Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Institution
-
- University of Nebraska - Lincoln (4443)
- University of Northern Iowa (4047)
- Universitas Negeri Yogyakarta (611)
- Illinois Math and Science Academy (487)
- Taylor University (470)
-
- Claremont Colleges (438)
- Virginia Commonwealth University (398)
- Old Dominion University (344)
- Universitas Negeri Malang (325)
- University of Nevada, Las Vegas (290)
- University of South Florida (287)
- City University of New York (CUNY) (245)
- Western Michigan University (241)
- Purdue University (239)
- Central Washington University (229)
- Children's Mercy Kansas City (226)
- Walden University (203)
- Edith Cowan University (194)
- Georgia Southern University (186)
- Chapman University (181)
- Portland State University (164)
- Australian Council for Educational Research (ACER) (156)
- Nova Southeastern University (141)
- California State University, San Bernardino (128)
- Rochester Institute of Technology (127)
- University of Texas at El Paso (126)
- University of Central Florida (120)
- The University of Southern Mississippi (114)
- Liberty University (107)
- Western Kentucky University (105)
- Keyword
-
- Mathematics (667)
- Education (565)
- STEM (521)
- Science (349)
- Mathematics education (224)
-
- Science education (223)
- STEM education (199)
- Curriculum (160)
- Biology (143)
- IMSA (142)
- Technology (142)
- Teaching (137)
- Illinois Mathematics and Science Academy (136)
- Math (134)
- Assessment (133)
- Gifted (127)
- Residential high school (123)
- Professional development (120)
- Self-efficacy (118)
- Science Education (103)
- Middle school (102)
- Engineering (101)
- Physics (100)
- Equity (95)
- Motivation (93)
- Textbook (91)
- Numeracy (90)
- Algebra (86)
- Quantitative literacy (83)
- Animal parasitology (80)
- Publication Year
- Publication
-
- Nebraska Tractor Tests (3402)
- Iowa Science Teachers Journal (2306)
- Journal of the Iowa Academy of Science: JIAS (701)
- Journal of Mathematics and Science: Collaborative Explorations (379)
- Science Bulletin (319)
-
- Jurnal Pendidikan: Teori, Penelitian, dan Pengembangan (309)
- Theses and Dissertations (305)
- Dissertations (265)
- Research Days (227)
- PYTHAGORAS : Jurnal Matematika dan Pendidikan Matematika (209)
- Jurnal Inovasi Pendidikan IPA (207)
- Electronic Theses and Dissertations (197)
- Iowa Academy of Science Documents (197)
- Jurnal Riset Pendidikan Matematika (195)
- Publications and Research (185)
- Numeracy (181)
- Hexapod Herald and Other Entomology Department Newsletters (180)
- Humanistic Mathematics Network Journal (174)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (170)
- Publications (134)
- STEM Stories (129)
- Journal of Science Education for Students with Disabilities (126)
- Journal of Humanistic Mathematics (117)
- Theses Digitization Project (97)
- Doctoral Dissertations and Projects (96)
- All Graduate Projects (92)
- Graduate Research Papers (91)
- Masters Theses (91)
- STEMPS Faculty Publications (90)
- Australian Journal of Teacher Education (89)
- Publication Type
- File Type
Articles 1201 - 1230 of 19303
Full-Text Articles in Entire DC Network
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดออกแบบของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ในบริบทการนิเทศของครูพี่เลี้ยง, ศราวุธ รามศรี
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดออกแบบของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ในบริบทการนิเทศของครูพี่เลี้ยง, ศราวุธ รามศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดออกแบบของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ในบริบทการนิเทศของครูพี่เลี้ยง (2) เพื่อวิเคราะห์ผลของกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดออกแบบของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ในบริบทของการนิเทศของครูพี่เลี้ยงที่มีผลต่อการพัฒนากรอบคิดติดยึดด้านการคิดออกแบบและสมรรถนะด้านการคิดออกแบบของนักศึกษาครู โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยในครั้งนี้ประกอบไปด้วย (1) เป้าหมายการวิจัย คือนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์จำนวน 2 กลุ่ม กลุ่มละ 4 คน โดยจะดำเนินการวิจัยกับนักศึกษาครูกลุ่มที่ 2 โดยการวิเคราะห์ข้อมูลผลของการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดออกแบบของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ในบริบทการนิเทศของครูพี่เลี้ยง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย 1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดออกแบบ 2. แบบวัดกรอบคิดติดยึดด้านการคิดออกแบบ และ 3. แบบประเมินสมรรถนะด้านการคิดออกแบบ ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดออกแบบของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ในบริบทการนิเทศของครูพี่เลี้ยง มีการพัฒนาจากวงจรที่ 1 ไปวงจรที่ 2 ดังต่อไปนี้ ในขั้นที่ 1 จะเพิ่มกิจกรรมการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) ในขั้นที่ 2 จัดกิจกรรมเปรียบเทียบว่าคำถามใดเป็นคำถามเปิดกว้างและคำถามใดเป็นคำถามไม่เปิดกว้าง ขั้นที่ 3 กิจกรรมฝึกตั้งเงื่อนไข “What if…” ขั้นที่ 4 จัดกิจกรรมการเชื่อมโยงแนวคิดแผนหน้าเดียว และขั้นที่ 5 ให้นักศึกษาครูนำกิจกรรมที่ออกแบบไว้ไปใช้ในห้องเรียนจริงของตนเอง และผลการประเมินกรอบคิดติดยึดด้านการคิดออกแบบของนักศึกษาครูหลังการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมกรคิดออกแบบของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ในบริบทการนิเทศของครูพี่เลี้ยง นักศึกษาครูทั้ง 4 คนมีระดับกรอบคิดติดยึดด้านการคิดออกแบบเต็ม 15 คะแนนในทุกด้าน โดยส่วนของระดับสมรรถนะด้านการคิดออกแบบ ของนักศึกษาครูหลังการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดออกแบบของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ในบริบทการนิเทศของครูพี่เลี้ยง นักศึกษาครูทั้ง 4 คน มีสมรรถนะด้านการคิดออกแบบระดับดีเยี่ยมในทุกสมรรถนะ
การพัฒนาสื่อนวัตกรรมการทดลองความเป็นจริงเสมือนเพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, กุลภัทร เอี่ยมธาราชัย
การพัฒนาสื่อนวัตกรรมการทดลองความเป็นจริงเสมือนเพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, กุลภัทร เอี่ยมธาราชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แม้ว่าการทดลองจะมีความสำคัญต่อการพัฒนามโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่หัวข้อ แรง และการเคลื่อนที่ ยังมีข้อจำกัดของการทดลองจริงในชั้นเรียน ในด้านความคลาดเคลื่อนที่ทำให้ไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์ระหว่างแรง มวล และความเร่งได้ งานวิจัยนี้จึงเป็นการวิจัยและพัฒนาที่มีเป้าหมายเพื่อ 1) พัฒนาสื่อนวัตกรรมการทดลองเสมือนจริง เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างแรง มวล และความเร่ง และ 2) ศึกษาผลการพัฒนาระดับมโนทัศน์กับตัวอย่างนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แผนการเรียน วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ จำนวน 14 คน โดยเลือกนักเรียนด้วยวิธีเลือกแบบอาสาสมัคร เครื่องมือในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ แบบสนทนากลุ่มผู้ใช้สื่อ แบบประเมินความเหมาะสมและสอดคล้องของสื่อ และแบบวัดมโนทัศน์แบบเลือกตอบสองระดับ จากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า สื่อนี้มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมและสอดคล้องที่ 4.41 มีลักษณะเป็นการทดลองเสมือนจริงบนแอปพลิเคชันติดตั้งบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ร่วมกับอุปกรณ์สวมศีรษะเพื่อแสดงภาพ ใช้สถานการณ์การทดลองการเคลื่อนที่ของยานอวกาศ ในมุมมองแบบบุคคลที่ 2 ค่าจากการวัดมีความคลาดเคลื่อน 5% ที่ใกล้เคียงการทดลองจริงและสามารถสรุปผลการทดลองอย่างมีประสิทธิภาพ และสื่อนี้สามารถพัฒนาระดับมโนทัศน์ของนักเรียน โดยความถี่ของระดับมโนทัศน์ ไม่มีมโนทัศน์ (NU) และ มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน (SM) ลดลงร้อยละ 17.86 และ 8.33 ในขณะที่ระดับมโนทัศน์ มโนทัศน์ที่ถูกต้องบางส่วน (PU) และ มโนทัศน์ที่ถูกต้อง (SU) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.57 และ 22.62 ตามลำดับ
ปัจจัยเชิงสาเหตุของความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, กันต์ฤทัย คุณเลี้ยง
ปัจจัยเชิงสาเหตุของความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, กันต์ฤทัย คุณเลี้ยง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา 2) พัฒนาโมเดลเชิงสาเหตุของความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา และ 3) ตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลฯ ที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยได้พัฒนาโมเดลเชิงสาเหตุของความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1,148 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ 1) แบบวัดบุคลิกภาพ 2) แบบวัดทักษะการอ่าน ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ และทักษะการแก้ปัญหา 3) แบบวัดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านกระบวนการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ และ 4) แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงบรรยาย และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัย พบว่า 1. ระดับความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 8.43, SD = 3.48) 2.โมเดลเชิงสาเหตุของความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2(779, N = 1148) = 1,197.49, p < 0.001, GFI = .953, AGFI = 0.950, RMR = .035, RMSEA = .022) ปัจจัยที่มีอิทธิพลรวมมากที่สุด คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ (TE = 0.989) รองลงมาคือ ประสบการณ์การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับกระบวนการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ (TE = 0.242) ส่วนความสามารถทางสติปัญญา ลักษณะบุคลิกภาพด้านลบ และลักษณะบุคลิกภาพด้านบวก ไม่ส่งผลต่อความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลของการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพที่มีต่อความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา, พลธรา ไทยน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพที่มีต่อความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดย (1.1.) เปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังการจัดการเรียนการสอนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 (1.2.) เปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนการสอน และ (2) เพื่อศึกษาพัฒนาการของความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพ จำนวน 12 แผน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ (1) แบบวัดความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ฉบับก่อนการทดลอง และหลังการทดลอง (2) แบบสัมภาษณ์ความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ (3) แบบสังเกตพฤติกรรมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ และ (4) ใบกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพไม่ถึงเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) พัฒนาการของความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรนร่วมกับกลวิธีการคิดเชิงภาพเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับทั้งในภาพรวม และเมื่อจำแนกตามองค์ประกอบของความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ทั้ง 3 ด้าน
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ที่มีต่อความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ณราดล บุตรโสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจี 2) เปรียบเทียบความตระหนักในสิ่งแวดล้อมของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจี และ 3) ศึกษาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมจากผลงานของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจี ประชากรคือนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ในโรงเรียนขยายโอกาส อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างงานวิจัยคือนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 ได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ มีดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.66 – 1.00 2) แบบวัดความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.95 3) แบบสอบถามความตระหนักในสิ่งแวดล้อม ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.66 – 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.71 ค่าอำนาจจำแนกในช่วง 0.22 – 0.49 และ 4) แบบสัมภาษณ์ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อม ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 3 แผนเป็นเวลา 24 คาบ คาบละ 1 ชั่วโมง ในช่วงเดือนกันยายน - พฤศจิกายน 2567 ทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) นักเรียนมีความสามารถในการคิดสร้างสรรค์หลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความตระหนักในสิ่งแวดล้อมหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) หลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์นักเรียนแสดงออกถึงความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมผ่านผลงานที่สร้างขึ้น โดยนักเรียนสามารถเสนอแนวคิดได้อย่างหลากหลาย สามารถให้รายละเอียดพร้อมบอกประโยชน์การใช้งาน และสามารถบอกข้อจำกัดและบอกแนวทางการพัฒนาผลงานของตนเองได้ พร้อมกับใช้วัสดุธรรมชาติหรือวัสดุเหลือใช้ในการสร้างผลงาน
การพัฒนาบอร์ดเกมฟิสิกส์ที่ใช้วงจรการสะท้อนคิดเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปราณนต์ พิมพ์พันธุ์
การพัฒนาบอร์ดเกมฟิสิกส์ที่ใช้วงจรการสะท้อนคิดเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปราณนต์ พิมพ์พันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบอร์ดเกมฟิสิกส์ที่ใช้วงจรการสะท้อนคิดเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ของนักเรียนก่อนและหลังการใช้บอร์ดเกม งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) การสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการในการใช้บอร์ดเกมฟิสิกส์จากครูผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 6 คน 2) การสร้างและพัฒนาบอร์ดเกมฟิสิกส์ และ 3) การทดลองใช้บอร์ดเกมกับตัวอย่างที่ได้จากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสัมภาษณ์สภาพปัญหาและความต้องการในการใช้บอร์ดเกมฟิสิกส์ 2) บอร์ดเกมฟิสิกส์ 3) แผนการจัดการเรียนรู้ หัวข้อ การเคลื่อนที่แนวตรง 4) แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ และ 5) แบบรายงานการตัดสินใจระหว่างเล่นบอร์ดเกม ผลการวิจัยพบว่า 1) บอร์ดเกมฟิสิกส์ที่พัฒนาในงานวิจัยครั้งนี้ใช้ในการสอนหัวข้อการเคลื่อนที่แนวตรง จำนวน 3 เกม มีลักษณะสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ การเล่นแบบกลุ่ม การจำลองสถานการณ์สมจริง การแทรกเหตุการณ์ฉุกเฉิน การมีทางเลือกหลากหลาย กติกาชัดเจน และระดับความยากเหมาะสมกับวัย 2) ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบที่มีต่อความก้าวหน้าของความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ธีรินทร์ ดิฏฐโชติ
ผลการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบที่มีต่อความก้าวหน้าของความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ธีรินทร์ ดิฏฐโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความก้าวหน้าของความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์หลังได้รับการจัดการเรียนรู้กับเกณฑ์ 2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงความก้าวหน้าของความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และ 3) วิเคราะห์ความก้าวหน้าของความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น กลุ่มที่ศึกษา คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สถาบันการศึกษา สังกัด สพม.กท. เขต 1 จำนวน 40 คน ในรายวิชาโครงงานวิทยาศาสตร์ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้มาจากการเลือกอย่างเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้รายหน่วย 3 แผน รวม 22 คาบเรียน และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ทดสอบเมื่อจบกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละแผน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ สถิติทดสอบ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated-Measures ANOVA) การทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างเดียว (One-sample t-test) และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1) ความก้าวหน้าของความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์หลังเรียน ไม่แตกต่างจากร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์ระดับดี 2) ความก้าวหน้าของความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ ระดับความก้าวหน้าสูงขึ้น 18 คน คงเดิม 16 คน และลดลง 6 คน 3) ความก้าวหน้าของความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ในแต่ละองค์ประกอบมีแนวโน้มสูงขึ้น
ผลการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูนที่มีต่อความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ก้องเกียรติ กุลสา
ผลการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูนที่มีต่อความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ก้องเกียรติ กุลสา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูนและ 2) เพื่อเปรียบเทียบความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูน กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนประถมขนาดกลางแห่งหนึ่ง ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร กระทรวงศึกษาธิการ ที่เรียนในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้มาด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวนทั้งสิ้น 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 เครื่องมือ 1)เครื่องมือสำหรับการทดลอง ซึ่งประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนการรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูน 2)เครื่องมือสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย แบบวัดความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม และแบบสัมภาษณ์วัดความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย คะแนนเฉลี่ยร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเลือกใช้สถิติแบบไม่อิงพารามิเตอร์ คือ การทดสอบวิโคซอน ซายน์แรงก์ (Wilcoxon Signed-Rank Test) ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนมีความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูนจัดอยู่ในระดับสูง (2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์มีคะแนนความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชันที่มีต่อมโนทัศน์และแรงจูงใจในการเรียนรู้ชีววิทยาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฐวุฒิ ปฐมเจริญพรกุล
ผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชันที่มีต่อมโนทัศน์และแรงจูงใจในการเรียนรู้ชีววิทยาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฐวุฒิ ปฐมเจริญพรกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบมโนทัศน์ เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนการรู้แบบสืบสอบร่วมกับ เกมมิฟิเคชัน 2) ศึกษาลักษณะมโนทัศน์ เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อได้รับการจัดการเรียนการรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชัน 3) เปรียบเทียบแรงจูงใจในการเรียนรู้ชีววิทยาก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชัน และ 4) วิเคราะห์แรงจูงใจในการเรียนรู้ชีววิทยาของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 36 คน จากโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่ง สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในจังหวัดนครปฐม ใช้วิธีการคัดเลือกแบบแบ่งกลุ่ม โดยสุ่มห้องเรียนมา 1 ห้องเรียนจากห้องเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้ชีววิทยา เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง จำนวน 4 แผน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดมโนทัศน์ชีววิทยา แบบวัดแรงจูงใจในการเรียนรู้ชีววิทยา และแบบสังเกตพฤติกรรมที่แสดงถึงแรงจูงใจในการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้เรียนมีคะแนน มโนทัศน์ที่ถูกต้องหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผู้เรียนมีความเข้าใจ มโนทัศน์ที่ถูกต้องมากขึ้น 3) ผู้เรียนมีค่าเฉลี่ยระดับแรงจูงใจหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) ผู้เรียนมีระดับแรงจูงใจระดับสูงในระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชัน
การพัฒนาความเข้าใจมโนทัศน์ทางชีววิทยาด้วยสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถามสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฐกันต์ ขันยม
การพัฒนาความเข้าใจมโนทัศน์ทางชีววิทยาด้วยสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถามสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฐกันต์ ขันยม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถามในวิชาชีววิทยาเรื่อง การแบ่งเซลล์ ที่ส่งเสริมความเข้าใจมโนทัศน์ทางชีววิทยา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยงานวิจัยนี้แบ่งออก 4 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถาม กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 4 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกการสนทนากลุ่มแบบมีโครงสร้างเรื่อง ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับลักษณะของสื่อแอนิเมชัน ขั้นตอนที่ 2 ออกแบบ สร้าง และประเมินสื่อแอนิเมชัน กลุ่มเป้าหมายได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน และนักเรียนที่มีประสบการณ์เรียนเรื่องการแบ่งเซลล์จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ สื่อแอนิเมชันต้นแบบ และแบบประเมินความเหมาะสมและสอดคล้องของสื่อแอนิเมชันขั้นตอนที่ 3 นำสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถามไปทดลองใช้ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูชีววิทยา จำนวน 1 ท่าน และนักเรียนที่ไม่มีประสบการณ์เรียนเรื่องการแบ่งเซลล์ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย สื่อแอนิเมชันที่ปรับปรุงแก้ไขจากขั้นตอนที่ 1 และ 2 และแบบวัดความเข้าใจมโนทัศน์ทางชีววิทยาเรื่อง การแบ่งเซลล์ จำนวน 11 ข้อ มีค่าความยากอยู่ในช่วง 0.44 - 0.77 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ที่ 0.61 - 0.90 และค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 และขั้นตอนที่ 4 ประเมินและปรับปรุงสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถาม กลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มเดียวกับที่ทดลองใช้สื่อแอนิเมชันในขั้นตอนที่ 3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามความพึงพอใจต่อสื่อแอนิเมชัน และบันทึกการสนทนากลุ่มแบบมีโครงสร้างเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อสื่อแอนิเมชัน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยาย ค่าดัชนีประสิทธิผล การสรุปพรรณา เรียบเรียง และวิเคราะห์สาระ ผลการวิจัยพบว่า ผลการประเมินความเหมาะสมและสอดคล้องของสื่อแอนิเมชัน โดยความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญและนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.17 (S.D. = 0.43) และ 4.80 (S.D. = 0.14) ตามลำดับ โดยมีค่าประสิทธิภาพของสื่อ มีประสิทธิภาพ E1/E2 …
การศึกษาแนวปฏิบัติการสอนนักเรียนด้อยเปรียบของครูที่มีกรอบความคิดเติบโตในรายวิชาวิทยาศาสตร์, ศุภลักษณ์ พันเจริญ
การศึกษาแนวปฏิบัติการสอนนักเรียนด้อยเปรียบของครูที่มีกรอบความคิดเติบโตในรายวิชาวิทยาศาสตร์, ศุภลักษณ์ พันเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจกรอบความคิดเติบโตของครูที่สอนวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนด้อยเปรียบ กลุ่มที่ศึกษาคือ ครูที่สอนวิทยาศาสตร์ ในโรงเรียนขนาดเล็กและเป็นโรงเรียนในชนบท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราชเขต 2 จำนวน 40 คน จาก 40 โรงเรียนขนาดเล็กในชนบท อ้างอิงข้อมูลจากฐานข้อมูลโรงเรียนของเขตพื้นที่การศึกษา โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบวัดกรอบความคิดเติบโตและแบบสัมภาษณ์กรอบความคิดเติบโต วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา และนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณาการเลือกกลุ่มที่ศึกษาในเชิงลึกในระยะที่ 2 ส่วนในระยะที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสอดคล้องของการปฏิบัติการสอนวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนด้อยเปรียบของครูที่มีกรอบความคิดเติบโตกับแนวปฏิบัติการสอนแบบกรอบความคิดเติบโตและเพื่อสังเคราะห์แนวปฏิบัติการสอนในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์แบบกรอบความคิดเติบโต กลุ่มที่ศึกษาในเชิงลึก คือกลุ่มครูที่สอนวิทยาศาสตร์ ที่ได้จากการคัดเลือกในระยะที่ 1 จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบสังเกตการสอนในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ แบบสัมภาษณ์ครูที่สอนวิทยาศาสตร์หลังสังเกตการสอน และแบบสัมภาษณ์นักเรียนที่เรียนวิทยาศาสตร์หลังสังเกตการสอน จำนวน 3 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยระยะที่ 1 พบว่า ครูที่สอนวิทยาศาสตร์มีกรอบความคิดเติบโตในภาพรวมอยู่ในระดับสูง และเมื่อพิจารณาข้อมูลจากการให้สัมภาษณ์ของครูที่สอนวิทยาศาสตร์ที่มีคะแนนกรอบความคิดเติบโตสูง ใน 10 อันดับแรก เพื่อให้เห็นถึงลักษณะการมีกรอบความคิดเติบโตที่ชัดขึ้นในมิติของความเชื่อในการพัฒนาความสามารถและความพยายามเมื่อเจอปัญหาหรืออุปสรรค พบว่า ถึงแม้จะมีกรอบความคิดเติบโตอยู่ในระดับสูงขึ้นไปทุกคน แต่จากการสัมภาษณ์นั้นพบประเด็นที่แสดงออกถึงความแตกต่างในลักษณะของการมีกรอบความคิดเติบโต โดยผู้วิจัยจัดกลุ่มครูที่ให้สัมภาษณ์ตามลักษณะบทสัมภาษณ์ออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่สื่อสารให้เห็นลักษณะของการมีกรอบความคิดเติบโตได้อย่างเด่นชัดมาก, ปานกลาง, ไม่เด่นชัด และกำลังลดน้อยลง ระยะที่ 2 พบว่า การปฏิบัติการสอนวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนด้อยเปรียบของครูที่มีกรอบความคิดเติบโตส่วนใหญ่นั้น มีความสอดคล้องกับแนวปฏิบัติการสอนแบบกรอบความคิดเติบโต โดยครูกลุ่มนี้สามารถถ่ายทอดลักษณะการมีกรอบความคิดเติบโตผ่านการสอนในชั้นเรียนได้ มีความพยายามเข้าใจอุปสรรคและพยายามเรียนรู้ที่จะพัฒนาการสอนให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง อีกทั้งยังส่งผลให้นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อตัวครูและต่อการเรียนวิทยาศาสตร์
Tractor Test 2281: John Deere 9rt 540 Diesel, Nebraska Tractor Test Lab
Tractor Test 2281: John Deere 9rt 540 Diesel, Nebraska Tractor Test Lab
Nebraska Tractor Tests
ABOUT THE TEST REPORT AND USE OF THE DATA The test data contained in this report are a tabulation of the results of a series of tests. Due to the restricted format of these pages, only a limited amount of data and not all of the tractor specifications are included. The full OECD report contains usually about 30 pages of data and specifications. The test data were obtained for each tractor under similar conditions and therefore, provide a means of comparison of performance based on a limited set of reported data. EXPLANATION OF THE TEST PROCEDURES Purpose The purpose of …
Tractor Test # 2283: Claas Axion 920, Nebraska Tractor Test Lab
Tractor Test # 2283: Claas Axion 920, Nebraska Tractor Test Lab
Nebraska Tractor Tests
ABOUT THE TEST REPORT AND USE OF THE DATA The test data contained in this report are a tabulation of the results of a series of tests. Due to the restricted format of these pages, only a limited amount of data and not all of the tractor specifications are included. The full OECD report contains usually about 30 pages of data and specifications. The test data were obtained for each tractor under similar conditions and therefore, provide a means of comparison of performance based on a limited set of reported data. EXPLANATION OF THE TEST PROCEDURES Purpose The purpose of …
Nebraska Summary #1290: Massey Ferguson 8s 305, Nebraska Tractor Test Lab
Nebraska Summary #1290: Massey Ferguson 8s 305, Nebraska Tractor Test Lab
Nebraska Tractor Tests
ABOUT THE TEST REPORT AND USE OF THE DATA The test data contained in this report are a tabulation of the results of a series of tests. Due to the restricted format of these pages, only a limited amount of data and not all of the tractor specifications are included. The full OECD report contains usually about 30 pages of data and specifications. The test data were obtained for each tractor under similar conditions and therefore, provide a means of comparison of performance based on a limited set of reported data. EXPLANATION OF THE TEST PROCEDURES Purpose The purpose of …
Nebraska Summary #1289: Massey Ferguson 8s 285, Nebraska Tractor Test Lab
Nebraska Summary #1289: Massey Ferguson 8s 285, Nebraska Tractor Test Lab
Nebraska Tractor Tests
ABOUT THE TEST REPORT AND USE OF THE DATA The test data contained in this report are a tabulation of the results of a series of tests. Due to the restricted format of these pages, only a limited amount of data and not all of the tractor specifications are included. The full OECD report contains usually about 30 pages of data and specifications. The test data were obtained for each tractor under similar conditions and therefore, provide a means of comparison of performance based on a limited set of reported data. EXPLANATION OF THE TEST PROCEDURES Purpose The purpose of …
Nebraska Summary #1287: Massey Ferguson 8s 245, Nebraska Tractor Test Lab
Nebraska Summary #1287: Massey Ferguson 8s 245, Nebraska Tractor Test Lab
Nebraska Tractor Tests
ABOUT THE TEST REPORT AND USE OF THE DATA The test data contained in this report are a tabulation of the results of a series of tests. Due to the restricted format of these pages, only a limited amount of data and not all of the tractor specifications are included. The full OECD report contains usually about 30 pages of data and specifications. The test data were obtained for each tractor under similar conditions and therefore, provide a means of comparison of performance based on a limited set of reported data. EXPLANATION OF THE TEST PROCEDURES Purpose The purpose of …
Nebraska Test #2288: Case Ih Steiger 475 Rowtrac, Nebraska Tractor Test Lab
Nebraska Test #2288: Case Ih Steiger 475 Rowtrac, Nebraska Tractor Test Lab
Nebraska Tractor Tests
ABOUT THE TEST REPORT AND USE OF THE DATA The test data contained in this report are a tabulation of the results of a series of tests. Due to the restricted format of these pages, only a limited amount of data and not all of the tractor specifications are included. The full OECD report contains usually about 30 pages of data and specifications. The test data were obtained for each tractor under similar conditions and therefore, provide a means of comparison of performance based on a limited set of reported data. EXPLANATION OF THE TEST PROCEDURES Purpose The purpose of …
Nebraska Test #2287: Case Ih Steiger 425 Rowtrac, Nebraska Tractor Test Lab
Nebraska Test #2287: Case Ih Steiger 425 Rowtrac, Nebraska Tractor Test Lab
Nebraska Tractor Tests
ABOUT THE TEST REPORT AND USE OF THE DATA The test data contained in this report are a tabulation of the results of a series of tests. Due to the restricted format of these pages, only a limited amount of data and not all of the tractor specifications are included. The full OECD report contains usually about 30 pages of data and specifications. The test data were obtained for each tractor under similar conditions and therefore, provide a means of comparison of performance based on a limited set of reported data. EXPLANATION OF THE TEST PROCEDURES Purpose The purpose of …
Nebraska Test #2292: Case Ih Steiger 645 Quadtrac, Nebraska Tractor Test Lab
Nebraska Test #2292: Case Ih Steiger 645 Quadtrac, Nebraska Tractor Test Lab
Nebraska Tractor Tests
ABOUT THE TEST REPORT AND USE OF THE DATA The test data contained in this report are a tabulation of the results of a series of tests. Due to the restricted format of these pages, only a limited amount of data and not all of the tractor specifications are included. The full OECD report contains usually about 30 pages of data and specifications. The test data were obtained for each tractor under similar conditions and therefore, provide a means of comparison of performance based on a limited set of reported data. EXPLANATION OF THE TEST PROCEDURES Purpose The purpose of …
Nebraska Test #2291: Case Ih Steiger 595 Quadtrac, Nebraska Tractor Test Lab
Nebraska Test #2291: Case Ih Steiger 595 Quadtrac, Nebraska Tractor Test Lab
Nebraska Tractor Tests
ABOUT THE TEST REPORT AND USE OF THE DATA The test data contained in this report are a tabulation of the results of a series of tests. Due to the restricted format of these pages, only a limited amount of data and not all of the tractor specifications are included. The full OECD report contains usually about 30 pages of data and specifications. The test data were obtained for each tractor under similar conditions and therefore, provide a means of comparison of performance based on a limited set of reported data. EXPLANATION OF THE TEST PROCEDURES Purpose The purpose of …
Nebraska Test #2279: Case Ih Steiger 525, Nebraska Tractor Test Lab
Nebraska Test #2279: Case Ih Steiger 525, Nebraska Tractor Test Lab
Nebraska Tractor Tests
ABOUT THE TEST REPORT AND USE OF THE DATA The test data contained in this report are a tabulation of the results of a series of tests. Due to the restricted format of these pages, only a limited amount of data and not all of the tractor specifications are included. The full OECD report contains usually about 30 pages of data and specifications. The test data were obtained for each tractor under similar conditions and therefore, provide a means of comparison of performance based on a limited set of reported data. EXPLANATION OF THE TEST PROCEDURES Purpose The purpose of …
Exploring Parental Engagement In A Family Stem Program Leveraging Social Media Spaces, Valentina Bongiovanni
Exploring Parental Engagement In A Family Stem Program Leveraging Social Media Spaces, Valentina Bongiovanni
UNF Graduate Theses and Dissertations
The Family Take-home STEM Toolkit Program offers families the opportunity to engage in science, technology, engineering, and mathematics (STEM) learning by utilizing the informal environments of the home and program-dedicated social media groups. This initiative provides a frame for this research, as parental engagement in the context of this early childhood program is explored through the lens of the Ecologies of Parental Engagement (EPE). This theoretical model understands engagement as the mediation of space and capital (Barton et al., 2004) and guides this study to further explore parental perceptions concerning the social media space activated with the STEM Toolkit Program. …
Relationship Between Technology Student Association Participation And Soft Skills Development, Lauren Lapinski, Mickey Kosloski, Philip Reed
Relationship Between Technology Student Association Participation And Soft Skills Development, Lauren Lapinski, Mickey Kosloski, Philip Reed
Educational Leadership & Workforce Development Faculty Publications
The purpose of this study was to determine the relationship between student participation in Technology Student Association activities and soft skills development. This study specifically sought information on relationships between soft skills development and (a) time spent on Technology Student Association activities, (b) competitive event success, (c) assumption of leadership roles, and (d) gender. Data were provided by Pennsylvania Technology Student Association and consisted of survey responses from middle and high school students who are active Pennsylvania Technology Student Association members (n = 229). In addition to descriptive data, a multiple linear regression analysis was performed to determine the …
National Science Foundation- Experiential Learning For Emergent And Novel Technologies (Exlent): A Response To Emtech Workforce Shortages, C. Tomovic, M. Tomovic, M. Yang, S. Bawab
National Science Foundation- Experiential Learning For Emergent And Novel Technologies (Exlent): A Response To Emtech Workforce Shortages, C. Tomovic, M. Tomovic, M. Yang, S. Bawab
Educational Leadership & Workforce Development Faculty Publications
This paper presents how critical workforce shortages in the emerging STEM fields of technology (EmTech), i.e., advanced manufacturing, artificial intelligence, biotechnology, quantum information science, semiconductors, microelectronics, alternative energy, etc., are impacting the workforce in the United States. The demands for EmTech graduates have become so great that many employers have changed their hiring criteria; over 60% of today’s high-need EmTech employers no longer require new hires to have an earned bachelor’s degree. Instead, they are asking applicants to demonstrate that they can execute professional competencies or provide validated certificates as evidence of their expertise.
In an attempt to alleviate this …
Exploring The Use Of Experiential Learning Strategies To Develop Science Process Skills In Primary Schools In Arua City – West Nile, Uganda., Wilfred Joe Ken Okwaimung
Exploring The Use Of Experiential Learning Strategies To Develop Science Process Skills In Primary Schools In Arua City – West Nile, Uganda., Wilfred Joe Ken Okwaimung
Master of Education
Teachers in Uganda still make use of the traditional teacher-centred pedagogies that do not factor in the learners’ past experiences, interactions, and engagement in the learning process. This reduces the learners’ abilities to acquire some Science Process Skills which are vital for further acquisition of scientific knowledge and skills for future learning and practice of science. Science teaching and learning require practical pedagogies that make the learning meaningful. Using lesson observation, interviews, focus group discussion, and document analysis, this Action Research, sought to find out whether the current pedagogies that teachers used, integrated Experiential Learning Strategies as an intervention to …
Integrating Technology In Mathematics Teaching And Learning To Enhance Learning Outcomes At A Selected Private Secondary School In Tanzania, Regina Fumbuka
Integrating Technology In Mathematics Teaching And Learning To Enhance Learning Outcomes At A Selected Private Secondary School In Tanzania, Regina Fumbuka
Master of Education
Effective learning outcomes can be achieved if teaching Mathematics is assisted with technology. However, in Tanzania, technology integration into Mathematics teaching remains an indefinable goal for many schools because of the inadequacy of Mathematics teachers' knowledge and competencies in integrating technology within their classrooms apart from other factors. Therefore, this participatory action research study explored how to support a Mathematics teacher to integrate technology in teaching Mathematics to enhance learning outcomes among Form One students. The study comprised three phases: reconnaissance, two cycles for intervention and post-intervention. The philosophical underpinning of this study was constructivism. The school was selected purposively …
Foundational Literacy And Numeracy: Using Learning Assessment Data In The Asia-Pacific Region. Policy Brief, Adeola Monty
Foundational Literacy And Numeracy: Using Learning Assessment Data In The Asia-Pacific Region. Policy Brief, Adeola Monty
Literacy and numeracy
This policy brief has been prepared by the Australian Council for Educational Research (ACER) for the UNESCO International Institute for Educational Planning (IIEP) Regional Conference, held in Manila from 5 to 7 November 2024. This brief is in response to the conference sub-theme of, ‘Learning, equity and well-being: foundational literacy, numeracy and the use of learning assessment data.’ This sits under the overarching conference theme, ‘Educational planning in Asia: Common vision and future prospects.’ The remainder of this paper is divided into 3 sections. It begins by outlining ACER’s definition of a learning assessment, followed by an overview of the …
Student Performance In Modern Physics In An Active, Partially-Flipped Classroom, Scott Yarbrough
Student Performance In Modern Physics In An Active, Partially-Flipped Classroom, Scott Yarbrough
Physics Dissertations - Archive
The effectiveness of the flipped classroom and hybrid-flipped (partially flipped, partially lecture-based) method of instruction has been extensively studied for high school and introductory undergraduate physics courses, and it has been shown to increase student understanding and performance. However, few studies have been done for upper-level undergraduate courses, and even fewer have been done for virtual courses. In Spring 2021 and Fall 2023, a fully virtual, hybrid-flipped Modern Physics course was taught, primarily to a class of primarily juniors and seniors, with some sophomores. All were STEM majors. The same course, with a similar enrolment and demographic of students, was …
3ddp Engineering Design Intervention Impacts On Student Perceptions, Attitudes, And Interest Towards Engineering, James Robert Kane
3ddp Engineering Design Intervention Impacts On Student Perceptions, Attitudes, And Interest Towards Engineering, James Robert Kane
Theses and Dissertations
The study, “3DDP Engineering Design Intervention Impacts on Student Perceptions, Attitudes, and Interest Towards Engineering” explored the impact of a culturally responsive, semi-formal 3D printing (3DDP) intervention on middle school students' perceptions, attitudes, and interest in engineering. The intervention aimed to broaden access to engineering education by providing formative experiences outside traditional classroom settings within the regular school day. A multifaceted approach was employed, utilizing quantitative analysis of assessments and surveys, qualitative analysis of written responses, follow-up interviews, and student-produced artifacts. The intervention functioned as a student-driven engineering club, integrating culturally relevant themes and hands-on activities spanning diverse engineering domains. …
Tractor Test #2294: Kubota M7-154, Nebraska Tractor Test Lab
Tractor Test #2294: Kubota M7-154, Nebraska Tractor Test Lab
Nebraska Tractor Tests
ABOUT THE TEST REPORT AND USE OF THE DATA The test data contained in this report are a tabulation of the results of a series of tests. Due to the restricted format of these pages, only a limited amount of data and not all of the tractor specifications are included. The full OECD report contains usually about 30 pages of data and specifications. The test data were obtained for each tractor under similar conditions and therefore, provide a means of comparison of performance based on a limited set of reported data. EXPLANATION OF THE TEST PROCEDURES Purpose The purpose of …