Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 1 - 30 of 37
Full-Text Articles in Nursing Administration
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ สังกัดมหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, แคทลียา เจณวิทย์
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ สังกัดมหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, แคทลียา เจณวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ สังกัดมหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำสอดคล้องของหัวหน้าหอผู้ป่วย คุณภาพชีวิตในการทำงาน ความเข้มแข็งทางจิตใจกับความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพอายุ 22-29 ปี จำนวน 189 คน จากโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ สังกัดมหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 แห่ง โดยใช้แบบสอบถาม Google form จำนวน 1 ชุด 5 ตอน ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามภาวะผู้นำสอดคล้องของหัวหน้าหอผู้ป่วย แบบสอบถามคุณภาพชีวิตในการทำงาน แบบสอบถามความเข้มแข็งทางจิตใจ แบบสอบถามความตั้งใจคงอยู่ในองค์การ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .98, .94, .89, 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์โดยใช้สถิติ Chi-square และรายงานขนาดความสัมพันธ์ด้วย Phi coefficient ผลการวิจัยพบว่า 1) ความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด จำนวน 189 คน ส่วนใหญ่มีความตั้งใจที่จะคงอยู่ในองค์การ คิดเป็นร้อยละ 70.40 และกลุ่มที่ตั้งใจจะลาออกจากองค์การคิดเป็นร้อยละ 29.60 2) ภาวะผู้นำสอดคล้องของหัวหน้าหอผู้ป่วย คุณภาพชีวิตในการทำงาน ความเข้มแข็งทางจิตใจมีความสัมพันธ์กับความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (χ² = 59.93, χ² = 46.95, χ² = 14.87) ตามลำดับ โดยภาวะผู้นำสอดคล้องของหัวหน้าหอผู้ป่วย คุณภาพชีวิตในการทำงานมีความสัมพันธ์ค่อนข้างสูง (Phi = .56, Phi = .50) และความเข้มแข็งทางจิตใจมีความสัมพันธ์ปานกลาง (Phi = .28)
การศึกษาสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข, จุฑามาศ ชาญวารินทร์
การศึกษาสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข, จุฑามาศ ชาญวารินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีวิทยา จำนวน 19 คน ประกอบด้วย วิสัญญีแพทย์จากราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทย จำนวน 4 คน คณะกรรมการชมรมวิสัญญีแห่งประเทศไทย จำนวน 3 คน คณะกรรมการการฝึกอบรมและสอบความรู้ความชำนาญเฉพาะทางทางการพยาบาลและการผดุงครรภ์ด้านการให้ยาระงับความรู้สึก จำนวน 2 คน หัวหน้างานวิสัญญีพยาบาล จำนวน 4 คน วิสัญญีพยาบาลผู้ปฏิบัติการพยาบาลวิสัญญี จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแบบสอบถามแบบปลายเปิด และแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล 2) นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาและนำมาสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าระดับความสำคัญ 3) นำข้อมูลที่ได้จากการตอบแบบสอบถามประมาณค่าความสำคัญมาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็นอีกครั้ง ผลการวิจัย พบว่า สมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย 7 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการปฏิบัติการพยาบาลวิสัญญี จำนวน 27 ข้อ 2) ด้านการบริหารยาทางวิสัญญี จำนวน 10 ข้อ 3) ด้านการจัดการความปลอดภัยและการบริหารความสี่ยงทางวิสัญญี จำนวน 14 ข้อ 4) ด้านการสื่อสารและการประสานงานเพื่อการดูแลผู้ป่วย จำนวน 7 ข้อ 5) ด้านภาวะผู้นำและการใช้เทคโนโลยี จำนวน 12 ข้อ 6) ด้านการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลวิสัญญี จำนวน 8 ข้อ และ 7) ด้านจรรยาบรรณ และกฎหมาย จำนวน 5 ข้อ
การศึกษาบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ, ณัฐธิดา โทสวัสดิ์
การศึกษาบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ, ณัฐธิดา โทสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 19 คน วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสร้างเป็นแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าแนวโน้มความสำคัญของบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ และขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบที่ 2 มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมยืนยันคำตอบ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยควอไทล์อีกครั้ง เพื่อสรุปเป็นบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ ผลการวิจัยพบว่า บทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ ประกอบด้วย 9 บทบาท จำนวน 82 ข้อรายการ ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญระดับมากที่สุด จำนวน 81 ข้อรายการ (MD : 4.61-4.76, IR : 0.25-0.87 ) และความสำคัญระดับมาก จำนวน 1 ข้อ (MD : 4.36, IR : 0.83) ดังนี้ 1) ผู้นำทีมพยาบาลและพัฒนาคุณภาพ จำนวน 11 ข้อ 2) ผู้ประสานงานและสร้างเครือข่ายการดูแลสหวิชาชีพ จำนวน 11 ข้อ 3) ผู้เชี่ยวชาญการพยาบาลเฉพาะทางผู้ป่วยวิกฤตหัวใจและหลอดเลือด จำนวน 10 ข้อ 4) ผู้พิทักษ์สิทธิและให้การพยาบาลแบบองค์รวม จำนวน 10 ข้อ 5) ผู้จัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน จำนวน 9 ข้อ 6) ผู้ส่งเสริมการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และนวัตกรรม จำนวน 9 ข้อ 7) ผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศ จำนวน 8 …
การศึกษาบทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์, วนัสนัน ภู่ระหงษ์
การศึกษาบทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์, วนัสนัน ภู่ระหงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามปลายเปิด และแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ การดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับบทบาทพยาบาล ปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสร้างเป็นแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าบทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ และขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบที่ 2 มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมยืนยันคำตอบ จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์อีกครั้ง เพื่อสรุปเป็นบทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ ผลการวิจัยพบว่า บทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ ประกอบด้วย 6 บทบาท ดังนี้ 1) ด้านผู้ปฏิบัติการพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ จำนวน 31 ข้อ 2) ด้านผู้จัดการทรัพยากร จำนวน 9 ข้อ 3) ด้านผู้พัฒนาคุณภาพและงานวิจัย จำนวน 17 ข้อ 4) ด้านผู้ประสานงานและการสื่อสาร จำนวน 10 ข้อ 5) ด้านผู้จัดการความปลอดภัยและบริหารความเสี่ยง จำนวน 7 ข้อ และ 6) ด้านผู้สอนและให้คำปรึกษา จำนวน 5 ข้อ
การศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ, ศศิพิมล แม้นจิต
การศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ, ศศิพิมล แม้นจิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 20 คน วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก 2) วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินระดับความสำคัญ และ3) คำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เพื่อสรุปผล ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ ประกอบด้วย 9 ด้าน รวมจำนวน 143 ข้อรายการสมรรถนะ ดังนี้ 1) ด้านการพยาบาลผู้ป่วยแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกในภาวะวิกฤต จำนวน 24 ข้อ 2) ด้านการควบคุมการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อน จำนวน 14 ข้อ 3) ด้านการดูแลบาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก จำนวน 18 ข้อ 4) ด้านการบริหารจัดการความปวดจำนวน 17 ข้อ 5) ด้านการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ จำนวน 12 ข้อ 6) ด้านการจัดการโภชนาการ จำนวน 9 ข้อ 7) ด้านการวางแผนจำหน่ายและการดูแลระยะท้าย จำนวน 17 ข้อ 8) การสื่อสารและการทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพ จำนวน 17 ข้อ และ9) การใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ จำนวน 15 ข้อ ซึ่งพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยแต่ละระดับมีสมรรถนะทั้ง 9 ด้าน แต่สมรรถนะย่อยมีความแตกต่างกัน การศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการประเมินสมรรถนะและมอบหมายงานตามความสามารถของพยาบาลแต่ละระดับ
การทำงานในวิชาชีพพยาบาลของพยาบาลรุ่นอายุแซดที่ลาออกไปประกอบอาชีพอื่น: การวิจัยเชิงคุณภาพแบบเล่าเรื่อง, อุมาพร จันทมาตย์
การทำงานในวิชาชีพพยาบาลของพยาบาลรุ่นอายุแซดที่ลาออกไปประกอบอาชีพอื่น: การวิจัยเชิงคุณภาพแบบเล่าเรื่อง, อุมาพร จันทมาตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์การทำงานของพยาบาลรุ่นอายุแซดที่ลาออกไปประกอบอาชีพอื่น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบเล่าเรื่อง ผู้ให้ข้อมูลคือพยาบาลรุ่นอายุแซดจำนวน 17 คน มีอายุระหว่าง 23-29 ปี ซึ่งเคยปฏิบัติงานในโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธี Thematic analysis ผลการวิจัยพบประสบการณ์ 5 ระยะ ดังต่อไปนี้ ระยะที่ 1 : การเริ่มต้นเข้าสู่วิชาชีพพยาบาล ประกอบด้วย 1) เหตุผลในการเลือกเรียนพยาบาล และ 2) มุมมองหลังสำเร็จการศึกษา ระยะที่ 2 : การเข้าสู่การทำงานเป็นพยาบาลวิชาชีพ ประกอบด้วย 1) การการเผชิญโลกการทำงานจริงครั้งแรก 2) การรับบทบาทพยาบาลเต็มตัว และ ความจริงของภาระงานพยาบาล ระยะที่ 3 : ความท้าทายเมื่อทำงานในโลกของความเป็นจริง ประกอบด้วย 1) ความซับซ้อนของงานพยาบาล 2) ความคาดหวังจากหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงาน 3) ความไม่ยุติธรรมในระบบบริหาร 4) ความเหนื่อยล้าและภาระทางอารมณ์ 5) เวรผลัดที่ไม่มิตรกับชีวิตส่วนตัว 5) การไม่ถูกยอมรับจากทีม และ 6) การเรียนรู้งานเพื่อการอยู่รอดในวิชาชีพ ระยะที่ 4 : การตัดสินใจลาออกจากงานพยาบาล ประกอบด้วย 1) แรงผลักดันให้ตัดสินใจลาออก และ 2) แรงดึงดูดจากอาชีพอื่น ระยะที่ 5 : มุมมองต่อวิชาชีพพยาบาลและการทำงานอาชีพอื่น ประกอบด้วย 1) ภาพอนาคตในงานพยาบาล และ 2) การพิจารณากลับเข้าสู่วิชาชีพพยาบาล การศึกษานี้ทำให้เกิดความเข้าใจถึงบริบทที่นำไปสู่การลาออกจากวิชาชีพของพยาบาลรุ่นอายุแซด ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับผู้บริหารทางการพยาบาลกำหนดนโยบายและพัฒนากลยุทธ์การบริหารทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อบริหารองค์กรที่บุคลากรขาดแคลนในปัจจุบันและธำรงรักษาพยาบาลไว้ในวิชาชีพต่อไป
การศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลตติยภูมิขั้นสูง, อาภาภรณ์ ธนากรพรสวัสดิ์
การศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลตติยภูมิขั้นสูง, อาภาภรณ์ ธนากรพรสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนานี้ ศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลตติยภูมิขั้นสูง ด้วยเทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 18 คน แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1) พยาบาลผู้เชี่ยวชาญการดูแลผู้ป่วยวิกฤตโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 6 คน 2) หัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 4 คน 3) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษาผู้ป่วยวิกฤตโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 3 คน 4) พยาบาลผู้ปฏิบัติการขั้นสูงด้านอายุรศาสตร์และศัลยศาสตร์จำนวน 3 คน และ 5) อาจารย์พยาบาลผู้เชี่ยวชาญการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 2 คน ดำเนินการวิจัย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) สัมภาษณ์เกี่ยวกับสมรรถนะพยาบาลตามบันไดวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วย พยาบาลระดับปฏิบัติการ ชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ และเชี่ยวชาญ 2) วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินระดับความสำคัญ และ 3) คำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เพื่อสรุปผล ผลการศึกษาพบว่า สมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลตติยภูมิขั้นสูง ประกอบด้วย 8 ด้าน ดังนี้ 1) การปฏิบัติการพยาบาลในระยะวิกฤต 2) การบริหารยาความเสี่ยงสูงที่ใช้ในผู้ป่วยวิกฤต 3) การป้องกันภาวะแทรกซ้อน 4) การฟื้นฟูสภาพหลังพ้นวิกฤต 5) การสื่อสารและประสานงานเพื่อการรักษาพยาบาล 6) การพยาบาลระยะท้าย 7) การใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลทางการแพทย์ และ 8) การจัดการและพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วย ซึ่งพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยประกอบด้วยพยาบาลระดับปฏิบัติการ ชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ และเชี่ยวชาญที่มีสมรรถนะทั้ง 8 ด้าน แต่สมรรถนะย่อยมีความแตกต่างกัน ดังนี้ 1) ระดับปฏิบัติการ เน้นงานพื้นฐานภายใต้การดูแล 2) ระดับชำนาญการ สามารถดูแลผู้ป่วยซับซ้อนและทำงานเป็นทีมได้ 3) ระดับชำนาญการพิเศษ สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ และ 4) ระดับเชี่ยวชาญ สามารถพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ทำให้คุณภาพการดูแลผู้ป่วยดีขึ้น การศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการประเมินสมรรถนะและมอบหมายงานตามความสามารถของพยาบาลแต่ละระดับ
การศึกษาบทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน, ศุภธิดา ผลแย้ม
การศึกษาบทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน, ศุภธิดา ผลแย้ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การบิน จำนวน 19 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการหรือผู้บริหารด้านเวชศาสตร์การบิน จำนวน 3 คน แพทย์เวชศาสตร์การบิน จำนวน 3 คน คณะกรรมการหลักสูตรหรืออาจารย์ผู้สอนในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับงานด้านเวชศาสตร์การบิน จำนวน 3 คน หัวหน้าพยาบาลเวชศาสตร์การบินหรือลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ จำนวน 4 คน และพยาบาลเวชศาสตร์การบินหรือลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแบบสอบถามแบบปลายเปิด และแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน 2) นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาและนำมาสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าระดับความสำคัญ 3) นำข้อมูลที่ได้จากการตอบแบบสอบถามประมาณค่าความสำคัญมาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมยืนยันความคิดเห็นอีกครั้ง ผลการวิจัย พบว่า บทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน ประกอบด้วย 6 บทบาท ดังนี้ 1) ด้านผู้ปฏิบัติการพยาบาลเวชศาสตร์การบินจำนวน 16 ข้อ 2) ด้านผู้จัดการนิรภัยการบินและนิรภัยภาคพื้น จำนวน 8 ข้อ 3) ด้านผู้จัดการความปลอดภัยและจัดการความเสี่ยง จำนวน 16 ข้อ 4) ด้านผู้ประสานงานและสื่อสาร จำนวน 11 ข้อ 5) ด้านผู้นำการทำงานเป็นทีม การจัดการ และการให้คำปรึกษา จำนวน 18 ข้อ และ 6) ด้านผู้พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการบริการ จำนวน 11 ข้อ
ผลของโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับไลน์แอปพลิเคชันต่อความสามารถของพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม, ศิริลักษณ์ ดีเลิศไพบูลย์
ผลของโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับไลน์แอปพลิเคชันต่อความสามารถของพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม, ศิริลักษณ์ ดีเลิศไพบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองเพื่อศึกษาเปรียบเทียบ ความสามารถในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตของพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมที่ได้รับโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับการใช้ไลน์แอปพลิเคชันในระยะก่อน - หลัง และระยะติดตามผลโดยใช้แนวคิดการนิเทศของพรอคเตอร์และการ บรูณาการการประเมินการดูแลผู้ป่วยวิกฤตของวินเซนต์และคณะร่วมกับไลน์แอปพลิเคชัน โดยศึกษาในพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมผู้มีประสบการณ์การปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม 3 ถึง 5 ปี จำนวน 12 คน ตามแบบแผนการวิจัยแบบศึกษากลุ่มเดียว วัดก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยประกอบด้วย1) โปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับไลน์แอปพลิเคชัน 2)คู่มือการนิเทศตามโปรแกรม 3)แบบสอบถามประเมินความสามารถในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม มีค่าความตรง 0.99 4)แบบวัดความรู้เรื่องการประยุกต์ใช้แนวคิดการนิเทศทางการพยาบาลของพยาบาลผู้นิเทศ มีค่าความตรง 0.98 เครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และวิเคราะห์หาความเที่ยงรายด้านคือ ด้านความสามารถด้านการปฏิบัติทางการพยาบาล 0.94 ความสามารถในการจัดการป้องกันความเสี่ยงในด้านการติดเชื้อ 0.84 ความสามารถในการบริหารยาความเสี่ยงสูง 0.81โดยใช้แบบประเมินเป็นแบบสอบถามประเมินความสามารถในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมเก็บข้อมูลก่อน-หลังการได้รับโปรแกรม และระยะติดตามหลังได้รับโปรแกรมการนิเทศ 4 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยแจกแจงความถี่จำนวนร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติทดสอบWilcoxon signed-rank test ผลการวิจัยพบว่าความสามารถในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตของพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมภายหลังการได้รับโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับไลน์แอปพลิเคชันสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับไลน์แอปพลิเคชัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05
ผลของการใช้โปรแกรมการให้บริการผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกโดยแนวคิดลีนร่วมกับโมบายแอปพลิเคชันต่อความพึงพอใจในบริการพยาบาลห้องตรวจโรคจักษุกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, ศตพร ชัยชนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นลักษณะกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมการให้บริการผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกโดยแนวคิดลีนร่วมกับโมบายแอปพลิเคชันและเพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจในบริการพยาบาลของผู้ป่วย ระหว่างกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการบริการผ่าตัดต้อกระจกตามปกติ กับกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับโปรแกรมการให้บริการผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกโดยแนวคิดลีนร่วมกับโมบายแอปพลิเคชัน ห้องตรวจโรคจักษุกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กลุ่มตัวอย่าง คือกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคต้อกระจกทั้งเพศหญิงและเพศชายที่เข้ารับการบริการผ่าตัดต้อกระจกตามคุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด จำนวน 40 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวนกลุ่มละ 20 คน จัดเข้ากลุ่มโดยวิธีการจับคู่ (Matched pair) ในด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา และจำนวนครั้งในการผ่าตัดต้อกระจก เพื่อให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการให้บริการผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกโดยแนวคิดลีนร่วมกับโมบายแอปพลิเคชัน 2) แบบประเมินความพึงพอใจในบริการพยาบาล เครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน แบบประเมินความพึงพอใจได้ค่าความตรง .86 และตรวจสอบความเที่ยง ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค .98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (Independent t-test statistic) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ความพึงพอใจในบริการพยาบาลของผู้ป่วยที่เข้ารับโปรแกรมการให้บริการผ่าตัดต้อกระจกโดยแนวคิดลีนร่วมกับโมบายแอปพลิเคชัน สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการบริการผ่าตัดต้อกระจกตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลของโปรแกรมการสอนแนะต่อสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม, จาฬุฎา มาเมืองบน
ผลของโปรแกรมการสอนแนะต่อสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม, จาฬุฎา มาเมืองบน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองประเภทกลุ่มเดียววัดแบบอนุกรมเวลา มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม “ก่อน” และ “หลัง” ได้รับโปรแกรมการสอนแนะทันที และ“ระยะติดตามผล 4 สัปดาห์” กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลจบใหม่ คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 13 คน ได้รับโปรแกรมเป็นเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินสมรรถนะพยาบาลจบใหม่ ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.96 และมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-way repeated Measures ANOVA) ผลการศึกษา พบว่าพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม มีคะแนนความสามารถด้านการปฏิบัติการพยาบาล ด้านการสื่อสารและสัมพันธภาพ และด้านการพัฒนาตนเองและหน่วยงาน ภายหลังได้รับโปรแกรมการสอนแนะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p < .05) ผลการศึกษา สามารถนำโปรแกรมการสอนแนะ ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสมรรถนะพยาบาลจบใหม่โดยเฉพาะหอผู้ป่วยศัลยกรรมที่มีบริบทคล้ายกัน
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานหน่วยงานสารสนเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ, วิภาวัลย์ คำมา
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานหน่วยงานสารสนเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ, วิภาวัลย์ คำมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์ของพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหน่วยสารสนเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผู้ให้ข้อมูลเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานสารสนเทศทางการพยาบาลอย่างน้อย 3 ปี และมีความยินดีเข้าร่วมการวิจัย โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง จํานวน 12 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการบันทึกเทป ร่วมกับการบันทึกภาคสนาม และนําข้อมูลที่ได้มาถอดเทปแบบคําต่อคํา และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีของ Crist and Tanner ผลการศึกษา ประสบการณ์การเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหน่วยสารสนเทศทางการพยาบาล แบ่งเป็น 6 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) แรงจูงใจในการเข้าสู่บทบาทพยาบาลสารสนเทศ 2) ความรู้สึกและการปรับตัวต่อบทบาทใหม่ 3) บทบาทใหม่และการขยายขอบเขตงานพยาบาล 4) การเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพด้านเทคโนโลยี 5) การมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการพยาบาล 6) อุปสรรคและความท้าทายในการปฏิบัติงาน จากการศึกษาครั้งนี้ทำให้ทราบว่าการเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหน่วยสารสนเทศทางการพยาบาลต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และด้านการพยาบาล มาสร้างและพัฒนาโปรแกรมที่มีประโยชน์ต่อบุคลากรทางการแพทย์และผู้รับบริการทางการแพทย์
ผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบาย แอปพลิเคชัน ต่อความสามารถของผู้ดูแล และความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล, อรุณรัตน์ ร่มเกตุ
ผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบาย แอปพลิเคชัน ต่อความสามารถของผู้ดูแล และความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล, อรุณรัตน์ ร่มเกตุ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน ต่อ 1) ความสามารถในการดูแลของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ และ 2) ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อรูปแบบการดูแล โดยใช้กรอบแนวคิด IMB Model ของ Fisher & Fisher (1992) หลักการจัดการดูแลของ DMAHS (2023) และแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสำหรับผู้ดูแลของสถาบันประสาทวิทยา (2563) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบจำนวน 36 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 18 คน และพยาบาลวิชาชีพจำนวน 17 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ รูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน (Stroke Link) ที่ออกแบบให้ใช้งานสะดวก ครอบคลุมเนื้อหา 10 ด้านสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยหลังจำหน่าย ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยมีฟังก์ชันการแจ้งเตือน การบันทึกข้อมูล และการสื่อสารกับทีมพยาบาล กลุ่มผู้ดูแลได้รับการประเมินความสามารถในการดูแล 3 ครั้ง ได้แก่ ก่อนเริ่มใช้ หลังสิ้นสุด และ 4 สัปดาห์หลังจำหน่าย พยาบาลวิชาชีพได้รับการประเมินความพึงพอใจหลังจากการนำโปรแกรมไปใช้จริง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Wilcoxon signed-ranks test และ Mann-Whitney U test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ความสามารถในการดูแลของผู้ดูแลหลักหลังได้รับรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน มีคะแนนสูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหลังจากใช้รูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน มีคะแนนสูงกว่าการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร, พิตตินันท์ สายดำ
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร, พิตตินันท์ สายดำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความผาสุก และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการมีอิสระแห่งตน ภาวะผู้นำที่เอาใจใส่ผู้ปฏิบัติงาน และบรรยากาศความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 1 ปีขึ้นไป 3 โรงพยาบาล โดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน จำนวน 163 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความผาสุกของพยาบาล แบบสอบถามการมีอิสระแห่งตน แบบสอบถามพฤติกรรมภาวะผู้นำที่เอาใจใส่ผู้ปฏิบัติงานของหัวหน้างาน และแบบสอบถามบรรยากาศความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่า CVI เท่ากับ .97, .88, .96 และ .99 ตามลำดับ และทดสอบค่าความเที่ยง โดยคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ได้ค่าความเที่ยง เท่ากับ .93, .80, .97 และ .93 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า พยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร มีความผาสุกโดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.79, S.D. = .41) โดยบรรยากาศความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน การมีอิสระแห่งตน และภาวะผู้นำที่เอาใจใส่ผู้ปฏิบัติงานของหัวหน้างาน มีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .504, .493 และ .426 ตามลำดับ) ผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพ ดังนั้นผู้บริหารทางการพยาบาลควรส่งเสริมความผาสุกกับพยาบาลวิชาชีพให้สอดคล้องกับปัจจัยที่สัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมและธำรงรักษาให้พยาบาลวิชาชีพมีความผาสุกที่ดี อันจะส่งผลถึงคุณภาพการบริการพยาบาลที่ดี
การศึกษาบทบาทพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพในหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, รินรดา วรรณวิจิตร
การศึกษาบทบาทพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพในหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, รินรดา วรรณวิจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพในหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย กลุ่มผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 20 คน แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้กำหนดนโยบายจากกระทรวงสาธารณสุข/กองการพยาบาล จำนวน 3 คน กลุ่มผู้อำนวยการโรงพยาบาลรัฐ/ผู้บริหารการเงินการคลังของโรงพยาบาลรัฐ จำนวน 4 คน กลุ่มหัวหน้ากลุ่มงานประกันสุขภาพโรงพยาบาลรัฐ จำนวน 5 คน กลุ่มอาจารย์พยาบาลที่มีประสบการณ์การสอนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรสุขภาพ จำนวน 3 คน และ กลุ่มผู้ปฏิบัติการพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพภาครัฐ จำนวน 5 คน ดำเนินการวิจัย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับบทบาทพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพในหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มพยาบาลที่ปฏิบัติงานในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกลุ่มพยาบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป และกลุ่มพยาบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน 2) วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินระดับความสำคัญ และ 3) คำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เพื่อสรุปผล ผลการศึกษาพบว่า บทบาทพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพในหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วยบทบาท 6 ด้าน ได้แก่ 1) ผู้พิทักษ์สิทธิประโยชน์ของผู้ป่วย 2) ผู้บริหารจัดการข้อมูลประกันสุขภาพ 3) ผู้ประสานงาน 4) ผู้ทวนสอบการใช้ทรัพยากรสุขภาพ 5) ผู้วิเคราะห์ทรัพยากรสุขภาพ และ 6) ผู้จัดการรายกรณี พยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพในหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขทุกระดับ มีบทบาททั้ง 6 ด้านเหมือนกัน แต่แตกต่างกันในบทบาทย่อย ดังนี้ 1) พยาบาลที่ปฏิบัติงานในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเน้นบทบาทเชิงนโยบาย กำหนดทิศทาง วางแผน กำกับ ติดตาม และประเมินผลการบริหารทรัพยากรสุขภาพในระดับจังหวัด โดยเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงระบบและการประสานงานระหว่างเครือข่ายบริการ 2) พยาบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป บริหารจัดการระบบบริการในภาพกว้าง จัดการกรณีซับซ้อน เป็นศูนย์ข้อมูลด้านประกันสุขภาพ และเชื่อมโยงการดูแลผู้ป่วยระหว่างระดับบริการ และ 3) พยาบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน มีบทบาทตรงในพื้นที่ ดูแลผู้ป่วยรายกรณี ใช้และควบคุมทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ประสานกับชุมชน และ ปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชนในระดับปฐมภูมิ ผลการศึกษาครั้งนี้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรหรือสมรรถนะพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพในหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขในการปฏิบัติงานต่อไป และผู้บริหารสามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมให้พยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพปฏิบัติงานตามบทบาท และ …
ประสบการณ์การบริหารทรัพยากรสุขภาพของพยาบาลกลุ่มงานประกันสุขภาพโรงพยาบาลศูนย์, พชร พีระพัฒนพงษ์
ประสบการณ์การบริหารทรัพยากรสุขภาพของพยาบาลกลุ่มงานประกันสุขภาพโรงพยาบาลศูนย์, พชร พีระพัฒนพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์การบริหารทรัพยากรสุขภาพของพยาบาลกลุ่มงานประกันสุขภาพ โรงพยาบาลศูนย์ ผู้ให้ข้อมูล คือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานบริหารทรัพยากรสุขภาพ ในกลุ่มงานประกันสุขภาพ โรงพยาบาลศูนย์ไม่น้อยกว่า 5 ปี ผ่านการอบรมหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรสุขภาพ และมีความยินดีในการเข้าร่วมการวิจัย จำนวนทั้งสิ้น 12 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept interview) ร่วมกับการสังเกต (Observation) และการจดบันทึกภาคสนาม (Field notes) วิเคราะห์ข้อมูลแบบแก่นสาระตามวิธีการของ Braun and Clarke และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลตามเกณฑ์ของ Guba and Lincoln ผลการวิเคราะห์ข้อมูลประสบการณ์การบริหารทรัพยากรสุขภาพของพยาบาลกลุ่มงานประกันสุขภาพ โรงพยาบาลศูนย์ ประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก และ 19 ประเด็นย่อย ดังต่อไปนี้ 1. การบริหารองค์ความรู้และศักยภาพบุคลากร ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1.1) การเรียนรู้และเข้าใจเกณฑ์กองทุนต่าง ๆ 1.2) การใช้ความรู้ความชำนาญด้านการพยาบาล 1.3) การพัฒนาทักษะการให้รหัสโรคและหัตถการ และ 1.4) การติดตามความรู้ด้านนโยบายและการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพ 2. การทบทวนการใช้ทรัพยากรสุขภาพ ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย ได้แก่ 2.1) การทบทวนความสมบูรณ์ของข้อมูลเพื่อการเบิกจ่าย 2.2) การทบทวนความสมเหตุสมผลของการใช้ทรัพยากร และ 2.3) การจัดทำรายงานและบันทึกผลการทบทวน 3. การบริหารงบประมาณและความคุ้มค่าของทรัพยากรสุขภาพ ประกอบด้วย 5 ประเด็นย่อย ได้แก่ 3.1) การวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทน 3.2) การควบคุมงบประมาณ 3.3) การบริหารมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยให้สอดคล้องกับสิทธิ 3.4) การพัฒนากระบวนการให้เอื้อต่อการเบิกจ่าย และ 3.5) การสร้างนวัตกรรมหรือบริการใหม่ที่คุ้มค่า 4. การประสานงานเพื่อสร้างความร่วมมือใช้ทรัพยากรสุขภาพอย่างเหมาะสม ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย ได้แก่ 4.1) การประสานงานภายในองค์กร 4.2) การประสานงานกับหน่วยงานภายนอก และ 4.3) การประสานงานกับผู้รับบริการ 5. …
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล, กัลย์ญาณ์มาส ศรีสุวรรณ
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล, กัลย์ญาณ์มาส ศรีสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive research) โดยใช้เทคนิคแบบเดลฟาย (Delphi Technique) เพื่อศึกษาสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 3 ชุด ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามเพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการ โรงเรียนบริบาล 2) แบบสอบถามเรื่องสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ระดับความสำคัญของข้อรายการสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล และ 3) แบบสอบถามผู้เชี่ยวชาญเรื่องสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันคงคำตอบเดิม หรือเปลี่ยนแปลงคำตอบที่มีอยู่เดิม ผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ จำนวน 19 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล จำนวน 5 คน 2) กลุ่มคณาจารย์ทางการศึกษา จำนวน 5 คน และ 3) กลุ่มพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล จำนวน 9 คนผลการวิจัยพบว่า กลุ่มผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นสอดคล้องกันเกี่ยวกับสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล โดยสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล มีทั้งหมด 9 ด้าน ประกอบด้วย ด้านธุรกิจการจัดการศึกษา จำนวน 4 ข้อ ด้านกลยุทธ์เชิงธุรกิจการจัดการศึกษา จำนวน 7 ข้อ ด้านการบริหารองค์กรสถานศึกษา จำนวน 8 ข้อ ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรสถานศึกษา จำนวน 7 ข้อ ด้านการจัดการส่วนผสมการตลาดทางการศึกษา จำนวน 5 ข้อ ด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคล จำนวน 5 ข้อ ด้านภาวะผู้นำและคุณลักษณะส่วนบุคคล จำนวน 8 ข้อ ด้านจริยธรรม กฎหมายธุรกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา จำนวน 6 ข้อ และด้านการ บูรณาการวิชาชีพทางการพยาบาล จำนวน 5 ข้อ โดยสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล มีค่าระดับความสำคัญอยู่ในระดับมาก และมากที่สุด (Md = 4.29-4.82, IR = …
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ, ฐิติพร สุรินธรรม
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ, ฐิติพร สุรินธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้ตลอดชีวิต ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม และบรรยากาศการส่งเสริมนวัตกรรมในองค์การกับพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ และศึกษาตัวแปรพยากรณ์ที่สามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพระดับปฏิบัติการ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่มีประสบการณ์ทำงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จำนวน 210 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการเรียนรู้ตลอดชีวิต แบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม แบบสอบถามบรรยากาศการส่งเสริมนวัตกรรมในองค์การ และแบบสอบถามพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน ได้ค่า CVI เท่ากับ .94, .89, .88 และ .93 ตามลำดับ และทดสอบค่าความเที่ยง โดยคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ได้ค่าความเที่ยง เท่ากับ .90, .97, .95 และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ อยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.49, S.D. = 0.76) การเรียนรู้ตลอดชีวิต ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม และบรรยากาศการส่งเสริมนวัตกรรมในองค์การ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .683, .524 และ .499 ตามลำดับ) ปัจจัยที่สามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต บรรยากาศการส่งเสริมนวัตกรรมในองค์การ และภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม โดยมีอำนาจในการทำนายร้อยละ 53.6 (Adjusted R² = .536) สามารถเขียนสมการทำนายในรูปคะแนนมาตรฐาน ดังนี้ ZIWB = .540 ZLLL + .192 ZOIC + .149 ZIL
การศึกษาบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม, อัมรินทร์ อรัญญกานนท์
การศึกษาบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม, อัมรินทร์ อรัญญกานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงบรรยาย เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 18 คน วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสร้างเป็นแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าแนวโน้มความสำคัญของบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม และขั้นที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบที่ 2 มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมยืนยันคำตอบ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยควอไทล์อีกครั้ง เพื่อสรุปเป็นบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม ผลการวิจัยพบว่า บทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม ประกอบด้วย 6 บทบาท จำนวน 87 ข้อรายการ ดังนี้ 1) ด้านผู้ปฏิบัติการพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม จำนวน 40 ข้อ 2) ด้านผู้สอนและให้คำปรึกษา จำนวน 11 ข้อ 3) ด้านผู้ประสานงานและสื่อสาร จำนวน 7 ข้อ 4) ด้านผู้จัดการความปลอดภัยและบริหารความเสี่ยง จำนวน 10 ข้อ 5) ด้านผู้พัฒนาคุณภาพการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยไตเทียม จำนวน 12 ข้อ และ6) ด้านผู้สร้างและใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี จำนวน 7 ข้อ
ประสบการณ์ของพยาบาลเด็กในการจัดการการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, จินตนา สะตะ
ประสบการณ์ของพยาบาลเด็กในการจัดการการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, จินตนา สะตะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อบรรยายประสบการณ์ของพยาบาลเด็กในการจัดการการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูล คือ พยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจงจำนวน 9 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก การบันทึกเทป การสังเกต และการบันทึกภาคสนาม นำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์เนื้อหาตามวิธีการของ van Manen ผลการศึกษาประสบการณ์ของพยาบาลเด็กในการจัดการการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประกอบด้วยประเด็นหลักและประเด็นย่อยดังต่อไปนี้ 1. การเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยเด็กโควิด-19 ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย 1.1) การจัดเตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้เพียงพอ 1.2) การปรับปรุงพื้นที่เพื่อรับผู้ป่วยติดเชื้อ 1.3) การเตรียมความรู้และทักษะในการป้องกันการติดเชื้อ 2. กระบวนการแรกรับผู้ป่วยเด็กติดเชื้อโควิด 19 เข้ารับการรักษา ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย 2.1) การประเมินอาการเบื้องต้นเพื่อเตรียมห้องและอุปกรณ์การแพทย์ 2.2) การเตรียมผู้ปกครองให้พร้อมสำหรับการดูแลเด็ก 2.3) การทำหัตถการตามแผนการรักษา 3. การปรับรูปแบบการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อโควิด 19 ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย 3.1) การเฝ้าระวังอาการผู้ป่วยเด็กผ่านจอมอนิเตอร์ 3.2) การรวบกิจกรรมการพยาบาลเป็นรอบเวลา 3.3) การให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมเป็นผู้ดูแลหลัก 3.4) การประสานการส่งต่อผู้ป่วย 4. การดูแลผู้ปกครองที่ติดเชื้อโควิด 19 ประกอบด้วย 2 ประเด็นย่อย 4.1) การเบิกจ่ายยาและส่งต่อไปรักษาหากมีอาการหนัก 4.2) การดูแลด้านจิตใจให้คลายความเครียด 5. มาตรการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด 19 ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย 5.1) การใช้อุปกรณ์การแพทย์แบบครั้งเดียวแล้วทิ้ง 5.2) ของเยี่ยมจากภายนอกได้รับการฆ่าเชื้อก่อนส่งต่อให้ผู้ป่วย 5.3) การจัดเวลาและพื้นที่ในการรับประทานอาหารของพยาบาล 5.4) การอบห้องด้วยรังสียูวีทุกวัน 6. ความท้าทายและปัญหาที่พบในการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย 6.1) ความยากลำบากในการทำหัตถการ 6.2) อุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน 6.3) การสื่อสารกับผู้รับบริการต่างชาติ 6.4) ความไม่พึงพอใจของผู้ปกครองและญาติ 7. ผลลัพธ์ทางบวกที่ได้รับจากการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย …
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง โรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข, ประวีณา สิทธิเทศ
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง โรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข, ประวีณา สิทธิเทศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาโดยใช้วิธีวิจัยแบบเดลฟาย เพื่อศึกษาสมรรถนะพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง โรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคมะเร็ง จำนวน 20 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และแบบวิธีการบอกต่อ เครื่องมือการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงโดยผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ มัธยฐานและพิสัยระหว่างควอไทล์ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง โรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย สมรรถนะ 10 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการปฏิบัติพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง 2) ด้านการสอน ให้ความรู้ 3) ด้านการดูแลแบบประคับประคองและระยะท้าย 4) ด้านการจัดการอาการรบกวน 5) ด้านการส่งเสริม ป้องกันโรคมะเร็ง 6) ด้านการสื่อสาร 7) ด้านกฎหมายและจริยธรรมในการดูแลให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม 8) ด้านการให้คำปรึกษาทางด้านโรคมะเร็ง 9) ด้านการปฏิบัติโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ และ 10) ด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศทางการพยาบาล รวมสมรรถนะย่อยทั้งหมด 70 ข้อรายการ โดยสมรรถนะพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง โรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข มีค่าระดับความสำคัญอยู่ในระดับมากถึงระดับมากที่สุด มีค่ามัธยฐานอยู่ในช่วง 4.50 - 4.75 และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์อยู่ในช่วง 0.25 - 0.76
การพัฒนาการจัดอัตรากำลังพยาบาลในหอผู้ป่วยอายุรกรรมโดยใช้สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชัน โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า, ภูษิตา สินประสิทธิ์
การพัฒนาการจัดอัตรากำลังพยาบาลในหอผู้ป่วยอายุรกรรมโดยใช้สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชัน โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า, ภูษิตา สินประสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของการใช้การจัดอัตรากำลังพยาบาลในหอผู้ป่วยอายุรกรรมโดยใช้สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชัน โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โดยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory action research) ระหว่างผู้วิจัยและผู้ร่วม ซึ่งผู้ร่วมวิจัยเป็นพยาบาลวิชาชีพของหอผู้ป่วยอายุรกรรม 18 คน ดำเนินการวิจัยตามวงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (PAOR) ของ Kemmis และคณะ (2014) ตั้งแต่การวิเคราะห์สถานการณ์การจัดอัตรากำลังพยาบาลในหอผู้ป่วยอายุรกรรม การวางแผนการพัฒนา (Plan) การพัฒนาสมาร์ตโฟนแอปพลิเคชันสำหรับการจัดอัตรากำลัง (Act) การนำสมาร์ตโฟนแอปพลิเคชันสำหรับการจัดอัตรากำลังไปใช้จริง (Observe) และการประเมินผลการปฏิบัติ (Reflect) เพื่อให้ได้การจัดอัตรากำลังพยาบาลโดยใช้สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชันที่เหมาะสมกับบริบทของหอผู้ป่วยและช่วยลดข้อจำกัดที่ปฏิบัติอยู่ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชันสำหรับการจัดอัตรากำลังที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 5 ฟีเจอร์ ได้แก่ การรับและจำหน่ายผู้ป่วย การจำแนกประเภทผู้ป่วย ความต้องการการพยาบาล การคำนวณอัตรากำลัง และตารางเวรปฏิบัติงาน 2) ผู้ร่วมวิจัยมีความพึงพอใจในการใช้สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชันการจัดอัตรากำลังพยาบาลที่ร่วมกันพัฒนาขึ้น รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการวิจัย เนื่องจากการได้มีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาทุกขั้นตอน สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชันสำหรับการจัดอัตรากำลังที่พัฒนาขึ้นตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานและสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อแก้ไขข้อจำกัดการจัดอัตรากำลังที่มีอยู่ได้จริง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการนำไปใช้และส่งผลต่อการพัฒนาการจัดอัตรากำลังอย่างต่อเนื่องในโอกาสต่อไป
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น, นครินทร์ เชื่อนิจ
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น, นครินทร์ เชื่อนิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น ผู้ให้ข้อมูล คือ พยาบาลวิชาชีพผู้ประกอบการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการและให้บริการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่นอย่างน้อย 2 ปี และมีความยินดีในการเข้าร่วมเป็นผู้ให้ข้อมูลในการวิจัย จำนวน 12 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การบันทึกเสียง บันทึกภาคสนาม ร่วมกับการสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีการ van Manen และ ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลตามเกณฑ์ของ Guba and Lincoln ผลการวิเคราะห์ข้อมูลประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น ประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก และ 19 ประเด็นย่อย ดังต่อไปนี้ 1.เริ่มต้นสนใจคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1.1) ทำความรู้จักคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น 1.2) เห็นช่องทางการให้บริการในชุมชน และ 1.3) สมัครเป็นหน่วยบริการเครือข่าย 2. การจัดบริการสุขภาพ ประกอบด้วย 2 ประเด็นย่อย ได้แก่ 2.1) การให้บริการสุขภาพในคลินิก และ 2.2) การให้บริการดูแลสุขภาพที่บ้าน 3. การบริหารจัดการคลินิก ประกอบด้วย 7 ประเด็นย่อย ได้แก่ 3.1) ประชาสัมพันธ์คลินิก 3.2) จัดบุคลากรในการให้บริการ 3.3) จัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ 3.4) ติดต่อประสานงาน 3.5) เบิกจ่ายค่าบริการพยาบาล 3.6) จัดการต้นทุนและงบดุลของคลินิก และ 3.7) จัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย 4. อุปสรรคการดำเนินงานคลินิก ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย ได้แก่ 4.1) ข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ 4.2) ความยากลำบากในการติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4.3) ความยุ่งยากในการเบิกจ่ายค่าบริการ และ 4.4) การคิดอัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าต้นทุน 5. ผลลัพธ์การให้บริการของคลินิก ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย ได้แก่ 5.1) ผลลัพธ์รับต่อผู้รับบริการ 5.2) …
การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาล เมดพาร์ค, พรรษ์พนิตา อินทชิต
การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาล เมดพาร์ค, พรรษ์พนิตา อินทชิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นโรงพยาบาลเมดพาร์ค พัฒนาเครื่องมือและตรวจสอบคุณภาพประเมินสมรรถนะสำหรับหัวหน้าพยาบาลระดับต้น โดยผู้วิจัยประยุกต์ขั้นตอนการสร้างแบบประเมินแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นจากแนวคิดการพัฒนาเครื่องมือของ Grove, Burns & Gray (2013 การพัฒนาเครื่องมือประเมินสมรรถนะประกอบด้วยการทบทวนวรรณกรรม ศึกษาวิสัยทัศน์และพันธกิจของโรงพยาบาลเมดพาร์ค และการจัดกลุ่มสนทนากับผู้เชี่ยวชาญ 10 คน ได้กำหนดสมรรถนะหลัก สมรรถนะย่อย และพฤติกรรมสำหรับการประเมินใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบการวัดแบบมาตรประมาณค่า (Rating Scale) ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาลเมดพาร์ค ประกอบด้วยสมรรถนะ 5 ด้าน รายการสมรรถนะย่อย 20 ข้อ ดังนี้ 1) สมรรถนะด้านภาวะผู้นำ (Leadership) มีรายการสมรรถนะย่อยจำนวน 5 ข้อ 2) สมรรถนะด้านความเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Professionalism) มีรายการสมรรถนะย่อยจำนวน 4 ข้อ 3) สมรรถนะด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (Health communications and technology) มีรายการสมรรถนะย่อยจำนวน 3 ข้อ 4) สมรรถนะด้านการจัดการทรัพยากร (Resource Management) มีรายการสมรรถนะย่อยจำนวน 4 ข้อ 5) สมรรถนะด้านการจัดการเชิงธุรกิจ (Business skill & Principles) มีรายการสมรรถนะย่อยจำนวน 4 ข้อ การประเมินคุณภาพของเครื่องมือประเมินความตรงตามเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์หาค่าความตรงตามเนื้อหา (Content Validity Index : CVI) ที่ระดับ 0.94 การตรวจสอบความตรงของเนื้อหาด้านความสอดคล้องของข้อคำถามกับกับวัตถุประสงค์ (Index of Item-Objective Congruence: IOC) ที่ระดับ 0.76 การวิเคราะห์ความเที่ยงของความสอดคล้องของการประเมินระหว่างผู้ประเมิน 4 กลุ่มคือ ผู้บังคับบัญชาของหัวหน้าพยาบาลระดับต้น หัวหน้าพยาบาลระดับต้นที่ประเมินตนเอง เพื่อนร่วมงาน และผู้ใต้บังคับบัญชา รวมทั้งสิ้น 126 คนเข้าร่วมการประเมินอยู่ที่ระดับ 0.88
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล, ชุติมา โสตะโม
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล, ชุติมา โสตะโม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาลของพยาบาลวิชาชีพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบบรรยาย (Descriptive qualitative research) ผู้ให้ข้อมูลเป็นพยาบาลวิชาชีพที่เป็นผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล จำนวน 12 คน โดยการคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ตามเกณฑ์คัดเลือก ได้แก่ 1) พยาบาลวิชาชีพที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจโรงเรียนบริบาลที่ได้รับการรับรองคุณภาพจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ 2) ดำเนินธุรกิจมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี 3) ได้รับคัดเลือกเป็น “โรงเรียนบริบาลต้นแบบ” จากสมาคมโรงเรียนบริบาลแห่งประเทศไทย และ 4) ยินดีเข้าร่วมการวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต และเอกสารต่าง ๆ ข้อมูลทั้งหมดนำมาวิเคราะห์ข้อมูล (Content analysis) และตีความหมายข้อมูลตามวิธีการวิเคราะห์แบบแก่นสาระ (Thematic Analysis) ผลการศึกษาประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล สามารถแบ่งเป็น 6 ประเด็นหลักและ 22 ประเด็นย่อยดังนี 1. เหตุผลในการเป็นผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1) เห็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจจากประสบการณ์สอนในโรงเรียนบริบาล 2) เป็นงานที่สามารถให้เวลาดูแลบุตรและครอบครัวได้ 3) ช่วยเพิ่มอัตรากำลังคนด้านสุขภาพและสร้างโอกาสทางการศึกษา และ 4) ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง 2. การเตรียมความพร้อมในการเปิดธุรกิจ ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1) การเตรียมเอกสาร 2) การเตรียมทรัพยากร 3) การเตรียมและตรวจประเมินเพื่อขอรับอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน และ 4) การประชาสัมพันธ์โรงเรียน 3. การดำเนินธุรกิจโรงเรียนบริบาล ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1) การจัดการเรียนการสอน 2) กระบวนการดูแลนักเรียน และ 3) การควบคุมมาตรฐาน 4. ปัญหานานาประการต้องจัดการและแก้ไข ประกอบด้วย 5 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1) นักเรียนมีความสนใจและตั้งใจเรียนน้อย 2) ผลกระทบจากสถานการณ์โควิดแพร่ระบาด 3) นักเรียนชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาล่าช้าและไม่ครบถ้วน 4) ความไม่ซื่อสัตย์ในการทำธุรกิจของทีมการตลาด และ …
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลจบใหม่ที่พึงประสงค์ โรงพยาบาลของรัฐ, พริมพิริยะ จินดาวัลณ์
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลจบใหม่ที่พึงประสงค์ โรงพยาบาลของรัฐ, พริมพิริยะ จินดาวัลณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะพยาบาลจบใหม่ที่พึงประสงค์ โรงพยาบาลของรัฐ โดยใช้การวิจัยอนาคตแบบเดลฟายเทคนิค กลุ่มตัวอย่าง คือผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 20 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงพยาบาลของรัฐ/คณะพยาบาลศาสตร์ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญระดับหัวหน้ากลุ่มงาน กลุ่มหัวหน้าหอผู้ป่วย กลุ่มอาจารย์พยาบาล และกลุ่มพยาบาลวิชาชีพพี่เลี้ยงหรือหัวหน้าเวร วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 รอบ คือ 1) การสัมภาษณ์สมรรถนะพยาบาลจบใหม่ที่พึงประสงค์ 2) นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วนำมาสร้างแบบสอบถาม เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าความสำคัญ และ 3) นำข้อมูลมาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และจัดทำแบบสอบถามแล้วส่งกลับให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันคำตอบ ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะพยาบาลจบใหม่ที่พึงประสงค์ โรงพยาบาลของรัฐ ประกอบด้วย 10 สมรรถนะ ดังนี้ 1) สมรรถนะด้านความฉลาดรู้ทางเทคโนโลยีดิจิทัล 2) สมรรถนะด้านจริยธรรม จรรยาบรรณ กฎหมายวิชาชีพ และกฎหมายเทคโนโลยีดิจิทัล 3) สมรรถนะด้านความรู้ทางทฤษฎี และการปฏิบัติการพยาบาลและการผดุงครรภ์ 4) สมรรถนะด้านการสื่อสารที่มีความหลากหลาย 5) สมรรถนะด้านการพัฒนาตนเองและหน่วยงาน 6) สมรรถนะด้านการวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาล 7) สมรรถนะด้านภาวะผู้นำและการบริหารทีมพยาบาล 8) สมรรถนะด้านการปรับตัวกับความหลากหลาย 9) สมรรถนะด้านการจัดการและการแก้ปัญหาทางการพยาบาล 10) สมรรถนะด้านการบริหารจัดการต้นทุนและทรัพยากร โดยมีค่าระดับความสำคัญอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด (Md = 4.10 – 4.72, IR = 0.28 – 1.08)
การศึกษาตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยกระดูกเชิงกรานและเบ้าสะโพกหัก, จารุนนท์ ศรียศพงศ์
การศึกษาตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยกระดูกเชิงกรานและเบ้าสะโพกหัก, จารุนนท์ ศรียศพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยกระดูกเชิงกรานและเบ้าสะโพกหักโดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 20 คน ประกอบด้วย 1) กลุ่มพยาบาลเฉพาะทางออร์โธปิดิกส์ จำนวน 7 คน 2) กลุ่มพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ/อาจารย์/นักวิชาการ จำนวน 5 คน 3) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการพยาบาล จำนวน 5 คน และ 4) กลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยกระดูกเชิงกรานและเบ้าสะโพกหัก จำนวน 3 คน วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์เกี่ยวกับตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยกระดูกเชิงกรานและเบ้าสะโพกหัก ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วนำมาสร้างแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความสำคัญของข้อคำถามในแต่ละข้อ และขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เพื่อสรุปผลการวิจัย ผลการศึกษาพบว่าตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยกระดูกเชิงกรานและเบ้าสะโพกหัก ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นสอดคล้องกัน 7 ด้าน ตัวชี้วัด 47 ข้อ ประกอบด้วย 1) ด้านความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด จำนวน 12 ข้อ 2) ด้านความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกายหลังผ่าตัด จำนวน 3 ข้อ 3) ด้านการตอบสนองด้านจิตใจ จิตสังคม และจิตวิญญาณ จำนวน 3 ข้อ 4) ด้านความพึงพอใจของผู้ป่วยและ/หรือญาติในการเข้ารับบริการ จำนวน 5 ข้อ 5) ด้านความสามารถในการปฏิบัติตัวเมื่อจำหน่าย จำนวน 6 ข้อ 6) ด้านความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนขณะใส่โลหะยึดตรึงกระดูกภายนอกและการดึงถ่วงน้ำหนัก ก่อนผ่าตัด จำนวน 7 ข้อ และ 7) ด้านความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากพยาธิสภาพการบาดเจ็บ และการเคลื่อนไหวร่างกายได้น้อย ก่อนผ่าตัด จำนวน 11 ข้อ ผลการศึกษาครั้งนี้ สามารถนำไปเป็นเครื่องมือในการประเมินผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยกระดูกเชิงกรานและเบ้าสะโพกหักต่อไป
การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาลเลิดสิน, พิพัฒนานนท์ ทารี
การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาลเลิดสิน, พิพัฒนานนท์ ทารี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น 2) พัฒนา และ 3) ตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาลเลิดสิน โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 การศึกษาสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โดยวิธีการสนทนากลุ่มของผู้บริหารระดับกลางและผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นจำนวน 25 คน นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อกำหนดสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น ตอนที่ 2 พัฒนาแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น และกำหนดพฤติกรรมบ่งชี้ในการประเมินสมรรถนะด้วยเกณฑ์มาตรประมาณค่า และตอนที่ 3 การตรวจสอบคุณภาพแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นโรงพยาบาลเลิดสิน โดยการวิเคราะห์ความตรงตามเนื้อหาด้วยค่าดัชนีความสอดคล้อง ค่าความเที่ยงของความสอดคล้องของการประเมินระหว่างผู้ประเมิน 4 กลุ่มได้แก่ ผู้บังคับบัญชาผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น ผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น ผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นที่เป็นเพื่อนร่วมงาน พยาบาลผู้ใต้บังคับบัญชา จำนวน 235 คนผลการวิจัยมีดังนี้1. สมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านภาวะผู้นำ เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถ ในการนำทีมไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ 2) ด้านการบริหารจัดการคุณภาพบริการพยาบาล เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถในการบริหารจัดการระบบบริการให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ 3) ด้านการจัดการทรัพยากร เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับบริการ 4) ด้านจรรยาบรรณวิชาชีพ จริยธรรม และกฎหมาย เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความซื่อสัตย์ ยุติธรรม เป็นธรรม และให้เกียรติผู้อื่น 5) ด้านวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงความสามารถในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการหน่วยงาน 2. แบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นประกอบด้วยสมรรถนะ 5 ด้าน มีรายการสมรรถนะย่อย 22 ข้อ ได้แก่ 1) ด้านภาวะผู้นำ มีรายการสมรรถนะย่อย 5 ข้อ 2) ด้านการบริหารจัดการคุณภาพบริการพยาบาล มีรายการสมรรถนะย่อย 6 ข้อ 3) ด้านการจัดการทรัพยากร มีรายการสมรรถนะย่อย 5 ข้อ 4) ด้านจรรยาบรรณวิชาชีพ จริยธรรม และกฎหมายมีรายการสมรรถนะย่อย 3 ข้อ 5) ด้านวิชาการ วิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศ …
อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574, ศิริณา กมณฑลาภิเษก
อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574, ศิริณา กมณฑลาภิเษก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ จำนวน 18 คน วิธีการดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 รอบ คือ รอบที่ 1 สัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 รอบที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสร้างแบบสอบถาม เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงประมาณค่าแนวโน้มความน่าจะเป็นในแต่ละข้อ และรอบที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบ 2 มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และจัดทำแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็น เพื่อสรุปเป็นอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 ผลการวิจัยพบว่า อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 ประกอบด้วย 7 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านวางแผนการบริหารองค์การ ได้แก่ การวิเคราะห์ภาระงานยุทธการด้านการแพทย์ทหาร 2) ด้านรูปแบบการบริการพยาบาล ได้แก่ การให้บริการเชิงรุกแก่ข้าราชการและครอบครัว รวมถึงผู้ทำการในอากาศ 3) ด้านการจัดการความรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้แก่ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการ 4) ด้านนวัตกรรมและการพัฒนางานคุณภาพ ได้แก่ การยกระดับความสำเร็จในการผลิตผลงานวิจัย นวัตกรรมทางการพยาบาลและงานพัฒนาคุณภาพ 5) ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ การพัฒนาทักษะที่จำเป็นให้กับบุคลากรพยาบาลอย่างต่อเนื่อง 6) ด้านสนับสนุนการจัดการศึกษา ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตให้มีคุณลักษณะและสมรรถนะเชิงวิชาชีพเป็นไปตามความต้องการขององค์การพยาบาล และ 7) ด้านการเตรียมพร้อมรับภารกิจด้านการแพทย์ทหาร สถานการณ์ฉุกเฉินและการบรรเทาสาธารณภัย ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรพยาบาลด้านการปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน
ประสบการณ์ของพยาบาลในการดูแลผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในหอผู้ป่วยวิกฤต, ชุติมาพร โกมล
ประสบการณ์ของพยาบาลในการดูแลผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในหอผู้ป่วยวิกฤต, ชุติมาพร โกมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ของพยาบาลวิชาชีพที่ดูแลผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในหอผู้ป่วยวิกฤต โดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ร่วมกับการบันทึกเทป การสังเกต การจดบันทึกภาคสนาม จำนวน 15 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง วิเคราะห์เนื้อหาตาม van Manen (1990) ผลการศึกษา ประสบการณ์ของพยาบาลในการดูแลผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในหอผู้ป่วยวิกฤต พบมี 5 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) การดูแลผู้ที่ติดเชื้อด้วยความรู้สึกหลากหลายเพราะโควิดเป็นโรคอุบัติใหม่ ประกอบด้วยประเด็นย่อย ดังนี้ 1.1) เหมือนอยู่ในสมรภูมิรบ 1.2) เป็นความเครียด มีความกดดัน เพราะเป็นการดูแลที่ไม่คุ้นเคย 1.3) กลัวติดเชื้อจากผู้ป่วย 1.4) รู้สึกหดหู่ใจเพราะผู้ป่วยตายทุกวัน 1.5) ตื่นเต้น วุ่นวายในการช่วยชีวิตผู้ป่วย 1.6) เหนื่อยกายหลังให้การดูแลแต่มีใจสู้ต่อ และ 1.7) ภูมิใจในตนเองที่สามารถให้การดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้ 2) การดูแลด้วยประสบการณ์เดิมผสานกับความรู้ใหม่ ประกอบด้วยประเด็นย่อย ดังนี้ 2.1) การดูแลผู้ป่วยใส่เครื่องช่วยหายใจในท่านอนคว่ำ 2.2) เฝ้าระวังอาการและภาวะการหายใจ หากเปลี่ยนไปรายงานแพทย์ทันที 2.3) ป้องกันข้อต่อเครื่องช่วยหายใจไม่ให้เลื่อนหลุด 2.4) สังเกตน้ำยาล้างไตและสารน้ำที่ให้ผ่านเครื่อง Monitor และ 2.5) ใช้ Defibrillator แทนการ CPR เมื่อผู้ป่วยใส่ ECMO 3) การดูแลเอาใจใส่ด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ ประกอบด้วยประเด็นย่อย ดังนี้ 3.1) การดูแลด้วยความเข้าใจ/ใช้สติ ให้กำลังใจและถามไถ่ความรู้สึก 3.2) เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้ป่วยและสมาชิกครอบครัว และ 3.3) วาระสุดท้ายต้องดูแลให้ได้ตามมาตรฐานและตอบสนองความต้องการของครอบครัว 4) ปัญหาและอุปสรรคของการดูแลผู้ป่วย ประกอบด้วยประเด็นย่อย ดังนี้ 4.1) ข้อจำกัดด้านการสื่อสารในทีมสุขภาพ และ 4.2) ข้อจำกัดด้านการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและครอบครัว 5) บทเรียนรู้ที่ได้รับจากการดูแลผู้ป่วย ประกอบด้วยประเด็นย่อย ดังนี้ 5.1) เกิดการเรียนรู้นำสู่การปรับปรุงตน 5.2) ผลของงานเกิดจากความทุ่มเทของทีม 5.3) ความรับผิดชอบในวิชาชีพและคุณค่าของการเป็นพยาบาลวิกฤติ และ …