Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Institution
-
- Chulalongkorn University (96)
- The University of San Francisco (19)
- San Jose State University (13)
- University of Louisville (8)
- University of Massachusetts Boston (7)
-
- University of Missouri, St. Louis (7)
- University of Arkansas, Fayetteville (6)
- University of San Diego (6)
- University of St Augustine for Health Sciences (6)
- University of Texas at Arlington (6)
- University of Texas at Tyler (6)
- Dominican University of California (5)
- Duquesne University (5)
- Grand Valley State University (5)
- University of Kentucky (5)
- University of New Hampshire (5)
- City University of New York (CUNY) (4)
- Kennesaw State University (4)
- Loma Linda University (4)
- Nova Southeastern University (4)
- Old Dominion University (4)
- Seton Hall University (4)
- California State University, San Bernardino (3)
- DePaul University (3)
- Edith Cowan University (3)
- Liberty University (3)
- Otterbein University (3)
- Universitas Indonesia (3)
- University of Central Florida (3)
- University of Connecticut (3)
- Keyword
-
- Older adults (33)
- Dementia (22)
- Nursing (15)
- Quality of life (14)
- Elderly (12)
-
- Falls (12)
- Loneliness (10)
- Long-term care (10)
- Aging (9)
- Caregiver (9)
- Depression (9)
- Fall prevention (9)
- Geriatric (9)
- Alzheimer's (7)
- Anxiety (6)
- Gerontology (6)
- Nursing homes (6)
- Older Adults (6)
- Older adult (6)
- Quality improvement (6)
- Delirium (5)
- Education (5)
- Nursing home (5)
- Older people (5)
- Successful aging (5)
- Caregivers (4)
- Geriatrics (4)
- Prevention (4)
- Primary care (4)
- Aged (3)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (96)
- Master's Projects and Capstones (17)
- Dissertations (11)
- Doctoral Projects (9)
- Master's Projects (8)
-
- DNP Projects (6)
- Faculty and Staff Scholarship (5)
- Gerontology Institute Publications (5)
- Nursing Faculty Publications (5)
- Student Scholarly Projects (5)
- Doctor of Nursing Practice (DNP) Scholarly Projects - Archive (4)
- Doctor of Nursing Practice Projects (4)
- Electronic Theses and Dissertations (4)
- The Qualitative Report (4)
- Doctor of Nursing Practice Scholarly Projects (3)
- Honors Theses and Capstones (3)
- Honors Undergraduate Theses (3)
- Loma Linda University Electronic Theses, Dissertations & Projects (3)
- Nursing | Senior Theses (3)
- Peer Reviewed Articles (3)
- Senior Honors Theses (3)
- The Eleanor Mann School of Nursing Undergraduate Honors Theses (3)
- DNP Final Reports (2)
- Doctor of Nursing Practice (DNP) Manuscripts (2)
- Doctor of Nursing Practice (DNP) Projects (2)
- Doctor of Nursing Practice Papers (2)
- Ellmer School of Nursing Theses & Dissertations (2)
- Evidence-Based Practice Project Reports (2)
- Faculty Scholarship (2)
- Grace Peterson Nursing Research Colloquium (2)
- Publication Type
Articles 31 - 60 of 332
Full-Text Articles in Entire DC Network
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, ญานิศา พึ่งน้อย
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, ญานิศา พึ่งน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด ความวิตกกังวล การสนับสนุนทางสังคม การสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัด ในผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมทุกระยะ ที่แพทย์พิจารณาเห็นสมควรว่าสามารถรับยาเคมีบำบัดได้ จำนวน 115 ราย มารับบริการที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานคร เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามด้วยตนเอง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 44.35) เป็นเพศหญิงที่มีอายุระหว่าง 50–59 ปี และมีอายุเฉลี่ย 55 ปี (SD = 8.13) โดยภาพรวมการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 28.47 (SD = 7.92) ความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับปานกลาง (r = -.382) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (r = .369) และการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ (r = .357) มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับการร่วมตัดสินใจ ส่วนการสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำ (r = .214) และความวิตกกังวลมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำ (r = -.289) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อย่างไรก็ตาม อายุ ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการร่วมตัดสินใจ (r = –.117, p = .213)ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ดังนั้นพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ควรนำผลการศึกษานี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างการดูแลที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพในการตัดสินใจร่วมกัน
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด, ณัฏฐณิชา พูลเพิ่ม
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด, ณัฏฐณิชา พูลเพิ่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ เพื่อศึกษาการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้โอกาสเสี่ยงเมื่อไม่มีการวางแผนดูแลล่วงหน้า การรับรู้ประโยชน์เมื่อมีการวางแผนดูแลล่วงหน้า การรับรู้อุปสรรคต่อการวางแผนดูแลล่วงหน้า อายุ เพศ การรับรู้พยากรณ์โรค ระยะของโรคมะเร็งปอด และ การได้รับการปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้า กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอดอายุ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 162 คน ซึ่งเลือกจากโรงพยาบาลตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานครแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 8 ส่วน วิเคราะห์ด้วยสถิติสถิติทีอิสระ ความแปรปรวนทางเดียว และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอดมีการวางแผนดูแลล่วงหน้าระดับปานกลาง (Mean = 50.53, SD = 13.40) ปัจจัยที่สัมพันธ์เชิงบวกกับการวางแผนดูแลล่วงหน้า ได้แก่ การรับรู้ประโยชน์ของการวางแผนดูแลล่วงหน้า (r = .38, p .05) ระยะของโรค (F = 2.00, df = 3, p > .05) และเพศ (t = -1.53 p > .05)
ผลของโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ต่อการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน, ณัฐธิดา ปังอุทา
ผลของโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ต่อการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน, ณัฐธิดา ปังอุทา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ และเปรียบเทียบการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคกระดูกพรุน มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกหน่วยตรวจด้านออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง จำนวน 46 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 23 คน จับคู่ด้วยเพศ อายุ และคะแนนความปวด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามกรอบแนวคิดทฤษฎีการดูแลตนเองของ Orem ให้โปรแกรม 4 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัยใช้แบบประเมินการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาคเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนภายหลังได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ มีการดูแลตนเองดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนที่ได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ มีคะแนนเฉลี่ยการดูแลตนเอง 63.04 (4.99) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ 46.74 (3.26) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยวิธีการอมน้ำแข็งกระเจี๊ยบต่ออาการกระหายน้ำของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน, ธัญชนก ปัททุม
ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยวิธีการอมน้ำแข็งกระเจี๊ยบต่ออาการกระหายน้ำของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน, ธัญชนก ปัททุม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบทดลองเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยวิธีการอมน้ำแข็งกระเจี๊ยบต่อความรุนแรงของอาการกระหายน้ำของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 30 ราย กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยวิธีการอมน้ำแข็งกระเจี๊ยบ ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้แนวคิดการจัดการอาการของ Dodd และคณะ (2001) ซึ่งครอบคลุมการประเมินอาการ การให้ความรู้ และการจัดการกับอาการ โดยโปรแกรมผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก และเครื่องมือประเมินอาการกระหายน้ำแบบตัวเลขซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงด้วยวิธี test-retest และคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันได้ค่า r = 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติ Independent t-test และ Repeated-measures ANOVA โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความรุนแรงของอาการกระหายน้ำของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมที่เวลา 11.00 น. และ 17.00 น. ต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และค่าเฉลี่ยคะแนนความรุนแรงของอ าการกระหายน้ำของกลุ่มทดลองที่เวลา 11.00 น. และ 17.00 น. ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน, นิชาภา พุมสอน
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน, นิชาภา พุมสอน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการฟื้นตัวหลังผ่าตัด และความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการนอนหลับ ความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล การรับรู้ความสามารถของตนเอง ความพร้อมของผู้ดูแล และการสนับสนุนทางสังคม กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ป่วยเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน โดยมีกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 1) ผู้ป่วยเนื้องอกสมองที่ได้รับการผ่าตัดในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่ง จำนวน 123 คน และ 2) ผู้ดูแล จำนวน 123 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามสำหรับผู้ที่เป็นเนื้องอกสมอง ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับ แบบสอบถามความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาล แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และแบบสอบถามการฟื้นตัวหลังผ่าตัด 2) แบบสอบถามสำหรับผู้ดูแล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามความพร้อมของผู้ดูแล วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า การฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน โดยรวมอยู่ในระดับสูง ( X =69.90, SD = 2.36) คุณภาพการนอนหลับ ความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล การรับรู้ความสามารถของตนเอง และความพร้อมของผู้ดูแล มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .405, .500, .306, และ .368 ตามลำดับ; P < .001) ส่วนการสนับสนุนทางสังคมไม่มีความสัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัด ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะการเปลี่ยนผ่านฯ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ในเชิงสนับสนุนการฟื้นตัว ดังนั้น พยาบาลควรพัฒนาแนวทางการพยาบาลที่สอดคล้องกับปัจจัยที่สัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองที่ดีอย่างต่อเนื่อง
ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่ออาการหายใจลำบากในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว, ประกายกาญจน์ สุขเทศ
ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่ออาการหายใจลำบากในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว, ประกายกาญจน์ สุขเทศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนอาการหายใจลำบากของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน และเพื่อเปรียบเทียบคะแนนอาการหายใจลำบากของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวก่อนและหลังการได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวทั้งเพศชายและเพศหญิงมีอายุระหว่าง 18 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ มีระดับ NYHA Class II - III มีสติสัมปชัญญะการรับรู้ดี อ่านออกเขียนได้สามารถให้ข้อมูลได้ด้วยตนเอง และมาติดตามการรักษา ณ หอผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยการเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 33 คน กำหนดให้กลุ่มตัวอย่างมีลักษณะใกล้เคียงกันโดยการจับคู่ (Matched pairs) ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีโรคร่วมเป็น COPD และ NYHA Functional class กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ โดยใช้ระยะเวลา 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน คู่มือการใช้โปรแกรมฯ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลสุขภาพ แบบประเมินอาการหายใจลําบาก และเครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบสัมภาษณ์การจัดการอาการหัวใจล้มเหลว ทำการทดสอบค่าความเที่ยงด้วยการวัดซ้ำได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันเท่ากับ .71 และ .85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Wilcoxon signed rank test และ Mann-Whitney U test ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลองผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน มีคะแนนอาการหายใจลำบากน้อยกว่าก่อนทดลอง และน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง, พิจิตรา ยอดสง่า
ผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง, พิจิตรา ยอดสง่า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง ซึ่งเปรียบเทียบการรู้คิดในผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ และระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่มีการรู้คิดบกพร่อง อายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปไม่มีโรคซึมเศร้า การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานอยู่ในเกณฑ์ปกติ มีภาวะรู้คิดบกพร่อง น้อยกว่า 25 คะแนน จำนวน 44 คน จับคู่คุณลักษณะ ด้วยเพศ อายุ โรคประจำตัว ระดับการศึกษา จัดแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 22 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ โดยใช้แนวคิดกระตุ้นการรู้คิดของ Spector (2018) และแนวคิดการสอนแนะของ Girvin (1999) ประกอบด้วยการรับรู้ตามความเป็นจริง การเคลื่อนไหวร่างกาย การกระตุ้นประสาทสัมผัส และการระลึกถึงความหลัง จัดกิจกรรม 1 ครั้ง/สัปดาห์ ทั้งหมด 6 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน ครั้งละ 90 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ร่วมกับการสอนแนะ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินการรู้คิด วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ด้านการรู้คิดของกลุ่มทดลอง หลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลอง และผลต่างคะแนนเฉลี่ยการรู้คิด ก่อนและหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วรัมพร เซี่ยงฉิน
ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วรัมพร เซี่ยงฉิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความร่วมมือในการรับประทานอาหารและอำนาจทำนายของปัจจัย อายุ ความรู้ด้านโภชนาการ ระยะเวลาเป็นโรคไตเรื้อรัง ระยะเวลารักษาโดยการฟอกเลือด สถานะเศรษฐกิจและสังคม การสนับสนุนทางสังคม และสัมพันธภาพกับบุคลากรสุขภาพ ในผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมจำนวน 121 ราย ซึ่งมารับบริการที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานคร คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบ stepwise ผลการวิจัยพบว่า ความร่วมมือในการรับประทานอาหารโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 52.76, SD = 14.67) ปัจจัยที่ทำนายได้ดีที่สุดคือการสนับสนุนทางสังคม สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 10.6 (R² = .106, p< .001) เมื่อเพิ่มปัจจัยสัมพันธภาพกับบุคลากรสุขภาพ สามารถอธิบาย เพิ่มเติมได้ร้อยละ 10.1 (R² Change = .101) ระยะเวลาการฟอกเลือดอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 (R² Change = .071) ระยะเวลาเป็นโรคไตเรื้อรังอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 (R² Change = .037) อายุอธิบาย เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 (R² Change = .029) ความรู้ด้านโภชนาการอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 (R² Change = .031) และสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 (R² Change = .031) รวมกัน สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ทั้งหมดร้อยละ 40.6 (R² = .406, F = 5.971, p < .05) โดยพบว่า การ สนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยทำนายที่สำคัญที่สุด (β = .270, p < .01) รองลงมาคือสัมพันธภาพกับ บุคลากรสุขภาพ (β = .269, p < .01) ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ให้บริการด้านสุขภาพรวมถึงพยาบาลใน การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดด้วย เครื่องไตเทียม โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างการสนับสนุนทางสังคม และส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีระหว่าง ผู้ป่วยกับบุคลากรสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษาโดยรวมต่อไป
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วริษฐา หวลกระโทก
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วริษฐา หวลกระโทก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบบ 2 กลุ่มวัดผลก่อนทดลองและหลังทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม จำนวน 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 40 คนใช้ระยะเวลาการศึกษา 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินอาการปากแห้งและโปรแกรมการจัดการอาการปากแห้ง เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลองด้วยแบบประเมินอาการปากแห้ง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์เปรียบเทียบผลต่างค่าคะแนนอาการปากแห้งในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลองด้วยสถิติ Paired t-test และเปรียบเทียบค่าคะแนนอาการปากแห้งระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลองด้วยสถิติ ด้วยสถิติ Independent T-testโดยควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนโดยการจับคู่ (Matched Pair) ให้กลุ่มตัวอย่างแต่ละคู่มีคุณสมบัติเหมือนกันหรือใกล้เคียงกันมากที่สุด ได้แก่ อายุ (ต่างกันไม่เกิน 5 ปี) ระยะเวลาในการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ( 3 ปี) ความถี่ในการฟอกไตต่อสัปดาห์เท่ากันและระดับความรุนแรงของอาการปากแห้งอยู่ในระดับเดียวกัน ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยอาการปากแห้งของกลุ่มทดลองหลังการทดลอง(M=13.68, SD=7.624) น้อยกว่าก่อนการทดลอง (M=24.85, SD=4.985) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยอาการปากแห้งของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t=6.646) สรุป โปรแกรมการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมีประสิทธิผลในการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย, ศศิธร ทันดร
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย, ศศิธร ทันดร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย และศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าว โดยปัจจัยประกอบด้วย 1) อายุ 2) สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ 3) ความรุนแรงของโรคอาหารไม่ย่อย 4) ความรู้ 5) ทัศนคติ 6) แหล่งข้อมูลสุขภาพ และ 7) ประวัติการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ของสมาชิกในครอบครัว กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย อายุ 20–59 ปี จำนวน 168 คน ในโรงพยาบาลตติยภูมิ 2 แห่งในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเลือกสถานที่เก็บข้อมูลแบบเจาะจง และเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีเรียงลำดับการมารับบริการ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วย 5 ส่วน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา 0.83–0.91 และค่าความเชื่อมั่นของครอนบาคแอลฟา 0.70–0.89 กลุ่มตัวอย่างตอบได้ด้วยตนเอง วิเคราะห์ด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันและอีต้า และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อโดยรวมอยู่ในระดับดี (x̄=8.88, SD=1.89) ในขณะที่กลุ่มที่ติดเชื้อมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้านสุขอนามัย ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความรู้ (r=.215, p<.05) ทัศนคติ (r=–.155, p<.05) และแหล่งข้อมูลสุขภาพ (F=3.213, p<.05) อย่างไรก็ตาม อายุ ความรุนแรงของโรคอาหารไม่ย่อย สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ และประวัติ ก า ร ติ ด เชื้ อใน ค รอบ ค รั วไม่ มี ค วาม สั ม พั น ธ์กับ พ ฤติ กรรม ดั งกล่ า ว การศึกษานี้นำมาใช้ประโยชน์ในการประเมินพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรในกลุ่มเสี่ยง เพื่อให้คำแนะนำดูแลที่เหมาะสม และเป็นแนวทางศึกษาปัจจัยทำนาย พฤติกรรมดังกล่าวต่อไป
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี, อนุชา ชลเทพ
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี, อนุชา ชลเทพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้ มีรูปแบบการศึกษาเชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี และอำนาจทำนายของปัจจัยทำนาย ได้แก่ ระดับการศึกษา การรับรู้ความรุนแรงของวัณโรค การรับรู้โอกาสเสี่ยงการเป็นวัณโรค การรับรู้ความคาดหวังในประสิทธิผลเมื่อมีพฤติกรรมป้องกันวัณโรค และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกันวัณโรคกับพฤติกรรมการป้องกันวัณโรค กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นวัณโรค จำนวน 215 คน ที่มารับบริการ ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2 แห่ง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง และวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยรวมอยู่ในระดับที่เหมาะสม ( x̄ = 6.40 , SD =1.14) โดยเฉพาะพฤติกรรมด้านการป้องกันระดับปฐมภูมิ หรือการป้องกันการรับเชื้อวัณโรคอยู่ในระดับเหมาะสม อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมด้านการป้องกันระดับทุติยภูมิ หรือการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคแล้วป่วยเป็นวัณโรคพบว่าบางข้ออยู่ในระดับที่ไม่เหมาะสม เช่น ร้อยละ 53.5 ไม่เข้ารับการตรวจคัดกรองวัณโรค และร้อยละ 77.2 ไม่รับการรักษาวัณโรคระยะแฝง ปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้แก่ระดับการศึกษาประถมศึกษา และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกันวัณโรคสามารถร่วมกันทำนายความแปรปรวนต่อพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้ ร้อยละ 5.6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
Reducing Caregiver Burden For The Caregivers Of Heart Failure Patients, Joyce W. Kimani
Reducing Caregiver Burden For The Caregivers Of Heart Failure Patients, Joyce W. Kimani
Doctor of Nursing Practice (DNP) Scholarly Projects - Archive
Family members and friends of heart failure patients serve as informal caregivers for many heart failure patients, helping with the management of day-to-day heart failure care. Many caregivers of heart failure patients experience stressors associated with caregiving, including social, psychological, financial, emotional, and physical stress. Reducing caregiver burden is important in improving both patient and caregiver well-being. Healthcare systems can improve caregiver outcomes and encourage the long-term sustainability of informal caregivers by addressing caregiver needs through focused support strategies. The Agency for Healthcare Research and Quality framework was used to develop an evidence-based guideline that healthcare professionals can follow in …
Financial Health Literacy Of Community-Dwelling Older Adults: A Qualitative Research Study, Kimberly Davis
Financial Health Literacy Of Community-Dwelling Older Adults: A Qualitative Research Study, Kimberly Davis
Theses and Dissertations
Background: Financial health literacy (FHL) is an emerging concept with unique application to older adults. Multiple complexities converge in older age that create increased financial vulnerability (e.g., retirement, chronic disease). However, low financial and health literacy are common in older adults, impacting their ability to self-manage. The AWV’s focus on prevention offers an opportunity to incorporate a proactive approach to financial-related assessment. This study will explore the perceived value of assessing FHL in primary care settings and the financial-related barriers and facilitators to implementing the personalized prevention plan.
Methods: The conceptual framework was guided by the Individual and Family Self-Management …
Cognitive Impairment And Depression In Hispanic And Non-Hispanic White Low-Income Older Adults A Cross-Sectional Study, Cecil Latta
Honors Undergraduate Theses
Hispanic older adults represent a growing population in the United States and may be disproportionately affected by cognitive impairment and depression. We theorize that cognitive impairment would be more prevalent in the older Hispanic community and would affect the levels of depression in both Hispanic and non-Hispanic Whites older adults. This cross-sectional study examined the association between cognitive impairment and depression in 157 older adults, including Hispanic (n = 91, 57.96%, age: M = 76.4, SD = 6.8) and non-Hispanic White (n = 66, 42.04%, age: M = 76.2, SD = 6.5). We used the Memory Impairment Screen to assess …
Tailored Activity Program For Ltc Residents With Dementia, Madison Olds, Rebecca King
Tailored Activity Program For Ltc Residents With Dementia, Madison Olds, Rebecca King
Fall 2024 OTD Capstone Symposium
Nursing home residents with dementia diagnoses should have the opportunity to participate fully in community activities and receive the proper assistance and accommodations to do so. This project developed a tailored activity program to promote socialization, occupational justice, and quality of life for residents in an assistive living facility with various diagnoses. This program provides both environmental and activity adaptations to support full engagement for all participants regardless of any preexisting deficits.
Impact Of Training For Nursing Staff In The Prevention Of Hapis, Onyinye E. Ohia, Colleen A. Anthony
Impact Of Training For Nursing Staff In The Prevention Of Hapis, Onyinye E. Ohia, Colleen A. Anthony
Master's Projects
Abstract
Background: The incidence of Hospital acquired pressure injuries (HAPIs) have remained a problem in healthcare despite concerted efforts by hospitals and other governmental agencies to eliminate the problem via policy and emphasis on safety. There is support in literature for the training of healthcare professionals as an important tool in the prevention and management of HAPIs. Despite the existence of studies that link training of nurses to a reduction in rates of HAPIs, evidence in support of that is still piecemeal; with poorly defined outcomes.
Aims and objectives: The aim of this integrative review is to identify …
Combating Dehydration In The Dementia Patient, Crystal L. Widemon
Combating Dehydration In The Dementia Patient, Crystal L. Widemon
MSN Capstone Projects
Dehydration is a prevalent global health issue impacting individuals across all demographics, with the elderly—especially those suffering from dementia—being particularly vulnerable. As the elderly population grows and dementia rates increase, addressing dehydration becomes crucial to reduce hospitalizations, mitigate healthcare costs, and enhance patient well-being. This executive summary outlines a proposed intervention aimed at improving fluid intake among elderly dementia patients residing in residential care facilities.
Research indicates that dehydration significantly impacts the health and financial costs associated with dementia care. Studies have shown that dehydration exacerbates cognitive decline and behavioral symptoms in dementia patients, leading to increased dependency and healthcare …
Preventing Hospitalization-Associated Disability, Elizabeth M. White
Preventing Hospitalization-Associated Disability, Elizabeth M. White
Master's Projects and Capstones
Problem: Hospital-associated disability (HAD) affects one-third of hospitalized adults, diminishing post-discharge independence and contributing to high mortality rates. Identifying at-risk patients through early assessment of nutritional and functional status upon admission is critical to personalizing care and improving discharge outcomes.
Context: A 24-bed adult medical-surgical unit in a 173-bed suburban hospital in Northern California is part of a large not-for-profit healthcare organization. Interventions: Nursing staff received education on the Enhanced Recovery Medicine (ERM) pathway designed to prevent HAD. A visual display board, maintained and updated by unit champions, gave staff performance feedback. Nursing leadership reviewed admission assessments and addressed barriers …
Improving Transitions In Care Through Early Discharge Planning: A Quality Improvement Initiative., Sarah Markgraf
Improving Transitions In Care Through Early Discharge Planning: A Quality Improvement Initiative., Sarah Markgraf
Doctor of Nursing Practice Papers
Background: A substantial body of evidence has shown transitions in care are one of the weakest links in healthcare networks, especially for older adults with complex comorbidities. Residents receiving short-term rehabilitation (i.e., rehab) transitioning to home from a skilled nursing facility (SNF) are the most vulnerable in the first 30 days post-discharge for adverse resident events, including avoidable rehospitalization. Avoidable rehospitalizations cost Medicare billions of dollars annually and lead to poor resident outcomes. Early discharge planning in SNFs for short-term stay rehabilitation has decreased rates of avoidable rehospitalizations, improved quality of life in geriatric residents, and improved care partners' perceived …
“Shoes Enthused”: The Application Of An Evidence-Based Practice Podiatry Consultation And Footwear Education In Older Adults Living With Diabetes, Alissa Kathleena Gray, Razel Bacuetes Milo
“Shoes Enthused”: The Application Of An Evidence-Based Practice Podiatry Consultation And Footwear Education In Older Adults Living With Diabetes, Alissa Kathleena Gray, Razel Bacuetes Milo
Doctor of Nursing Practice Final Manuscripts
Background: Poorly fitted footwear contributes to falls in older adults living with diabetes, a population that experiences a baseline increased risk for falls in the presence of diabetic peripheral neuropathy. Despite this, baseline data reveals that 72% of older adults wear poorly fitted shoes with suboptimal shoe features1.
Purpose of Project: Adhering to current evidence-based practice guidelines, the two goals of this project were to educate older adults with diabetes on the characteristics of properly fitted footwear and to increase access to properly fitted shoes via a podiatry consultation. Subsequently, the increased number of optimal footwear will decrease …
Using Gerontechnology For Care Transition Conversations In Senior Living, Roschelle L. Fritz, Catherine Van Son, Chris Veloicaza, Stephanie Soriano, Gabrielle Barling
Using Gerontechnology For Care Transition Conversations In Senior Living, Roschelle L. Fritz, Catherine Van Son, Chris Veloicaza, Stephanie Soriano, Gabrielle Barling
ICHRIE Research Reports
Every day across the United States, thousands of senior living organizations assist with housing transition decisions for older adults experiencing health-related changes. These decisions impact resources for older adults and senior housing corporations, yet these decisions are based primarily on subjective observational data regarding older adults’ changes in function or cognition. Smart homes offering continuous, unobtrusive health monitoring with artificial intelligence capabilities are emerging as solutions offering health maintenance support and objective functional and health information. Such systems are well-positioned to support hospitality staff conversing with residents about transitioning from independent to assisted living. Our interdisciplinary nursing research and hospitality …
Supporting South Korea’S Aging Population: How Ai And Iot Acceptance Connects The Young And Old, Bobby Im
Supporting South Korea’S Aging Population: How Ai And Iot Acceptance Connects The Young And Old, Bobby Im
Master's Projects and Capstones
In 2024, South Korea surpassed every other nation by becoming the country with the lowest fertility rate (below 0.7%). Population decline will hinder future ability to care for their aging population and although the government and private corporations are investing millions of dollars on developing Artificial Intelligence-Internet of Things (AI-IoT) devices to support the aging, the acceptance levels and the amount of family support required is undervalued. By examining AI-IoT’s current use and role in South Korea’s public health system this paper shows how intergenerational support helps optimize existing procedures and equipment, increases the level of acceptance and use, and …
A Contextual Analysis Of Life Stories From Older Adults Participating In A Telephone Reminiscence Program, Eliana Likorama
A Contextual Analysis Of Life Stories From Older Adults Participating In A Telephone Reminiscence Program, Eliana Likorama
Honors Scholar Theses
Life satisfaction, loneliness, and mental health & well-being are important factors to consider when working with the older adult population. This population is predisposed to many risk factors for mental health problems such as coping with a serious illness, losing a loved one, living alone, cognitive deficits, and more. Reminiscence is one simple, flexible, and cost-effective intervention that can be utilized to promote the mental health and well-being of older adults. Reminiscence is defined as the cognitive process of recalling the past. Numerous studies have shown beneficial effects of reminiscence in older adults: increased self-esteem, enhanced quality of life, increased …
A Global Perspective On Intersecting Social And Systemic Barriers Experienced By Grandparent-Caregivers: A Qualitative Systematic Review, Schola N. Matovu, Deborah M. Whitley, Heather M. Young
A Global Perspective On Intersecting Social And Systemic Barriers Experienced By Grandparent-Caregivers: A Qualitative Systematic Review, Schola N. Matovu, Deborah M. Whitley, Heather M. Young
GrandFamilies: The Contemporary Journal of Research, Practice and Policy
Globally, many grandparents are taking on the caregiving role for their grandchildren without public or government interjection of support, particularly financial assistance for basic needs such as housing, health care and living expenses. This paper aimed to broaden understanding of social and systemic barriers experienced by grandparent-caregivers across the globe. Of the 2,828 relevant grandparent caregiving studies identified in the literature, 34 representing eight countries met our inclusion criteria to answer the research question and the focus of this paper: What are the social and systemic barriers experienced by grandparent-caregivers across the globe? We utilized Noblit’s and Hare’s (1988) meta-ethnography …
Improvement Of Hypertension Self-Care Management In African American Older Adults With Uncontrolled Hypertension Through Shared Decision-Making, Sigga Jobe
Doctor of Nursing Practice (DNP) Scholarly Projects - Archive
Background: Hypertension affects nearly half of the population in the U.S., with the prevalence disproportionately higher in African Americans (Centers for Disease Control and Prevention [CDC], 2023). Complications of uncontrolled hypertension, such as cardiovascular disorders and stroke, increase with age, prompting the importance of controlling high blood pressure in older adults. African American older adults are at higher risk of developing uncontrolled hypertension and related complications due to the lack of healthcare access, financial constraints leading to the inability to access healthier food choices, exercise capabilities, weight control, adherence to recommended medications, and knowledge deficit.
Methods: This project focused on …
Outpatient Fall Prevention In Ambulatory Adults 65 Years Old And Over, Dorothy L. Osborne-White
Outpatient Fall Prevention In Ambulatory Adults 65 Years Old And Over, Dorothy L. Osborne-White
Doctor of Nursing Practice (DNP) Scholarly Projects - Archive
Background: In the United States (U.S.), falls are the leading cause of injury among adults 65 and over, resulting in 36 million falls yearly (Moreland et al., 2020). According to the Centers for Disease Control and Prevention (CDC, 2023), one in four older adults experiences a fall each year. Falls are the world's second most prominent cause of accidental deaths (World Health Organization [WHO], 2021). Falls are the leading cause of both fatal and non-fatal injuries among older adults (Moreland et al., 2020).
Methods: A quality improvement project that included a fall bundle was implemented in a primary clinic. A …
Empowering Caregivers In The Prevention Of Clinical Delirium For At Risk Older Adults Boarding In The Emergency Department Setting, Danielle Brewer
Empowering Caregivers In The Prevention Of Clinical Delirium For At Risk Older Adults Boarding In The Emergency Department Setting, Danielle Brewer
DNP Projects
Background: Emergency Department (ED) overcrowding is a global healthcare crisis documented in the literature for more than a decade, impacting patient outcomes and resource availability. While awaiting delayed transfer to an inpatient room, older adults in the ED remain vulnerable to developing acute delirium. Boarding potentiates the risk for worsening health outcomes, which are further compounded by delirium. Scarcity of resources and time constraints delay delirium detection and increase risk for down-stream hospital-acquired complications, higher cost, and prolonged length of stay. Current ED models do not prioritize caregiver partnership or involvement in delirium-conscious care, which is a holistic approach to …
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่, พรทิพย์ ทองเปลว
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่, พรทิพย์ ทองเปลว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายระหว่างโรคร่วม การสนับสนุนทางสังคม ภาวะเปราะบาง ภาวะซึมเศร้า ความสามารถในการดูแลตนเอง และ การรับรู้ภาวะสุขภาพ กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ ทั้งเพศชายและหญิง อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย, โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลศิริราช จำนวน 108 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล 2) แบบประเมินโรคร่วม 3) แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม 4) แบบประเมินภาวะเปราะบาง 5) แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 6) แบบวัดความสามารถในการดูแลตนเอง 7) แบบประเมินการรับรู้ภาวะสุขภาพ และ 8) แบบประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจ เอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาในชุดที่ 2-8 เท่ากับ 1.00, 0.93, 1.00, 0.93, 0.98, 0.93 และ 0.89 ตามลำดับ และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.71, 0.85, 0.87, 0.81, 0.97, 0.86 และ 0.94 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า โรคร่วมมีสัมประสิทธิ์การทำนายสูงสุด (β = -.336, p = < .01) รองลงมาคือ ความสามารถในการดูแลตนเอง (β = .324, p < .01) ภาวะซึมเศร้า (β = -.269, p < .01) และภาวะเปราะบาง (β = -.241, p < .01) ตามลำดับ โดยตัวแปรทั้ง 4 ตัวแปร สามารถร่วมทำนายความแปรปรวนของคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ได้ ร้อยละ 78.90 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (Adjusted R2 = .789, p < .01) จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบควรให้ความสำคัญกับการประเมินโรคร่วม การส่งเสริมความสามารถในการดูแลตนเอง การลดภาวะซึมเศร้าและภาวะเปราะบาง เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุให้ดีขึ้น
ปัจจัยทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี, จตุพร เลิศอนันต์สิทธิ์
ปัจจัยทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี, จตุพร เลิศอนันต์สิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะการทำหน้าที่ และปัจจัยที่สามารถทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 121 ราย ซึ่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี โรงพยาบาลศูนย์สุรินทร์ และโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางคลินิก แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม แบบประเมินประสบการณ์การมีอาการไม่พึงประสงค์ แบบสอบถามวิธีจัดการกับอาการ และแบบประเมินภาวะการทำหน้าที่ของผู้ที่เป็นโรคมะเร็ง ซึ่งแบบสอบถามทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.88 0.96 0.88 0.89 และ 0.94 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบนำตัวแปรทำนายทุกตัวเข้าสมการพร้อมกันในครั้งเดียว (Enter Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังได้รับการฉายรังสีมีระดับภาวะการทำหน้าที่อยู่ในระดับต่ำ โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 74.62 (S.D. = 17.97) จากการวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์โดยสถิติสัมประสิทธิ์ของเพียร์สัน (Pearson’s correlation) พบว่า ประสบการณ์อาการไม่พึงประสงค์มีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะการทำหน้าที่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = –.406, p
ปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต, นันทกร ปราโมทย์
ปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต, นันทกร ปราโมทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันและปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่รับบริการ ณ ศูนย์ปลูกถ่ายไต/คลินิก Post-Kidney Transplantation ในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 113 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 8 ชุด เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงของเนื้อหาในชุดที่ 2-8 เท่ากับ 0.86, 0.84, 0.92, 0.80, 1, 1 และ 0.88 ตามลำดับ และค่าความเที่ยงของแบบสอบถามเท่ากับ 0.75, 0.86, 0.95, 0.96, 0.80, 0.86 และ 0.90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตมีคะแนนเฉลี่ยความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เท่ากับ 23.09 (SD = 0.84) 2) ปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตได้สูงสุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ระยะเวลาหลังได้รับการปลูกถ่ายไต (β = -0.313, p < 0.01) รองลงมาคือ การสนับสนุนทางสังคม (β = 0.264, p < 0.01) การรับรู้อุปสรรคของการรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน (β = -0.184, p < 0.05) และการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปฏิเสธไต (β = 0.173, p < 0.05) ตามลำดับ โดยสามารถร่วมทำนายความแปรปรวนของความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตได้ ร้อยละ 31.40 (Adjusted R2 = 0.314, p < 0.05)