Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1 - 23 of 23

Full-Text Articles in Entire DC Network

Eastern Languages And Literature Research In Thailand : Past, Present, And Future Perspectives From 25 Years Of Research, Sansanee Ek-Atchariya, Somkiat Chawengkijwanich, Kanokwan Laohaburanakit Katagiri, Aroonwan Kongmebhol, Ruttapond Swanpitak, Sompornnuch Tansrisook, Pitchaya Vipaveenukul, Piyanuch Wiriyaenawat Jan 2026

Eastern Languages And Literature Research In Thailand : Past, Present, And Future Perspectives From 25 Years Of Research, Sansanee Ek-Atchariya, Somkiat Chawengkijwanich, Kanokwan Laohaburanakit Katagiri, Aroonwan Kongmebhol, Ruttapond Swanpitak, Sompornnuch Tansrisook, Pitchaya Vipaveenukul, Piyanuch Wiriyaenawat

Manusya, Journal of Humanities

This study examines the evolution of Chinese, Japanese, and Pali and Sanskrit language and literature research in Thailand over the past 25 years (1998–2022). Drawing from research articles, theses, and academic journals, it highlights the unique strengths and trends of each field. Chinese research demonstrates dynamic growth, driven by applied linguistics and educational innovations. Japanese research shows steady development, focusing on education research and analyses of individual literary works. Pali and Sanskrit research excels in cultural preservation and religious studies, reflecting Thailand’s deep-rooted connections with ancient Indian traditions. This comparative analysis underscores the shared focus on applied research and localization …


Knowledge Landscape Of Philosophical Research In Thailand : Current State And Challenges, Sarinya Arunkhajornsak, Siraprapa Chavanayarn, Klairung Iso Jan 2026

Knowledge Landscape Of Philosophical Research In Thailand : Current State And Challenges, Sarinya Arunkhajornsak, Siraprapa Chavanayarn, Klairung Iso

Manusya, Journal of Humanities

This paper explores the knowledge landscape of philosophical research in Thailand from 2012 to 2022. It identifies current research trends and demonstrates how previous studies in philosophy have contributed to intellectual thought toward fostering democratic citizenship within Thai society. Understanding these findings helps analyze the future direction of philosophical research in strengthening the vital roles of humanities education in Thailand. The paper is divided into three sections. The first section examines the status and trends of philosophical research in Thailand across three main areas of study: Western philosophy, Theravāda Buddhist philosophy, and Eastern philosophy. The second section examines the threats …


พระพุทธเจ้าในวรรณกรรมของธรรมยุติกนิกาย พ.ศ. 2368-2455, อุทัย ปัดถาพิมพ์ Jan 2024

พระพุทธเจ้าในวรรณกรรมของธรรมยุติกนิกาย พ.ศ. 2368-2455, อุทัย ปัดถาพิมพ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แนวคิดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้ามีการปรับเปลี่ยนจากประเพณีพุทธศาสนาเดิมในยุคของธรรมยุติกนิกาย วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำเสนอพระพุทธเจ้าและวิเคราะห์พัฒนาการ โดยศึกษาจากวรรณกรรมของคณะธรรมยุติกนิกายพ.ศ. 2368 - 2455 ผลการศึกษาพบว่า การนำเสนอพระพุทธเจ้าทั้งพระพุทธคุณและพุทธประวัติเป็นวรรณกรรมภาษาไทยที่ยังคงขนบการนำเสนอตามประเพณีพุทธศาสนา รูปแบบมีทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง แต่คัดสรรเนื้อหาที่นำเสนอ ยึดหลักเหตุผล วิเคราะห์วิพากษ์ด้วยมุมมองของผู้เขียน เน้นพระปัญญาของพระพุทธเจ้าเป็นพิเศษ ส่วนสำคัญที่แตกต่างจากประเพณี คือ วรรณกรรมช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าใหม่ คือทรงเป็นมนุษย์ธรรมดาทั้งขนาดพระวรกาย พุทธลักษณะ ประวัติความเป็นมา ยึดข้อมูลจากพระไตรปิฎกเป็นหลักในการศึกษาอย่างมีวิจารณญาณ ในขณะเดียวกันก็มีการอ้างถึงพระพุทธเจ้าในบทสวดของพิธีสงฆ์และพิธีกรรมอื่น ๆ นอกพุทธศาสนาให้ถูกตรงตามหลักการพุทธศาสนา แสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าในวัฒนธรรมไทยให้เหมาะสม และสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ที่กำลังเข้ามามีอิทธิพลต่อสังคมไทยในยุคนั้น


Buddhist Outdoor Ceremonies And Paintings- A Comparative Exploration Of Korea And The Himalayan Region, Vaishnavi Singh Jan 2024

Buddhist Outdoor Ceremonies And Paintings- A Comparative Exploration Of Korea And The Himalayan Region, Vaishnavi Singh

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis presents a comparative study of large-scale Buddhist paintings Gwaebulhwa in Korea and Thangka/Thongdrol in the Himalayan region focusing on their function, iconography, and socio-cultural context within outdoor ritual practices. The research aims to identify the core ritual functions of these monumental artworks, analyze their iconographic elements, and investigate the economic and institutional structures surrounding their production and use. Employing a mixed-methods approach that integrates fieldwork, expert interviews, and iconographic analysis, the study reveals that while both traditions fulfill similar ceremonial roles, they diverge significantly in visual style, theological content, and socio-economic frameworks. The findings demonstrate how shared ritual …


Wat Arun Metaverse: A Virtual Reality Creation Process, Avishi Usarda Waidyaratne Jan 2024

Wat Arun Metaverse: A Virtual Reality Creation Process, Avishi Usarda Waidyaratne

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Wat Arun, known as the 'Temple of Dawn,' is a monumental Buddhist temple and a prominent tourist attraction in Thailand, reflecting the country's rich culture and serving as a focal point for Buddhist studies. This thesis addresses the limitations of traditional cultural preservation and educational methods by presenting a transformative approach through the creation of a virtual reality (VR) based metaverse. This immersive platform enables users to explore and engage with the historical landmark of Wat Arun in unprecedented ways. Utilizing advanced three-dimensional (3D) digitization techniques, this study details the creation process of digital representation of Wat Arun's Viharn-Noi area, …


Tabo Monastery (996 Ce) A Vernacular Architecture Of Lahaul And Spiti Region Of Himachal Pradesh, India : A Preliminary Investigation Of Deterioration And Conservation Of Murals Of Gser-Khang Gumpha, Amit Kumar Mishra Jan 2023

Tabo Monastery (996 Ce) A Vernacular Architecture Of Lahaul And Spiti Region Of Himachal Pradesh, India : A Preliminary Investigation Of Deterioration And Conservation Of Murals Of Gser-Khang Gumpha, Amit Kumar Mishra

NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning)

Tabo monastery of 996 CE, an example of vernacular architecture of the Lahaul and Spiti region of Himachal Pradesh, is one of the most significant examples of world cultural heritage, being not only a globally significant Buddhist site but also the oldest earthen building in India. Cultural heritage acts as a mirror of human civilization, culture, history, and development. This monastery has its own identity, which tells the story of its glorious past;  the structures of the monastery are the most authentic example of the use of earthen raw materials and indigenous architectural features. The major creative …


วรรณกรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐานของธรรมยุติกนิกาย พ.ศ. 2367-2438, สิรภพ ชลหาญ Jan 2023

วรรณกรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐานของธรรมยุติกนิกาย พ.ศ. 2367-2438, สิรภพ ชลหาญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์แนวคิดและวิธีการการปฏิบัติกรรมฐานของธรรมยุติกนิกาย และความเป็นธรรมยุติกนิกายจากข้อสังเกตที่ได้จากวรรณกรรม คือ จากพระราชนิพนธ์และงานนิพนธ์ของคณะผู้ร่วมก่อตั้งจำนวน 4 ท่าน ซึ่งแต่งขึ้นในปีพุทธศักราช 2367-2438 ได้แก่ (1) วชิรญาณภิกขุุ หรือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (2) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (3) สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุุทฺธสิริ) และ (4) พระธรรมไตรโลกาจารย์ (เดช ฐานจาโร) ผลการศึกษาพบว่า การทำกรรมฐานเกี่ยวพันกับการพัฒนาตนตามหลักไตรสิกขา กรรมฐานที่ปรากฏในวรรณกรรมมีจุดมุ่งหมายเพื่อพระนิพพาน ช่วยเจริญสมาธิและปัญญาของผู้ปฏิบัติตามคติในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท ทั้งยังสร้างสำนึกทางพระพุทธศาสนา กรรมฐานที่นำเสนอมีทั้งสมถะและวิปัสสนา สมถกรรมฐานเน้น “จตุรารักขกรรมฐาน” อันได้แก่ พุทธานุสติ เมตตาพรหมวิหาร มรณานุสติ และอสุภสัญญา ในระยะแรก ภายหลัง จึงแสดงวิธีการอื่นตามแนวทางของคัมภีร์วิสุทธิมรรค ส่วนวิปัสสนากรรมฐานเน้นการพิจารณาขันธ์ 5 โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และมิใช่ตัวตน วรรณกรรมกรรมฐานทำให้ความรู้เรื่องกรรมฐานเข้าถึงได้ด้วยการอ่าน ผู้ปฏิบัติกรรมฐานสามารถฝึกฝนโดยไม่ต้องพึ่งพาพระวิปัสสนาจารย์ ทำให้กรรมฐานเป็นข้อปฏิบัติสำหรับผู้ปฏิบัติให้เข้าถึงไตรสิกขา ทั้งยังเป็นเครื่องช่วยเตือนสติและให้ความรู้ในการดำเนินชีวิตตามคติพระพุทธศาสนา การปฏิรูปแนวทางกรรมฐานตามแนวทางดังกล่าวแสดงให้เห็นความเป็นธรรมยุติกนิกายในระยะแรกที่ยังคงเป้าหมายพระนิพพาน ความเชื่อมั่นในวิจารณญาณในการคัดสรรและประยุกต์คำสอนพระพุทธศาสนาให้เหมาะสมกับยุคสมัย และการรับวิทยาการจากตะวันตก ภายหลังเมื่อคณะธรรมยุตมีสถานะมั่นคงขึ้นโดยได้รับการยอมรับจากชนชั้นนำจนให้จัดการศึกษาคณะสงฆ์ วรรณกรรมกรรมฐานบางเล่มใช้เป็นหนังสือเรียนในหลักสูตร ทำให้กรรมฐานแบบโบราณที่เคยปฏิบัติสืบต่อมาค่อย ๆ สูญหายไป


งานนิพนธ์ทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์และความสัมพันธ์กับงานนิพนธ์ของพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), พระมหาอนุกูล เงางาม Jan 2023

งานนิพนธ์ทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์และความสัมพันธ์กับงานนิพนธ์ของพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), พระมหาอนุกูล เงางาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ดุษฎีนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะเฉพาะของงานนิพนธ์ทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์อันเกิดจากการสืบทอดและสร้างสรรค์จากงานอรรถาธิบายภาษาบาลี และความสัมพันธ์ระหว่างงานนิพนธ์ทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์กับงานนิพนธ์ภาษาไทยจานวน 10 เรื่องของพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร) ผลการวิจัยพบว่า ทีปนีของบาลีของพระสิริมังคลาจารย์ทั้ง 3 เรื่องมีองค์ประกอบของวรรณคดีบาลีแบบเดียวกันกับปกรณ์วิเสส ประกอบด้วยคันถารัมภกถา นิทาน วรรณนา และนิคมนกถา มีรูปแบบอรรถาธิบายรวมทั้งสิ้น 16 วิธี มีการอธิบายศัพท์ 4 วิธี ได้แก่ (1) การอธิบายไวยากรณ์ (2) การแสดงรูปวิเคราะห์ (3) ปทวิจยะ และ (4) ไวพจน์ การอธิบายเนื้อหา 9 วิธี ได้แก่ (5) การตั้งประเด็นเพื่ออธิบาย (6) การขยายความ (7) การอ้างอิง (8) การแนะนาคัมภีร์เพิ่มเติม (9) การแสดงลักษณะ (10) การตั้งปุจฉา-วิสัชชนา (11) การอุปมา (12) การแสดงนิทานแสดงเหตุและตัวอย่าง (13) การสรุปประเด็น การอภิปรายข้อมูล 3 วิธี ได้แก่ (14) ตั้งประเด็นและชี้แจง (15) วิเคราะห์น้าหนักของหลักฐาน และ (16) นาเสนอความเห็น วิธีการเหล่านี้คือรูปแบบของปทวรรณนา, อัตถวรรณนา, และปกิณกวรรณนา ซึ่งเป็นหลักการอธิบายในวรรณคดีบาลี พระสิริมังคลาจารย์จัดโครงสร้างของนิทเทสให้เป็นระบบ เน้นวิธีการอธิบายและเพิ่มการอภิปรายด้วยวิธีอื่น จนเกิดเป็นแนวทางเฉพาะตัวในงานทีปนีของท่าน ส่วนงานนิพนธ์พุทธศาสนาภาษาไทยของพระพรหมโมลี เป็นงานเขียนเชิงวิชาการที่มีชื่อเรียก องค์ประกอบ และโครงสร้างวรรณนาแบบเดียวกับปกรณ์วิเสส พบรูปแบบของอรรถาธิบายในวรรณคดีบาลี และวิธีการทางวรรณกรรมไทย ดังนั้น จึงถือว่างานนิพนธ์ของพระพรหมโมลีได้รับอิทธิพลจากงานทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์ส่วนหนึ่ง แม้รูปแบบอรรถาธิบายจะแสดงถึงอิทธิพลของวรรณคดีบาลีและทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์ แต่ก็แสดงถึงความเป็นสากลของงานวิชาการที่จาแนกเป็นประเด็นย่อย และอธิบายด้วยการขยายความคาศัพท์ ความหมาย และประเด็น เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ


สงครามและยุทธวิธีในคัมภีร์อรรถศาสตร์ของเกาฏิลยะและกามันทกียนีติสาระ, หทัยรัตน์ บุญกอง Jan 2023

สงครามและยุทธวิธีในคัมภีร์อรรถศาสตร์ของเกาฏิลยะและกามันทกียนีติสาระ, หทัยรัตน์ บุญกอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาเรื่องสงครามและยุทธวิธีในคัมภีร์อรรถศาสตร์และคัมภีร์กามันทกียนีติสาระเพื่อเปรียบเทียบสารัตถะพัฒนาการและความสัมพันธ์ของทั้งสองคัมภีร์ โดยแบ่งออกเป็น 6 ประเด็น ได้แก่ (1) สงคราม (2) ปัจจัยที่มีผลต่อการพิจารณายาตราทัพ (3) การสร้างค่ายหอรบ (4) การจัดกระบวนทัพ (5) การตอบโต้ และ (6) การต่อสู้ด้วยกลลวงผลการศึกษาพบว่า คัมภีร์อรรถศาสตร์เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ทางนีติศาสตร์จากคณาจารย์ยุคก่อน และนำเสนอในมุมมองของตนเอง ส่วนคัมภีร์กามันทกียนีติสาระได้นำเสนอองค์ความรู้อ้างอิงคัมภีร์อรรถศาสตร์ เป็นการสืบทอดองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องหลายศตวรรษ นอกจากนี้ประเด็นสำคัญที่ผู้วิจัยค้นพบคือ คัมภีร์กามันทกียนีติสาระมิใช่เป็นการนำคัมภีร์อรรถศาสตร์มาแต่งเป็นร้อยกรองเท่านั้น แต่เป็นการประมวลองค์ความรู้ทางนีติศาสตร์จากคณาจารย์ในยุคก่อนเช่นเดียวกับคัมภีร์อรรถศาสตร์ โดยมีเกาฏิลยะเป็นหนึ่งในคณาจารย์นั้น และได้มีการพัฒนาสร้างสรรค์องค์ความรู้จนเป็นแบบฉบับที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองเรื่องสงครามและยุทธวิธีเป็นหนึ่งในวิธีการแสวงหาความรุ่งเรืองให้แก่อาณาจักร พระราชาที่เป็นผู้นำทัพจะต้องมีความสามารถในการวางแผน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถาณการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังต้องเชี่ยวชาญการเดินทัพเพื่อโจมตีศัตรู และการใช้กลอุบายต่าง ๆ เพื่อแสวงหาความได้เปรียบ แม้อุบายนั้นจะผิดศีลธรรม ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้จากทั้งสองคัมภีร์สอนในเชิงปฏิบัติมากกว่าอุดมคติ โดยมองว่าทุกวิธีการที่ทำให้เกิดความได้เปรียบเป็นสิ่งชอบธรรม


พุทธธรรมในนิตยสารธรรมจักษุในสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นบรรณาธิการ พ.ศ. 2437-2454 : ความเป็นมา สารัตถะ และบทบาทต่อพุทธศาสนาไทย, พระมหาสราวุธ โพธิ์ศรีขาม Jan 2023

พุทธธรรมในนิตยสารธรรมจักษุในสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นบรรณาธิการ พ.ศ. 2437-2454 : ความเป็นมา สารัตถะ และบทบาทต่อพุทธศาสนาไทย, พระมหาสราวุธ โพธิ์ศรีขาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาพุทธธรรมในนิตยสารธรรมจักษุ ในสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นบรรณาธิการ พ.ศ. 2437-2454 โดยศึกษาความเป็นมา สารัตถะ และบทบาทความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทย ผลการศึกษาความเป็นมาพบว่า นิตยสารธรรมจักษุ (พ.ศ. 2437-2454) เป็นนิตยสารทางพระพุทธศาสนาเล่มแรกของประเทศไทย ตีพิมพ์เป็นรายเดือน เผยแผ่ครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม ปีพุทธศักราช 2437 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส) ทรงเป็นผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการรูปแรก มีพระเถรานุเถระ พระภิกษุสามเณรนิสิตของมหามกุฏราชวิทยาลัย และกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ร่วมจัดทำ เพื่อใช้เป็นสื่อในการเผยแผ่พุทธธรรมที่เข้ากับสมัยนิยม ตามวัตถุประสงค์สำหรับเผยแผ่พุทธธรรมของมหามกุฏราชวิทยาลัย ผลการศึกษาด้านสารัตถะพุทธธรรมพบว่า เนื้อหาสารัตถะพุทธธรรมในนิตยสารธรรมจักษุ จำแนกออกเป็น 10 ประเภท ได้แก่ สารัตถะพุทธธรรมเกี่ยวกับ 1) คัมภีร์พระไตรปิฎก 2) สุภาษิตและนิทานชาดก 3) พระธรรมเทศนา 4) คำอนุโมทนา 5) หัวข้อกระทู้ธรรม 6) ตำนานและประวัติศาสตร์ 7) คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา 8) หลักธรรมสำคัญและหลักการปฏิบัติธรรม 9) พระคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า และ 10) พระสูตรทางพระพุทธศาสนามหายาน สะท้อนให้เห็นมิติใหม่ของการเผยแผ่พุทธธรรมไปสู่สาธารณชน ด้วยการนำเสนอเนื้อหาสาระที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น ผลการศึกษาด้านกลวิธีนำเสนอสารัตถะพุทธธรรมพบว่า มี 5 รูปแบบ ได้แก่ 1) การใช้ภาษาแนวใหม่ 2) การจัดหมวดหมู่สารัตถะพุทธธรรม 3) การแปลความพระสูตรรูปแบบใหม่ 4) การนำเสนอพุทธสุภาษิตสั้น ๆ 5) การใช้โวหารวิธี คือ บรรยายโวหารวิธี พรรณนาโวหารวิธี ปุจฉาวิสัชนาวิธี สาธกโวหารวิธี และเทศนาโวหารวิธี เพื่อเป็นทางเลือกในการอ่านและศึกษาคำสอนทางพระพุทธศาสนา ผ่านมิติมุมมองด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และภาษาวรรณกรรม โดยประยุกต์หลักธรรมให้เหมาะสมแก่กาลและบริบทสังคม ผลการศึกษาด้านบทบาทและความสำคัญของนิตยสารธรรมจักษุต่อพุทธศาสนาในสังคมไทยพบว่า นิตยสารธรรมจักษุ เป็นเสมือนโรงธรรมสภาของพุทธศาสนิกชน สร้างพฤติกรรมการรับรู้พุทธธรรมใหม่ ๆ คือปรับเปลี่ยนรูปแบบการเข้าถึงหลักพุทธธรรมจากการฟังสู่การอ่าน เป็นสื่อของคณะสงฆ์ส่วนกลางในการจัดการเล่าเรียนหัวเมือง และเป็นสื่อกลางระหว่างพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ ชาติบ้านเมือง และประชาชน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเผยแผ่คำสอนของพระพุทธศาสนาและพัฒนาการศึกษาของบ้านเมืองอีกช่องทางหนึ่ง …


นรกและสวรรค์ในธรรมบรรยายของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต), ธนพล ตายี่จัน Jan 2023

นรกและสวรรค์ในธรรมบรรยายของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต), ธนพล ตายี่จัน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์การอธิบายเรื่องนรกและสวรรค์ และหัวข้อธรรมที่อยู่เหนือประสาทสัมผัสที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนรกและสวรรค์ ได้แก่ การเวียนว่ายตายเกิดและภพชาติ อมนุษย์ และปาฏิหาริย์ โดยเป็นการศึกษาวิจัยเชิงเอกสารจากธรรมบรรยายและหนังสือของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ผลการศึกษาพบว่า เรื่องนรกและสวรรค์เป็นสิ่งที่ไม่อาจกล่าวถึงในแง่ของการมีหรือไม่มีโดยอ้างคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาโดยตรงได้ แต่ควรมีข้อพิจารณาและท่าทีการปฏิบัติต่อเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ท่านได้อธิบายเรื่องนรกและสวรรค์ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ กล่าวคือ ระดับที่ 1 เป็นการกล่าวถึงนรกและสวรรค์โดยอ้างอิงพระไตรปิฎก ที่มีลักษณะเป็นภพภูมิที่รองรับผลของกรรมชั่วและกรรมดีหลังความตาย ระดับที่ 2 นรกและสวรรค์ซึ่งเป็นคุณภาพของจิตหรือภูมิจิตที่สืบเนื่องไปจากคุณภาพจิตในปัจจุบัน ระดับที่ 3 นรกและสวรรค์ที่เป็นการรับรู้อารมณ์ที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจจากการรับอารมณ์ผ่านอายตนะทั้ง 6 ท่านพยายามเน้นการอธิบายนรกและสวรรค์ในระดับที่ 2 และ 3 โดยแสดงให้เห็นว่า มนุษย์ซึ่งอาจมีสภาพจิตที่หยาบหรือประณีตสามารถที่จะเข้าถึงหรือรับรู้อารมณ์ความสุขหรือความทุกข์ของภพภูมิที่มองไม่เห็นนั้นได้ เมื่อรับรู้แล้วก็ควรตระหนักถึงบทบาทของมนุษย์เองในการเป็นผู้สร้างเหตุให้เกิดผลดีหรือชั่วนั้น ส่วนการอธิบายในประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง พบว่า มีแนวทางเดียวกัน คือการสอนจะต้องนำไปสู่ความเข้าใจหรือท่าทีที่เหมาะสม ซึ่งตอกย้ำหลักการในพระพุทธศาสนา ได้แก่ การพึ่งตนเองและความไม่ประมาทในชีวิต จนถึงการแก้ปัญหาความงมงายในสังคม ในการอธิบาย ท่านได้โยงกลับมาที่ตัวมนุษย์ซึ่งสามารถรับรู้สาระสำคัญของสิ่งที่อยู่เหนือประสาทสัมผัสนั้นด้วยตนเอง เช่น ความรู้สึกทุกข์หรือสุขที่สร้างได้ด้วยตนเอง ความไม่แน่นอนของชีวิต คุณภาพที่แตกต่างกันของมนุษย์ในสังคม ความน่าอัศจรรย์ที่บุคคลสร้างขึ้น นับว่าเป็นการสื่อสารธรรมที่เหนือประสาทสัมผัสได้โดยที่ไม่กระทบความหมายดั้งเดิมของธรรมนั้น


การศึกษาเปรียบเทียบติตถิยปริวาสกับการรับเข้าอุปสมบทในวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี, ปรีชา ทิวัฑฒานนท์ Jan 2022

การศึกษาเปรียบเทียบติตถิยปริวาสกับการรับเข้าอุปสมบทในวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี, ปรีชา ทิวัฑฒานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์และเปรียบเทียบติตถิยปริวาสในพระไตรปิฎกกับการรับเข้าอุปสมบทในวัดป่านานาชาติด้วยการศึกษาจากตัวบทและภาคสนาม ผลการศึกษาพบว่า ประเพณีทั้งสองมีความมุ่งหมายคัดกรองบุคคลนอกพุทธศาสนาที่มีความตั้งใจจริง เคารพศรัทธาในพระรัตนตรัย มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุ และสามารถปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตในคณะสงฆ์ เพื่อเป็นพระภิกษุตลอดชีวิต ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้ผู้ขออุปสมบทได้ศึกษาหลักธรรมคำสอนและปรับตัวกับวิถีชีวิตของพระภิกษุด้วย ความแตกต่างสำคัญคือบุคคลที่เข้ามาอุปสมบทในวัดป่านานาชาติเป็นชาวต่างชาติซึ่งไม่คุ้นชินกับวัฒนธรรมพุทธศาสนาไทย กระบวนการรับเข้ามีเป้าหมายเพื่อให้ความรู้และเคยชินกับการใช้ชีวิตตามแนวทางของวัดป่าในไทยซึ่งต้องอยู่อย่างเรียบง่าย ภายใต้อาณัติของพระอาจารย์ จึงต้องใช้ระยะเวลานานกว่าติตถิยปริวาสและไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของแต่ละบุคคล ขั้นตอนที่ซับซ้อนในวัดป่านานาชาติแสดงถึงการประยุกต์ประเพณีในพระไตรปิฎกและประเพณีไทยให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกวัฒนธรรมพุทธศาสนาที่ต้องการเข้ามาอุปสมบทได้ทดลองการใช้ชีวิตพระภิกษุในพุทธศาสนา เพื่อประโยชน์ของคณะสงฆ์และบุคคลที่ขออุปสมบทเอง


อาบัติในมุมมองของทฤษฎีทางทัณฑวิทยา, สมชาย จำปาทอง Jan 2022

อาบัติในมุมมองของทฤษฎีทางทัณฑวิทยา, สมชาย จำปาทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อาบัติในภิกขุปาติโมกข์ตามหลักทฤษฎีทางทัณฑวิทยา 2 ทฤษฎี ได้แก่ ทฤษฎีข่มขู่ยับยั้งและทฤษฎีแก้ไขฟื้นฟู และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอาบัติและภาคีทั้ง 5 อันได้แก่ ชุมชนสงฆ์ ตัวพระภิกษุ เพื่อนพระภิกษุ คฤหัสถ์นอกคณะสงฆ์ และพระศาสนาตามวัตถุประสงค์ของการบัญญัติพระวินัย 10 ประการ โดยศึกษาจากพระวินัยปิฎกและอรรถกถา ผลการศึกษาพบว่า การลงโทษตามพระวินัยคือการออกจากอาบัติ 3 ลักษณะ อันได้แก่ การพ้นจากสภาพความเป็นพระภิกษุ, การประพฤติวุฏฐานวิธี, และการแสดงอาบัติ สอดคล้องกับหลักการของทฤษฎีทั้งสองโดยที่แยกจากกันไม่ได้ การลงโทษตามทฤษฎีข่มขู่ยับยั้งถือว่าเป็นการตัดโอกาส, เป็นความยุ่งยากและความลำบาก, และการทำให้อับอายตามลำดับ ในขณะที่ในมุมมองของทฤษฎีแก้ไขฟื้นฟูถือว่าเป็นการพ้นจากภิกษุภาวะเพื่อดำรงอยู่ในสถานะอื่นที่เหมาะสม, การแยกตัวผู้ต้องอาบัติออกไปจากพระสงฆ์เพื่ออบรมและขัดเกลาจิตใจ, และ การสำนึกผิด อาบัติอาจพิจารณาให้เป็นทฤษฎีใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสำนึกของผู้ต้องอาบัติเป็นสำคัญ อาบัติเป็นโทษที่มุ่งข่มขู่พระภิกษุผู้ไม่ละอายให้อยู่ในกฎเกณฑ์ตลอดเวลา ในขณะเดียวกัน อาบัติก็เป็นวิธีการที่เอื้อประโยชน์ต่อพระภิกษุผู้เป็นกัลยาณปุถุชนจนถึงพระอรหันต์ให้ดำรงตนสอดคล้องกับธรรม ภาคีทั้ง 5 ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียจากอาบัติมีบทบาทในการควบคุมความสำรวมในสิกขาบทและในอินทรีย์ของพระภิกษุ การศึกษาแสดงว่า การออกจากอาบัติเป็นการแก้ไขตนเอง เมื่อพระภิกษุต้องอาบัติ ต้องรีบออกจากอาบัติ


วิมุติวิทยาว่าด้วยการตื่นรู้อย่างฉับพลันและการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องของโบโจ จินูล, ถาปกรณ์ กำเนิดศิริ Jan 2020

วิมุติวิทยาว่าด้วยการตื่นรู้อย่างฉับพลันและการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องของโบโจ จินูล, ถาปกรณ์ กำเนิดศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แนวคิดทางวิมุติวิทยาเรื่องการตื่นรู้อย่างฉับพลันและการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องคือหลักการทางปรัชญาที่สำคัญของโบโจ จินูล แนวคิดดังกล่าวอธิบายว่า การตื่นรู้อย่างฉับพลันหมายถึงความเข้าใจที่มนุษย์มีต่อความหมายที่แท้จริงของจิตเดิมแท้ซึ่งบริสุทธิ์และมีคุณสมบัติแห่งการรับรู้เป็นธรรมชาติพื้นฐาน ส่วนการคิดแยกแยะในเชิงมโนทัศน์นั้นเป็นเพียงการแสดงตัวในโลกปรากฏการณ์ของคุณสมบัติแห่งการรับรู้ของจิตเดิมแท้ การคิดแยกแยะถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ "ปราศจากแก่นสาร" ในแง่นี้การปราศจากแก่นสารของการคิดแยกแยะถูกใช้เป็นรากฐานที่สำคัญในการยืนยันในความถูกต้องแท้จริงของหลักการเรื่องการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องในทัศนะของโบโจ จินูล วิทยานิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่าถึงแม้หลักการทางวิมุติวิทยาของโบโจ จินูล จะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการปราศจากแก่นสารของการคิดแยกแยะ แต่ในการพิจารณามนุษย์ในบริบทของการดำรงชีวิตอยู่จริงในโลกเชิงประจักษ์กลับทำให้เห็นว่า “ความจริงในเชิงการดำรงอยู่” ของการคิดแยกแยะนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจความหมายของความสัมพันธ์ของหลักการเรื่องการตื่นรู้และการปฏิบัติในทัศนะของโบโจ จินูล เป็นอย่างมาก กล่าวคือถึงแม้ความเข้าใจจะเกิดขึ้นได้อย่าง”ฉับพลัน” แต่ภายใต้บริบทแห่งชีวิตของปุถุชนการคิดแยกแยะยังคงมีผลอย่างต่อเนื่องต่อการดำรงอยู่ของของมนุษย์และผลดังกล่าวยังคงไม่สามารถดับสิ้นลงได้อย่างฉับพลันภายหลังการตื่นรู้ดังกล่าว การพิจารณาบทบาทของความคิดในมิติที่สัมพันธ์กับการดำรงอยู่ของชีวิตในโลกเชิงประจักษ์นี้จึงชี้ให้เห็นว่า การคิดแยกแยะในฐานะที่เป็นเนื้อหาของประสบการณ์ของมนุษย์ นั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการเข้าใจความสัมพันธ์ของการตื่นรู้และการปฏิบัติ และเป็นเหตุที่ทำให้โบโจ จินูล ให้ความสำคัญกับความจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจการคิดแยกแยะเหล่านี้ในฐานะตัวของมันเองและเพื่อถมช่องว่างระหว่างความเข้าใจกับการปฏิบัติให้สอดคล้องกัน


เรื่องเล่าราหูในสื่อสมัยใหม่ : การสร้างสรรค์และบทบาทในบริบทสังคมพุทธศาสนาไทย, ภัทรธรณ์ แสนพินิจ Jan 2019

เรื่องเล่าราหูในสื่อสมัยใหม่ : การสร้างสรรค์และบทบาทในบริบทสังคมพุทธศาสนาไทย, ภัทรธรณ์ แสนพินิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างสรรค์เรื่องเล่าราหูในสื่อสมัยใหม่และวิเคราะห์บทบาทในบริบทสังคมพุทธศาสนาไทย เรืองเล่าราหูในสื่อสมัยใหม่ที่ศึกษามีทั้งหมด 45 แหล่ง ทั้งจากสื่อสิ่งพิมพ์ ได้แก่ หนังสือและนิตยสาร มี 17 แหล่ง และสื่อดิจิทัล ได้แก่ เว็บไซต์, เฟซบุ๊กและยูทูบ มี 28 แหล่ง ผลการศึกษาพบว่าเรื่องเล่าราหูในหนังสือรวบรวมเรื่องของราหูฉบับเต็มและเป็นแหล่งข้อมูลต้นตอของเรื่องเล่าราหูในสื่ออื่นๆ เรียบเรียงขึ้นใหม่โดยอิงกับตำนานราหูจากวรรณคดีพราหมณ์-ฮินดู, วรรณคดีพุทธศาสนา และวรรณกรรมไทยด้วยกลวิธี 3 แบบ ได้แก่ (1) ตัดต่อ, (2) ปรับเปลี่ยนเนื้อหาโดยการดัดแปลงกับขยายความ และ (3)สร้างเรื่งอเล่าขึ้นใหม่ การตัดต่อคือการเลือกตำนานสำคัญเพื่ออธิบายภูมิหลังและชูบทบาทของราหูในเรื่องเล่า ได้แก่ ตอนกำเนิดเทพนพเคราะห์และตอนบุพกรรมกับพระอาทิตย์และพระจันทร์จากเฉลิมไตรภพ, พระพุทธเจ้าทรมานราหูจากจันทิมสูตรและสุริยสูตร ราหูฟังธรรมและได้รับพุทธพยากรณ์จากอรรถกถาโสณทัณฑสูตร การปรับเปลี่ยนเนื้อหาคือการดัดแปลงตำนานที่มีอยู่เดิมมาอธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้ราหูมีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นเทพที่ควรได้รับการบูชาในพุทธศาสนา ตำนานที่ดัดแปลง ได้แก่ ตอนราหูดื่มน้ำอมฤตเพื่อแสดงว่าราหูมิได้เป็นผู้กระทำความผิด และตอนที่ได้รับพุทธพยากรณ์ การสร้างขึ้นใหม่เป็นเล่าที่มาของสถานะความเป็นเทพของราหู และประสบการณ์บุคคลซึ่งไม่อิงกับตำนานที่มีอยู่เดิม ได้แก่ โชคลาภจากราหู และความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องราง เรื่องเล่าราหูในสื่อดิจิทัลมีพื้นที่จำกัดจึงมีเฉพาะตอนสำคัญ ได้แก่ กำเนิดและพงศ์พันธุ์, การลักดื่มน้ำอมฤต, การพบพระพุทธเจ้าและได้รับพุทธพยากรณ์, และการร่วมรจนาบทนะโม เรื่องเล่าราหูในสื่อสมัยใหม่มีบทบาทสำคัญทำให้ตำนานราหูจากวรรณคดีศาสนาและวรรณกรรมไทยเป็นที่รู้จักในสังคมไทยปัจจุบัน ช่วยสร้างเสริมความมั่นใจของผู้บูชา รับรองหรือสนับสนุนการบูชาราหูทั้งในแง่อามิสบูชาและปฏิบัติบูชา และช่วยอธิบายรูปแทนและเครื่องรางพระราหูที่ถูกสร้างขึ้นภายหลัง รวมถึงพิธีทรงเจ้าซึ่งอ้างว่าราหูเข้าร่างทรงเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นบทบาทของตำนานเทพปกรณัมในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูซึ่งเป็นพื้นฐานของตำนานเทวดาในพุทธศาสนาในการสร้างเรื่องเล่ารองรับความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับผีและวิญญาณในพุทธศาสนาปัจจุบัน


ลักษณะเด่นของตัวละครราวณะใน ปอุมจริยะ ของวิมลสูริ, บุณฑริกา บุญโญ Jan 2019

ลักษณะเด่นของตัวละครราวณะใน ปอุมจริยะ ของวิมลสูริ, บุณฑริกา บุญโญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปอุมจริยะของวิมลสูริเป็นวรรณคดีเรื่องรามายณะที่เก่าแก่ที่สุดของศาสนาเชนและมีอิทธิพลต่อรามายณะฉบับของศาสนาเชนฉบับอื่นที่แต่งขึ้นภายหลัง วรรณคดีเรื่องรามายณะของศาสนาเชนจัดอยู่ในวรรณคดีเรื่องเล่าประเภทปุราณะหรือจริตะ มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับแนวคิดศลากาปุรุษะซึ่งเป็นแนวคิดเกี่ยวกับวีรบุรุษในศาสนาเชน วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาลักษณะเด่นของตัวละครราวณะในเรื่องปอุมจริยะ ซึ่งเป็นตัวละครปรปักษ์ของเรื่อง และศึกษาความสัมพันธ์ของแนวคิดทางศาสนาเชนที่มีต่อตัวละครราวณะ ผลการศึกษาพบว่าลักษณะเด่นของราวณะในปอุมจริยะแบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ลักษณะเด่นด้านรูปลักษณ์, ลักษณะนิสัย, ลักษณะเด่นด้านความสามารถ และลักษณะเด่นด้านลบจากมุมมองของตัวละครอื่น ลักษณะเด่นเหล่านี้ของราวณะมีทั้งด้านดีและด้านร้าย สะท้อนมิติตัวละครที่เป็นมากกว่าตัวละครปรปักษ์ผู้ประพฤติแต่ความชั่ว แต่ยังมีลักษณะวีรบุรุษผู้ทรงคุณธรรมซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของราวณะในฐานะเชนศาสนิกผู้มีความภักดีต่อพระชินะ แนวคิดทางศาสนาเชนที่มีความสัมพันธ์ต่อตัวละครราวณะได้แก่แนวคิดทางจริยศาสตร์และแนวคิดเรื่องศลากาปุรุษะ กรอบแนวคิดทางจริยศาสตร์แบบเชนแสดงให้เห็นการสร้างตัวละครปรปักษ์ให้เป็นแบบอย่างของผู้ครองเรือนที่ไม่อาจรักษาอนุพรตไว้ได้อย่างสมบูรณ์ และท้ายสุดเมื่อสิ้นชีวิตต้องตกนรกเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ ซึ่งเป็นภาพตรงกันข้ามกับตัวละครเอกคือพระรามผู้ประพฤติตามหลักศาสนาและตามหลักอหิงสา เมื่อถึงบั้นปลายของชีวิตก็ได้ออกบวชบำเพ็ญตบะจนบรรลุความหลุดพ้น ในขณะที่กรอบแนวคิดเรื่องศลากาปุรุษะมีอิทธิพลในการดัดแปลงบทบาทของตัวละครให้ต่างออกไปจากรามายณะฉบับของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ตามแนวคิดศลากาปุรุษะ ราวณะเป็นประติวาสุเทวะซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับพระลักษมณ์ผู้เป็นวาสุเทวะ ประติวาสุเทวะจะถูกวาสุเทวะสังหารด้วยจักรของตนเอง ส่วนพระรามเป็นพลเทวะผู้ประพฤติอหิงสาและจะบรรลุความหลุดพ้น ในขณะที่ทั้งวาสุเทวะและประติวาสุเทวะจะต้องตกนรกเพราะกรรมที่ได้กระทำไว้ จึงนับได้ว่ากรอบแนวคิดทั้งสองข้างต้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปอุมจริยะเป็นรามายณะของศาสนาเชนอย่างแท้จริง


การอุทิศบุญในประเพณีเกี่ยวกับชีวิตของไทย : ความสำคัญและคำอธิบายร่วมสมัย, พระมหาอนุกูล เงางาม Jan 2019

การอุทิศบุญในประเพณีเกี่ยวกับชีวิตของไทย : ความสำคัญและคำอธิบายร่วมสมัย, พระมหาอนุกูล เงางาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคติเรื่องการอุทิศบุญในประเพณีเกี่ยวกับชีวิตจากวรรณคดีพระพุทธศาสนาภาษาบาลีที่สำคัญ และพิธีกรรมความเชื่อที่ยึดถือปฏิบัติในปัจจุบัน วรรณคดีพระพุทธศาสนาที่ใช้ศึกษา ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา มิลินทปัญหา มาเลยยเทวัตเถรวัตถุ และมังคลัตถทีปนี ส่วนพิธีกรรมความเชื่อศึกษาจากบทกรวดน้ำที่ใช้ในพิธีและคำอธิบายของพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียง 8 รูป ผลการศึกษาพบว่าพระไตรปิฎกมีความคิดเรื่องการอุทิศบุญจากการถวายทานแด่เทวดาหรือญาติผู้ล่วงลับ ในชั้นอรรถกถาเป็นต้นไป การอุทิศบุญถือว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่งหลังจากการทำบุญใด ๆ ซึ่งผู้รับส่วนบุญจะต้องรับรู้และอนุโมทนา ในประเพณีไทย การอุทิศบุญอยู่ในช่วงที่พระภิกษุสงฆ์สวดอนุโมทนาบุญและผู้อุทิศบุญกรวดน้ำ บทกรวดน้ำที่ใช้ในประเพณีไทยมีเนื้อหาและความคิดสอดคล้องกับวรรณคดีพระพุทธศาสนาในชั้นอรรถกถา ส่วนคำอธิบายเรื่องการอุทิศบุญของพระภิกษุร่วมสมัยมีส่วนที่เหมือนและแตกต่างจากวรรณคดีพระพุทธศาสนา กล่าวคือ มีทั้งท่านที่อธิบายตามคัมภีร์พระพุทธศาสนา, ท่านที่แสดงรายละเอียดเพิ่มเติมโดยอาศัยประสบการณ์ทางจิต, และท่านที่ไม่ให้ความสำคัญกับการอุทิศบุญอันเป็นผลจากการเน้นคำสอนอื่นที่สำคัญ แสดงให้เห็นว่าความคิดเรื่องการอุทิศบุญในสังคมไทยมีความหลากหลายในภาพรวม การอุทิศบุญยังคงมีความสำคัญในประเพณีเกี่ยวกับชีวิตของไทย เป็นการบำเพ็ญกุศลแก่ญาติผู้ล่วงลับรวมไปถึงมิตรสหายที่รู้จัก เจ้ากรรมนายเวร ทั้งสรรพสัตว์ต่าง ๆ ในโลก จึงถือว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่งที่ไม่จำกัดขอบเขตและให้ผลมาก


Current State And Guidelines For Development Of Thai Teachers Teaching In English Program In Thailand, Chonnikarn Wongsawat Jan 2019

Current State And Guidelines For Development Of Thai Teachers Teaching In English Program In Thailand, Chonnikarn Wongsawat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Although a number of previous studies have explored the current state and guidelines for development of teachers teaching in English Program, little research has been conducted regarding beliefs and practices of Thai teachers in the program. This study aimed to investigate the issues addressed above from 34 Thai teachers teaching in English Program at Saunkularb Wittayalai Thonburi School and Saint Gabriel’s College. The results of a questionnaire and a semi-structured interview showed that the teachers’ educational background was consistent with their responsible subject and the majority of the teachers had 1 – 5 years of teaching experience in English Program. …


Education Management Reform Strategies For Enhancing The Quality Citizenship In Cambodia, Chuonnaron Hang Jan 2017

Education Management Reform Strategies For Enhancing The Quality Citizenship In Cambodia, Chuonnaron Hang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research study aimed to 1) study the conceptual framework of education management reform and the quality citizenship; 2) study the current and desirable state of education management reform for enhancing the quality citizenship in Cambodia; 3) find out the needs in education management reform for enhancing the quality citizenship in Cambodia; 4) develop education management reform strategies for enhancing the quality citizenship in Cambodia. This study employed the research and development method (R&D). The data were collected from 710 respondents, consisting of 10 education policymakers, 30 Directors of MoEYS departments, 80 school administrators, 150 teachers, 80 School Support Committee …


The Development Of The English Content-Based Reading Materials For Buddhist Student Monks, Phatchareporn Supphipat Jan 2017

The Development Of The English Content-Based Reading Materials For Buddhist Student Monks, Phatchareporn Supphipat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objectives of this study are 1) to develop the English content-based reading materials for Buddhist student monks, 2) to examine the attitude of student monks towards the quality of the English content-based reading materials, and 3) to examine the attitude of teachers towards the quality of the English content-based reading materials. The study was conducted in 6 stages starting from the identification of needs to create materials to the evaluation of the effectiveness of the developed materials. The participants of 42 student monks and 3 English teachers were purposefully selected from the Education Department of Wat Phra Dhammakaya in …


การสร้างสรรค์เพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง เรื่องชัยมงคลคาถา, บุญเลิศ กร่างสะอาด Jan 2017

การสร้างสรรค์เพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง เรื่องชัยมงคลคาถา, บุญเลิศ กร่างสะอาด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การสร้างสรรค์เพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง เรื่องชัยมงคลคาถานี้ เป็นงานวิจัยที่ใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์เพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง เรื่องชัยมงคลคาถา และเพื่อสร้างองค์ความรู้ในกระบวนการสร้างสรรค์เพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง เรื่องชัยมงคลคาถา พบว่า เพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง เรื่องชัยมงคลคาถา ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ เพลงช้า เพลงเร็ว และรัวเพลงฉิ่ง ใช้สำหรับบรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ ในงานพิธีกรรมมงคล เพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง เรื่องชัยมงคลคาถา เป็นเพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง มีโครงสร้างตามขนบดุริยางคศิลป์ไทย ประพันธ์จากบทสวดชัยมงคลคาถา ใช้กลวิธีการประพันธ์ตามขนบ คือ การประพันธ์ทำนองจากต้นราก การยืดขยาย การยุบ การทอน และการประพันธ์แบบอัตโนมัติ ลักษณะพิเศษในการสร้างสรรค์เพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง เรื่องชัยมงคลคาถาคือ การประพันธ์ทำนองเพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง ขึ้นใหม่จากบทสวดมนต์ โดยใช้รูปแบบมือฆ้องวงใหญ่ สื่อถ้อยคำ ความหมาย ตลอดจนนัยแห่งหลักธรรมในพระพุทธศาสนา


คัมภีร์ตรีนิสิงเห : การตรวจสอบชำระและบทบาทในสังคมไทย, ณัฐธัญ มณีรัตน์ Jan 2017

คัมภีร์ตรีนิสิงเห : การตรวจสอบชำระและบทบาทในสังคมไทย, ณัฐธัญ มณีรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิชาเลขยันต์เป็นสิ่งสำคัญของการศึกษาไสยศาสตร์ในประเทศไทย เลขยันต์มีบทบาทในวิถีชีวิตของผู้คนจากอดีตถึงปัจจุบัน การศึกษาวิชาไสยศาสตร์แบบโบราณ ผู้ศึกษาจะต้องศึกษาคัมภีร์ลบผงเป็นอย่างแรก เริ่มต้นด้วยคัมภีร์ปถมัง จากนั้นจึงศึกษาคัมภีร์ลบผงสำคัญอีก 4 คัมภีร์ เนื่องจากคัมภีร์ลบผงเป็นบาทฐานสำคัญในการเข้าใจระบบเลขยันต์ คัมภีร์ตรีนิสิงเหเป็นหนึ่งในคัมภีร์ลบผงสำคัญทั้ง 5 คัมภีร์ มีเนื้อหาเกี่ยวกับเลข การแทนค่าตัวเลขและที่มาของตัวเลขต่าง ๆ ช่วยให้ผู้ศึกษาเข้าใจเลขที่ใช้ในระบบเลขยันต์ต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง คัมภีร์ตรีนิสิงเหเป็นคัมภีร์ที่หลงเหลือต้นฉบับอยู่น้อยที่สุด การสืบทอดองค์ความรู้ก็เหลืออยู่น้อยเช่นกัน การตรวจชำระต้นฉบับจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรักษาองค์ความรู้ไว้ไม่ให้สูญหาย คัมภีร์ตรีนิสิงเหประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ส่วน คือ บทนมัสการครู การทำอัตราทวาทสมงคล ที่มาของอัตราทวาทสมงคล การคูณหารอัตราทวาทสมงคลและอุปเท่ห์ ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้คัดเลือกต้นฉบับคัมภีร์ตรีนิสิงเหจำนวน 6 สำนวนมา ปริวรรตและตรวจสอบชำระ เพื่อศึกษาลักษณะภาษา เนื้อหา โครงสร้างและแนวคิดสำคัญในเนื้อหา โดยเฉพาะแนวคิดทางพุทธศาสนา และบทบาทสำคัญที่มีต่อสังคมไทย คัมภีร์ตรีนิสิงเหไม่เพียงประกอบด้วยแนวคิดเกี่ยวกับศาสนา แต่ยังมีบทบาทสำคัญในสังคมไทยนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ ด้านวิทยาการความรู้โบราณ ด้านศาสนาและความเชื่อ ด้านสังคมและวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันความสำคัญของคัมภีร์ตรีนิสิงเหต่อสังคมไทย และความจำเป็นในการศึกษาและอนุรักษ์องค์ความรู้ของคัมภีร์นี้เอาไว้


วัจนลีลาในร้อยกรองของพาณะ, นาวิน โบษกรนัฏ Jan 2017

วัจนลีลาในร้อยกรองของพาณะ, นาวิน โบษกรนัฏ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พาณะเป็นกวีสันสกฤตในสมัยต้นคริสต์ศตวรรษที่ 7 ผู้มีชื่อเสียงจากการประพันธ์ร้อยแก้วเรื่องกาทัมพรีและหรรษจริต แต่งานร้อยกรองของพาณะยังไม่มีผู้ใดศึกษา รวมทั้งยังมีร้อยกรองอีกจำนวนหนึ่งที่เชื่อกันว่าอาจเป็นผลงานของพาณะแต่ก็มิอาจระบุผู้แต่งได้อย่างชัดเจน วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งศึกษาวัจนลีลาในร้อยกรองของพาณะตามแนววัจนลีลาศาสตร์และทฤษฎีรีติ และนำวัจนลีลาที่ได้มาวิเคราะห์บทประพันธ์ร้อยกรองที่มีปัญหาผู้แต่งว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเป็นผลงานของพาณะ ข้อมูลที่นำมาศึกษาจึงประกอบด้วยร้อยกรองกลุ่มที่ยอมรับกันว่าเป็นของพาณะโดยไม่มีข้อขัดแย้ง และร้อยกรองที่มีปัญหาผู้แต่งอีก 68 บท ผลการศึกษาพบว่า ร้อยกรองของพาณะมีวัจนลีลาที่โดดเด่น ได้แก่ การใช้ยมกขนาดสั้น การใช้อนุปราสะอย่างแพรวพราว เศลษะ การวางคำกริยาไว้ข้างหน้าบาท สมาสยาว ประโยคยาว การใช้ฉันท์ที่สอดคล้องกับความหมายของบทประพันธ์ และการข่มผู้อื่น สอดคล้องกับวัจนลีลาในร้อยแก้วที่เคยมีผู้ศึกษาไว้แล้ว ถึงแม้ว่าวัจนลีลาเหล่านี้บางประการอาจพบในผลงานของกวีร่วมสมัยคนอื่นด้วย แต่งานร้อยกรองของพาณะก็มีลักษณะโดดเด่นที่ไม่พบในงานของกวีร่วมสมัย ได้แก่ การใช้เศลษะที่แปลได้ 3 ความหมาย การใช้ประพันธสรรพนามตัวเดียวในบทประพันธ์ และการข่มผู้อื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม การวิเคราะห์วัจนลีลาดังกล่าวทำให้เข้าใจลีลาภาษาของพาณะได้ชัดเจนตรงกับความเป็นจริงมากกว่าการใช้ทฤษฎีรีติซึ่งเกิดขึ้นทีหลังงานประพันธ์ของพาณะและมุ่งเน้นวิเคราะห์และจัดกลุ่มลีลาการใช้ภาษาให้เป็นแบบใดแบบหนึ่ง เมื่อนำวัจนลีลาที่ได้มาวิเคราะห์ร้อยกรองที่มีปัญหาผู้แต่งทั้ง 68 บท ผลปรากฏว่า ร้อยกรองเหล่านี้อาจแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม เรียงตามลำดับความสอดคล้องกับวัจนลีลาดังกล่าวจากมากไปหาน้อย กล่าวคือ มีร้อยกรองจำนวน 6 บทที่มีความเป็นไปได้มากว่าจะเป็นผลงานของพาณะเนื่องจากมีลักษณะภาษาตรงกับวัจนลีลาที่วิเคราะห์ได้จากร้อยกรองของพาณะเป็นอย่างมาก ส่วนร้อยกรองอีก 34 บทมีความเป็นไปได้พอสมควรที่จะเป็นร้อยกรองของพาณะ เพราะวัจนลีลาค่อนข้างตรงกัน ขณะเดียวกันก็มีร้อยกรองจำนวน 26 บทที่เป็นไปได้น้อยว่าจะเป็นงานของพาณะ เพราะ วัจนลีลาตรงกันน้อย นอกจากนี้ยังมีร้อยกรองอีก 2 บทที่สรุปไม่ได้ว่าเป็นผลงานของพาณะ จากการศึกษาทำให้เห็นว่า ลีลาภาษาของกวีนับเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ปฏิเสธไม่ได้ ลีลาในร้อยกรองที่ไม่มีปัญหาผู้แต่งสามารถนำมาเป็นเครื่องมือช่วยพิสูจน์ร้อยกรองที่มีปัญหาเรื่องผู้แต่งได้ และอาจแก้ข้อสงสัยในประวัติวรรณคดีสันสกฤตได้ในระดับหนึ่ง