ค่าเฉลี่ยของการสลายในน้ําของแต่ละกลุ่ม วิเคราะห์ผลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยในแต่ละกลุ่มด้วยการเปรียบเทียบเชิงซ้อนชนิดบอนเฟร์โรนิ ผลการศึกษา วัสดุอุดฟันชั่วคราวที่เตรียมขึ้นใหม่มีค่าเฉลี่ยร้อยละการสลายในน้ําเท่ากับ 8.884 + 0.789, 4.930 + 1.157, 3.629 + 1.039 และ 10,594 + 1.097 ในกลุ่มตัวอย่างของสูตรที่ 1 สูตรที่ 2 สูตรที่ 3 และสูตรที่ 4 ตามลําดับ ขณะที่เควิตเท่ากับ 13.455 + 1.185 วัสดุอุดฟันชั่วคราวที่เตรียมขึ้นใหม่ทุกสูตรมีการสลายในน้ําต่างกัน และน้อย กว่าเควิตอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) สรุป วัสดุอุดฟันชั่วคราวที่เตรียมขึ้นใหม่ทั้ง 4 สูตรสลายในน้ําน้อยกว่าเควิตอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (2 ทันต จุฬาฯ 2551:31:331-8)


ผลของยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ที่มีความเข้มข้น500 และ 1000 ส่วนในล้านส่วนต่อการเจริญ ของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดฟันผุ : การศึกษาใน ห้องปฏิบัติการ, วัชราภรณ์ ทัศจันทร์, พัชรา พิพัฒนโกวิท Sep 2008

ผลของยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ที่มีความเข้มข้น500 และ 1000 ส่วนในล้านส่วนต่อการเจริญ ของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดฟันผุ : การศึกษาใน ห้องปฏิบัติการ, วัชราภรณ์ ทัศจันทร์, พัชรา พิพัฒนโกวิท

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดฟันผุของยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 500 และ 1000 ส่วนในล้านส่วนที่มีจําหน่ายในประเทศไทย วัสดุและวิธีการ สเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ ATCC 25175 แลกโตเบซิลลัสเคชิไอ IFO 3533 และ สเตร็ปโต ค็อกคัสชอบรินัส OMZ 1762 ได้ถูกนํามาทดสอบกับยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 500 ส่วนในล้านส่วน 6 ชนิด และ ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 1000 ส่วนในล้านส่วนอีก 6 ชนิด โดยนํายาสีฟันมาวิเคราะห์หาปริมาณฟลูออไรด์อิออน โดยฟลูออไรด์อิเล็กโทรดและนํามาทดสอบกับเชื้อแบคทีเรีย ด้วยวิธีการแพร่ในอาหารเลี้ยงเชื้อแบบหุ้น จากนั้นนํา มาวัดเส้นผ่านศูนย์กลางบริเวณที่ไม่มีเชื้อขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สําเร็จรูปอิมเมจโปรพลัสรุ่น 4.5 และนํามา คํานวณหาพื้นที่และวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยทางสถิติด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สําเร็จรูปเอสพีเอสเอสรุ่น 13ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 ผลการศึกษา ผลการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียภายในกลุ่มยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 500 ส่วนในล้านส่วนไม่มีความแตกต่าง กันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p > 0.05) ในทางตรงกันข้าม พบว่ากลุ่มยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 1000 ส่วนในล้านส่วนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 500 และ 1000 ส่วนในล้านส่วน พบว่ายาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 1000 ส่วนในล้านส่วนให้ผลในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย แตกต่างจากยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 500 ส่วนในล้านส่วนอย่างมีนัยสําคัญ (p < 0.05) สรุป ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 1000 ส่วนในล้านส่วนให้ผลในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียมากกว่ายาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 500 ส่วนในล้านส่วน และปริมาณฟลูออไรด์ในยาสีฟันที่ละลายน้ําเป็นฟลูออไรด์อิออนมีความสัมพันธ์กับความ สามารถในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย (2 ทันต จุฬาฯ 2551;31:385-98)


Bottle-Using Behaviors In A Group Of Bangkok Preschool Children, Keswadee Subsandee, Supaporn Chongvisal, Napaporn Kittitavornkul, Nantajit Wangprasertkul Sep 2008

Bottle-Using Behaviors In A Group Of Bangkok Preschool Children, Keswadee Subsandee, Supaporn Chongvisal, Napaporn Kittitavornkul, Nantajit Wangprasertkul

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective To study the bottle-using behaviors in a group of preschool children in Bangkok, Thailand. Materials and methods The sample consisted of 970 preschool children aged 1-6 years old from one kindergarten in Bangkok. Parents/caregivers completed self-administered questionnaires including information related to demographic data, the childrenûs bottle using or weaning status and the parentsû attitudes towards bottle using. Results Out of 824 questionnaires returned (85%), 605 were valid (73.4%). Results showed that 58.2% (352/605) of children (age 2.6 ± 0.9 years) still used a feeding-bottle while 41.8% (253/605) already weaned from bottle (age 4.2 ± 1.2 years). The mean age …


การปรับข้ามวัฒนธรรมของดัชนีแบบอย่างความเป็นวิชาชีพสําหรับทันตแพทย์ไทย, ชาญชัย ให้สงวน Sep 2008

การปรับข้ามวัฒนธรรมของดัชนีแบบอย่างความเป็นวิชาชีพสําหรับทันตแพทย์ไทย, ชาญชัย ให้สงวน

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์ดัชนีแบบอย่างความเป็นวิชาชีพสําหรับทันตแพทย์ไทยด้วยการปรับข้ามวัฒนธรรม และประเมินความทัดเทียมกันระหว่างดัชนีต้นฉบับกับดัชนีภาษาไทย วัสดุและวิธีการ นําดัชนีแบบอย่างความเป็นวิชาชีพมาผ่านกระบวนการปรับข้ามวัฒนธรรมตามแนวทางสากล อันประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ การแปลต้นฉบับเป็นภาษาไทย การรวบรวมร่างแปลฉบับต่างๆ เข้าเป็นฉบับร่าง รวม การแปลย้อนกลับ การประเมินผลการแปลและความทัดเทียมกันโดยคณะบุคคล และการทดสอบภาคสนาม โดยกลุ่มตัวอย่างทันตแพทย์ 13 คน ผลการศึกษา ดัชนีแบบอย่างความเป็นวิชาชีพได้ผ่านการแปลเป็นภาษาไทย และการปรับข้ามวัฒนธรรมโดยไม่ พบปัญหาสําคัญ ผลการประเมินความทัดเทียมโดยคณะบุคคล พบว่า ดัชนีฉบับภาษาไทยและดัชนีต้นฉบับมีความทัดเทียมกันทั้งในเชิงภาษา เชิงสังกัป และเชิงวัฒนธรรม การทดสอบภาคสนามพบว่า ข้อความในดัชนีมี ความชัดเจน และความสอดคล้องเหมาะสมกับบริบทของระบบบริการทันตสุขภาพไทย สรุป ดัชนีแบบอย่างความเป็นวิชาชีพฉบับภาษาไทยได้รับการปรับข้ามวัฒนธรรมโดยผ่านการประเมินว่ามีความทัดเทียมกับดัชนีต้นฉบับ แต่ยังสมควรต้องมีการศึกษาคุณสมบัติของดัชนีในด้านความเที่ยงและความตรงก่อนที่จะนําไปใช้ประเมินความเป็นวิชาชีพของทันตแพทย์ไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ (2 ทันต จุฬาฯ 2557:37:315-30)


การศึกษาคุณภาพน้ําทิ้งภายในคณะ ทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิบูลย์ เกิดโภคทรัพย์, ประเวศ เสรีเชษฐพงษ์, เอมอร เบญจวงศ์กุลชัย, สุพจน์ พัฒนะศรี, พิชญ รัชฎาวงศ์, วรรณดารา อินทรปัญญา, จันทรวรรณ ตันเจริญ Sep 2008

การศึกษาคุณภาพน้ําทิ้งภายในคณะ ทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิบูลย์ เกิดโภคทรัพย์, ประเวศ เสรีเชษฐพงษ์, เอมอร เบญจวงศ์กุลชัย, สุพจน์ พัฒนะศรี, พิชญ รัชฎาวงศ์, วรรณดารา อินทรปัญญา, จันทรวรรณ ตันเจริญ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาวิจัยคุณภาพน้ําทิ้ง ปริมาณโลหะหนัก และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัสดุทางทันตกรรม สารเคมี และวัตถุอันตราย ภายในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ ทั้งนี้ ผลที่ได้จากการวิจัย จะนํามาประกอบการตัดสินใจออกแบบระบบบําบัดน้ําเสีย รวมถึงกําหนดแนวทางการใช้ การ เก็บรักษา และการกําจัดสารเคมีและวัตถุอันตราย วัสดุและวิธีการ การดําเนินการวิจัยทําโดยการสุ่มตัวอย่างน้ําเสีย น้ําทิ้ง และน้ําดีจากอาคารต่างๆ จํานวน 10 จุด ในช่วงเวลาที่มีการเรียนการสอนภายในห้องปฏิบัติการและการให้บริการทางทันตกรรมหนาแน่นที่สุด เพื่อเป็น ตัวแทนในการศึกษา โดยมี 2 จุดที่มีการบําบัดน้ําเสียก่อนทิ้ง จากนั้นทําการวิเคราะห์ตัวอย่างเหล่านี้เพื่อตรวจวัด คุณภาพน้ําเสียและน้ําทิ้ง และปริมาณโลหะหนัก 3 ชนิด ได้แก่ แคดเมียม ตะกั่ว และปรอท ตามวิธีมาตรฐาน ผลการศึกษา ค่าเฉลี่ยปริมาณโลหะหนักและคุณภาพน้ําทิ้งของอาคารส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ยกเว้นค่า เฉลี่ยปริมาณปรอทในน้ําทิ้งจากอาคารทันต 5 อาคารทันต 10 และอาคารทันต 15 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน รวมถึง ค่าเฉลี่ยปริมาณบีโอดี น้ํามันและไขมัน และของแข็งแขวนลอยทั้งหมดในน้ําทิ้งจากอาคารทันต 10 สูงกว่าเกณฑ์ มาตรฐาน ส่วนผลการวิเคราะห์น้ําดีของทุกอาคารอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สรุป จากการนําน้ําที่ไปใช้ในกิจกรรมด้านการเรียนการสอนภายในห้องปฏิบัติการ การทําวิจัย การให้บริการทาง ทันตกรรม และการอุปโภคบริโภค ทําให้น้ําทิ้งภายในคณะฯ มีปริมาณปรอท บีโอดี น้ํามันและไขมัน และของแข็ง แขวนลอยทั้งหมดปนเปื้อนอยู่จริง และเมื่อเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์น้ําเสียก่อนการบําบัดกับน้ําทิ้งหลังการ บําบัดพบว่า ค่าเฉลี่ยคุณภาพน้ําทิ้งดีขึ้น ส่วนค่าเฉลี่ยปริมาณโลหะหนักไม่แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ เนื่องจาก ระบบบําบัดน้ําเสียที่มีอยู่ไม่ได้ออกแบบไว้เพื่อกําจัดโลหะหนัก (2 ทันต จุฬาฯ 2551:31:283-94)


ประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์และเชื้อแอกกริเกทแบกเทอร์แอกทิโนไมซีเทมคอมิแทนส์ของสารอะลูมิเนียมคลอไรด์, ประเวศ เสรีเชษฐพงษ์, วัชราภรณ์ ทัศจันทร์, ศุภราภรณ์ กันทาสุวรรณ์, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล Sep 2008

ประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์และเชื้อแอกกริเกทแบกเทอร์แอกทิโนไมซีเทมคอมิแทนส์ของสารอะลูมิเนียมคลอไรด์, ประเวศ เสรีเชษฐพงษ์, วัชราภรณ์ ทัศจันทร์, ศุภราภรณ์ กันทาสุวรรณ์, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสารอะลูมิเนียมคลอไรด์ในการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ และ เชื้อแอกกรีเกทแบกเทอร์แอกทิโนไมซีเทมคอมแทนส์ ในห้องปฏิบัติการ วัสดุและวิธีการ การศึกษานี้ใช้เทคนิคบรอทไดลูชันและไทม์คิล โดยเลี้ยงเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ในอาหารเหลวเลี้ยงเชื้อชนิดทริปติกซอยและเลี้ยงเชื้อแอกกริเกทแบกเทอร์แอกทิโนไมซีเทมคอมแทนส์ในอาหารเหลวเลี้ยง เชื้อชนิดเบรนฮาร์ทอินฟิวชัน ที่มีความเข้มข้นของสารอะลูมิเนียมคลอไรด์ร้อยละ 0.05 0.1 0.2 0.3 0.4 และ 0.5 โดยมวลต่อปริมาตร ในตู้เพาะเลี้ยงเชื้อที่มีความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 5 อุณหภูมิ 37 องศา เซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง โดยจะเก็บตัวอย่างที่ 0.5 3 6 9 18 และ 24 ชั่วโมง ยืนยันผลด้วยการนับค่าจํานวน จุลินทรีย์ที่มีชีวิต โดยวิธีการเกลี่ยเชื้อบนอาหารเลี้ยงเชื้อ ผลการศึกษา ความเข้มข้นต่ําสุดของสารอะลูมิเนียมคลอไรด์ที่มีผลยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ และเชื้อแอกกรีเกทแบกเทอร์แอกทิโนไมซีเทมคอมแทนส์ คือความเข้มข้นร้อยละ 0.2 และ 0.05 โดยมวลต่อปริมาตรตามลําดับ ความเข้มข้นต่ําสุดที่มีผลทําลายเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์และเชื้อแอกกริเกทแบกเทอร์แอกทิโนไมซีเทมคอมแทนส์ คือ ความเข้มข้นร้อยละ 0.5 และ 0.2 โดยมวลต่อปริมาตร ตามลําดับ สําหรับระยะเวลาในการ ทําลายเชื้อพบว่า ปริมาณเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ลดลงจนเป็นศูนย์ เมื่อทดสอบด้วยสารอะลูมิเนียมคลอไรด์ ที่ความเข้มข้นร้อยละ 0.5 โดยมวลต่อปริมาตร เป็นเวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง ส่วนปริมาณเชื้อแอกกริเกที่แบกเทอร์ แอกทิโนไมซีเทมคอมแทนส์ลดลงจนเป็นศูนย์ เมื่อทดสอบด้วยสารอะลูมิเนียมคลอไรด์ที่ความเข้มข้นร้อยละ 0.2 โดย มวลต่อปริมาตร เป็นเวลาอย่างน้อย 9 ชั่วโมง สรุป สารอะลูมิเนียมคลอไรด์ความเข้มข้นร้อยละ 0.5 และ 0.2 โดยมวลต่อปริมาตร มีผลทําลายเชื้อสเตร็ป โตค็อกคัสมิวแทนส์และเชื้อแอกกริเกทแบกเทอร์แอกทิโนไมซีเทมคอมแทนส์ตามลําดับ ขณะที่ความเข้มข้นของ สารอะลูมิเนียมคลอไรด์ที่ความเข้มข้นร้อยละ 0.2 และ 0.05 โดยมวลต่อปริมาตร มีผลยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อก คัสมิวแทนส์และเชื้อแอกกริเกทแบกเทอร์แอกทิโนไมซีเทมคอมแทนส์ ตามลําดับ (ว ทันตจุฬาฯ 2551;31:399-406)


ความพึงพอใจและความรู้สึกของผู้ป่วยกระดูกขากรรไกรและใบหน้าภายหลังได้รับการบูรณะด้วยอวัยวะเทียมภายในช่องปาก, นิยม ธํารงค์อนันต์สกุล, ปิยวัฒน์ พันธุ์โกศล Sep 2008

ความพึงพอใจและความรู้สึกของผู้ป่วยกระดูกขากรรไกรและใบหน้าภายหลังได้รับการบูรณะด้วยอวัยวะเทียมภายในช่องปาก, นิยม ธํารงค์อนันต์สกุล, ปิยวัฒน์ พันธุ์โกศล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความพึงพอใจและความรู้สึกของผู้ป่วยที่ถูกตัดขากรรไกรบนออกบางส่วนหลังได้รับ การบูรณะด้วยอวัยวะเทียมภายในช่องปาก ในด้านการใช้งาน ความสวยงาม และ ความมั่นใจ วัสดุและวิธีการ เป็นการตอบแบบสอบถามของผู้ป่วยจํานวน 25 รายที่ได้รับการผ่าตัดเอากระดูกขากรรไกรบน ออกบางส่วน โดยแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 3 ส่วนได้แก่ 1. ข้อมูลทั่วไป 2. ประวัติทางการแพทย์และทันตกรรม และ3. ความพึงพอใจและความรู้สึก ซึ่งประกอบด้วยการถอดและใส่อวัยวะเทียม การรับประทานอาหาร ความ แนบสนิท การพูด ความสวยงาม ความมั่นใจ และความท้อแท้หลังการได้รับการผ่าตัด โดยระดับความพึงพอใจ หรือความรู้สึกแบ่งเป็น 3 ระดับได้แก่ ต่ํา ปานกลาง และ สูง นําระดับความพึงพอใจหรือความรู้สึกของผู้ป่วย มาคิดเป็นร้อยละ ผลการศึกษา ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย เพศชาย 14 ราย เพศหญิง 11 ราย อายุเฉลี่ยเท่ากับ 42.0 + 3.7 ปี ผู้ป่วย ส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับครอบครัว ร้อยละ 32 ของผู้ป่วยที่เคยมีงานทําต้องกลายเป็นบุคคลว่างงานหลังเกิดความ พิการในช่องปาก ผู้ป่วยเหล่านี้ได้รับการบูรณะเพื่อแก้ไขความพิการโดยใส่อวัยวะเทียม โดยชนิดของอวัยวะเทียม ที่ใส่ร้อยละ 64 เป็นฐานอะคริลิกเรซินส่วนที่เหลือเป็นชนิดฐานโลหะ พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความพึงพอใจสูง จนถึงปานกลางต่ออวัยวะเทียมที่ใส่ ในด้านการถอดใส่ การใช้รับประทานอาหารประเภทอ่อนนุ่ม การต้านรั่วซึม การออกเสียง ความสวยงาม และการเสริมบุคลิกภาพ แต่ผู้ป่วยบางรายที่มีความพึงพอใจระดับต่ําในบางเรื่อง และ บางรายที่รู้สึกท้อแท้ในชีวิตหลังได้รับการผ่าตัดและต้องการการคําแนะนําจากบุคลากรที่ให้การรักษา สรุป จากแบบสอบถามความพึงพอใจและความรู้สึกทั้ง 25 ข้อของผู้ป่วยเมื่อได้รับการบูรณะด้วยอวัยวะเทียม ภายในช่องปาก ส่วนมากให้ระดับความพึงพอใจที่ระดับสูง แต่มีบางข้อที่ผู้ป่วยให้ระดับความพึงพอใจที่ระดับต่ําซึ่งข้อมูลที่ได้นี้น่าจะเป็นประโยชน์ในการนํามาพัฒนาการรักษาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยของหน่วยบูรณะช่องปากและใบหน้า โรงพยาบาลคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:305-14)


ความทนแรงอัดและความทนแรงดัดของเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์, นัทธ์ชนัน วิทยเจียกขจร, ชัยวัฒน์ มณีนุษย์ Sep 2008

ความทนแรงอัดและความทนแรงดัดของเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์, นัทธ์ชนัน วิทยเจียกขจร, ชัยวัฒน์ มณีนุษย์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความทนแรงอัดและความทนแรงดัดของเชลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์ และเปรียบเทียบกับเรซินซีเมนต์ที่ใช้ร่วมกับสารยึดติด วัสดุและวิธีการ ทดสอบความทนแรงอัดและความทนแรงดัดของเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์ 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ไลเอ็กซ์ยูร้อย แมกเต็ม และมัลติลิงค์สปรินท์ และเรซินซีเมนต์ที่ใช้ร่วมกับสารยึดติดผลิตภัณฑ์ แวริโอลิงค์ทู โดย ใช้การทดสอบตามเกณฑ์มาตรฐานนานาชาติทางทันตกรรม หมายเลข 9917/2003 และ 4049/2000 ตามลําดับวิเคราะห์และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์โดยใช้สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.05 ผลการศึกษา ซีเมนต์ทั้ง 4 ผลิตภัณฑ์มีค่าเฉลี่ยความทนแรงอัดอยู่ระหว่าง 213.42 + 3.74 - 278.82 + 30.96 เมกะปาสคาล ค่าเฉลี่ยความทนแรงอัดของแวริโอลิงค์ทู มีค่าสูงสุดแต่ในทางสถิติไม่มีความแตกต่างกับไลเอ็กซ์ยู ร้อย และแมกเข็ม ส่วนมัลติลิงค์สปรินท์มีค่าเฉลี่ยความทนแรงอัดต่ําที่สุด และแตกต่างจากซีเมนต์ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ค่าเฉลี่ยความทนแรงดัดของซีเมนต์ทั้ง 4 ผลิตภัณฑ์มีค่าอยู่ระหว่าง 88.33 + 4.64 - 148.56 + 23.42 เมกะปาสคาล ความทนแรงดัดของแวรีโอลิงค์ทู สูงที่สุดแต่ไม่มีความแตกต่างจาก รีไลเอ็กซ์ยูร้อย และ มัลติลิงค์ สปรินท์ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ส่วนแมกเข็มมีค่าเฉลี่ยความทนแรงดัดต่ําที่สุดและมีความแตกต่าง อย่างมีนัยสําคัญกับซีเมนต์ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ยกเว้นกับผลิตภัณฑ์ร์ไลเอ็กซ์ยูร้อย สรุป เซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์เกือบทุกผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการศึกษานี้มีความทนแรงอัดและความทนแรงดัดใกล้เคียงเรซินซีเมนต์ที่ใช้ร่วมกับสารยึดติด โดยค่าดังกล่าวของทุกผลิตภัณฑ์สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานนานาชาติทางทันตกรรม (2 ทันต จุฬาฯ 2551:31:339-48)


ผลของเส้นผ่านศูนย์กลางและความยาวของเดือยคอมโพสิตเสริมเส้นใยต่อความต้านทานการล้มเหลวในการบูรณะด้วยเดือยและแกนในฟันที่ได้รับการรักษาคลองรากฟัน, สิริรัตน์ อนันตวิริยะพร, ปรารมภ์ ซาลิมี Sep 2008

ผลของเส้นผ่านศูนย์กลางและความยาวของเดือยคอมโพสิตเสริมเส้นใยต่อความต้านทานการล้มเหลวในการบูรณะด้วยเดือยและแกนในฟันที่ได้รับการรักษาคลองรากฟัน, สิริรัตน์ อนันตวิริยะพร, ปรารมภ์ ซาลิมี

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความต้านทานการล้มเหลวในการบูรณะด้วยเดือยและแกนในฟันที่ได้รับการรักษาคลองรากฟันด้วยการใช้เดือยคอมโพสิตเสริมเส้นใย เมื่อใส่เดือยในลักษณะเส้นผ่านศูนย์กลางและความยาวต่างกันใน คลองรากที่เตรียมไว้ขนาดเดียวกัน วัสดุและวิธีการ นําฟันตัดกลางบนจํานวน 30 ซี่ มาตัดส่วนตัวฟันออกให้เหลือความยาวราก 13 มิลลิเมตรและ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ทุกกลุ่มทําการรักษารากฟันด้วยวิธีแลทเทอรอลคอนเดนเซชั่นและทําการเตรียมช่องว่าง สําหรับใส่เดือยฟันยาว 8 มิลลิเมตร ด้วยหัวเจาะสําหรับเดือยขนาดกลาง (เบอร์ 2) ทําการบูรณะฟันด้วยเดือย คอมโพสิตเสริมเส้นใย (ผลิตภัณฑ์ดีที่ไลท์-โพสท์, บิสโก้, ฝรั่งเศส) โดยใช้เรซินซีเมนต์ (ผลิตภัณฑ์พานาเวียร์ เอฟ 2.0, คราเรย์, ญี่ปุ่น) ในการยึดร่วมกับการใช้เรซินคอมโพสิตในการสร้างแกนฟัน โดยกลุ่มที่ 1 ใช้เดือยฟันที่มีขนาดและ ความยาวพอดีกับผนังคลองรากฟัน (เบอร์ 2) กลุ่มที่ 2 ใช้เดือยฟันขนาดเล็กที่มีความยาวพอดีกับความยาวของ คลองรากฟัน แต่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่าคลองรากฟัน (เบอร์ 1) และกลุ่มที่ 3 ใช้เดือยฟันที่มีขนาดเส้น ผ่านศูนย์กลางใหญ่ (เบอร์ 3) โดยเมื่อใส่ลงในคลองรากฟันจะมีความยาวของเดือยสั้นกว่าความยาวของคลอง รากฟันแต่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางพอดีกับผนังคลองรากฟันส่วนต้น หลังจากนั้นนําฟันที่เตรียมไว้ในแต่ละกลุ่ม ยึดลงบล็อกยึดฟันที่ทําจากท่อพีวีซีโดยใช้อะครีลิกเรซินที่บ่มตัวได้ที่อุณหภูมิห้อง นําชิ้นตัวอย่างทั้งหมดไปทดสอบ ความต้านทานการล้มเหลวในการบูรณะด้วยเดือยและแกนด้วยเครื่องทดสอบสากล โดยวางชิ้นตัวอย่างทํามุม 90 องศา ระหว่างแนวแกนฟันกับหัวกด กดหัวทดสอบลงบนแกนฟันด้านลิ้นด้วยความเร็วหัวกด 2 มิลลิเมตร/นาที บันทึก แรงที่ทําให้เกิดความล้มเหลวในการบูรณะของชิ้นตัวอย่าง และนําผลค่าเฉลี่ยของแรงไปเปรียบเทียบทางสถิติด้วย การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและวิเคราะห์หาความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยสถิติบอนเฟอร์โรนีที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการศึกษา ผลการทดสอบพบว่าค่าเฉลี่ยแรงด้านความล้มเหลวในการบูรณะด้วยเดือยและแกนและส่วนเบี่ยง เบนมาตรฐานในแต่ละกลุ่มคือ กลุ่มที่ 1 เท่ากับ 108.33 + 11.59 นิวตัน กลุ่มที่ 2 เท่ากับ 79.08 + 12.15 นิวตัน และในกลุ่มที่ 3 เท่ากับ 94.87 + 14.48 นิวตัน ซึ่งจากการเปรียบเทียบทางสถิติพบว่า กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 3 มีค่า …


Effects Of Dental Radiation On The Expression Of Apoptotic-Related Genes In Primary Human Bone Cells, Sakarat Pramojanee, Prasit Pavasant, Soontra Panmekiate Sep 2008

Effects Of Dental Radiation On The Expression Of Apoptotic-Related Genes In Primary Human Bone Cells, Sakarat Pramojanee, Prasit Pavasant, Soontra Panmekiate

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective To investigate the effects of dental radiation on the expression of apoptotic-related genes in primary human bone cells. Materials and methods Human bone cells were grown in 15% FBS-DMEM and irradiated with 0, 1, 2 doses of a periapical radiograph. The cytotoxicity of irradiation was investigated by MTT assay after 24 hours. The levels of apoptotic-related gene expressions, Bcl-2, Bax, Bad, Bcl-xL, caspase-3 were analyzed by reverse transcription polymerase chain reaction, four hours after irradiation. Results No cytotoxicity was observed at the time of 24 hours after dental irradiation. The results indicated that Bax and caspase-3 significantly decreased after …


Effect Of Acemannan On The Dentinsialophosphoprotein And Dentin Matrix Protein 1 Mrna Expressions In Primary Human Pulpal Cells, Pechanika Lardungdee, Pornpun Asvanit, Pasutha Thunyakitpisal Sep 2008

Effect Of Acemannan On The Dentinsialophosphoprotein And Dentin Matrix Protein 1 Mrna Expressions In Primary Human Pulpal Cells, Pechanika Lardungdee, Pornpun Asvanit, Pasutha Thunyakitpisal

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective To investigate the effect of acemannan isolated from Aloe vera gel on the steady level of dentinsialophosphoprotein (DSPP) and dentin matrix protein 1 (DMP 1) mRNAs in primary human pulpal cells. Materials and methods Cells were treated with the designated concentrations of acemannan (0.25, 0.5 and 1 mg/ml) for 24 hours. The reverse transcription-polymerase chain reaction assays were used to investigate the effects of acemannan on the steady level of DSPP and DMP 1 mRNAs. Results At 24 hours of incubation, acemannan (0.5 mg/ml) significantly enhanced the expressions of DSPP and DMP 1 mRNA levels up to 1.93 and …


การศึกษาขนาดปรากฏของฟันธรรมชาติหน้าบนในประชากรไทยกลุ่มหนึ่ง, อรพินท์ แก้วปลั่ง, วรางคณา ยรรยงเกษมสุข, อรทูล วิสิทธิ์ศิลป์ Sep 2008

การศึกษาขนาดปรากฏของฟันธรรมชาติหน้าบนในประชากรไทยกลุ่มหนึ่ง, อรพินท์ แก้วปลั่ง, วรางคณา ยรรยงเกษมสุข, อรทูล วิสิทธิ์ศิลป์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ หาค่าเฉลี่ยและศึกษาอิทธิพลของเพศและอายุต่อขนาดปรากฏของฟันธรรมชาติ 6 ที่หน้าบน วัสดุและวิธีการ สุ่มเลือกประชากรไทยช่วงอายุ 25-40 ปี จํานวน 80 คน เป็นชายและหญิงจํานวนเท่ากัน วัดความกว้างและความยาวของฟันหน้าบนใน 2 มิติจากแบบหล่อ วิเคราะห์สถิติเพื่อหาความสัมพันธ์ของค่า ที่ได้กับปัจจัยต่าง ๆ อันได้แก่ ระยะระหว่างฟันเขี้ยวหรือความกว้างของฟันซี่ถัดไปด้วยที เทสต์ที่ระดับความ เชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการทดลอง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเพศพบว่าค่าเฉลี่ยความกว้างในฟันหน้าบนตําแหน่งเดียวกันไม่มีความ แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ ยกเว้นในฟันเขี้ยวซ้าย เมื่อพิจารณาด้านขวากับซ้ายไม่ต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ ค่าเฉลี่ยความกว้างของฟันตัดซี่กลางและฟันตัดซี่ข้างในทั้งสองเพศเป็น 8.7 + 0.6 และ 7.3 + 0.6 มม. ตามลําดับ สําหรับฟันเขี้ยวในเพศชายและหญิงมีค่า 8.2 + 0.6 และ 8.0 + 0.4 มม. ตามลําดับ ค่าเฉลี่ยความยาวพบ ความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญระหว่างเพศเฉพาะในฟันตัดซี่ข้างทั้งสองข้าง เมื่อพิจารณาด้านขวากับซ้ายไม่ ต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ ค่าเฉลี่ยความยาวของฟันตัดซี่กลางและฟันเขี้ยวในทั้งสองเพศเป็น 9.8 + 0.9 และ 9.4 + 0.9 มม. ตามลําดับ ในขณะที่ค่าของฟันตัดข้างในเพศชายและหญิงเป็น 9.2 + 0.9 และ 8.5 + 0.9 มม. ตามลําดับ พบว่าค่าความกว้างของฟันตัดกลางบนมีค่าเป็นร้อยละ 24 ของความกว้างระหว่างปลายฟันเขี้ยวบนซ้าย-ขวาส่วนความสัมพันธ์ระหว่างอายุกับความกว้างหรือความยาวปรากฏของฟันหน้าบนทุกซี่ไม่ต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ สรุป ความกว้างของฟันตัดกลางบนมีค่าเป็นร้อยละ 24 ของความกว้างระหว่างปลายฟันเขี้ยวในทั้งสองเพศ และเพศมีอิทธิพลต่อขนาดปรากฏของฟันตัดซี่ข้างบนในขณะที่อายุไม่มีอิทธิพล (2 ทันต จุฬาฯ 2551:31:295-304)


Ultrastructures Of Red Blood Cells, White Blood Cells And Platelets In Four Species Of Macaques In Thailand, Kamol Sakulwira, Wimon Pothiwong, Pakorn Prachammuang, Siripen Vethchagarun Sep 2008

Ultrastructures Of Red Blood Cells, White Blood Cells And Platelets In Four Species Of Macaques In Thailand, Kamol Sakulwira, Wimon Pothiwong, Pakorn Prachammuang, Siripen Vethchagarun

The Thai Journal of Veterinary Medicine

The structure of blood cells and platelets in 11 macaques (2 stump-tailed macaques, 5 long-tailed macaques, 1 rhesus macaque and 3 pig-tailed macaques) were studied using light and transmission electron microscopy (TEM). Erythrocytes were non-nucleated, biconcave disks without cytoplasmic organelles. Neutrophils had numerous small specific granules. Eosinophils contained specific granules with a dense matrix and a pale crystalloid body. Basophils revealed large round specific granules. Lymphocytes possessed scant cytoplasm with some mitochondria and azurophilic granules. Monocytes contained a large number of mitochondria, azurophilic granules and endoplasmic reticulum. Platelets were represented by anucleation and they had several different organelles in the …


The Correlation Between Plasma L-Carnitine And Growth Performance In Suckling Pigs In Respect Of Mrna Expression Of A Carnitine Transporter, Octn2, In Lactating Porcine Mammary Tissues, Boonrit Thongsong, Sarinee Kalandakanond-Thongsong Sep 2008

The Correlation Between Plasma L-Carnitine And Growth Performance In Suckling Pigs In Respect Of Mrna Expression Of A Carnitine Transporter, Octn2, In Lactating Porcine Mammary Tissues, Boonrit Thongsong, Sarinee Kalandakanond-Thongsong

The Thai Journal of Veterinary Medicine

Two objectives of this study were to investigate the weekly change in plasma L-carnitine concentration during the 28 day suckling period and to determine the relative mRNA expression level of a L-carnitine transporter, OCTN2, in porcine mammary tissue at early and peak lactation. The results showed that the L-carnitine concentration of piglets after giving birth was 3.94±0.13 mg/L. L-carnitine levels on day 7 were significantly decreased (p<0.05) compared to those on the 1st day. On day 14, L-carnitine level increased significantly (p<0.05) to the concentration of 3.99±0.55 mg/L and maintained this level until weaning day. As with the increase in plasma L-carnitine concentration 1 week following suckling age, the body weight also increased significantly (p<0.05). The linear correlation of suckling ages and L-carnitine levels has a significant and positive correlation (R2Adj=0.1328, p<0.05). The mRNA expression of OCTN2 found in these lactating sow mammary tissues showed the relative abundance of this carnitine transporter. It tended to be decreased in lactating mammary tissue of sows at their peak compared to those at early lactation (p=0.065). Therefore, the significant change or maintenance in plasma L-carnitine concentration and body weight gain during suckling period provided an insight into the effects of L-carnitine in suckling piglets. Additionally, the mRNA expression of OCTN2 in the lactating mammary cells will be further investigated in cellular and molecular regulatory mechanisms to transport L-carnitine from dams to their piglets via the mammary glands.


Effect Of Pentoxifylline On The Motility Characteristics And Viability Of Spermatozoa In Asian Elephants (Elephas Maximus) With Low Semen Quality, Nikorn Thongtip, Jumnian Saikhun, Sittidet Mahasawangkul, Kornchai Kornkaewrat, Piyawan Suthanmapinanh, Anuchai Pinyopummin Sep 2008

Effect Of Pentoxifylline On The Motility Characteristics And Viability Of Spermatozoa In Asian Elephants (Elephas Maximus) With Low Semen Quality, Nikorn Thongtip, Jumnian Saikhun, Sittidet Mahasawangkul, Kornchai Kornkaewrat, Piyawan Suthanmapinanh, Anuchai Pinyopummin

The Thai Journal of Veterinary Medicine

To investigate the effects of pentoxifylline (PTX) to enhance the motility and fertilization capacity of semen samples with the low-motile sperm in Asian elephants, fourteen semen collection attempts in 9 elephant bulls by manual stimulation were undertaken and eleven ejaculates fitted the criteria of investigation (0-30% motility). They were divided into two groups: poor-motile (0-9% motility) and low-motile (10-30% motility) sperm groups. Fresh semen samples were divided as a control group and 3 experimental groups that were supplemented with PTX at a final concentration of 0.5, 1.0 and 2.0 mg/ml, respectively. The semen samples were incubated at 37oC for 15 …


Let’S Celebrate 30th Anniversary Of The Federation Of The Asian Veterinary Associations, Achariya Sailasuta Sep 2008

Let’S Celebrate 30th Anniversary Of The Federation Of The Asian Veterinary Associations, Achariya Sailasuta

The Thai Journal of Veterinary Medicine

No abstract provided.


Ultrasound Diagnosis, Phiwipha Kamonrat Sep 2008

Ultrasound Diagnosis, Phiwipha Kamonrat

The Thai Journal of Veterinary Medicine

No abstract provided.