Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Sociology

Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 601 - 630 of 14059

Full-Text Articles in Entire DC Network

การเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเกษตรกับเส้นทางสู่ความยากจนข้ามรุ่น: กรณีศึกษาครัวเรือนเกษตรกรจังหวัดอำนาจเจริญ, ปิ่นวดี ศรีสุพรรณ Jan 2025

การเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเกษตรกับเส้นทางสู่ความยากจนข้ามรุ่น: กรณีศึกษาครัวเรือนเกษตรกรจังหวัดอำนาจเจริญ, ปิ่นวดี ศรีสุพรรณ

Journal of Social Sciences

เกษตรกรถูกระบุว่าเป็นกลุ่มอาชีพที่ประสบปัญหาความยากจนมากที่สุดในประเทศไทย โดยเฉพาะครัวเรือนในชนบทซึ่งมีรายได้น้อย บทความนี้วิเคราะห์การเลื่อนชั้นของเกษตรกรในสังคมชนบทผ่านกรณีศึกษาครัวเรือนเกษตรกร โดยการถกเถียงกับแนวคิดการเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเกษตรที่ส่งผลต่อการเลื่อนชั้นทางสังคมและความยากจนข้ามรุ่น พบว่าครัวเรือนยากจนมีความพยายามในการยกระดับฐานะทางสังคมให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทว่าแต่ละครัวเรือนก็มีข้อจำกัดและเงื่อนไขในการเลื่อนชั้นทางสังคมที่แตกต่างกันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเกษตรที่โอกาส ทรัพยากร และเงินทุน รวมถึงช่องทางการศึกษาของบุตรหลานเป็นเงื่อนไขในการตัดสินใจด้านการพัฒนาครัวเรือน นอกจากปัจจัยส่วนบุคคลแล้ว ปัจจัยเชิงโครงสร้างมีความสำคัญต่อการวิเคราะห์ผลกระทบต่อความยากจนของเกษตรกร และปัญหาด้านการผลิตซ้ำนโยบายที่ส่งผลให้เกิดความยากจนมักจะไม่ได้รับความสนใจในการเป็นข้อถกเถียงในเชิงนโยบาย


การเมืองและยุทธศาสตร์ของการรวมกลุ่มชาวนา : จาก “นาแปลงใหญ่” สู่ความยืดหยุ่นด้วย “กลุ่มขนาดย่อม, วีระ หวังสัจจะโชค Jan 2025

การเมืองและยุทธศาสตร์ของการรวมกลุ่มชาวนา : จาก “นาแปลงใหญ่” สู่ความยืดหยุ่นด้วย “กลุ่มขนาดย่อม, วีระ หวังสัจจะโชค

Journal of Social Sciences

บทความวิจัยนี้ศึกษาความยืดหยุ่นปรับตัวของชาวนาต่อบทบาทของรัฐในการส่งเสริมการรวมกลุ่ม ผ่านนโยบายนาแปลงใหญ่และการตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ว่า การรวมกลุ่มของชาวนาผ่านนโยบายนาแปลงใหญ่มีการเมืองและยุทธศาสตร์ตอบสนองต่อนโยบายรัฐในมิติของตัวเอง ผ่านการแย่งชิงทรัพยากรและงบประมาณของรัฐ โดยดำเนินการวิจัยด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ อย่างการสำรวจเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ และการจัดเสวนากลุ่ม โดยใช้กรณีศึกษา 5 พื้นที่ในจังหวัดพิษณุโลก ผลการศึกษาพบว่า ชาวนามีความยืดหยุ่นปรับตัวต่อนโยบายรวมกลุ่มของรัฐ ทำให้เกิดการรวมกลุ่มในมิติที่หลากหลายและไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐ จนอาจกล่าวได้ว่า การรวมกลุ่มของนโยบาย “นาแปลงใหญ่” เกิดผลลัพธ์ที่ไม่ตั้งใจ กลับทำให้เกิดการรวมกลุ่ม “ขนาดย่อม” ของชาวนา เพราะสอดคล้องกับการปรับตัวและผลประโยชน์ของกลุ่มขนาดย่อมที่เห็นชัดเจนมากกว่ากลุ่มขนาดใหญ่ ด้วยการรวมกลุ่มขยาดย่อมสามแนวทาง ประกอบด้วย (1) การรวมกลุ่มขนาดย่อมด้วย “ความจำเป็น” ทางวิถีการผลิต การตลาด และสังคม (2) การรวมกลุ่มด้วยยุทธศาสตร์ในการช่วงชิงทรัพยากรและผลประโยชน์จากภาครัฐ และ (3) การปรับตัวสู่การรวมกลุ่ม เพื่อสร้างฐานทางการเมืองท้องถิ่นและการเคลื่อนไหวทางสังคม


เปรียบเทียบการสร้างรัฐสวัสดิการในกลุ่มประเทศตะวันตกและตะวันออก : แนวทางในการทำความเข้าใจการพัฒนารัฐสวัสดิการ, วรรณภา ลีระศิริ, ภาคภูมิ แสงกนกกุล Jan 2025

เปรียบเทียบการสร้างรัฐสวัสดิการในกลุ่มประเทศตะวันตกและตะวันออก : แนวทางในการทำความเข้าใจการพัฒนารัฐสวัสดิการ, วรรณภา ลีระศิริ, ภาคภูมิ แสงกนกกุล

Journal of Social Sciences

บทความวิจัยฉบับนี้ศึกษาพัฒนาการของรัฐสวัสดิการในกลุ่มประเทศตะวันตกและตะวันออกเพื่อตอบคำถามว่าการนำเอาความสำเร็จของรัฐสวัสดิการตะวันตกมาเป็นต้นแบบเพียงพอและเหมาะสมต่อการสร้างรัฐสวัสดิการของไทยหรือไม่ผ่านการศึกษาพัฒนาการของรัฐสวัสดิการในยุโรปตะวันตก ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และกลุ่มสแกนดิเนเวีย และประเทศที่พัฒนาแล้วในเอเชียอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงความเหมือนและความต่างของทั้งสองกลุ่ม การวิจัยนี้ใช้แนวทางการวิจัยประวัติศาสตร์เชิงสถาบัน (Historical Institutional Approach) เน้นไปที่ปัจจัยทางด้านอุดมการณ์และปัจจัยโครงสร้างเชิงสถาบันเป็นสำคัญ ผลการศึกษาพบว่ารัฐสวัสดิการมีหลากหลายรูปแบบและประวัติศาสตร์เชิงสถาบันมีอิทธิพลต่อการกำหนดเส้นทางการพัฒนารัฐสวัสดิการ การก่อร่างสร้างรัฐสวัสดิการไทยจึงมิอาจลอกเลียนแบบรัฐอื่นได้ทั้งหมดแต่ต้องเข้าใจบริบทและประวัติศาสตร์ของตนเอง ประยุกต์ปรับปรุงให้เหมาะสมกับปัญหาสังคมที่ประสบอยู่ และจำเป็นต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันซึ่งต้องใช้เวลาหลายทศวรรษหรือศตวรรษในการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านอุดมการณ์รัฐสวัสดิการ โครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม


การเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมในฐานะการปฏิบัติการทางสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนท้องถิ่นกับผู้อพยพภายใต้ยุคสมัยแห่งการเคลื่อนย้าย : ข้อค้นพบจากการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเข้ามาของผู้อพยพในเอเชียตะวันออก, ศิริพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา Jan 2025

การเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมในฐานะการปฏิบัติการทางสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนท้องถิ่นกับผู้อพยพภายใต้ยุคสมัยแห่งการเคลื่อนย้าย : ข้อค้นพบจากการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเข้ามาของผู้อพยพในเอเชียตะวันออก, ศิริพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

Journal of Social Sciences

จุดมุ่งหมายหลักของการวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้ คือ การศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างพฤติกรรมการเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมกับระดับการยินยอมให้ผู้อพยพเข้ามาในเอเชียตะวันออกของ พลเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ผู้วิจัยเลือกใช้แหล่งข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูลด้านวัฒนธรรมของคลังข้อมูลการสำรวจทางสังคมในเอเชียตะวันออก (EASSDA) ฐานข้อมูลดังกล่าวเกิดจากการเก็บรวบรวมข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างในภูมิภาคดังกล่าวจำนวน 4 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งมีจำนวนตัวอย่างรวมทั้งหมด 9,029 ราย เมื่อพิจารณาถึงผลการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างโดยส่วนใหญ่ยังไม่เปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมเท่าที่ควร และยินยอมระดับน้อยที่จะให้มีผู้อพยพเข้ามาในภูมิภาคของตน ในส่วนของผลการวิเคราะห์ สถิติเชิงอนุมานด้วยเทคนิคการวิเคราะห์การถดถอยพหุด้วยแบบจำลองโพรบิต ผู้วิจัยพบว่า พฤติกรรมการเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมเกือบทุกรูปแบบ (ยกเว้นการเปิดรับสื่อต่างประเทศ) ได้แก่ การพูดคุยเกี่ยวกับ ประเด็น/ปัญหาระหว่างประเทศกับผู้อื่น การเดินทางไปต่างประเทศ และการมีคนรู้จักเป็นชาวต่างชาติ ต่างเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการยินยอมระดับมากที่จะให้มีผู้อพยพเข้ามาในภูมิภาคดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า ระดับการศึกษาที่เพิ่มสูงขึ้นมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการยินยอมระดับมากที่จะให้มีผู้อพยพในพื้นที่ของตน แต่ในทางตรงกันข้าม การยึดมั่นในความเป็นชาตินิยมเป็นอย่างมากเข้าข่ายเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งต่อการยินยอมระดับมากที่จะให้มีผู้อพยพเข้ามาในภูมิภาคดังกล่าวอย่างเห็นได้ชัด


ปัจจัยเชิงกลยุทธ์และบทบาทของของภาครัฐในการขับเคลื่อนความยั่งยืนขององค์กรธุรกิจ : กรณีศึกษาองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย, แววไพลิน พันธุ์ภักดี Jan 2025

ปัจจัยเชิงกลยุทธ์และบทบาทของของภาครัฐในการขับเคลื่อนความยั่งยืนขององค์กรธุรกิจ : กรณีศึกษาองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย, แววไพลิน พันธุ์ภักดี

Journal of Social Sciences

งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาปัจจัยเชิงกลยุทธ์และบทบาทของภาครัฐที่ส่งผลต่อความยั่งยืนขององค์กรธุรกิจในประเทศไทย โดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบหลัก ได้แก่ ภาวะผู้นำ นโยบายองค์กร บุคลากร และการทำงานเป็นทีม และนวัตกรรมและเทคโนโลยี จากการเก็บข้อมูลจากพนักงาน 680 คน ในองค์กรขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการปัจจัยเชิงกลยุทธ์และการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเติบโตได้อย่างมั่นคงและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะภาวะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ซึ่งสามารถกระตุ้นแรงจูงใจของพนักงาน ส่งผลต่อความยั่งยืนขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ นโยบายองค์กรที่มีแผนกลยุทธ์ชัดเจนและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของพนักงานผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้องค์กรปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจและสิ่งแวดล้อม การลงทุนในนวัตกรรมและการวิจัยและพัฒนา (R&D) ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างองค์กรให้ยั่งยืน ขณะที่ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายสนับสนุนภาวะผู้นำ การให้สิทธิ ประโยชน์ทางภาษี และการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา อีกทั้งการพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ยังช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านขององค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างเป็นระบบ


การเมืองในนโยบายกัญชาของประเทศไทย, พิษณุ เสงี่ยมพงษ์ Jan 2025

การเมืองในนโยบายกัญชาของประเทศไทย, พิษณุ เสงี่ยมพงษ์

Journal of Social Sciences

บทความวิจัยนี้ศึกษานโยบายกัญชาของประเทศไทยภายในทิศทางเป็นเสรีนิยมมาก มีข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้กัญชาในประเทศไทย และมีความสับสนในความพยายามย้อนกลับไปเป็นอนุรักษนิยมอีกครั้งด้วย จุดประสงค์ศึกษากระบวนการนโยบายกัญชาของประเทศไทยในรายละเอียด มีคำถามวิจัยว่า นโยบายกัญชาของไทยมีลักษณะอย่างไร มีสมมติฐานว่า มีข้อห่วงใยอย่างมากในนโยบายลักษณะเสรีนิยมนี้มีความสับสนที่นโยบาย อาจย้อนกลับเป็นอนุรักษนิยมอีกครั้ง และมีการเมืองอยู่ภายในกระบวนการนโยบายกัญชา งานวิจัยใช้แนวคิดด้านความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์และความชาญฉลาดของประชาธิปไตยเป็นกรอบการศึกษา ประกอบการวิเคราะห์ตอบคำถามวิจัย ขอบเขตด้านเวลาในการศึกษาอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2561-2567 งานวิจัยใช้ข้อมูลทุติยภูมิในการศึกษาประกอบด้วย หลักฐานการรายงานของสื่อมวลชนถึงกระบวนการนโยบายกัญชาไทย และเอกสารนโยบายสาธารณะด้านกัญชา เช่น ประกาศกระทรวง สำหรับข้อค้นพบและการวิเคราะห์ บทความวิจัยถกแถลงถึงความกำกวมในการเป็นสารเสพติดเป็นลักษณะของพืชกัญชา ที่อธิบายด้วยแนวคิดความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์ กัญชาได้รับการตีความว่าสามารถใช้ได้ทั้งในทางการแพทย์และในทางสันทนาการด้วย เกิดข้อห่วงใย และจำเป็นต้องติดตามดูแลการแพร่หลายของผลิตภัณฑ์กัญชาในอาหาร งานวิจัยวิเคราะห์อภิปรายการเมืองภายในนโยบายกัญชาของประเทศไทย เช่น ความพยายามผลักดันให้นโยบายกลับไปเป็นอนุรักษนิยมอีกครั้ง เป็นอีกส่วนหนึ่งของความสับสนของนโยบาย และงานวิจัยถกแถลงว่าความชาญฉลาดของประชาธิปไตยมีความสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการนโยบายกัญชา


แนวทางการจัดสวัสดิการสังคมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี, อัญชนา สายสร้อย, ดารัณ พราหมณ์แก้ว Jan 2025

แนวทางการจัดสวัสดิการสังคมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี, อัญชนา สายสร้อย, ดารัณ พราหมณ์แก้ว

Journal of Social Sciences

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการจัดสวัสดิการสังคมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองเพชรบุรี 2) ศึกษาการจัดสวัสดิการสังคมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองเพชรบุรี 3) เสนอแนวทางการจัดสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานวิธี ในเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี จำนวน 374 คน ด้วยตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ส่วนวิธีวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบ สัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน โดยเลือกแบบเจาะจงจากปลัดเทศบาลเมืองเพชรบุรี เจ้าหน้าที่กองสวัสดิการสังคมเทศบาลเมืองเพชรบุรี และตัวแทนผู้สูงอายุในชุมชน ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุและผลการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยทางการจัดสวัสดิการสังคมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี มีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอย (R) = 0.728 ซึ่งส่งทางบวกทุกตัว มีประสิทธิภาพในการทำนาย ร้อยละ 53.10 นำมาเขียนเป็นสมการถดถอยได้ดังนี้ tot = 0.271 (X4) + 0.241 (X3) + 0.143 (X2) และ 3) แนวทางการจัดสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ คือ 1) ควรส่งเสริมกิจกรรมการสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัว 2) ควรจัดตั้งศูนย์บริการผู้สูงอายุเพื่อแก้ปัญหาผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง 3) ควรจัดตั้งศูนย์เพื่อดูแลผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และ 4) ควรจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละช่วงอายุ


การเล่นพนันออนไลน์บนแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือในกลุ่มผู้สูงอายุ, ประชาธิป กะทา Jan 2025

การเล่นพนันออนไลน์บนแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือในกลุ่มผู้สูงอายุ, ประชาธิป กะทา

Journal of Social Sciences

งานวิจัยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาลักษณะพฤติกรรมการเล่นพนันออนไลน์บนแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือในกลุ่มผู้สูงอายุ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่ทำให้ผู้สูงอายุเกิดแรงจูงใจในการเล่นพนันออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือ และผลกระทบด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุที่นิยมเล่นพนันออนไลน์ งานวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยวิธีการชาติพันธุ์วรรณนาในกลุ่มผู้สูงอายุหลากหลายกลุ่มที่เล่นพนันออนไลน์ งานวิจัยมีข้อค้นพบสำคัญ คือ ผู้สูงอายุที่เล่นพนันออนไลน์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1) กลุ่มผู้สูงอายุที่นิยมเล่นการพนันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 2) กลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่เคยเล่นการพนันอย่างจริงจังมาก่อน แต่เล่นพนันออนไลน์ด้วยเหตุผลว่ามีเวลาว่างและคาดหวังรายได้เพิ่ม ปัจจัยที่สร้างแรงจูงใจมีอยู่ 4 ปัจจัยหลัก คือ 1) ความชื่นชอบเล่นพนันเป็นทุนเดิม 2) วิถีชีวิตของผู้สูงอายุ 3) รายได้ที่ลดลงหลังเกษียณ 4) กลยุทธ์การตลาด ส่วนผลกระทบด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุที่นิยมเล่นพนันออนไลน์ ผู้สูงอายุประเมินตนเองว่าไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่ชัดเจน มีผู้สูงอายุจำนวนน้อยได้รับผลกระทบด้านจิตใจและความสัมพันธ์ในครอบครัว


Asean Centrality In The Era Of Great Power Competition: Hedging For Survival And Prosperity, William J. Jones, Chanya Supakul Jan 2025

Asean Centrality In The Era Of Great Power Competition: Hedging For Survival And Prosperity, William J. Jones, Chanya Supakul

Journal of Social Sciences

The Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) was formed in 1967 with the Bangkok Conference as a bulwark against the spread of Communism in Southeast Asia. In its 57 years of existence, ASEAN has proven to be a durable organization capable of organizational change. Furthermore, as the oldest and only standing regional organization with full membership of its region, or sub-region, ASEAN has a large degree of credibility in international affairs. With the end of the Unipolar moment where the ‘West’ led by the United States exercised hegemony and the beginning of a multipolar world, ASEAN and its member states …


Scaling Social Impact Bonds In The United States: Barriers, Incentives, And Policy Solutions, Angelique M. Rivanis Jan 2025

Scaling Social Impact Bonds In The United States: Barriers, Incentives, And Policy Solutions, Angelique M. Rivanis

CMC Senior Theses

Social Impact Bonds (SIBs) are a form of outcomes-based financing that fund social programs by shifting financial risk from the government to private investors. While SIBs have gained international traction, their long-term viability in the United States depends on structural reforms. This thesis examines two completed U.S. SIB projects, Rikers Island in New York and the Just-in-Reach project in Los Angeles, through an analysis of their design, implementation, and outcomes. While both projects focus on criminal justice, they provide context about the scalability of SIBs across multiple social policy areas.The three primary constraints are high transaction costs, limited investor interest, …


Delinking Development: Material And Epistemic Justice And Caribbean Reparations, Tavis D. Jules, Nigel Brissett Jan 2025

Delinking Development: Material And Epistemic Justice And Caribbean Reparations, Tavis D. Jules, Nigel Brissett

Sustainability and Social Justice

In this conceptual paper, we consider novel avenues for development in the Anglophone Caribbean by addressing the historical heritage of chattel slavery, Indigenous dispossession, and extractive capitalism and their pivotal roles in shaping capitalist modernity. Our analysis encompasses the historical configurations of the development paradigm, elucidating the impact of colonial violence, extractive and racial capitalism, and the resulting material and epistemic repercussions. Positioned within the conceptual framework of reparations, we propose restructuring the aid system and asserting the right to epistemic autonomy as two strategic avenues for reshaping the current developmental trajectories of Caribbean societies.


Legislatures And Localized Resentencing, Ronald F. Wright, Kay L. Levine Jan 2025

Legislatures And Localized Resentencing, Ronald F. Wright, Kay L. Levine

Faculty Articles

Recent legislation, exemplified in statutes from California and Washington, creates new methods for resentencing defendants in old cases. These laws place controlling authority for resentencing in the hands of local officials, especially local prosecutors, and invite variation at the county level.

While some new procedural channels for reducing the sentences of people convicted of past crimes are mandatory, in that they entitle certain defendants to resentencing if they were convicted of certain crimes or were subject to certain penalty enhancements that are no longer valid, other statutes create discretionary resentencing channels. In the discretionary channels, the chief local prosecutor has …


Searching For A Big Score: Analyzing Drug Yield From Search Warrant Executions, Elizabeth Griffiths, Walter Campbell, Kay L. Levine, Joshua C. Hinkle Jan 2025

Searching For A Big Score: Analyzing Drug Yield From Search Warrant Executions, Elizabeth Griffiths, Walter Campbell, Kay L. Levine, Joshua C. Hinkle

Faculty Articles

In this study, we investigated the extent to which law enforcement efforts predicted drug and other kinds of illicit yield in search warrant executions. The data are drawn from one major metropolitan police department during 2005, 2009, and 2012. Using multilevel random intercept logistic regression models and multilevel random intercept multinomial logistic regression models, we regress high yields of various kinds of drugs and other illicit items seized during searches on the investigative activities that led to search warrant applications and the enlistment of teams of officers or other agencies in executing the search. Investments in high-effort search warrant work …


ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร, จุฑามาศ ประทีปพรศักดิ์ Jan 2025

ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร, จุฑามาศ ประทีปพรศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง “ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล การรับรู้ข่าวสาร และทัศนคติต่อประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจที่มีอิทธิพลต่อระดับความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อเสนอแนวทางเชิงนโยบายในการป้องกันและลดความวิตกกังวลของประชาชนต่อภัยอาชญากรรมรุนแรงในพื้นที่สาธารณะ การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 396 คน ในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ครอบคลุมกลุ่มนิสิตนักศึกษา ผู้ใช้บริการห้างสรรพสินค้า และผู้ใช้พื้นที่สาธารณะทั่วไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นทางสถิติเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่า t การวิเคราะห์ความแปรปรวน เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความหวาดกลัวระหว่างกลุ่ม รวมถึงวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่ายเพื่อทดสอบอิทธิพลของตัวแปรอิสระผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับระดับความหวาดกลัว โดยกลุ่มเพศหญิงมีระดับความหวาดกลัวมากกว่า ขณะที่ปัจจัยด้านช่วงอายุไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ พบว่าการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์กราดยิงจากสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ส่งผลให้ระดับความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และพบว่าทัศนคติต่อประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจมีความสัมพันธ์ในทางลบกับความหวาดกลัว กล่าวคือ ผู้ที่เชื่อมั่นในความสามารถของตำรวจจะมีความกลัวน้อยกว่า ผลการศึกษาโดยรวมชี้ให้เห็นว่าความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์กราดยิงไม่เพียงเป็นปฏิกิริยาทางจิตวิทยาต่ออาชญากรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความรู้สึกไม่มั่นคงในสังคมเมืองสมัยใหม่ งานวิจัยนี้เสนอแนวทางการวางแผนการป้องกันและรับมือกับเหตุการณ์กราดยิง โดยให้รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการมาตรการทั้งสามระดับอย่างเป็นระบบ ได้แก่ มาตรการด้านพื้นที่และโครงสร้างกายภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง มาตรการด้านสถาบันและการปฏิบัติการเพื่อจัดกำลังตามความเสี่ยงและยกระดับความพร้อมในการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และมาตรการด้านการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความตื่นตระหนกของประชาชน ซึ่งการประสานกลไกทั้งสามระดับจะช่วยลดทั้งความเสี่ยงเชิงจริงและความหวาดกลัวเชิงรับรู้ พร้อมเสริมสร้างสภาพแวดล้อมเมืองที่ปลอดภัยและยั่งยืนยิ่งขึ้น


การก่อแรงร่วมสร้างเมืองปลอดภัยเชิงรุกเพื่อป้องกันอาชญากรรม : กรณีศึกษา ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี, กฤติ ม่วงศิริ Jan 2025

การก่อแรงร่วมสร้างเมืองปลอดภัยเชิงรุกเพื่อป้องกันอาชญากรรม : กรณีศึกษา ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี, กฤติ ม่วงศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การสร้างเมืองปลอดภัยเพื่อป้องกันปัญหาอาญากรรม ยังประสบสภาพปัญหาช่องว่างเชิงนโยบาย (Gaps for Policy Formulation) การกำหนดตัวชี้วัดให้สอดคล้องในพื้นที่ (Contextual Index) และสภาพปัญหาด้านการคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders Concern) ส่งผลให้การกำหนดนโยบายขาดความชัดเจนและอาจไม่สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ ผู้วิจัยจึงมุ่งศึกษาสภาพปัญหาและนำเสนอนโยบาย “เมืองปลอดภัยเชิงรุก (Pro-Active Safe City)” เพื่อแก้ไขปัญหาช่องโหว่ของการตีความและการกำหนดเป้าหมายผ่านตัวชี้วัด โดยนำร่องการศึกษาในพื้นที่ศึกษา ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี โดยดำเนินการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ - เชิงคุณภาพ การออกแบบเชิงบูรณาการตามหลัก 4D Design Thinking และการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (Spatial Analysis) โดยริเริ่มสำรวจด้วยดัชนีตัวชี้วัดความปลอดภัยเชิงกายภาพรายพื้นที่ (Crime Vector Index: CVI) จากการสำรวจออนไลน์ ประชากรจำนวน 382 ราย เพื่อประเมินความเสี่ยงและความต้องการ และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารและผู้แทนท้องถิ่นจำนวน 7 ราย และการจัดอภิปรายกลุ่มสำหรับภาครัฐ-ภาคประชาชนจำนวน 25 ราย ทั้งนี้ ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ประชาชนในพื้นที่มีความต้องการให้เน้นย้ำกลไกการสร้างพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันและการพักผ่อน (ร้อยละ 25.13) การติดตั้งเสาไฟส่องสว่าง (ร้อยละ 21.20) และการสร้างอาสาสมัครชุมชนช่วยลาดตระเวนในพื้นที่ (ร้อยละ 14.66) และประชาชนในพื้นที่มีความกังวลต้องรับมือความเสี่ยงของอาชญากรรม โดยต้องการมุ่งเน้นการปกป้องความปลอดภัยในชีวิต การแก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยง สกัดกั้นความเสี่ยงจากภัยภายนอก ในขณะที่ความเข้มแข็งทางสังคมและการสร้างแนวร่วมเฝ้าระวังภัยอาชญากรรมเป็นกลไกสำคัญ และการสร้างพื้นที่ส่วนกลาง ขยายโอกาสในการใช้พื้นที่ร่วมกันและเศรษฐกิจในพื้นที่ ฉะนั้น แนวทางการสร้างเมืองปลอดภัยสำหรับพื้นที่ จึงนำเสนอในรูปแบบเมืองปลอดภัยเชิงผสมผสาน โดยออกแบบมิติความปลอดภัยเชิงกายภาพผ่านการติดตั้งอุปกรณ์และเทคโนโลยีเฝ้าระวังจุดเสี่ยงบริเวณพื้นที่รอยต่อ และมิตินามธรรมผ่านกลไกสร้างชุมชนเข้มแข็งให้เป็น “หุ้นส่วนความปลอดภัยสาธารณะ (Strategic Partnership for Public Security)” และสร้างความสมดุลระหว่างสังคม - เทคโนโลยีโดยเน้นย้ำการมีส่วนร่วม (Engagement) จากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน (Stakeholders) สร้างความตระหนักการรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ (Sense of Belonging) เป็นพลเมืองตื่นรู้ (Active Citizen) เพื่อป้องกันอาชญากรรมพื้นฐาน (Street Crimes) และยาเสพติด และยกระดับสู่การสร้างข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ เพื่อแนะนำกระบวนการและขั้นตอนการปฏิบัติ และธรรมาภิบาลด้านเมืองปลอดภัย ด้านกฎ …


แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายจราจร: กรณีศึกษาเมาแล้วขับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ณัฐวุฒิ ปัญจชัย Jan 2025

แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายจราจร: กรณีศึกษาเมาแล้วขับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ณัฐวุฒิ ปัญจชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายจราจรเกี่ยวกับความผิดเมาแล้วขับ (2) วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุที่เป็นอุปสรรคต่อการบังคับใช้กฎหมาย และ (3) เสนอแนวทางพัฒนาการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นกรณีศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเขตเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากรและยานพาหนะสูง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 7 ราย ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล 3 ราย ผู้พิพากษาและพนักงานอัยการในเขตกรุงเทพมหานคร 3 ราย และนักวิชาการด้านอาชญาวิทยาและนโยบายกฎหมายจราจร 1 ราย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับในพื้นที่กรุงเทพมหานครยังไม่บรรลุเป้าหมายด้านการยับยั้ง แม้กรอบกฎหมายจะกำหนดบทลงโทษไว้ค่อนข้างครบถ้วน แต่การบังคับใช้ในทางปฏิบัติยังขาดความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอ โดยมักเข้มงวดเฉพาะช่วงเทศกาลหรือวันหยุดยาว ประกอบกับข้อจำกัดด้านกำลังคน อุปกรณ์ตรวจวัด และเทคโนโลยีสนับสนุน รวมถึงช่องโหว่ของกระบวนการยุติธรรม เช่น การลงโทษสถานเบาในบางกรณี การติดตามผู้กระทำผิดซ้ำที่ไม่เข้มแข็ง และการขาดฐานข้อมูลกลางเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน ส่งผลให้ความแน่นอนของบทลงโทษลดลงและพลังในการป้องปรามไม่เพียงพอ จากผลการวิจัย เสนอให้พัฒนาการบังคับใช้กฎหมายในเชิงระบบ ได้แก่ การสุ่มตรวจอย่างทั่วถึงตลอดปี การจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอ การปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการเพื่อเพิ่มความแน่นอนของบทลงโทษ โดยเฉพาะต่อผู้กระทำผิดซ้ำ การพัฒนากลไกบูรณาการและฐานข้อมูลกลาง การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนควบคู่มาตรการฟื้นฟูและการสร้างจิตสำนึกทางสังคม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับอย่างยั่งยืน


การตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ: กรณีศึกษาพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), ธนพล ทายะติ Jan 2025

การตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ: กรณีศึกษาพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), ธนพล ทายะติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจในปัจจุบัน ศึกษาระดับการตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ และศึกษาแนวทางการป้องกันในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 400 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงาน กฟผ. ในปัจจุบัน คือ ภัยจากการหลอกลวง ภัยจากมัลแวร์และไวรัส ภัยจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ภัยจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย และ ภัยทางอ้อมอื่นๆ มีระดับการตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ และมีระดับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ ในระดับมากที่สุด หากแต่มีประสบการณ์ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ส่วนมาก ในระดับน้อย การทดสอบสมมุติฐาน พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ระดับการศึกษา อายุการทำงาน ระดับการทำงาน ต่อการตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ นอกจากนี้ประสบการณ์ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ไม่มีความสัมพันธ์กับการตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ และพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ ในขณะที่การตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีผลบวก คือ พนักงาน กฟผ.ที่มีระดับการตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์มาก จะมีพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์มาก แนวทางการป้องกันในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงาน กฟผ. คือ ความมีสติและความรอบคอบ การตรวจสอบและยืนยันข้อมูล การปฏิเสธและป้องกัน และการจัดการและปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ข้อเสนอแนะของการศึกษาคือ การจัดตั้งหน่วยงานและระบบเฉพาะ การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้จากภาครัฐ การศึกษาและสร้างความตระหนักรู้ การมีสติ และการระมัดระวัง


การพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่, ปราบดา สุขสุนทรีย์ Jan 2025

การพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่, ปราบดา สุขสุนทรีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษามาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน (2) วิเคราะห์สถานการณ์ สภาพปัญหา จุดแข็ง และจุดอ่อนของมาตรการดังกล่าว และ (3) พัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมต่อบริบทจังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยใช้วิธีการเชิงคุณภาพผ่าน การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 23 คน ประกอบด้วยข้าราชการ ภาคเอกชน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้ง การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมที่เกิดกับนักท่องเที่ยวในช่วงปี พ.ศ. 2563–2568ผลการศึกษาพบว่า มาตรการด้านความปลอดภัยในอดีตมุ่งเน้นการใช้กำลังคนและการตั้งจุดตรวจในพื้นที่ท่องเที่ยว ขณะที่ปัจจุบันพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการเชิงรุกและการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน โดยมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น กล้อง AI ระบบ Biometric แอปพลิเคชัน CM-CHANA ระบบขนส่งสาธารณะประเภทไฟฟ้าความเร็วต่ำ รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยว การทำ MOU กับผู้ประกอบการ และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน เช่น หอการค้า สมาคมมัคคุเทศก์ และสมาคมโรงแรมจุดแข็งสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ ความร่วมมือภาคเอกชนและชุมชนที่เข้มแข็ง นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยที่ดี และการมีส่วนร่วมของสถาบันการศึกษา อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญ ได้แก่ การทำงานแบบแยกส่วนฐานข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ช่องโหว่ด้านกฎหมายที่ทำให้การดำเนินคดีในกรณีผู้เสียหายเป็นชาวต่างชาติดำเนินการได้ยาก การสื่อสารความปลอดภัยเชิงรุกยังไม่ถึงนักท่องเที่ยว และความคลาดเคลื่อนของนิยาม “ความปลอดภัย” ระหว่างรัฐและนักท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับอุบัติเหตุและมลพิษ PM2. 5 มากกว่าอาชญากรรมแนวทางพัฒนาที่เสนอ ได้แก่ การจัดตั้ง “ศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยวเชียงใหม่” เพื่อบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การพัฒนาแอปพลิเคชันที่รองรับการสื่อสารหลายภาษาและระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน การขยายอาสาสมัครความปลอดภัยสู่ชุมชนรอง การนำแนวคิด Tourism Risk Governance มาประยุกต์เพื่อให้ความปลอดภัยครอบคลุมสุขภาพและภัยพิบัติ รวมทั้งพัฒนามาตรการเพื่อกลุ่มเปราะบาง พร้อมทั้งเสนอให้ตราข้อบัญญัติท้องถิ่นและจัดตั้งกองทุนด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านงบประมาณและการบริหารจัดการ รวมถึงความร่วมมือระดับภูมิภาคในการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ


เส้นทางสู่วาระท้ายของชีวิตผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ, วิกานดา แหชัย Jan 2025

เส้นทางสู่วาระท้ายของชีวิตผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ, วิกานดา แหชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง “เส้นทางสู่วาระท้ายของผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่มุ่งสะท้อนประสบการณ์ของผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายผ่านการสร้างเรื่องเล่า (Narrative) เพื่อทำความเข้าใจสภาวะและความหมายของการดำรงอยู่ในช่วงวาระสุดท้ายภายใต้ข้อจำกัดของเรือนจำ ผู้วิจัยดำเนินการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Study) ทั้งหนังสือ บทความทางวิชาการ รายงานการวิจัย และวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นประเด็นด้านแนวคิดและทฤษฎีการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังตามหลักสิทธิมนุษยชน มาตรฐานสากลด้านสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องขัง ตลอดจนกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเป็นฐานในการวิเคราะห์ นอกจากนี้ งานวิจัยยังพิจารณาปัจจัยเชิงระบบที่มีผลต่อการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้าย เช่น ความแออัดของเรือนจำ โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข ความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ และข้อจำกัดด้านทรัพยากร ตลอดจนศึกษาแนวปฏิบัติในต่างประเทศซึ่งมีการพัฒนาระบบการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า ได้แก่ ประเทศสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีรูปแบบบริการด้านการดูแลประคับประคองในเรือนจำตั้งแต่การจัดตั้งหน่วยดูแลเฉพาะทาง การพัฒนาอาสาสมัครผู้ต้องขัง ไปจนถึงกลไกการปล่อยตัวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม การเก็บข้อมูลภาคสนามใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ได้แก่ แพทย์ พยาบาลวิชาชีพ นักทัณฑวิทยาที่มีประสบการณ์ดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้าย และผู้ต้องขังจำนวน 2 นายที่กำลังเผชิญภาวะป่วยระยะสุดท้าย ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างภาพรวมของประสบการณ์ในวาระสุดท้ายของผู้ต้องขังในด้านร่างกาย จิตใจ จิตสังคม และจิตวิญญาณ รวมถึงอุปสรรคที่พบในการเข้าถึงบริการสุขภาพภายในเรือนจำ ผลการศึกษาคาดว่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญของการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร โครงสร้างพื้นที่ และระบบบริการสาธารณสุขในเรือนจำ อาทิ การดูแลรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง การขาดบริการเฉพาะทางด้านประคับประคอง และความจำกัดในการตอบสนองความต้องการทางจิตใจและจิตวิญญาณของผู้ต้องขัง นอกจากนี้ การศึกษายังมุ่งเสนอแนวทางพัฒนาระบบการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายในเรือนจำไทยให้มีลักษณะครอบคลุมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเน้นความสำคัญของการดูแลแบบองค์รวม การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการสนับสนุนให้ผู้ต้องขังมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต


มาตรการป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, นาทชนก อายุคง Jan 2025

มาตรการป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, นาทชนก อายุคง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและลักษณะการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และแนวทางการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับการป้องกันการฉ้อโกงดังกล่าว เพื่อนำมาพิจารณาสำหรับการออกมาตรการหรือแนวนโยบายสำหรับป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เหมาะสมภายใต้บริบทของประเทศไทย โดยอาศัยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการค้นคว้าเชิงเอกสาร การศึกษาผ่านกรณีศึกษา รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาคการเงินและธนาคาร หน่วยงานรัฐ หน่วยงานกำกับดูแล รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผลการศึกษาพบว่า รูปแบบและลักษณะการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังคงอาศัยเทคนิคพื้นฐานอย่าง Social Engineering โดยอาศัยเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาเทคนิคการฉ้อโกงใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในลักษณะขององค์กรอาชญากรรม ทำให้รูปแบบและลักษณะการฉ้อโกงมีแนวโน้มซับซ้อนมากขึ้น การพิจารณาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่มีศักยภาพในการประมวลผลและการตรวจจับความผิดปกติแบบ Real-time จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครจนกระทั่งจบขั้นตอนการทำธุรกรรม โดยอาศัยโมเดลแบบผสมผสาน (Hybrid Model) ที่มีประสิทธิภาพในการตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนได้ ทั้งนี้ การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ต้องคำนึงถึงจริยธรรมทั้งในด้านช่องว่างความรับผิด ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล รวมไปถึงอคติและความโปร่งใสของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ดังนั้น การออกมาตรการควรมีการกำหนดหลักเกณฑ์ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เหมาะสม รวมไปถึงสนับสนุนหรือแนะนำให้มีการใช้เทคนิคอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่คำนึงถึงจริยธรรมและความรับผิดชอบ เช่น Federated Training และ Explainable AI รวมไปถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้การป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ทั้งในแง่ของการป้องกันการฉ้อโกงและในแง่ของจริยธรรมอย่างแท้จริง


ข้อพิจารณาการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังป่วยระยะสุดท้าย, สุชัญญา คันศร Jan 2025

ข้อพิจารณาการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังป่วยระยะสุดท้าย, สุชัญญา คันศร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระบบข้อพิจารณาในการปล่อยตัวผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย 2) ศึกษาระบบการดูแลผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย และ 3) เสนอแนะแนวทางระบบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 6 คน ที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับระบบราชทัณฑ์และการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ได้แก่ นักทัณฑวิทยา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ นักทัณฑปฏิบัติ นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาลวิชาชีพ จากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และศูนย์มิตรอาทร โรงพยาบาลตำรวจ ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบการพิจารณาการปล่อยตัวผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย หลักเกณฑ์นี้ช่วยให้ผู้ต้องขังได้รับโอกาสกลับไปอยู่กับครอบครัวและชุมชน ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเป้าหมายด้านความปลอดภัยของสังคมผ่านกระบวนการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม 2) ระบบการดูแลผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย มีเป้าหมายหลักในการบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ การดูแลนี้ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยจนถึงวาระท้ายชีวิต และยังรวมถึงการดูแลครอบครัวในช่วงการสูญเสีย แต่ยังเผชิญกับข้อจำกัดในเชิงโครงสร้าง ทรัพยากรบุคคล 3) แนวทางระบบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย ในด้านกายภาพของสถานพยาบาลในเรือนจำ ออกแบบจัดสรรพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Palliative Care Zone) ปรับรูปแบบการเยี่ยมที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าผู้ต้องขังทั่วไป และการสร้างทีม Palliative care ให้แข็งแรงในการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)


แนวทางการพัฒนาระบบการดําเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา, สิรภัทร คัยนันทน์ Jan 2025

แนวทางการพัฒนาระบบการดําเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา, สิรภัทร คัยนันทน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง “แนวทางการพัฒนาระบบการดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา” มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาสภาพปัญหา และผลกระทบในการดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 รวมถึงการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาที่ยังไม่สอดคล้องตามปฏิญญาว่าด้วยหลักยุติธรรมพื้นฐานสำหรับเหยื่ออาชญากรรมและการใช้อำนาจโดยมิชอบ เพื่อนำไปสู่การเสนอแนวทางการพัฒนาระบบการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 23 ราย ประกอบการวิเคราะห์บทความและบทสัมภาษณ์ในสื่อออนไลน์ ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาในการดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา มีหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อผู้เสียหาย ครอบครัว ญาติ และบุคคลใกล้ชิดผู้เสียหาย และผลกระทบต่อรัฐ อีกทั้งยังมีประเด็นการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาที่ยังไม่สอดคล้องตามปฏิญญาสากลในหลายส่วน ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ คือ การแก้ไขพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้เสียหาย ลดขั้นตอนการดำเนินงาน สร้างความชัดเจนในภารกิจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบริหารจัดการข้อมูลระหว่างหน่วยงานในประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว รวมถึงการจัดวางกลไกการชดเชยความเสียหายระหว่างผู้กระทำผิดและรัฐใหม่ พร้อมจัดตั้งกองทุนเหยื่ออาชญากรรม ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เสริมด้วยการปลูกฝังเรื่องสิทธิมนุษยชนในระบบการศึกษา ควบคู่กับการวางนโยบายเพื่อป้องกันอาชญากรรมในสังคม เพื่อเป็นปราการปกป้อง คุ้มครองสิทธิแก่ประชาชนอย่างยั่งยืน


Healing Communities With Police Divestment: Seeking Abolition Through Transformative Reform And Community-Government Collaboration, Jessica E. Gillson Jan 2025

Healing Communities With Police Divestment: Seeking Abolition Through Transformative Reform And Community-Government Collaboration, Jessica E. Gillson

Undergraduate Honors Theses

Concerns about the efficacy and sustainability of the U.S. carceral system have persisted throughout the country’s history, recently fueling renewed activism and bipartisan calls for reform. However, proposed solutions remain divisive. This thesis first defines the current status of our prison systems, then explores collaborative alternatives to incarceration and policing that support communities and break cycles of incarceration.

Focusing on partnerships among local governments, community organizations, justice-involved individuals, and law enforcement, this study examines holistic approaches to crime prevention, reentry, and reintegration. Using an interdisciplinary framework incorporating restorative justice, community resilience, and systems theory, it investigates how community-based strategies can …


Lgbtqia+ Hate Crimes And State Non-Discrimination Policies: An Analysis, Jillian Jones Jan 2025

Lgbtqia+ Hate Crimes And State Non-Discrimination Policies: An Analysis, Jillian Jones

Midwest Social Sciences Journal

While LGBTQIA+ rights have been increasing in the United States for decades, many states do not have non-discrimination policies that protect individuals based on their gender identity and sexual orientation. This lack in protection leaves many LGBTQIA+ individuals vulnerable to experiencing discrimination and harassment, which could lead to hate crimes, cultivating an environment of passive tolerance rather than active resistance. Active resistance can be achieved through the passage of non-discrimination policies, as well as addressing minority stress that LGBTQIA+ individuals can be susceptible to when they are actively experiencing or anticipating discrimination and harassment. This research paper addresses whether the …


The Effect Of Need For Closure, Gender Essentialism, And Contact On Transphobia, Jacob E. Vargas Jan 2025

The Effect Of Need For Closure, Gender Essentialism, And Contact On Transphobia, Jacob E. Vargas

College of Education and Human Sciences: Dissertations, Theses, and Student Research

Using a motivated social cognition framework, this study explores whether there is an indirect effect of need for closure on transphobia via gender essentialism and whether this relationship is moderated by transgender contact. Data were collected from an undergraduate sample of 405 cisgender participants (nmen = 159, nwomen = 246). A simple mediation and a moderated mediation were used to examine the hypothesized relationships, controlling for participant gender. Results reinforced the positive correlation between gender essentialism and transphobia and the negative correlation between transgender contact and transphobia. However, the mediation and moderation hypotheses were not supported. Need …


Gender, Victimization, And Delinquency: Examining Gendered Pathways To Crime Among Juveniles, Caitlin Hinds Jan 2025

Gender, Victimization, And Delinquency: Examining Gendered Pathways To Crime Among Juveniles, Caitlin Hinds

Mahurin Honors College Capstone Experience/Thesis Projects

The intersection of gender, crime, and victimization is a critical area of study within criminology, particularly as it relates to understanding the differing pathways men and women take into criminal behavior. Historically, crime statistics have shown a significant male predominance, particularly in violent offenses. Feminist criminology has played an essential role in reframing the narrative around gender and crime, emphasizing the need to examine the gender pathways that shape male and female experiences differently. While men may employ violence more overtly, women often rely on more subtle strategies to navigate criminal activities, avoiding physical confrontation when possible. Feminist criminologists argue …


"Expert" Versus "Subjugated" Knowledge In Political Sociology, Marisa Tramontano Jan 2025

"Expert" Versus "Subjugated" Knowledge In Political Sociology, Marisa Tramontano

Open Educational Resources

In this assignment, created for a 2025 seminar on OER-based Active Learning, Dr. Marisa Tramontano made an open, "low-tech" active learning module comparing excerpts from the book, "Poverty of Philosophy" by Karl Marx with the song of the same name by Immortal Technique. The assignment uses a remixable Google doc to guide students' analyses and comparisons of these texts. The assignment can easily be adapted to other courses or disciplines.


The Sociological Eye 2025, Loyola Marymount University, Sociology Department Jan 2025

The Sociological Eye 2025, Loyola Marymount University, Sociology Department

The Sociological Eye Student Journal

Faculty Advisor: Dr. Stacy Burns

Editor: Aliza Davis


Examining Disparities In Pre-Conviction Detention: A Race And Gender Analysis Of Criminal Charging And Detention Practices In Ramsey Countyention Practices In Ramsey County, Gabriel P. Exman Jan 2025

Examining Disparities In Pre-Conviction Detention: A Race And Gender Analysis Of Criminal Charging And Detention Practices In Ramsey Countyention Practices In Ramsey County, Gabriel P. Exman

School of Business Student Theses and Dissertations

Race and gender disparities in the U.S. criminal justice system are well documented, primarily in sources of national post-conviction data. However, localized and pre-conviction studies remain limited. This study examined race and gender disparities in pre-conviction detention outcomes and charge severity in Ramsey County, Minnesota, between 2017 and 2019. Using a descriptive, exploratory quantitative design and a retrospective single-cohort analysis, the researcher analyzed trends in arrests, charge severity, and pre-conviction incarceration duration across race and gender groups. Findings indicate disparities in both charge rates and pre-conviction detention durations, with Black men and Native American women experiencing longer periods of incarceration. …


From War To Walls: U.S. Intervention And The Rise Of Carceral Society In El Salvador, Xochitl Granados Jan 2025

From War To Walls: U.S. Intervention And The Rise Of Carceral Society In El Salvador, Xochitl Granados

Honors Theses

This thesis examines the historical and contemporary impact of US foreign policy on El Salvador’s security landscape. El Salvador’s gang crisis, largely driven by the deportation of gang members from the US in the 1990s, is rooted in a complex history shaped by US intervention during the Salvadoran civil war, which intensified political, social, and economic inequalities. These inequalities, along with the rise of international gangs such as La Mara Salvatrucha (MS-13) and 18th Street, have contributed to El Salvador’s ongoing security challenges. This thesis demonstrates how US involvement in the Salvadoran civil war indirectly fueled the growth of gang …