Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Other Mental and Social Health Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Articles 1 - 30 of 143

Full-Text Articles in Other Mental and Social Health

สุขภาพจิตและการรับรู้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของพระภิกษุในจังหวัดกรุงเทพมหานคร, ณัชชา ลิ้มวัฒนายากร Jan 2025

สุขภาพจิตและการรับรู้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของพระภิกษุในจังหวัดกรุงเทพมหานคร, ณัชชา ลิ้มวัฒนายากร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสุขภาพจิตของพระภิกษุในจังหวัดกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล ภาวะเครียด และการรับรู้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต และความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพจิตและการรับรู้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พระภิกษุจํานวน 390 รูป ซึ่งได้รับการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการรับรู้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง (Rosenberg Self-esteem Scale: RSES-TR-10 ฉบับภาษาไทย) และแบบประเมินภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล และภาวะเครียด (Depression, Anxiety, Stress Scale: DASS-21 ฉบับภาษาไทย) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าพิสัยควอไทล์ สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Mann Whitney U test, Kruskal Wallis test, Spearman’s rank correlation และ Multiple stepwise regression analysis ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการรับรู้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองระดับสูง (ร้อยละ 72.3) มีคะแนนเฉลี่ย 31.36 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.51) และค่ามัธยฐาน 30 (ค่าพิสัยควอไทล์ 29-34) ภาวะซึมเศร้าอยู่ในระดับปกติ (ร้อยละ 73.6) มีคะแนนเฉลี่ย 3.15 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.94) และค่ามัธยฐาน 3 (ค่าพิสัยควอไทล์ 1-5) ภาวะวิตกกังวลอยู่ในระดับปกติ (ร้อยละ56.4) มีคะแนนเฉลี่ย 3.54 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.80) และค่ามัธยฐาน 3 (ค่าพิสัยควอไทล์ 1-5) และภาวะเครียดอยู่ในระดับปกติ (ร้อยละ86.4) มีคะแนนเฉลี่ย 4.63 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3.00) และค่ามัธยฐาน 5 (ค่าพิสัยควอไทล์ 2-6) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล …


Biomarkers Of Comorbid Major Depression And Metabolic Syndrome: A Case-Control Study, Ketsupar Jirakran Jan 2024

Biomarkers Of Comorbid Major Depression And Metabolic Syndrome: A Case-Control Study, Ketsupar Jirakran

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Mood disorders, including major depressive disorder (MDD), are among the leading causes of disability worldwide. Major depressive disorder (MDD) and bipolar disorder (BD) often coexist with metabolic syndrome. Increased atherogenicity and a higher risk of cardiovascular diseases are associated with both conditions. This study aimed to determine whether (a) ACEs are significantly associated with the 5 BFI personality dimensions in patients with MDD; (b) increased neuroticism or lowered levels of the other personality dimensions are associated with the phenome of MDD including suicidal behaviors; and (c) the effects of ACEs on the phenome of MDD are mediated via increased neuroticism …


ความตั้งใจมีบุตร บุคลิกภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร ในกรุงเทพมหานคร, ปิยาภัสร์ แผ่นทอง Jan 2024

ความตั้งใจมีบุตร บุคลิกภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร ในกรุงเทพมหานคร, ปิยาภัสร์ แผ่นทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของความตั้งใจมีบุตร ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพกับความตั้งใจมีบุตร และปัจจัยที่สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตร กลุ่มตัวอย่างคือผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร อายุ 18–49 ปี ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 110 คน โดยตอบแบบสอบถามออนไลน์เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน ทัศนคติเรื่องคุณค่าของบุตร อิทธิพลทางสังคม ลำดับความสำคัญของปัจจัยสนับสนุน และแบบวัดบุคลิกภาพ IPIP-NEO ฉบับภาษาไทย จำนวน 30 ข้อ ซึ่งครอบคลุมบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square, t-test และ Logistic Regressionผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่ตั้งใจไม่มีบุตรหรือน่าจะไม่มีบุตรมีความชุกสูงที่สุด (ร้อยละ 55.5) บุคลิกภาพทั้ง 5 ด้านไม่สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตรได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม พบว่า อายุ ทัศนคติว่าบุตรทำให้ครอบครัวสมบูรณ์ และอิทธิพลจากบุคคลรอบข้าง สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตรได้อย่างมีนัยสำคัญสำหรับปัจจัยสนับสนุนกลุ่มที่ตั้งใจจะมีบุตรให้ความสำคัญสูงสุดกับ นโยบายของที่ทำงาน รองลงมาคือ บริการดูแลเด็ก ขณะที่กลุ่มที่ตั้งใจจะไม่มีบุตรให้ความสำคัญกับ ปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ และ นโยบายของที่ทำงานผลการศึกษานี้สะท้อนความซับซ้อนของการตัดสินใจมีบุตรในกลุ่มผู้หญิงทำงาน และสามารถใช้เป็นแนวทางในการวางแผนเชิงนโยบายด้านครอบครัวและแรงงานในอนาคต


ความชุกของการใช้สารเสพติดและคุณภาพชีวิตในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร, ปาณิศา กาญจนซิม Jan 2024

ความชุกของการใช้สารเสพติดและคุณภาพชีวิตในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร, ปาณิศา กาญจนซิม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาความชุกของการใช้สารเสพติดและคุณภาพชีวิตในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยดำเนินการเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ด้วยแบบคัดกรองประสบการณ์ในการใช้ ยาสูบ สุรา และสารเสพติดตัวอื่นๆ และแบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลก ในบุคลลากรฝ่ายสนับสนุนจำนวน 250 คนจากผลการศึกษาพบว่าความชุกของการใช้สารเสพติดในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่เคยใช้สารเสพติดอย่างใดอย่างหนึ่งตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาคิดเป็น ร้อยละ 94.0 และ ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 70.8 โดยพบว่าชนิดของสารที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรกตลอดช่วงชีวิต และใน 3 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ กัญชา ใบกระท่อม และสารผสมน้ำต้มใบกระท่อม และพบความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดของบุคลากรส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำ ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กัญชา ยากระตุ้นประสาทกลุ่มแอมเฟตามีน สารระเหย ใบกระท่อม สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม สารกลุ่มฝิ่น ร้อยละ 78.02, 93.02, 87.23, 90.91, 91.25, 76.92, 71.43 ตามลำดับ ขณะที่ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบส่วนใหญ่มีความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 55.22 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับสารเสพติดที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เพศ อายุ และหน่วยงาน โดย เพศชาย อายุ 18-35 ปี เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้สารและระดับความรุนแรงในการใช้สารมากที่สุด นอกจากนั้นยังพบว่าบุคลากรส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 51.60 แบ่งเป็น คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพร่างกายในระดับดี ร้อยละ 53.60 คุณภาพชีวิตด้านจิตใจในระดับดี ร้อยละ 64.80 คุณภาพชีวิตด้านสัมพันธภาพทางสังคมในระดับปานกลาง ร้อยละ 62.00 และคุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อมในระดับปานกลาง ร้อยละ 68.00


ความเครียดจากงานและภาวะติดงานของผู้ผลิตสื่อ บริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ ในกรุงเทพมหานคร, นัชชา มิตรวารีสัมพันธุ์ Jan 2024

ความเครียดจากงานและภาวะติดงานของผู้ผลิตสื่อ บริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ ในกรุงเทพมหานคร, นัชชา มิตรวารีสัมพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความเครียดจากงาน ภาวะติดงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเครียดจากงาน ของผู้ผลิตสื่อ บริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ ในกรุงเทพมหานครวิธีการศึกษา : การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นผู้ผลิตสื่อจากบริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 295 คน โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน โดยผู้เข้าร่วมการศึกษาทำการตอบแบบสอบถามทั้งหมดด้วยตัวเองอย่างสมัครใจ แบบสอบถามทั้งหมดได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามด้านการทำงาน 3) แบบสอบถามความเครียดจากงาน (Work Stress Scale) 4) แบบสอบถามภาวะติดงาน (Bergen Work Addiction Scale, BWAS) 5) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม (Social Support Questionnaire) 6) แบบสอบถามความสุขในการทำงาน (Work Happiness Questionnaire) นำเสนอความเครียดจากงานและภาวะติดงาน โดยใช้สัดส่วน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วจึงทำการวิเคราะห์ปัจจัยระหว่างความเครียดจากงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยใช้สถิติไคสแควร์ และการวิเคราะห์ความถดถอยลอจิสติกเพื่อระบุปัจจัยทำนายความเครียดจากงานระดับสูงถึงสูงมากของผู้ผลิตสื่อ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่ต่ำกว่า 0.5ผลการศึกษา : มากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 56.3) ของผู้ผลิตสื่อมีความเครียดอยู่ในระดับสูง โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยของค่าคะแนนความเครียดเท่ากับ 53.71 ± 12.35 และมีผู้ที่มีภาวะติดงานร้อยละ 23.1 จากการวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าการมีภาวะติดงานมีความสัมพันธ์กับความเครียดจากงานในระดับสูงถึงสูงมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคมระดับต่ำถึงปานกลาง ความสุขในการทำงานระดับต่ำมากถึงปานกลาง และการทำงานมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อวัน (p<0.01) ซึ่งปัจจัย เหล่านี้เองก็เป็นปัจจัยทำนายของความเครียดจากงานระดับสูงถึงสูงมากเช่นกัน สรุปผลการศึกษา : ผู้ผลิตสื่อ บริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ในกรุงเทพมหานคร โดยส่วนมาก (ร้อยละ 56.3) มีความเครียดจากงานระดับสูง และพบภาวะติดงานร้อยละ 23.1 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องและเป็นปัจจัยทำนายของความเครียดจากงานระดับสูงถึงสูงมาก คือ ภาวะติดงาน การสนับสนุนทางสังคมระดับต่ำถึงปานกลาง ความสุขในการทำงานระดับต่ำมากถึงปานกลาง และการทำงานมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อวัน


ความวิตกกังวล และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก ที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ณัฐธิดา รัชตารมย์ Jan 2024

ความวิตกกังวล และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก ที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ณัฐธิดา รัชตารมย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความวิตกกังวลของผู้ป่วยสูงอายุที่รับไว้ในโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก และเพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย วิธีการศึกษา: เก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ป่วยผู้สูงอายุเพศชาย และเพศหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกฝ่ายออร์โธปิดิกส์ ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งรับไว้ในโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน จำนวน 85 ราย โดยใช้แบบสอบถามรวมทั้งหมด 5 ชุด ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความวิตกกังวลแฝงและบบประเมินความวิตกกังวลขณะเผชิญ แบบประเมินระดับความวิตกกังวล (Visual Analog Scale-Anxiety: VASA) แบบประเมินความปวด และแบบวัดการสนับสนุนทางสังคม และใช้สถิติเชิงพรรณนา Mann-Whitney U Test Kruskal-Wallis Test และ Spearman’s rank correlation โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่น้อยกว่า 0.05 ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ของความวิตกกังวลขณะเผชิญ ในผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักเท่ากับ 48.15 คะแนน (11.06) ค่ามัธยฐาน (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์) เท่ากับ 47 (40.0–57.5) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 49.4 จากคะแนนเต็ม 80 คะแนน ส่วนความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก มีค่าเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) เท่ากับ 3.15 คะแนน (1.95) ค่ามัธยฐาน (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์) เท่ากับ 3.0 (1.43–4.43) และพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันหลังผ่าตัด ส่วนปัจจัยที่มีเกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพก ได้แก่ ประสบการณ์ที่ผู้ป่วยเคยได้รับการผ่าตัด ระดับความเจ็บปวด ความวิตกกังวลแฝง และการสนับสนุนทางสังคมด้านความพึงพอใจ มีความสัมพันธ์กับความวิตกกังวลขณะเผชิญ และความวิตกกังวลก่อนผ่าตัด สรุปผลการศึกษา: ความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกสะโพกหักส่วนใหญ่พบว่ามีความวิตกกังวลในระดับปานกลาง และพบปัจจัยที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลขณะเผชิญ และความวิตกกังวลก่อนผ่าตัด ซึ่งผลการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถช่วยดูแลผู้ป่วยและจัดการกับความวิตกกังวลได้อย่างเหมาะสม และพัฒนาคุณภาพในการดูแลผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกสะโพกหักทั้งในช่วงก่อนและหลังการผ่าตัด


ประสิทธิภาพของการคัดกรองและการบำบัดแบบย่อสำหรับความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดและความเครียดในทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี, จิตรลดา รีเอี่ยม Jan 2024

ประสิทธิภาพของการคัดกรองและการบำบัดแบบย่อสำหรับความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดและความเครียดในทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี, จิตรลดา รีเอี่ยม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการบำบัดแบบย่อ (Brief Intervention) ต่อพฤติกรรมการใช้สารเสพติด ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติด เปรียบเทียบความเครียดและพฤติกรรมการใช้สารเสพติด ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี โดยเก็บรวบรวมข้อมูล 2 ครั้ง (ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อ) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความเครียด แบบคัดกรองประสบการณ์ในการใช้ยาสูบ สุรา และสารเสพติดตัวอื่นๆ และการตรวจปัสสาวะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการใช้สารเสพติดอย่างน้อยหนึ่งชนิด ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อ มีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 100.00 และ 64.40 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมีประสิทธิภาพการบำบัดแบบย่อ โดยสารที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ เครื่องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ผลิตภัณฑ์ยาสูบ, ใบกระท่อม, สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม, และกัญชา โดยมีความเสี่ยงระดับปานกลาง มีความเครียดก่อนการบําบัดแบบย่อระดับสูง (35.60%) หลังการบําบัดแบบย่อส่วนใหญ่มีความเครียดระดับน้อย (51.10%) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเครียดก่อนการบำบัดแบบย่อระดับสูง (35.60%) หลังการบำบัดแบบย่อมีความเครียดอยู่ในระดับน้อย (51.10%) จากการทดสอบสมมติฐาน พบว่า อายุ ภูมิลำเนา รายได้ และความเครียดมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้พฤติกรรมการใช้สารเสพติดและความเครียดของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรีลดลงหลังได้รับการบำบัดแบบย่อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


ภาวะซึมเศร้า และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร, ขนิษฐา เมฆสวัสดิ์ Jan 2024

ภาวะซึมเศร้า และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร, ขนิษฐา เมฆสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ในกลุ่มผู้ที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร ที่เพศกำเนิดเป็นหญิง ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหารในจังหวัดกรุงเทพมหานคร และรับงานผ่านแอปพลิเคชันในประเทศไทย ผู้วิจัยเข้าถึงกลุ่มตัวอย่างแบบมีเป้าหมาย โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านทางกลุ่มสหภาพไรเดอร์และกลุ่มในเครือข่าย เก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2567 - กุมภาพันธ์ 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1. แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2. แบบสอบถามเกี่ยวกับงานขับขี่รถส่งอาหาร 3. แบบประเมินภาวะซึมเศร้าของเบ็คฉบับที่ 1A 4. แบบสอบถามวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ (WHOQOL-BREF-THAI) ในการศึกษาครั้งนี้พบว่าความชุกของภาวะซึมเศร้าในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหารในจังหวัดกรุงเทพมหานคร เป็นอัตราส่วน ร้อยละ 38.9 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ การประกอบอาชีพอื่นร่วมด้วย, ภาระงานบ้าน จับจ่ายซื้อของ, ความยากลำบากในการจัดหาอุปกรณ์, ผลรวมคะแนนคุณภาพชีวิตด้านจิตใจ และจำนวนชั่วโมงการนอนหลับ โดยปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในประชากรกลุ่มนี้ได้แก่ การประกอบอาชีพอื่นร่วมด้วย (AOR=4.600, 95% CI=1.172 – 18.052, p=0.029), การมีภาระงานบ้านจับจ่ายซื้อของ (AOR=7.354, 95% CI=1.616–33.460, p=0.010), ความยากลำบากในการจัดหาอุปกรณ์ (AOR=8.491, 95% CI=1.425–50.606, p=0.019), ค่าคะแนนคุณภาพชีวิตด้านจิตใจ (AOR=0.656, 95% CI=0.541-0.796, p<0.001), จำนวนชั่วโมงการนอนหลับ (AOR=0.637, 95% CI=0.407-0.995, p=0.048)


ความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ และการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณัชญ์ประเสริฐ วิฑูรเศรษฐ์ Jan 2024

ความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ และการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณัชญ์ประเสริฐ วิฑูรเศรษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เหตุผลในการทำวิจัย: ภาวะหมดไฟในการเรียน เป็นปัญหาทางสุขภาพจิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในกลุ่มนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก เนื่องจากประสบกับปัญหาการเรียนที่มีเนื้อหามากและเข้มข้นในเวลาที่จำกัดร่วมกับมีภาวะการแข่งขันในการเรียนสูง ต้องปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมในการเรียนของแต่ละชั้นปีที่มีความคาดหวังสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้เกิดภาวะเครียดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้เกิดภาวะหมดไฟในการเรียน การศึกษาที่ผ่านมาพบว่านิสิตแพทย์เป็นกลุ่มที่มีภาวะหมดไฟในการเรียนสูง และยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยทางด้านบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบและการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟในการเรียนในประเทศไทย วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟของนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีทำการวิจัย: การศึกษาเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ในนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิกปีการศึกษา 2566 จำนวน 340 คน ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2567-มิถุนายน 2567 โดยการตอบแบบสอบถามด้วยตนเองจำนวน 4 ชุด ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบวัดบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ 3) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และ 4) แบบประเมินภาวะหมดไฟ วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟ โดยใช้ Chi-square tests และ Fishers’ exact test วิเคราะห์ปัจจัยทำนายภาวะหมดไฟ โดยใช้ Multivariable logistic regression analysis โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษา: พบความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียนสูงอย่างน้อยหนึ่งด้าน ร้อยละ 56.8 โดยภาวะหมดไฟในการเรียนสูงจำนวนด้าน 1,2 และ 3 พบร้อยละ 32.6, 17.1 และ 7.1 ตามลำดับ ในการศึกษานี้ใช้เกณฑ์ภาวะหมดไฟสูง 3 ด้าน ถือว่ามีภาวะหมดไฟในการเรียน (ร้อยละ 7.1) ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟในการเรียน ได้แก่ อายุมากกว่า 21 ปี เรียนชั้นปี2และ3 การมีโรคจิตเวช ความพึงพอใจในการเรียนแพทย์ในระดับเฉยๆถึงไม่ค่อยพึงพอใจ การชอบฟังเพลง การไม่ออกกำลังกายและไม่ค่อยออกกำลังกาย การมีปัญหาการนอน การใช้ยานอนหลับ บุคลิกภาพแบบแสดงตัวต่ำ บุคลิกภาพแบบเปิดกว้างต่ำ บุคลิกภาพแบบมีจิตสำนึกต่ำ การสนับสนุนทางสังคมด้านอารมณ์ต่ำ และการสนับสนุนทางสังคมโดยรวมต่ำ และพบว่าปัจจัยทำนายภาวะหมดไฟในการเรียน ได้แก่ การไม่ออกและไม่ค่อยออกกำลังกาย และบุคลิกภาพแบบเปิดกว้างต่ำ …


ภาวะซึมเศร้าวิตกกังวลและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย 3 เดือน หลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ศุภนิดา โกยสมบูรณ์ Jan 2024

ภาวะซึมเศร้าวิตกกังวลและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย 3 เดือน หลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ศุภนิดา โกยสมบูรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการศึกษาภาคตัดขวางในผู้ป่วยที่มีอาการโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลภายหลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองมา 3 เดือน โดยใช้ Hospital Anxiety and Depression Scale คัดกรองภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล แบบวัดคุณภาพชีวิตเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (SS-QoL-12)ประเมินคุณภาพชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Fisher’s Exact Test และ Forward Conditional Binary Logistic Regression ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง 101 คน อายุเฉลี่ย 64.06 ± 11.11 ปี พบภาวะซึมเศร้าร้อยละ 9 และภาวะวิตกกังวลร้อยละ 8 มีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับดีร้อยละ 95 ปัจจัยที่ทำนายภาวะซึมเศร้า ได้แก่ การไม่ได้ประกอบอาชีพ (OR = 64.276; 95%CI = 2.464 - 1677.010) การมีประวัติเจ็บป่วยทางจิตเวชในครอบครัว (OR = 72.476; 95%CI = 3.089 – 1700.640) การมีพยาธิสภาพบริเวณ Caudate Nucleus (OR = 25.345; 95%CI = 1.975 – 325.268) การมีอาการอ่อนแรง (OR = 17.665; 95%CI = 1.017 – 306.765) และมีอาการชา (OR =15.417; 95%CI = 1.360 – 174.837) ปัจจัยทำนายภาวะวิตกกังวล ได้แก่ มีประวัติโรคหลอดเลือดสมองในครอบครัว (OR =7.522; 95%CI = 1.200 – 47.156) การมีค่าคะแนน MOCA ผิดปกติ (OR = …


ประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, พีรวัส เตียวเจริญ Jan 2024

ประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, พีรวัส เตียวเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยเก็บข้อมูลจากคนช่วงอายุ 25-45 ปี ที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองด้านสรีรวิทยาและจิตวิทยา (ผ่านแบบสอบถามข้อมูลส่วนตัว แบบสอบถาม SPST-20, แบบสอบถาม HADS และ STOP-Bang ฉบับภาษาไทย) จำนวน 70 ราย สุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย กลุ่มละ 35 ราย โดยกลุ่มทดลองได้รับคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันที่ผู้วิจัยออกแบบและพัฒนาขึ้นก่อนเวลาเข้านอนเป็นเวลา 40 นาที ทุกคืนติดต่อกัน เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่ได้รับการแทรกแซง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับชนิดตอบด้วยตนเอง (PSQI ฉบับภาษาไทย) ก่อนและหลังการทดลองผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคมีคุณภาพการนอนหลับหลังการทดลองดีขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) กลุ่มทดลองมีคุณภาพการนอนหลับในองค์ประกอบย่อยที่ 1, 2 และ 3 (Subjective Sleep Quality, Sleep Latency และ Sleep Duration) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยนี้บ่งชี้ว่าคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคมีประสิทธิผลในการส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับของ คนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ผลการศึกษานี้บ่งชี้ว่า การได้รับคลื่นเสียงชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันสมาร์ทโฟนมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น และอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ง่ายในการแก้ไขปัญหาการนอนหลับในประชากรกลุ่มนี้


ผลของการบำบัดด้วยแสงจ้าต่อคุณภาพการนอนและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สวางคนิวาส สภากาชาดไทย, ฬุฎี เตชะเทพประวิทย์ Jan 2024

ผลของการบำบัดด้วยแสงจ้าต่อคุณภาพการนอนและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สวางคนิวาส สภากาชาดไทย, ฬุฎี เตชะเทพประวิทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมักมีปัญหาการนอนหลับ ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และคุณภาพชีวิตลดลง การบำบัดด้วยแสงจ้า (Bright Light Therapy) จึงเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาพการนอนและจิตใจ ระเบียบวิธีวิจัย - เป็นการศึกษาวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 25 คน ที่เข้ารับการฟื้นฟู ณ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สภากาชาดไทย โดยได้รับการดูแลตามมาตรฐาน 14 วัน หลังจากนั้นได้รับการบำบัดด้วยแสงจ้าขนาด 7,500 ลักซ์ เป็นเวลา 45 นาทีต่อวันควบคู่ไปด้วยเป็นเวลา 14 วัน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินได้แก่ แบบประเมิน PSQI เพื่อประเมินคุณภาพการนอน แบบประเมินคุณภาพชีวิต WHOQOL-BREF แบบประเมินภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล HADS และใช้นาฬิกา Garmin เก็บข้อมูลการนอนเชิงลึกและอัตราการเต้นของหัวใจ วิเคราะห์ทางสถิติเพื่อหาค่าสถิติเชิงพรรณาและหาค่าความเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์การศึกษาด้วยสถิติ Generalized Estimating Equations (GEE) ผลการศึกษา - การบำบัดด้วยแสงจ้าให้ผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น (p < .001) เพิ่มคุณภาพชีวิต (p = .004) ลดภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล (p < .001) รวมทั้งพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในโครงสร้างการนอน เช่น เพิ่มระยะเวลาการนอนหลับลึกและการหลับฝัน REM-sleep ลดการนอนหลับตื้น และลดอัตราการเต้นของหัวใจขณะตื่นและขณะหลับได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการการบำบัดด้วยแสงจ้า (p = .001) สรุป - การบำบัดด้วยแสงจ้าเป็นแนวทางการบำบัดที่มีประสิทธิภาพต่อคุณภาพการนอนของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูและปลอดภัย สามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง


ภาวะหมดไฟจากการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เขตกรุงเทพมหานคร, ธมลวรรณ กุลเลิศจริยา Jan 2024

ภาวะหมดไฟจากการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เขตกรุงเทพมหานคร, ธมลวรรณ กุลเลิศจริยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์มีความเสี่ยงการเกิดภาวะหมดไฟสูง โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชน ที่ต้องคํานึงถึงการแข่งขันในตลาด ทำให้บุคลากรเกิดความกดดัน ความเครียด ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน นำไปสู่การเกิดภาวะหมดไฟได้ในที่สุด การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณา เพื่อหาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเก็บข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล จำนวน 500 คน ใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมิน Maslach Burnout Inventory แบบสอบถามความพึงพอใจในงาน แบบวัดความเครียดสวนปรุง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Independent t test , Chi-squared, Fisher's Exact Test, Binary logistic regression analysis เพื่อหาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีสัดส่วนเป็นเพศหญิง(81%) มีอายุช่วง 20 – 29 ปี (64.8%) ระดับการศึกษาปริญญาตรี (81.8%) เป็นพยาบาลวิชาชีพ (42%) โดยมีภาวะหมดไฟด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์และการลดความเป็นบุคคลระดับต่ำ ร้อยละ 87.4 และ 98.8 ตามลำดับ ด้านความสำเร็จส่วนบุคคลระดับปานกลาง ร้อยละ 36.8 ส่วนภาวะหมดไฟโดยรวมระดับต่ำ ร้อยละ 55.9 และระดับปานกลาง ร้อยละ 42.7 และพบว่าปัจจัยด้านความเครียดสูง อยู่แผนกผู้ป่วยนอก ภาระงานมาก เวลาพักน้อย เวลาในการเดินทางมาทำงาน > 30 นาที การใกล้ชิดกับผู้รับบริการ ความยากลำบากช่วง Covid-19 การดื่มแอลกอฮอล์และชั่วโมงการนอนหลับต่อวัน ≤6 ชั่วโมง มีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟในการทำงานปานกลาง-สูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) เมื่อวิเคราะห์ด้วย logistic regression analysis พบว่าปัจจัยที่ทำนายการมีภาวะหมดไฟ ระดับสูงได้แก่การทำงานแผนกผู้ป่วยนอก ใกล้ชิดกับผู้รับบริการ ระยะเวลาพักน้อย การดื่มแอลกอฮอล์บางครั้ง และชั่วโมงการนอนหลับเฉลี่ยต่อวัน ≤6 ชั่วโมง บุคลากรทางการแพทย์ในการศึกษาส่วนใหญ่มีภาวะหมดไฟในระดับต่ำ-ปานกลาง ซึ่งเกี่ยวข้อง กับลักษณะงานที่ทำ ระยะเวลาในการพักผ่อนนอนหลับและการใช้แอลกอฮอล์


ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่กำลังติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสถาบันกวดวิชาย่านสยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร, กัญจน์การิน ลัทธศักย์ศิริ Jan 2024

ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่กำลังติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสถาบันกวดวิชาย่านสยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร, กัญจน์การิน ลัทธศักย์ศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ที่มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่กำลังติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในสถาบันกวดวิชาย่านสยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จำนวน 115 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ.2567 - ธันวาคม พ.ศ. 2567 โดยผู้เข้าร่วมวิจัยตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง ซึ่งประกอบด้วย แบบสอบถามคัดกรองผู้เข้าร่วมวิจัย, แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป, แบบสอบถามการรับรู้ความคาดหวังของผู้ปกครองที่มีต่อตนเองในการสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา, แบบสอบถามความคาดหวังต่อตนเองในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยโดยรวม, แบบวัดอาการซึมเศร้า (CES-D) ฉบับภาษาไทย, แบบวัดความวิตกกังวล (STAI Form Y-1, A-state) ฉบับภาษาไทย, แบบสอบถามเรื่องความรู้สึกต่อตนเอง (Revised Thai RSES) ฉบับภาษาไทย โดยวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน จากการศึกษาในครั้งนี้พบ ความชุกของภาวะซึมเศร้า ร้อยละ 29.4 พบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้า ได้แก่ ภาวะวิตกกังวล, ระดับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส covid-19, ระดับความเครียดจากการเรียนกวดวิชา, ระดับความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง, (p<0.01) ระดับความรู้สึกเป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อน, การมีบุคคลที่รู้สึกไว้วางใจ, และระดับความคาดหวังต่อตนเอง ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (p<0.5) และพบความชุกของภาวะวิตกกังวล ร้อยละ 78 (ภาวะวิตก กังวลปานกลาง ร้อยละ 68.8 ภาวะวิตกกังวลสูง ร้อยละ 9.2) ส่วนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะวิตกกังวล ได้แก่ เพศ, ภาวะซึมเศร้า, การลงเรียนกวดวิชาวิทยาศาสตร์ (p<0.01), ระดับความเครียด จากการเรียนกวดวิชา, ระดับความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง (p<0.05)


ความชุกของภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของนักดำน้ำที่ใช้เครื่องช่วยหายใจใต้น้ำ แบบนันทนาการ ชาวไทย ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฏร์ธานี, รัชดา แสงสานนท์ Jan 2024

ความชุกของภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของนักดำน้ำที่ใช้เครื่องช่วยหายใจใต้น้ำ แบบนันทนาการ ชาวไทย ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฏร์ธานี, รัชดา แสงสานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษางานวิจัยแบบตัดขวาง เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของนักดำน้ำชาวไทยและหาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยเก็บข้อมูลนักดำน้ำแบบนันทนาการการชาวไทยที่ได้รับใบอนุญาติดำน้ำ จำนวน 126 คน อายุระหว่าง 18–60 ปี ที่เดินทางมาดำน้ำที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ ประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลประชากรทั่วไป ประวัติการดำน้ำ การประเมินสุขภาพ แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 9 ข้อ (PHQ-9) และแบบประเมินภาวะวิตกกังวล 7 ข้อ (GAD-7) ใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกเพื่อหาความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลในระดับปานกลางถึงรุนแรง ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวน 126 ราย อายุเฉลี่ย 34.08 ปี ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มดำน้ำเฉลี่ย 4.87 ปี กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 18.3 มีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลางถึงรุนแรง และร้อยละ 8.7 มีความวิตกกังวลในระดับเดียวกัน โดยโรคประจำตัวที่รายงานสูงที่สุดคือ การมีประวัติเคยติดเชื้อโควิด-19 โดยนักดำน้ำผู้ที่มีบันทึกการดำน้ำไม่เกิน 40 ไดฟ์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีแนวโน้มมีภาวะซึมเศร้าปานกลางถึงรุนแรงมากกว่านักดำน้ำที่มีบันทึกการดำน้ำมากกว่า 40 ไดฟ์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา (OR = 4.56; 95% CI: 1.38–15.07; p = 0.013) นอกจากนี้ผู้ที่มีประวัติของโรคซึมเศร้าหรือเคยมีความคิดหรือพยายามฆ่าตัวตายมีแนวโน้มมีภาวะซึมเศร้าปานกลางถึงรุนแรงเช่นกัน (OR = 5.61; 95% CI: 1.18–26.63; p = 0.030) ในขณะที่นักดำน้ำที่มีประวัติโรคไบโพลาร์มีความสัมพันธ์กับระดับความวิตกกังวลในระดับปานกลางถึงรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ (OR = 9.80; 95% CI: 1.54–62.50; p = 0.016) การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่ามีนักดำน้ำชาวไทยที่มีอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลในระดับที่ต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติมด้านคลินิกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มที่เคยมีประวัติการรักษาและการใช้ยารักษาอาการทางจิตเวช นักดำน้ำจึงควรได้รับการประเมินสุขภาพจิตโดยผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจทั้งด้านอาการทางจิตเวชและเวชศาสตร์การดำน้ำ เพื่อความปลอดภัยในการดำน้ำต่อไป


Thai Version Of The Brief Assessment Of Social Skills-Dementia (Bass-D Th): A Validation And Functional Near-Infrared Spectroscopy Study, Pornsinee Laisathit Jan 2024

Thai Version Of The Brief Assessment Of Social Skills-Dementia (Bass-D Th): A Validation And Functional Near-Infrared Spectroscopy Study, Pornsinee Laisathit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The Brief Assessment of Social Skills – Dementia (BASS-D) was developed to provide a concise and effective measure of social cognition across four domains. This study aimed to validate the Thai version of BASS-D (BASS-D TH), examining its psychometric properties and factors associated with BASS-D TH, as well as anatomical correlates using functional Near-Infrared Spectroscopy (fNIRS). BASS-D was forward and back -translated between Thai and English language. Minor modifications were made to enhance cultural replicability. The BASS-D TH was administered to 28 elderly controls and 13 dementia patients. Age and number of years in formal education were statistically different (t=-3.67, …


Factors Associated With Severity Of Depression And Suicidal Behaviors In University Students, Asara Vasupanrajit Jan 2023

Factors Associated With Severity Of Depression And Suicidal Behaviors In University Students, Asara Vasupanrajit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Depression is a mood disorder that is a significant risk factor for suicidal behaviors (SB). This study aimed to explore the influence of the potential factors of depression, encompassing adverse childhood experiences (ACEs), negative life events (NLEs), rumination, neuroticism, and the immune-inflammatory and nitro-oxidative (IO&NS) biomarkers on the severity of depression and SB among young adults. The effects of IO&NS biomarkers in psychiatric patients with SB were identified through systematic reviews and meta-analyses. A case-control study involving 118 participants was conducted to determine the association between psychological factors, including ACEs, NLEs, rumination, and neuroticism, and the depression phenome using partial …


The Causal Relationships Of Work-Life Balance, Psychological Well-Being, Burnout, And Related Factors Among Public Secondary School Teachers In Bangkok: A Mixed-Method Research, Gunchanon Khawda Jan 2023

The Causal Relationships Of Work-Life Balance, Psychological Well-Being, Burnout, And Related Factors Among Public Secondary School Teachers In Bangkok: A Mixed-Method Research, Gunchanon Khawda

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study is a parallel mixed-method research, consisting of quantitative and qualitative studies. The objective is to examine the causal relationships among work-life balance, psychological well-being, burnout, emotional intelligence, emotion regulation, and psychological capital among public secondary school teachers in Bangkok. The quantitative results revealed that the study comprised 436 teachers, with an average age of 35.12 years old (SD = 9.56). The structural equation modeling analysis found that the model fit the empirical data (Chi-square = 348.89, df = 172, p < 0.001, Chi-square/df = 2.03, RMSEA = 0.05, GFI = 0.93, AGFI = 0.91, CFI = 0.97). Emotional intelligence had a significant positive effect on work-life balance (Beta = 0.43, p = 0.002) and psychological well-being (Beta = 0.29, p = 0.001). Psychological capital also had a significant positive effect on work-life balance (Beta = 0.35, p = 0.03) and psychological well-being (Beta = 0.51, p < 0.001). The qualitative study included in-depth interviews with 6 school administrators and focus group discussions with 20 teachers. The qualitative results demonstrated that school administrators and teachers had a convergent opinion on factors contributing to poor work-life balance, such as workload apart from teaching, urgent work during holidays, the burden of caring for family members, and financial debt. Additionally, factors contributing to teacher burnout, such as excessive workload, disliked assignments, monotonous tasks, and students lacking motivation to study, were identified. The merged results of the quantitative and qualitative studies can be summarized in four topics: (1) Teachers’ good work-life balance affects better psychological well-being and happiness, while poor work-life balance might affect greater burnout; (2) Teachers’ emotional intelligence and psychological capital affect good work-life balance; (3) Teachers’ emotional intelligence and psychological capital might reduce burnout; and (4) Teachers' emotional intelligence and psychological capital positively influence psychological well-being. In conclusion, teachers with high levels of emotional intelligence and psychological capital are likely to have better work-life balance and psychological well-being; in turn, these might reduce their burnout.


ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการฟื้นพลัง ภาวะซึมเศร้า รูปแบบการเผชิญปัญหา และคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่รักษาแบบผู้ป่วยนอก ที่แผนกจิตเวช โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ, จุฑามาศ สุดชื่น Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการฟื้นพลัง ภาวะซึมเศร้า รูปแบบการเผชิญปัญหา และคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่รักษาแบบผู้ป่วยนอก ที่แผนกจิตเวช โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ, จุฑามาศ สุดชื่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการฟื้นพลัง รูปแบบการเผชิญปัญหา และคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยนอกที่มีภาวะซึมเศร้าที่เข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ วิธีการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยนอกที่มีภาวะซึมเศร้า ที่เข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จำนวน 110 คน ผ่านการใช้แบบสอบถาม ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินโรคซึมเศร้า (PHQ-9) แบบวัดความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นของชีวิต (CD-RISC) แบบสอบถามการเผชิญปัญหา และแบบวัดคุณภาพชีวิต (WHOQOL-BREF) ทดสอบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างการฟื้นพลัง ภาวะซึมเศร้า รูปแบบการเผชิญปัญหา และคุณภาพชีวิต ผลการศึกษา : จากกลุ่มตัวอย่าง 110 คน พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการฟื้นพลังเท่ากับ 20.5 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน 7) ร้อยละ 60 ใช้กลวิธีเผชิญปัญหาแบบมุ่งจัดการกับปัญหาอยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ 77.3 มีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับกลาง ภาวะซึมเศร้าและรูปแบบการเผชิญปัญหาสามารถอธิบายความแปรผันของการฟื้นพลังร้อยละ 26 และการฟื้นพลังสามารถอธิบายความผันแปรของคุณภาพชีวิตร้อยละ 55.30 สรุป: ภาวะซึมเศร้าและรูปแบบการเผชิญปัญหามีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตผ่านการฟื้นพลัง


พลังสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยวัยรุ่นที่มีโรคหัวใจแต่กําเนิดที่มารับการรักษา ณ แผนกผู้ป่วยนอก ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สุธาวี สมบูรณ์ทรัพย์ Jan 2023

พลังสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยวัยรุ่นที่มีโรคหัวใจแต่กําเนิดที่มารับการรักษา ณ แผนกผู้ป่วยนอก ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สุธาวี สมบูรณ์ทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงพรรณาเพื่อศึกษาพลังสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ป่วยวัยรุ่นที่มีโรคหัวใจแต่กำเนิดที่มารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อายุ 13-18 ปี จำนวน 73 คน โดยมีครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลแบบประเมินความผูกพันใกล้ชิดกับเพื่อน แบบประเมินความเข้มแข็งทางใจในเด็กและแบบประเมินความเข้มแข็งทางใจในเด็ก วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดย สถิติเชิงพรรณนา และ สถิติ Chi-square และ Pearson correlation ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด มีค่าคะแนนเฉลี่ยพลังสุขภาพจิตระดับปานกลาง ช่วงอายุ 13-15 ปี ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 81.6 ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่มีช่วงอายุ 16-18 ปี ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 77.1 โดยมีปัจจัยที่สัมพันธ์กับพลังสุขภาพจิต ได้แก่ ด้านสถานภาพสมรสของผู้ปกครอง ความผูกพันใกล้ชิดกับเพื่อน ซึ่งปัจจัยด้านโรคและภาวะซึมเศร้าไม่มีความสัมพันธ์กับพลังสุขภาพจิต ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถเป็นข้อมูลพื้นฐานระดับพลังสุขภาพจิตในกลุ่มวัยรุ่นที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เพื่อนำเป็นแนวทางในการประเมินสุขภาพจิตและพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพจิต โดยเฉพาะการสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการดูแลวัยรุ่นของครอบครัวและกลุ่มเพื่อน เพื่อส่งเสริมพลังสุขภาพจิตแก่วัยรุ่นกลุ่มนี้


ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักและการเห็นคุณค่าในตนเองในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, อมิตตา คัญทัพ Jan 2023

ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักและการเห็นคุณค่าในตนเองในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, อมิตตา คัญทัพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณาในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักที่มารักษา ณ คลินิกผู้ป่วยนอก ของคลินิกจิตเวชผู้ใหญ่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน 113 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม พศ.2566 - กุมภาพันธ์ พศ. 2567 โดยผู้เข้าร่วมวิจัยตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดความพึงพอใจในความสัมพันธ์ Relationship Assessment Scale (RAS) ฉบับภาษาไทย 3) แบบประเมินการเห็นคุณค่าในตนเอง The Rosenberg’s Self Esteem Scale (RSE) ฉบับภาษาไทย 4) แบบประเมินความรุนแรงของอาการซึมเศร้า Beck Depression Inventory - IA (BDI-IA) ฉบับภาษาไทย โดยใช้สถิติเชิงพรรณาและสถิติเชิงอนุมาน ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในความสัมพันธ์ระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 80.5 มีการเห็นคุณค่าในตนเองอยู่ในระดับต่ำ คิดเป็นร้อยละ 49.6 ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักไม่มีความสัมพันธ์กับการเห็นคุณค่าในตนเองอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จากการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบพหุ (Multiple Linear Regression) พบว่า ความถี่ของความขัดแย้งกับคู่รักในช่วงระยะเวลา 3 เดือน (β= -0.503) อายุ (β= -0.300) และ อิทธิพลของความสัมพันธ์แบบคู่รักที่ส่งผลต่ออาการของโรคซึมเศร้า (β= -0.274) สามารถร่วมกันทำนายตัวแปรความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักได้ ร้อยละ 45.0 และ ระดับความรุนแรงของอาการโรคซึมเศร้า (β= -0.610) สามารถทำนายตัวแปรการเห็นคุณค่าในตนเองในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักได้ ร้อยละ 37.3 เมื่อควบคุมตัวแปรอื่นๆคงที่


ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และภาวะสุขภาพจิตของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ธัชดนัย ชูโต Jan 2023

ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และภาวะสุขภาพจิตของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ธัชดนัย ชูโต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อจะศึกษาความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และภาวะสุขภาพจิตของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หากได้ทราบถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นทางอารมณ์ดังกล่าว ก็จะเป็นประโยชน์ในการเป็นแนวทางเพื่อสร้างเสริมประสิทธิภาพในการทำงานได้ ซึ่งจะส่งผลที่ดีกับสุขภาพจิตของพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน 488 คน ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2566 – มีนาคม พ.ศ.2567 โดยผู้เข้าร่วมการศึกษาตอบ แบบสอบถามทั้งหมดด้วยตัวเอง โดยมีคำถาม 6 ส่วน ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป, 2) แบบวัดประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร, 3) แบบวัดความไวของอารมณ์ความรู้สึก, 4) แบบสอบถามสุขภาพทั่วไป, 5) แบบประเมินความยืดหยุ่นทางอารมณ์, 6) แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม นำเสนอเป็นค่าสัดส่วน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หลังจากนั้นทำการวิเคราะห์หาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นทางอารมณ์ และความเกี่ยวข้องระหว่างความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และภาวะสุขภาพจิต โดยใช้สถิติทดสอบไคสแควร์ หลังจากนั้นทำการวิเคราะห์หาปัจจัยทำนายความยืดหยุ่นทางอารมณ์ที่สูง โดยอาศัยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกโดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่น้อยกว่า 0.05 ผลการศึกษา พบว่าพยาบาลส่วนใหญ่ (ร้อยละ 58.0) มีความยืดหยุ่นทางอารมณ์อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ย 61.58 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน=7.30) ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 77.9) มีภาวะสุขภาพจิตอยู่ในระดับปกติ และส่วนใหญ่ (ร้อยละ 73.2) มีประสิทธิภาพในการปฎิบัติงานอยู่ในระดับสูง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นทางอารมณ์ที่สูง ได้แก่ อายุมากกว่า 34 ปี (p


ความเครียดจากการทำงานและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียดของผู้แทนยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ไปรยวัชร อำพนราชมณี Jan 2023

ความเครียดจากการทำงานและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียดของผู้แทนยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ไปรยวัชร อำพนราชมณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความเป็นมา : กรมสุขภาพจิตปี 2564 พบว่าคนไทยมีความเครียด 9.4% และมีความเครียดสูงสุดอยู่ที่กรุงเทพมหานคร 14.1% ซึ่งความเครียดมีสาเหตุมาจากการทำงาน วัตถุประสงค์ : ศึกษาความเครียดจากการทำงานและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียดของผู้แทนยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด รูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บข้อมูลทางออนไลน์จากผู้แทนยาที่ดูแลในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นระยะเวลา ≥ 6 เดือน อายุ ≥ 22 ปี ชายและหญิง 330 คน โดยใช้แบบสอบถาม 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) ประเมินความรู้สึกเครียดต่อปัจจัยการทำงาน และ 3) ประเมินพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด ผลการศึกษา : ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 33 ปี ผู้แทนยาส่วนใหญ่ 2 ใน 3 มีความเครียดระดับปานกลาง 50.57% ส่วนพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด พบว่าส่วนใหญ่คือกลุ่มที่มีระดับการปฏิบัติดี 62.8% และมีความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด เชิงเส้นตรงในทางสถิติ ที่ระดับ 0.01 (P-value


ความเครียด คุณภาพชีวิต และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเครียดและคุณภาพชีวิตของพยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ภัทรียา แก่นกระโทก Jan 2023

ความเครียด คุณภาพชีวิต และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเครียดและคุณภาพชีวิตของพยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ภัทรียา แก่นกระโทก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เหตุผลของการทำวิจัย : มีการศึกษาพบว่าจากลักษณะงาน ความรับผิดชอบ ความเสี่ยงจากการปฏิบัติงานของพยาบาลวิชาชีพ ส่งผลต่อทั้งความเครียดและคุณภาพชีวิตของพยาบาลวิชาชีพ การศึกษาถึงระดับความเครียด คุณภาพชีวิต และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเครียดและคุณภาพชีวิตอาจใช้เป็นแนวทางในการป้องกัน เพื่อช่วยลดระดับความเครียดที่เกิดจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับทำงาน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของพยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งได้ วิธีการทำวิจัย : การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณาในพยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งทั้งแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 119 คน เก็บข้อมูลในช่วงระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม -17 สิงหาคม 2566 โดยใช้แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง ซึ่งประกอบด้วย 1) แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลด้านการทำงาน 3) แบบสอบถามปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเครียดด้านการทำงาน 4) แบบสอบถามความเครียด 5) แบบสอบถามระดับคุณภาพชีวิต สถิติที่ใช้ได้แก่ สถิติเชิงพรรณาและสถิติเชิงอนุมาน คือ สถิติ Chi-square และ Fisher’s Exact Test ผลการศึกษา : พบว่าร้อยละ 55.5 มีความเครียดในระดับปกติ และพบว่าร้อยละ 59.7 มีคุณภาพชีวิตโดยรวมปานกลาง ร้อยละ 39.5 มีคุณภาพชีวิตโดยรวมสูง คะแนนเฉลี่ย 92.7 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 12.6) โดยปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับความเครียด ได้แก่ อายุ ความเพียงพอในการนอนหลับ โรคประจำตัว แผนกที่ปฏิบัติงานหลัก ประสบการณ์ในการทำงาน ตำแหน่ง ลักษณะการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการให้ยาเจาะจงเซลล์มะเร็ง ลักษณะการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรักษาแบบประคับประคอง และความเครียดที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านการทำงาน ปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับคุณภาพชีวิตได้แก่ สถานภาพสมรส รายได้ ความเพียงพอของรายได้ จำนวนชั่วโมงการนอนหลับ ความเพียงพอในการนอนหลับ โรคประจำตัว แผนกที่ปฏิบัติงานหลัก ประสบการณ์ในการทำงาน ลักษณะการขึ้นปฏิบัติงาน ลักษณะการปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการให้ยาเคมีบำบัด ลักษณะการปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการรักษาแบบประคับประคอง และความเครียดที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านการทำงาน และพบว่าปัจจัยที่ทำนายระดับความเครียดของพยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งได้ คือ โรคประจำตัว และประสบการณ์การทำงาน ปัจจัยทำนายระดับคุณภาพชีวิตของพยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งได้ คือ จำนวนชั่วโมงการนอนหลับ และความเครียดที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านการทำงาน สรุป : ส่วนใหญ่พยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งมีความเครียดระดับปกติ มีคุณภาพชีวิตโดยรวมระดับปานกลาง จากการศึกษาครั้งนี้ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเครียดและคุณภาพชีวิตสามารถใช้เป็นแนวทางในการป้องกัน เพื่อช่วยลดระดับความเครียดที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านการทำงาน ส่งเสริมให้พยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็งทำงานได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพ …


Biomarkers Of Mild Cognitive Impairment With And Without Depression In The Elderly, Gallayaporn Nantachai Jan 2023

Biomarkers Of Mild Cognitive Impairment With And Without Depression In The Elderly, Gallayaporn Nantachai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Amnestic Mild Cognitive Impairment (aMCI) is the deterioration of cognitive function, where those with the amnestic subtype have memory decline and may conversion to Alzheimer’s disease. This study is both a systematic review and meta-analysis on 3.798 MCI individuals and 6.063 healthy controls and a case-control study. The case-control study included 121 MCI and normal volunteers aged 60-75. Collectively, the dissertation aimed to explore the relationship between biomarkers, psychological symptoms, and neuropsychological assessment in MCI. Descriptive statistics were used to describe the general data set, while meta-statistics were used to review biomarkers. The predictive relationship of various factors in MCI …


ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ชีวิตแบบนิวนอร์มัลในปัจจุบันกับทักษะทางสังคม คุณภาพชีวิต และภาวะสุขภาพจิตของนิสิตชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กณวรรธน์ ปิ่นประดับ Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ชีวิตแบบนิวนอร์มัลในปัจจุบันกับทักษะทางสังคม คุณภาพชีวิต และภาวะสุขภาพจิตของนิสิตชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กณวรรธน์ ปิ่นประดับ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทักษะทางสังคม คุณภาพชีวิต และภาวะสุขภาพจิตของนิสิตชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ชีวิตแบบนิวนอร์มัลกับทักษะทางสังคม คุณภาพชีวิต และภาวะสุขภาพจิตของนิสิตชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปีการศึกษา 2566 จำนวน 411 คน มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถามทั้งหมด 5 ส่วน ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามการใช้ชีวิตแบบนิวนอร์มัลของนิสิต แบบสอบถามพฤติกรรมเอื้อต่อสังคม แบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย และแบบวัดภาวะสุขภาพจิต - Depression Anxiety Stress Scales 21 วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อทักษะทางสังคม คุณภาพชีวิต และภาวะสุขภาพจิตโดยวิธีการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างตัวแปร 2 ตัวที่เป็นอิสระต่อกัน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ชีวิตแบบนิวนอร์มัลกับทักษะทางสังคม คุณภาพชีวิต และภาวะสุขภาพจิตของนิสิตชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่น้อยกว่า 0.05 ผลการศึกษาพบว่า นิสิตส่วนใหญ่มีทักษะทางสังคมในระดับปานกลาง (49.6%) มีคุณภาพชีวิตในระดับกลางๆ (54.5%) และภาวะสุขภาพจิต พบว่านิสิตส่วนใหญ่ไม่พบภาวะซึมเศร้า (52.3%) พบภาวะวิตกกังวล (73.5%) และไม่พบภาวะตึงเครียด (59.9%) ไม่พบความแตกต่างของปัจจัยด้านเพศ ภูมิลำเนา และจำนวนแหล่งที่มาของรายได้ และปัจจัยด้านรูปแบบการพักอาศัยที่แตกต่างกันไม่มีผลต่อ ทักษะทางสังคม คุณภาพชีวิต และภาวะสุขภาพจิต และปัจจัยด้านรายรับ และรายจ่ายไม่มีความสัมพันธ์กับทักษะทางสังคม คุณภาพชีวิต และภาวะสุขภาพจิต


ภาวะสุขภาพจิตและการเห็นคุณค่าในตนเองของนักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, ณัฐชญา กิจรุ่งโรจน์ Jan 2023

ภาวะสุขภาพจิตและการเห็นคุณค่าในตนเองของนักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, ณัฐชญา กิจรุ่งโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพจิตและการเห็นคุณค่าในตนเองของนักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับภาวะสุขภาพจิต และการเห็นคุณค่าในตนเอง ของนักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กลุ่มตัวอย่างของวิจัยคือ นักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จำนวน 189 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความเครียด (DASS-21) และแบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ยคะแนน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ ค่ามากที่สุดและค่าน้อยที่สุด วิเคราะห์ความแตกต่างของค่าคะแนนเฉลี่ย วิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้น ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยคะแนนการเห็นคุณค่าในตนเองอยู่ในระดับปานกลาง โดยค่าเฉลี่ยคะแนนรวมของการเห็นคุณค่าในตนเองมีค่าเฉลี่ยคือ 49.25 มีค่าเฉลี่ยคะแนนของภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความเครียดอยู่ในระดับปกติ คิดเป็นร้อยละ 57.1, 38.1 และ 63 ตามลำดับ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเห็นคุณค่าในตนเอง ได้แก่ มุมมองความเข้าใจต่อเด็ก ความสัมพันธ์กับครูอาจารย์ และ ความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า ได้แก่ ความสัมพันธ์กับครูอาจารย์ ความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ชั้นปีที่กำลังศึกษา เมื่อเรียนจบจะประกอบอาชีพครูปฐมวัยหรือครูประถมศึกษา และ ความพึงพอใจระหว่างที่กำลังศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เทียบกับวันแรกเข้า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความวิตกกังวล ได้แก่ ความสัมพันธ์กับครูอาจารย์ ความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ความสัมพันธ์กับเพื่อน อาชีพที่ใฝ่ฝันตรงกับอาชีพที่อยากจะทำในปัจจุบัน และ โรคประจำตัว และ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียด ได้แก่ ความสัมพันธ์กับครูอาจารย์ ความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง


สุขภาวะทางจิต การรับรู้คุณค่าในตนเอง และความชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลีของแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, วริญญา เพริศพริ้ง Jan 2023

สุขภาวะทางจิต การรับรู้คุณค่าในตนเอง และความชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลีของแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, วริญญา เพริศพริ้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงสุขภาวะทางจิต การรับรู้คุณค่าในตนเอง ระดับความชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลี และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้น รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยดังกล่าว โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการศึกษา และเก็บข้อมูลเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2566 จากแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอายุระหว่าง 20 – 40 ปี เป็นผู้ติดตามโซเชียลมีเดียประเภทเฟซบุ๊กแฟนเพจของศิลปินไอดอลเกาหลี เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดพฤติกรรมความชื่นชอบศิลปินเกาหลี แบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง และแบบวัดสุขภาวะทางจิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Pearson correlation, One-way ANOVA, Independent T-test และ Stepwise multiple linear regression กลุ่มตัวอย่างมีทั้งสิ้น 241 คน อายุเฉลี่ย 28.6 ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 80.5) เป็นแฟนคลับมาแล้วตั้งแต่ 0.08 - 22 ปี เฉลี่ยที่ 7.04 ปี ติดตามข่าวและผลงานของไอดอลเกาหลีผ่านทางโซเชียลมีเดีย (Official page) ของวง (ร้อยละ 93.8) โดยติดตามผลงานทุกวัน (ร้อยละ 75.1) วันละ 1 – 2 ชั่วโมง (ร้อยละ 46.1) มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับไอดอลเกาหลีด้วยการซื้อสินค้าและผลงาน (ร้อยละ 85.5) รวมถึงชมคอนเสิร์ตหรือแฟนมีทติ้ง (ร้อยละ 80.9) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีสุขภาวะทางจิตและการรับรู้คุณค่าในตนเองระดับสูง (ร้อยละ 42.3 และ ร้อยละ 39.0 ตามลำดับ) และชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลีระดับปานกลาง (ร้อยละ 57.3) สุขภาวะทางจิตมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับการรับรู้คุณค่าในตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.768, p < 0.001) ขณะที่ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาวะทางจิตกับความชื่นชอบไอดอลเกาหลี หรือกล่าวได้ว่าระดับความชื่นชอบไอดอลเกาหลีไม่ส่งผลต่อสุขภาวะทางจิต ทั้งนี้สุขภาวะทางจิตของแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน นอกจากนี้ พบความแตกต่างของสุขภาวะทางจิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในตัวแปรอายุ รายได้ อาชีพ การมีอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย เหตุผลชื่นชอบไอดอลเกาหลี และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับไอดอลเกาหลี ซึ่งการรับรู้คุณค่าในตนเองและเหตุผลชื่นชอบไอดอลเกาหลีเพื่อหนีปัญหา เป็นปัจจัยทำนายสุขภาวะทางจิตได้ร้อยละ 57.4 โดยการรับรู้คุณค่าในตนเองมีความสัมพันธ์ทางบวก (ß = 0.718, p < 0.001) ขณะที่เหตุผลชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลีเพื่อหลีกหนีปัญหาต่างๆ มีความสัมพันธ์ทางลบกับสุขภาวะทางจิต (ß = -0.110, p = 0.020) ซึ่งการศึกษานี้ได้ชี้ให้เห็นว่า ควรมีการส่งเสริมการรับรู้คุณค่าในตนเอง ทักษะทางสังคม และการรับมือกับปัญหาที่เหมาะสมในประชากรกลุ่มนี้


The Conversion Rate And Associated Factors Of Mild Cognitive Impairment To Dementia: A Retrospective Cohort In Thai Tertiary Care Setting, Nichaporn Chiracharasporn Jan 2023

The Conversion Rate And Associated Factors Of Mild Cognitive Impairment To Dementia: A Retrospective Cohort In Thai Tertiary Care Setting, Nichaporn Chiracharasporn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Dementia is a common neurocognitive disorder associated with aging, causing considerable distress and impairment for both affected individuals and their families. Mild cognitive impairment (MCI) serves as an intermediate stage of cognitive decline between normal aging and dementia, with an increased risk of progressing to dementia. Meterial and methods: A retrospective cohort study was carried out by reviewing the out-patient medical records of the patients visiting King Chulalongkorn Memorial Hospital, a Thai tertiary care hospital, from 2018 to 2019. 200 participants aged 50 years and above with MCI were enrolled and followed for 3 years. Results: Among recruited participants, …


คุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก และความเกี่ยวข้องของคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักกับสุขภาพจิต ของนิสิตระดับปริญญาตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิศชามญช์ เจียมวิจิตรกุล Jan 2023

คุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก และความเกี่ยวข้องของคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักกับสุขภาพจิต ของนิสิตระดับปริญญาตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิศชามญช์ เจียมวิจิตรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก และสุขภาพจิตของนิสิตระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักของนิสิตระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3) เพื่อศึกษาความเกี่ยวข้องระหว่างคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก กับสุขภาพจิตของนิสิตระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีการศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง กลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาตรี จำนวน 416 คน ที่มีคู่รักอยู่ในปัจจุบันและมีระยะเวลาในการคบหากับคู่รักไม่ต่ำกว่า 3 เดือน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยเป็น แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง ดังนี้ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก 3) แบบสอบถาม General Health Questionnaire ฉบับภาษาไทย และ 4) แบบสอบถามการมีประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา โดยนำเสนอค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยใช้สถิติ chi-square test, Pearson’s correlation และวิเคราะห์หาปัจจัยทำนายโดยใช้สถิติ logistic regression analysis ผลการศึกษา นิสิตนักศึกษาจำนวน 416 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 62.7) เคยมีประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก (ร้อยละ 85.1) คะแนนคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักในภาพรวมอยู่ที่ระดับสูง (ร้อยละ 46.9) นิสิตเกือบครึ่ง (ร้อยละ 45.9) มีสุขภาพจิตผิดปกติ ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสุขภาพจิตที่ผิดปกติ ได้แก่ การศึกษาในกลุ่มสาขาวิชากลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และกลุ่มวิทยาศาสตร์กายภาพ การมี GPA เทอมล่าสุดต่ำกว่า 3.32 (p